ดินสอ สีไม้1,105 reviews182 followersFollowFollowJanuary 22, 2020บันทึกเรียบง่าย ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงชีวิต 4 ปี ที่ยากลำบากของครอบครัวครอบครัวหนึ่ง.. ผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่งในช่วงเวลาที่กัมพูชากำลังเปลี่ยนแปลงไปเป็นคอมมิวนิสต์อ่านหนังสือสงครามกี่ครั้งประชาชนก็ยังคงเป็นผู้ทุกข์ตรมเสมอมายิ่งไปอ่านประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นยิ่งมองเห็นว่า การกระทำของผู้มีอำนาจเหล่านั้นไม่เคยมองเห็นหัวประชาชนเลย2020 thai
panuchread127 reviews120 followersFollowFollowNovember 27, 2023หลังๆ นี้เราเพิ่งค้นพบตัวเองว่าชอบอ่านนิยายอิงประวัติศาสตร์ (จริงๆ คงชอบมานานแล้วแต่เพิ่งระลึกได้ 🥹 เพราะหนังสือเล่มโปรดก็เป็น historical fiction อยู่หลายเล่ม) แต่ยังไม่เคยขยับไปอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ที่เป็น non-fiction จริงๆ จังๆ สักทีเล่มนี้อาจจะนับได้ว่าเป็นเล่มแรก (เท่าที่จำได้) แต่ด้วยความที่มันเป็น memoir ก็เลยอ่านง่าย เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องนั่งเรียงไทม์ไลน์หรือจำชื่อบุคคลต่างๆ ให้วุ่นวาย4 ปี นรกในเขมร ถูกเขียนขึ้นโดยหญิงชาวญี่ปุ่นชื่อ “ยาสึโกะ” ซึ่งมีสามีเป็นนักการทูตชาวเขมร ยาสึโกะเกิดในตระกูลที่ดี การศึกษาดี ชีวิตดี ถือเป็นอีลีตคนนึงได้เลย แต่เพราะดันอยู่ในเขมรช่วงที่มีสงครามเขมรแดงพอดี ก็เลยทำให้ทั้งครอบครัวต้องอพยพจากเมืองหลวงไปอยู่ตามป่าตามเขา เจอโรคภัย เจอความแร้นเค้น และแม้แต่ในภาวะสงครามก็ยังมิวายเจอคนประสาทแดก คอยจิกกัดกลั่นแกล้งแซะกันเหมือนในละครหลังข่าว และแน่นอนว่าสปีชีส์ชายแทร่ก็ถือกำเนิดขึ้นแล้วเช่นกัน ก็เลยเต็มไปด้วยชายแทร่หญิงแทร่มนุดป้ามนุดลุงมากมายคืออ่านเรื่องความลำบากในภาวะสงครามก็หดหู่พออยู่แล้ว พอมาเจอคนสันดานเสียโดยเนื้อแท้ก็ยิ่งทำให้หดหู่และหงุดหงิดหนักขึ้นไปอีก แบบอะไรวะเนี่ยยยย แต่ยังดีที่ยาสึโกะเจอคนดีๆ คนมีน้ำใจมากกว่า มีมิตรแท้ที่คอยช่วยเหลือกันให้แต่ละวันมันผ่านพ้นไปได้ในอีกแง่หนึ่งเราก็เข้าใจคนที่ประสาทแดก (แบบที่ไม่ใช่จากสันดาน) เพราะสถานการณ์มันแย่จริงๆ ไม่แปลกที่คนจะคลั่ง จะเสียสติ ไม่แปลกที่คนดีๆ จะกลายเป็นคนขี้ขโมยและเห็นแก่ตัว (ในเล่มมีโควทที่พูดถึงประเด็นนี้ด้วย ดี) ดูไว้ได้เลยว่าสงครามให้อะไรกับประชาชนยาสึโกะแอบเขียนบันทึกนี้อย่างลับๆ ตลอด 4 ปีที่ใช้ชีวิตในประเทศที่กำลังมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างดุเดือด ขยับตัวทำอะไรนิดหน่อยก็เสี่ยงโดนจับโดนฆ่า เรานับถือมากที่ยาสึโกะสามารถเขียนและเก็บรักษาบันทึกนี้ได้ตลอดรอดฝั่ง ทำได้ไง นอกจากสงครามและความชั่วร้ายของเขมรแดงแล้ว มันยังเป็นยุคเปลี่ยนผ่านที่เขมรพยายามจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์เต็มตัว บังคับให้ประชาชน (ที่แทบจะเหมือนนักโทษอยู่ร่อมร่อ) ทำงานและอยู่กินกันแบบคอมมิวนิสต์โมเดล เงินไม่มีความหมายอะไรเลย คนแลกเสื้อผ้ากับของกิน แลกของกินกับยา แลกยากับเสื้อผ้า วนลูปไปมา วันดีคืนดีทหารก็บุกมายึดสมบัติไป ห้ามใครมีอะไรเก็บไว้กับตัว สั่งให้ย้ายบ้านก็ต้องย้าย สั่งให้ไปตายก็ต้องไปรวมๆ มันคือหนังสือที่ถ่ายทอดความหดหู่ขมขื่นออกมาได้แบบไม่ฟูมฟายอีกแล้ว พูดเรื่องดินฟ้าอากาศ พูดเรื่องอาหารการกิน งานที่ทำ คนที่พบเจอ บางวันก็รำพึงรำพันพระจันทร์สวย คิดถึงอาหารญี่ปุ่น ฝันถึงลูกถึงผัว ฯลฯ คือเล่าไปเรื่อยๆ จริงๆ ความสุนทรีย์ไม่กี่อย่างที่พอจะจับได้คือการที่ยาสึโกะได้คุยกับคนดีๆ ถูกคอ มีร้องรำทำเพลงบ้าง กับวันนั้นได้กินของอร่อย แต่คิดอีกทีที่มันอร่อยเพราะมันต้องอร่อยมั้ย ของกินมันมีแค่นั้น อึ่งอ่างอร่อย ตะขาบอร่อย แมงมุมอร่อย เพราะมันก็ดีกว่ากินน้ำข้าวเปล่าๆ รึเปล่าพอเจอหนังสือรสชาติแบบนี้ทีไรมันจะทำงานกับเรามาก เราไม่ถูกยัดเยียดให้รู้สึก แต่ความรู้สึกมันเคลื่อนที่ไปเอง บันทึกของยาสึโกะเต็มไปด้วยข้อความสั้นๆ บางวันมีแค่บรรทัดเดียว แต่อ่านแล้วโคตร deep ยังไม่ทันจะเศร้ากับวันนี้เสร็จ เรื่องของวันพรุ่งนี้ก็ถาโถมเข้ามาแล้ว แค่อ่านเรายังรู้สึกว่าไอเหี้ย มนุษย์เรามันอยู่แบบนี้กินแบบนี้ได้จริงหรอวะ แล้วผู้คนที่เผชิญกับสภาวะเหล่านั้นจริงๆ ล่ะ อ่านแล้วเกลียดสงครามมากๆ เพราะคนที่เดือดร้อนที่สุดคือคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย
top.511 reviews118 followersFollowFollowFebruary 28, 2019ถ้าทราบถึงภาพรวมของสถานการณ์ในประเทศกัมพูชาช่วงกลางยุค 70 มาก่อนจะเข้าถึงสิ่งที่บันทึกเล่าได้มากขึ้น จากภาพมุมสูง คุณยาสึโกะผู้ (แอบ) จดบันทึกพาเราสลับกลับมาเป็นมุมมองระดับสายตา เป็นพยานต่อการเอาชีวิตรอดภายใต้หนทางที่รัฐบอกว่าจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า"การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์" อาจเป็นสิ่งที่ถูกต้องจากมุมมองของแต่ละฝ่าย หากแต่รายละเอียดเส้นทางสู่เป้าหมายดังกล่าวจะถูกต้องเหมาะสมหรือไม่นั้น นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างจากเสียงเล็กๆ หลายเสียงที่เราควรศึกษาและให้ความสำคัญกันครับ
Puppybluesea63 reviews8 followersFollowFollowDecember 24, 2013เป็นหนังสือเก่า หาอ่านยาก(คงไม่มีพิมพ์แล้ว) บังเอิญเจอที่ร้านขายกาแฟ แต่มีหนังสือเยอะแยะมากมาย ประดุจห้องสมุด ชื่อร้าน คอฟฟี่ มอนิ่ง ในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน หนังสือปันกันอ่านเยอะแยะ เห็นชั้นวางหนังสือแล้วไม่อยากไปไหนเลย สรุป วันนั้นนั่งอ่านหนังสือจิบกาแฟทั้งวัน อากาศก็ดี(ไม่เห็นเกี่ยวกะเขมรเลย ฮ่าๆ) ได้ลองหยิบเล่มนี้มาอ่านดูเพราะเพิ่งไปเที่ยงนครวัดมา ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าเหตุการณ์นี้เพิ่งเกิดได้แค่ 30 ปีที่แล้ว เจ้าของเรื่องเป็นหญิงญี่ปุ่น แต่งงานกับนักการฑูตกัมพูชา เพิ่งย้ายกลับมาอยู่พนมเปญหลังสามีเกษียณอายุ หลังเขมรแดงบุกพนมเปญ ชีวิตของเธอน่าสงสารมาก อ่านแล้วหดหู่ใจ ไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์ทำร้ายกันเองได้ขนาดนี้
Luk-Wa378 reviews21 followersFollowFollowAugust 23, 2026นับถือความเข้มแข็งอดทน รู้จักปรับตัวของยะสึโกะซังสมกับเป็นภรรยาของนักการทูตและคนญี่ปุ่นจริงๆ ควบคุมสติอารมณ์ได้ดีเยี่ยม ไม่สติแตกไปซะก่อน เพราะสูญเสียครอบครัวทั้งหมดเหลือตัวคนเดียวในต่างแดนไดอารีของเธอ เรื่องราวที่เขียนถึงบ่อยสุดคือการคิดถึงคนในครอบครัว, อาหาร และการเจ็บป่วย ชีวิตมนุษย์เราช่างเปราะบาง และต้องการแค่สิ่งพื้นฐานในการดำรงชีวิตก็เท่านั้นเอง ณ ตอนนี้ เขมรก็ยังมีผู้นำแบบเดิม ไม่ต่างจากในอดีต ผู้นำปั่นหัวประชาชนเพื่ออำนาจของตัวเอง จริงๆก็ไม่ต่างกับประเทศไทยของเรา น่าเศร้าเหมือนกันตรงที่ผู้นำไม่ได้ทำเพื่อประเทศชาติเลย -----‐------------------------------------------------------------หญิงคนหนึ่ง เกิดในตระกูลดี มีการศึกษาดีแต่งงานกับข้าราชการชั้นสูงของเขมร ฐานะครอบครัวสุขสบาย และดําเนินชีวิตเยี่ยงบุคคลในสังคมชั้นสูง แต่ต้องตกระกําลําบาก แร้นแค้น อดอยาก ต้องพบสภาพยิ่งกว่าบ้านแตกสาแหรกขาด สูญเสียคนที่รักไปทีละคนต่อหน้าต่อตา ตลอดระยะเวลา4ปี อันแสนโหดร้ายนั้น เท่ากับวาระการเป็นทูตในต่างประเทศ ซึ่งมีงานเลี้ยงส่งและการเลี้ยงต้อนรับอย่างสมเกียรติและเป็นพิธีการผมอยากให้คนทั้งโลกได้ยินเสียงเพลงบทนี้ได้เห็นภาพซึ่งอยู่เบื้องหน้า ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดรวดร้าวซึ่งไม่อาจวัดได้ ด้วยมาตราใดก็ตามในโลก บางทีทุกคนจะได้รู้ว่าผลของ การกระหายอำนาจ ความมักใหญ่ใฝ่สูงนั้น ได้ทําให้คนอื่น ๆ ที่ไม่เคยรู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยต้องเป็นอย่างไรบ้างทุกสิ่ง สูญหายไปพร้อมกับการเริ่มของสงคราม---และอีกนานเท่าใดไม่มีใครรู้ได้ว่า สิ่งเหล่านั้นจะกลับคืนมา คงได้แต่หวัง ว่าจะกลับคืนมา เมื่อความชอกช้ำทั้งมวลได้ผ่านไปเนิ่นนาน จนกลายเป็นประวัติศาสตร์แห่งความอัปยศของมนุษยชาติ-------------------------------------------------------------------"ฉันสวดมนต์ภาวนาให้ได้กลับไปญี่ปุ่นเร็วๆ และมักจะ ฝันเห็นเจ้าแม่กวนอิมลอยมาเหนือเมฆ ทําให้รู้สึกไปว่าท่านคงรับฟังคำสวดอ้อนวอนของฉัน มีความหวังขึ้นมาว่าจะได้กลับไปจริงๆฉันรู้สึกเหงา เมื่อนอนอยู่คนเดียวก็มักจะนึกถึงภาพสามี ลูกชาย และลูกสาว ฉันอยากมีเพื่อนพูดคุย อยากได้หัวเราะเล่นบ้าง แต่เพื่อนบ้านก็เปลี่ยนไป""ในที่สุด วันนี้ก็มาถึง ฉันจะได้กลับประเทศญี่ปุ่นแล้ว รู้สึกขอบคุณครูเรียง เจ้าหน้าที่ที่มารับบอกว่า 'เราจะขึ้นเฮลิค็อปเต้อร์จากเสียมเรียบไปพนมเปญ''ลาก่อน กัมพูชา---ลาก่อนทุกสิ่งทุกอย่าง ความทุกข์ ความสุข ความดีใจ ความรัก และทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เกิดขึ้น ในชีวิตของฉันระหว่างอยู่ที่นี่""อิสรภาพช่างเป็นสิ่งหอมหวาน และเป็นสิ่งที่ดีเหลือเกิน ฉันไปไหนก็ได้ ดูอะไรก็ได้ พูดอะไรก็ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างอิสรเสรี ฉันคอยโอกาสเช่นนี้มานาน ที่ฝันไว้ว่า เมื่อกลับถึงญี่ปุ่นจะทําอะไรบ้าง ฉันก็จะค่อยๆ ทําให้เป็นจริงขึ้นมาให้ได้""คำพังเพย 'เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามนั้น' ฉันยึดถือว่า เมื่อไปอยู่เมืองอื่น ถ้ามัวคิดว่าตัวเองเป็นคนญี่ปุ่น และวางตัวเป็นคนญี่ปุ่นก็จะอยู่ยาก ฉันจึงต้องพยายามใกล้ชิด คนทุกชั้น เป็นมิตรกับทุกคน และพยายามทําความเข้าใจพวกเขา แม้ตอนที่ฉันทํางานไม่ได้ ทุกคนก็ยังแบ่งอาหารให้ ปฏิบัติต่อฉันราวกับเป็นญาติของเขาคนหนึ่ง""ครอบครัวเล็กๆที่เป็นสุขของฉันสลายไปในเวลาไม่นาน แทบจะชั่วพริบตา เพราะอะไรก็ไม่รู้ได้"
Natt955 reviewsFollowFollowAugust 10, 2025เราอ่านฉบับพิมพ์ครั้งที่ 6 พ.ศ. 2539 โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ซื้อเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2546 และหยิบมาอ่านในช่วงสถานการณ์ตึงเครียดที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และเป็นปีที่ยูเนสโก ขึ้นทะเบียน 'คุกตวลสเลง' และ 'ทุ่งสังหารเชิงเอก' เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม บันทึกสั้น ๆ ระยะเวลา 4 ปี จากวันที่ผู้เขียนเดินทางออกจากเมืองพนมเปญ บอกเล่าให้เราเห็นความยากลำบาก ทั้งระหว่างเดินทาง อาหารการกินแบบปันส่วน เสียงปืน และน้ำใจในระหว่างผู้อพยพด้วยกันเวลาบรรยายถึงอาหารการกิน .. มันรันทดใจมากจริง ๆ โชคดีที่เธออดทน รอดชีวิตจนได้เผยแพร่บันทึกเรื่องราวนี้ต่อชาวโลก
☆D•E•A•R☆46 reviews1 followerFollowFollowJune 13, 2020ร้องไห้ หวาดกลัว และสงสารทั้งเล่ม แต่เหนืออื่นใด แม้แต่ในเวลาที่เลวร้ายที่สุด เราก็ยังพบความเอื้อเฟื้อ และความดี ในตัวมนุษย์
namsai15 reviews2 followersFollowFollowMarch 1, 2024สงครามเขมร คือหนึ่งในสงครามที่ทำเราหดหู่มากทึ่สุดเลยอะ น่าจะเพราะใกล้ตัว ทำให้เราอ่านไปไม่เท่าไหร่ก็ร้องไห้ สงสารชะตากรรมของทุกคนที่ต้องตายเพราะความบ้าอำนาจของคนหยิบมือเดียว.เล่มนี้คือบันทึกจริงของ ยาสึโกะ ผู้หญิงชาวญี่ปุ่นที่ได้สามีเป็นนักการทูตชาวเขมร -โศ ทันลัน มีลูกด้วยกัน และอาศัยในกรุงพนมเปญ คือ ยาสึโกะ เป็นคนที่ร่ำรวย มีอันจะกิน ลูกบางคนเป็นหมอ สามีก็เป็นนักการทูต มีเส้นสายกับคนใหญ่คนโตมากมาย มีบ้านใหญ่โตในเมืองหลวงอย่างพนมเปญ (ซึ่งคนเหล่านี้คือเป้าหมายหลักของกลุ่มเขมรแดง เดี๋ยวจะพูดถึงข้างล่าง) แต่พอเขมรแดงเข้ายึดอำนาจ ยาสึโกะ ต้องสูญเสียทุกอย่าง เสียลูก เสียสามี เสียอิสรภาพ เกือบจะตายแล้วด้วยซ้ำถ้าชาวบ้านไม่ช่วยดูแล ตามความเป็นจริงแล้วยาสึโกะกับลูกอีกคนที่ถือสัญชาติญี่ปุ่นสามารถลี้ภัยกลับประเทศญี่ปุ่นได้ แต่ยาสึโกะไม่ไปเพราะอยากอยู่กับสามีและลูกที่เหลือ (fact คือ ผู้หญิงเขมรที่มีสามีเป็นชาวต่างชาติสามารถลี้ภัยไปได้พร้อมสามี แต่ถ้าเป็นผู้ชายชาวเขมรมีภรรยาเป็นชาวต่างชาติจะไม่สามารถตามไปด้วยได้ ครอบครัวยาสึโกะเป็นอย่างหลัง).ฉากที่ทำเราโฮรเป็นเผาเต่าในตอนตี 2 คือตอนที่เขมรแดงเข้ายึดพนมเปญ ไล่ให้ทุกครอบครัวออกจากพนมเปญให้เร็วที่สุด พอครอบครัวยาสึโกะออกรถไปได้สักพักเกิดเป็นห่วงบ้านขึ้นมา เลยแอบวนกลับไปที่บ้านก่อน โศทันลันกลับไปรดน้ำต้นมะพร้าวที่เพิ่งเอามาปลูก ส่วนยาสึโกะเอาเนื้อมาคลุกกับข้าวให้กับสุนัขที่เลี้ยงไว้ คือไม่มีใครรู้เลยว่าจะไม่มีใครได้กลับบ้านอีกแล้วอะ เราเคยดู ‘เมื่อพ่อของฉันถูกฆ่า‘ ซึ่งดำเนินเรื่องผ่านเด็กหญิงชาวเขมรซึ่งเป็นลูกสาวคนเล็กของครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังโตกลางพนมเปญ เด็กคนนี้ก็จะมองทุกอย่างด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ ก่อนจะออกจากบ้านก็ขอเอาชุดกระโปรงตัวเก่งไปด้วยได้ไหม คือคนเหล่านี้ทำผิดอะไรนักหนา.พูดถึงเขมรแดงนิดนึง คือคนกลุ่มนี้เป็นคอมมิวนิสต์ที่อยู่ใต้จีนอีกที มีความเชื่อว่าโลกไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยนายทุนในโลกทุนนิยม แต่ขับเคลื่อนได้โดยกลุ่มคนชนชั้นกรรมาชีพ เลยพยายามจะจับตัวคนที่เป็นส่วนหนึ่งของทุนนิยมทั้งนักแสดง หมอ ครู ศิลปิน ชนชั้นสูง คนรวย คนที่อาศัยอยู่ในพนมเปญ รวมถึงคนที่ใส่แว่นให้ลงมาทำงานเกษตรเยี่ยงชนชั้นกรรมาชีพให้หมดอย่างเท่าเทียมกัน (ซึ่งเขมรแดงบุกพนมเปญในวันที่ 17 เมษา เพราะถือเป็นวันปีใหม่ของกัมพูชา เหมือนว่าเขมรแดงต้องการที่จะรีเซ็ทประเทศใหม่หมด) ดังนั้นคนที่ตายในยุคเขมรแดงคือตายเพราะทำงานหนัก ตายเพราะอดอยาก ส่วนที่เหลือก็ถูกพาไปสังหารไม่ว่าจะในทุ่ง(ที่เรียกกันว่าทุ่งสังหาร) หรือเอาไปขังคุกที่ไม่มีวันได้ออกอย่างตวลเสลง.🥥 ขออธิบายคร่าว ๆ ว่าสงครามเขมรนี้คือสงครามตัวแทนในยุคสงครามเย็นที่โลกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายคือ 1.เสรีนิยม นำโดยอเมริกา 2.คอมมิวนิสต์ นำโดยโซเวียต แต่ในเอเชียออกเฉียงใต้มันจะซับซ้อนกว่านั้นคือไอ้คอมมิวนิสต์มันแตกกันเอง เพราะแนวทางการเป็นคอมมิวนิสต์ไม่ตรงกัน (จีนให้บูชาตัวบุคคล -เหมาเจ๋อตง แต่ของโซเวียตหลังจากสตาลินตายก็ไม่อยากให้บูชาตัวบุคคลอีกแล้ว ก็เลยตีกัน อเมริกาก็ตัวเสี้ยมอันดับ 1 ไปเข้ากับจีนให้มันจบ ๆ เพราะชั้นก็ไม่ชอบหน้าโซวียตอยู่ละ ศัตรูของศัตรูคือมิตร อะไรเทือกนั้น) ประกอบกับตอนนั้นการเมืองในเขมรค่อนข้างที่จะระส่ำระสาย เพราะนโรดมสีหนุ ที่เคยเป็นกษัตริย์ลงมาเล่นการเมืองและกำลังจะสูญเสียอำนาจ ผู้นำหลักของเขมรแดงอย่างพอลพตก็มีความสัมพันธ์อันดีกับเหมา เจ๋อตง มันก็เลยมีการยื่นหมูยื่นแมวกันระหว่างกลุ่มเขมรแดงกับจีน.🥥 จากที่นโรดมเป็นคิง -> สถาปนาตัวเองเป็นนายก -> เสียอำนาจ ประกอบกับโซเวียตกับจีนไม่ถูกกัน อเมริกาก็เลยอาศัยจังหวะนี้ไปเข้ากับจีนเพื่อที่จะได้มีอำนาจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ -> นโรดมหาทางขึ้นอำนาจใหม่โดยการเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ในกัมพูชา aka เขมรแดง -> นโรดมดันสนิทกับจีนเลยยื่นหมูยื่นแมวกับจีน ว่าจีนสามารถมีอิทธิพลในกัมพูชาได้โดยการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ใต้ดินของกัมพูชา (เขมรแดง) แต่ต้องแลกกับการให้นโรดมกลับมามีอำนาจอีกครั้ง (คอมมิวนิสต์เกลียดพวกชนชั้นสูง อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ไปไม่ได้กับการมีอยู่ของราชวงศ์ แต่ก็ดีลกันได้ สรุปคือไร) -> ตอนนั้นพอลพตที่นำเขมรแดงก็สนิทกับเหมาเจ๋อตง เลยโอเค สรุปก็คืออุดมการณ์ทางการเมืองก็เป็นแค่เครื่องมือที่ใช้แย่งอำนาจกันเป็นใหญ่แค่นั้น ส่วนคนที่ต้องมาทนทุกข์ทรมานคือประชาชน.⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️ ที่สำคัญคือคนที่กระทำความผิดทั้งหมดไม่ว่าจะพอลพต นโรดม หรือใครก็ตามที่ทำให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนี้ก็ไม่ได้เอามาลงโทษตามกฎหมายอย่างที่ควรจะเป็น แก่ตายไปซะอย่างนั้น รวมทั้งตอนที่พอลพตลี้ภัยมาที่ชายแดนไทย ไทยก็อารักขาพอลพตอย่างเต็มกำลัง เพราะไทยรักอเมริกา อเมริการักจีน จีนรักเขมรแดง ไทยเลยรักเขมรแดงด้วย🙄 หรือแม้กระทั่งนโรดมก็ได้กลับมาครองราชย์อีกครั้งด้วยซ้ำ หดหู่กว่าเดิม.สงครามไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรกับใครเลยอะ ไม่ว่าจะสงครามโลก สงครามเย็น สงครามตัวแทน แต่โลกก็ยังไม่เรียนรู้ ปัจจุบันก็ยังมีสงครามอยู่ดี ประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็ตายลงทุกวัน
Nuttawat Kalapat719 reviews52 followersFollowFollowNovember 26, 20204 ปีนรกในเขมรผู้เขียน ยาสึโกะ นาอิโตะผุ้แปล ผุสดี นาวาวิจิตสำนักพิมพ์: ผีเสื้อ...จุกอก ทรงพลัง เรียล อ่านแล้วหดหู่ สะเทือนใจกว่าที่คิดครับ ความหดหู่ในเรื่องมันมากกว่าชื่อหนังสือด้วยซ้ำ อยากจะแนะนำว่า "ต้องอ่าน" ผู้แปลแปลดีมากไม่ผิดหวังอยู่แล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นมันจริงซะยิ่งกว่าจริง..บันทึกตลอด 4 ปีของ ผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยาของฑูตชาวเขมรทั้งสองอาศัยอยู่กับครอบครัวในเขมร ในเมืองหลวงที่ร่ำรวยในช่วงเวลาที่กัมพูชากำลังเปลี่ยนแปลงไปเป็นคอมมิวนิสต์(ยุคสมัยจอมพลพอลพต)ช่วง 2518 เป็นต้นไปครอบครัวจึงโดนไล่ บังคับ ระหกระเหินออกมาภายใต้การควบคุมของทหารทำให้เราเห็นเต็มๆ ตา ว่า คอมมิวนิสต์ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงได้แค่ไหนจากคนที่เคยอยู่สูงที่สุดกลับมาซวยขนาดนี้ได้อย่างไร.มนุษย์คนนึงจะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายสุดๆได้แค่ไหน ต้องใช้พลังใจมากแค่ไหน ทนทุกข์ยังไง ปรับตัวยังไง เล่มนี้บอกได้.ยกตัวอย่างความซวยและความโหด + เกร็ดความรู้ (สปอยนะครับ)- พ่อ ลูกทั้งสอง ตาย หมด- จากที่เคยกินหรู หมา แมว หนูนา กบ เขียด งู เสือ ตะขาย แมงป่อง เธอต้องกินหมด- คาดว่าชาวพนมเปญกว่า 3 ล้านคนที่ถูกกองทัพขับไล่- แรงงานสมัยนั้น ถ้าเป็นเด็ก 10 ขวบก็ถูกเกณฑ์ไปทำถนน โตมาหน่อยก็ให้ไปถางป่า แก่หน่อยก็มุงหลังคา เลี้ยงไหม ทำยาสูบ ดำนำ- มีคนตายเพราะโรคท้องร่วง โรคมาลาเรีย โรคขาดสารอาหารเยอะมาก- ถ้าขี้เกียจทำงานก็จะโดนเฆี่ยนด้วยแส้- ทุกคนห้ามมีทรัพย์สมบัติส่วนตัว ทหารจะยึดไปหมด (ตามระบอบคอมมูนิสต์)- ระบบการใช้ชีวิตใช้การแลกเปลี่ยนของอย่างเดียว เช่น กางเกงและเกลือ เกลือแลกข้าว ข้าวแลกน้ำตาล แรงงานแลกอาหารเป็นต้น- - ข้อสังเกตุของผมคืออาหารเขมรคล้านอาหารอีสานบ้านเรานี่แหละ ่น ยำงู แกงไข่มดส้ม ตำแตงกวา ปลาร้า หนุย่าง ต้มเสือปลา คางคก ๆลๆ---..แต่ในมุมร้ายก็อาจจะเห็นมุมดีของเพื่อนมนุษย์ที่เผชิบชะตากรรมร่วมกัน..ความเห็น- เป็นบันทึกที่ตรงไปตรงมาเรียบง่าย อ่านเข้าใจง่าย- ความสะเทือนใจมีสูง- ทำให้ตระหนักถึงประวัติศาสตร์และการเมืองมากขึ้นอย่างแรง- ถ่ายทอดเรื่องราวอันเลวร้ายของมนุษย์ที่ทำต่อมนุษย์ด้วยกันได้ดี แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดความโหดลึก ไม่งั้นจะโหดเกิน - และต้องรำพึงว่าเขมรอยู่ติดบ้านเรานี่เอง และอดีตส่งผลต่อปัจจุบันเสมอ...10/10 เท่านั้นควรอ่านอย่างยิ่ง
Bo11 reviews145 followersFollowFollowApril 11, 2016เวลาอ่านงานที่พูดถึงการต่อสู้ระหว่างคนกับธรรมชาติ เรามักจะได้เห็นความกระจิ๊ดริดของคนที่ขึ้นอยู่กับความปรานีของธรรมชาติ แต่เวลาอ่านงานที่พูดถึงการต่อสู้ระหว่างคนกับคน(ที่มีอำนาจ) มันเปลือยความโง่เขลาและป่าเถื่อนของคนออกมาหมด ชีวิตคนขึ้นอยู่กับความปรานีของคนด้วยกันเอง และการจบชีวิตโดยธรรมชาติก็อาจเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาที่สุดขอให้คุณยาสึโกะ ครอบครัว และผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เช่นนี้ทุกท่านมีความสุขบนท้องฟ้าค่ะ
Alreliyano anuchala headchalah1 review2 followersFollowFollowJuly 4, 2017เมื่อพอลพตผู้นำเผด็จการคอมมิวนิสต์ในเขมรต้องการที่จะล้มล้างสังคมเดิมเพื่อเปลี่ยนเป็นสังคมเผด็จการคอมมิวนิสต์ บันทึกของยาสึโกะ นะอิโตะสาวญี่ปุ่นภริยาท่านทูตกัมพูชาฉบับนี้ที่สำนักพิมพ์ผีเสื้อนำมาแปลไทย โดยคุณผุสดี นาวาวิจิต ซึ่งผู้เขียนบันทึกได้เล่าถึงสภาพแท้จริงที่เกิดขึ้นในรอบ4ปีที่ทั้งตนและครอบครัวต้องตกระกำลำบาก และอีกหลายๆชีวิตที่ต้องสังเวยให้กับเหตุการณ์ในครั้งนั้น ด้วยความหดหู่ สะทกสะเทือนใจถือได้ว่างานชิ้นนี้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกัมพูชาได้ดีอีกชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว
Kriengkrai Thawechotkitcharoen45 reviews3 followersFollowFollowNovember 3, 2019บันทึกเรื่องราวของยาสึโกะ นะอิโตะ หญิงสาวชาวญี่ปุ่นในตระกูลขุนนางซึ่งแต่งงานกับนักการทูตชาวกัมพูชา แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เขมรแดงซึ่งนำโดยพล พตเข้ายึดครองประเทศทำให้เธอและครอบครัวต้องอพยพจากกรุงพนมเปญตามคำสั่งของทหาร และหลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือนเธอก็ต้องพบกับชะตากรรมอันน่าเศร้าเมื่อสมาชิกในครอบครัวที่เธอรักต่างทยอยเสียชีวิตไปจนหมดจากโรคภัยและความอดอยาก เริ่มจากลูกชายคนโต ลูกชายคนเล็ก ลูกเลี้ยง และสามีของเธอ ทำให้เธอต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดเพียงลำพังโดยมีความหวังเพียงอย่างเดียวคือการหาทางกลับประเทศญี่ปุ่นให้ได้ผมใช้เวลาอ่านหนังสือเล่มนี้จบรวดเดียวภายในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงอ่านไปก็หดหู่ไปและสงสารกับชะตากรรมของยาสึโกะ นะอิโตะที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันเลวร้ายต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักทั้งหมดภายในไม่กี่เดือนหลังเขมรแดงเข้ายึดครองประเทศ ที่สำคัญตลอดทั้ง 4 ปีเธอต้องเผชิญกับเรื่องราวอันแสนเศร้ามากมาย ชีวิตพลิกผันจากภรรยานักการทูตที่มีชีวิตหรูหราเคยแม้กระทั่งการได้มีโอกาสโดยสารเครื่องบินลำเดียวกับเจ้านโรดม สีหนุ แต่ชีวิตกลับต้องมาขาดอิสรภาพ ต้องระหกระเหินย้ายที่อยู่ตามคำสั่งของทหาร ต้องทำงานหนักเพื่อรับแบ่งสรรปันส่วนอาหารที่แทบจะไม่พอยาไส้ตามลัทธิคอมมิวนิสต์ จนเธอต้องเอาของมีค่าที่ติดตัวมาไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า นาฬิกา เครื่องประดับมาแลกกับข้าวสารและอาหารจากชาวบ้าน จนเมื่ออาหารการกินขาดแคลนเธอก็ต้องกินอาหารตามมีตามเกิดที่เธอแทบจะไม่เคยคิดว่าจะได้กินในชีวิตนี้เพื่อประทังชีวิตให้รอดพ้นให้ได้ทั้งหมา แมว หนูนา กบ เขียด งู ฯลฯ ขณะเดียวกันด้วยความบีบคั้นของสถานการณ์บางครั้งเธอก็ต้องเผชิญกับสันดานมนุษย์ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำกับคนที่ประสบชะตากรรมเดียวกันได้ลงคออย่างไรก็ตามในท่ามกลางความเลวร้ายต่างๆนานา หลายครั้งเธอก็ได้รับน้ำใจจากชาวบ้านที่ช่วยเหลือเธอ เช่น การแบ่งสรรอาหารมาให้รับประทานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ซึ่งก็เป็นเสมือนหนึ่งน้ำทิพย์ชโลมจิตใจของเธอให้มีกำลังใจต่อสู้ต่อไปท่ามกลางสถานการณ์อันเลวร้ายที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร จนในที่สุดเธอก็ได้รับความช่วยเหลือจากนักข่าวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ติดต่อประสานงานหน่วยงานต่างๆจนนำตัวเธอออกจากเขมรและกลับบ้านเกิดที่ญี่ปุ่นได้ในที่สุดจบฝันร้ายอันยาวนานถึง 4 ปีของเธอได้สำเร็จ แต่ก็ทิ้งร่องรอยบาดแผลทั้งทางร่างกายและจิตใจของเธอไปจนตลอดชีวิตสรุปเป็นหนังสือที่ถ่ายทอดเรื่องราวชะตากรรมอันเลวร้ายของสงครามและการกระทำอันโหดร้ายของมนุษย์ที่กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันเองที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง แม้ในเรื่องราวจะไม่ได้ใส่รายละเอียดความทารุณโหดร้ายของสถานการณ์มากมายนัก แต่ด้วยบรรยากาศและการถ่ายทอดเรื่องราวด้วยประโยคสั้นๆก็ทำให้รับรู้ไปถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้เขียนในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี และทำให้รู้ว่าตัวเองและคนไทยโชคดีแค่ไหนแล้วที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รวมไปถึงรัฐบาลไทยในขณะนั้นที่ช่วยแก้วิกฤตจากภัยร้ายของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เป็นโดมิโนตามคาบสมุทรอินโดจีนจนทำให้ประเทศไทยรอดพ้นเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่ยืนหยัดเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และหวังว่าคนไทยทุกคนจะหวนมาศึกษาประวัติศาสตร์ให้มากขึ้น เพื่อรับรู้ เรียนรู้เหตุการณ์ในอดีตและรู้เท่าทันเหตุการณ์ในปัจจุบันและที่กำลังจะเกิดในอนาคตซึ่งดูเหมือนว่าอาจจะกำลังย้อนคืนกลับมาอีกครั้ง พร้อมทั้งหวังว่าเหตุการณ์ที่คนเขมรฆ่าคนเขมรด้วยกันเอง เพราะเพียงแค่ความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อ และการกระหายอำนาจของคนเพียงไม่กี่คนจะไม่กลับมาบังเกิดขึ้นอีกในประเทศไทย
Chiratikan Sanguancheep174 reviews12 followersFollowFollowJuly 13, 2019อะไรคือเครื่องยืนยันการมีอยู่ของเราและอะไรที่บอกเราว่า อยู่ต่อไปเถอะในวันที่ความทุกข์อยู่กับเราทุกลมหายใจยาสึโกะ นาอิโตะ ภรรยาทูตชาวกัมพูชา จากชีวิตที่เคยผาสุกกลับต้องมาตกระกำลำบาก ในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอน และทุกคนที่เคยเป็นเหตุผลให้อยู่ที่นี่ได้ตายจากไปหมดแล้วสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงหัวใจเธอคือความหวังว่าจะได้กลับไปญี่ปุ่นและนั่นทำให้เธอไม่เสียสติไปเสียก่อนหนังสือเล่มนี้คือการบอกเล่าประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็กเผยให้เห็นด้านที่ดีและดำมืดของมนุษย์ในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดของชีวิตบางคนรักษาความดีไว้ได้ แต่บางคนก็พ่ายแพ้เพราะท้องหิวเรานับถือความเด็ดเดี่ยวของคนแรก เราโอบกอดคนหลังอย่างเข้าใจหนังสือเล่มนี้ย้ำเตือนเราอีกครั้งว่า ถึงอย่างไรก็ไม่ควรสิ้นหวังและทำให้เราอยากกลับไปเขียนบันทึกประจำวันสั้น ๆ อีกครั้งเพราะเราต่างก็กำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่างและทุกการดิ้นรนล้วนมีความหมาย
GG37 reviews20 followersFollowFollowDecember 22, 2020หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นถึงความโหดร้ายไร้มนุษยธรรมของกลุ่มเขมรแดงในช่วงปี 2518 ถึง 2522 อ่านง่าย น่าเศร้า แต่น่าสนใจ เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดี——————————————————————————————-การบรรยายในหนังสือเล่มนี้เรียบง่ายเหมือนสมุดบันทึกประจำวันทั่วไป แต่แฝงไปด้วยความน่าหดหู่ เจ็บแปลบในหัวใจ ทว่ายังมีความหวังที่จะได้กลับบ้านเกิดของยาสึโกะ นะอิโตะ สาวชาวญี่ปุ่นผู้สูงศักดิ์ซึ่งเป็นภริยาของทูตชาวกัมพูชา เธอได้บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและความรู้สึกของเธอหลังจากที่ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปในพริบตาเมื่อกองทัพของพอลพตบุกยึดพนมเปญ ครอบครัวของเธอต้องระหกระเหินออกไปใช้แรงงานสนองอุดมการณ์ของผู้นำใหม่ เธอต้องทรมานจิตใจและร่างกาย ตรากตรำทำงานตามคำสั่งเพื่อความอยู่รอด จนในที่สุดเมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างสงบลง เธอก็ได้กลับไปใช้ชีวิตในญี่ปุ่นตามที่เธอได้วาดหวังไว้ถือเป็นหนังสือที่น่าอ่านมากค่ะ ขอแนะนำ
osa193 reviews27 followersFollowFollowAugust 17, 20233.5/5บันทึกของสตรีภริยาทูตเขมรที่ต้องระหกระเหินออกจากพนมเปญ เป็นบันทึกง่ายๆที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความขม อย่างที่ว่ากันว่า 'สงครามไม่ได้มีประโยชน์กับใครทั้งนั้น' ความหวังที่ริบหรี่ จวนเจียนใกล้ความตายไปทุกที สัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังที่ไม่รู้จบ ในทางกลับกันคนอ่านอย่างเราก็ได้แต่หวังว่ายาสึโกะจะไม่พบสถานการณ์ย่ำแย่ไปมากกว่านี้ ถือเป็นบันทึกที่คล้ายกับประวัติศาสตร์อย่างย่อมาให้ พออ่านจบได้แต่ชมว่ายาสึโกะนั้นเก่งจริงๆ ที่สามารถผ่านสิ่งที่พบเจอมาได้พร้อม mental state ที่ยังอยู่ครบ ปกติ และยังสามารถถ่ายทอดเป็นตัวอักษรได้ หนังสืออ่านไม่ยาก เป็นบันทึกสั้นๆในแต่ละวัน ส่วนตัวรับไหว อ่านไม่กี่ชั่วโมงจบ แต่ต้องใช้เวลาตกตะกอนหลายอย่างเพื่อปรับจูนตัวเองด้วย
Jin Rotruai4 reviewsFollowFollowJanuary 15, 2018เล่าถึงชีวิตที่ผลิกผันของภรรยาท่านทูตจากชีวิตที่เคย ได้บินเที่ยวไปต่างประเทศ ได้อาหารและของใช้ดีๆ ได้มีครอบครัวพร้อมหน้า กลายเป็น ถูกกำหนดที่อยู่อาศัย ถูกทหารยึดของใช้ ครอบครัวค่อยเสียชีวิตลงไปทีละคน ความสุขสบายที่รัฐพยายามบอกกล่าวให้ดูเหมือนจะกลายเป็นเพียงความฝัน สุดท้ายทั้งผู้มีฐานะ และชาวบ้านก็มีชีวิต ความเป็นอยู่ที่ไม่ต่างกันนักคือแย่ลงทั้งคู่สุดท้ายแม้การเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการสูญเสีย แต่ตวามสุขเล็กๆน้อยๆจากมิตรภาพ และน้ำใจในระหว่างนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่คอยทำให้เรารู้สึกมีความสุข และชื่นชมไปกับชีวิตของเธอThis entire review has been hidden because of spoilers.
Ouii Ungboriboonpisal54 reviews2 followersFollowFollowSeptember 14, 2019หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนไดอารี่ของผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่ง ที่รอดชีวิตจากช่วงที่เขมรแดงปกครองกัมพูชา ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าประชาชนในช่วงนั้นมองทหารเวียดนามว่าเป็นผู้ปลดแอก มากกว่าจะเป็นผู้บุกรุกตามหลักของกฎหมายระหว่างประเทศหรือในบริบทการเมืองระหว่างประเทศ อีกจุดหนึ่งที่รู้สึกจุก คือ ตอนที่สามีของเธอซึ่งเป็นนักการทูตกัมพูชาพูดประมาณว่าเป็นนักการทูตซะเปล่า แต่ไม่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น และอพยพไปที่อื่นไม่ทันจนทำให้ครอบครัวต้องลำบาก... 2019
May Sa122 reviews1 followerFollowFollowDecember 4, 2023ไม่ชอบสงคราม ไม่ชอบความรุนแรง เราไม่ได้อะไรเลยจากสิ่งนี้นอกจากความสูญเสีย และคนล้มตายเป็นใบไม้ร่วง หนังสือเล่มนี้ดีมากในแง่ของการเล่าจากมุมมองของคนคนหนึ่งที่เผชิญกับความโหดร้ายตลอด4ปีในเขมรช่วงนั้น อ่านง่ายแต่บาดลึกมากๆ เป็นชีวิตประจำวันที่ผ่านไปแต่ละวันอย่างสะเทือนใจ พอหนังสือพูดถึงประเทศไทยเล็กน้อย ก็เลยไปหาข้อมูลมา ซึ่งก็ตามสภาพ อยากให้ทุกคนได้อ่านและรับรู้เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้และเหตุการณ์นี้ของประเทศเพื่อนบ้านของเราและสิ่งที่ไทยเราเลือกทำด้วย
Pontep Lueang-on100 reviews1 followerFollowFollowFebruary 24, 2023โชคชะตาที่ผู้หญิงคนหนึ่งต้องเจอกับความทุกข์ที่สุดในชีวิต เจอกับพิษสงคราม ผู้กระหายอำนาจต่อสู้กัน ประเทศจมอยู่กับความมืดมิด ผู้คนล้มตายอย่างง่ายดาย ผู้ที่รอดก็ต้องเผชิญกับความอดอยาก โรคภัย สงครามไม่ดีเลยจริงๆbookjure
your tea and my books86 reviews2 followersFollowFollowMay 4, 2024ภาษาเรียบง่าย แต่บรรยายความยากลำบากในช่วงสงครามได้ชัดเจน ประวัติศาสตร์ในประเทศเพื่อนบ้านที่แทบไม่มีกล่าวถึงในห้องเรียน เมื่อได้รับรู้ก็ทำเอาหดหู่จนพูดไม่ออก คำพูดที่ว่า มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่โหดร้ายที่สุด ไม่เคยเป็นคำพูดเกินจริงfrom-japan war-lit
Cindy Chongvimansin2 reviewsFollowFollowJuly 17, 2017สิ่งที่เห็นชัดเจนคือการขาดความรู้และความเข้าใจในความหมายของคอมมิวนิสต์ ความเสมอภาค ออกจะเป็นความกระหายอำนาจที่ทรมานประชาชน อ่านแล้วนึกถึง 1984
KiD Saranukunphan18 reviewsFollowFollowJuly 7, 2018สะท้อนความหดหูและความสิ้นหวังของระบอบเผด็จการได้เป็นอย่างดี own-book
Noonny Kim2 reviewsFollowFollowDecember 24, 2019เป็นหนังสือที่ท เศร้า หดหู่ และประทับใจมาก ยาสึโกะ เป็นผผู้หญิงที่ยอดเยี่ยมและเข้มแข็งมาก ที่เผชิญเรื่องโหดร้ายเหล่านี้มา
Penpitcha Phetsichuang1 reviewFollowFollowApril 29, 2020อ่านตอนปิดเทอม ม.2 เรื่องของผู้หญิงชาวญี่ปุ่นในช่วงนั้น อ่านได้เรื่อยๆ ไม่น่าเบื่อ
PNYX'93'24 reviewsFollowFollowMay 14, 2020ภาษาอ่านง่าย เห็นภาพชัดเจน อ่านแล้วอดสะท้อนใจไม่ได้ว่าอนาคตไม่แน่นอนจริง ๆ
Bunny Care2 reviewsFollowFollowJuly 4, 2020เรื่องเล่าสอดแทรกประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงในกัมพูชา อ่านเพลิน น่าติดตาม
Patchara36 reviews2 followersFollowFollowSeptember 3, 2023สะเทือนใจ หดหู่ เป็นหนังสือที่มีคุณค่า แต่อ่านรอบเดียวพอแล้ว
Koroz44 reviews2 followersFollowFollowAugust 21, 2025บันทึกที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความน่าสงสาร และหดหู่ของมนุษย์ ที่เคยเกิดขึ้นจริง ๆ
TamTawan40 reviews3 followersFollowFollowJanuary 18, 2024้ด้วยความชอบส่วนตัวที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือนิยายอิงประวิตศาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เลือกที่จะหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน ตอนแรกคิดว่าเป็นเพียงนิยายที่แต่งขึ้นมาสะท้อนถึงความโหดร้ายของสงครามในเขมร แต่กลับมาได้รู้ความจริงตอนที่อ่านบันทึกของผู้คนหาว่าเป็นบันทึกจริงๆที่เกิดขึ้น และท่อนที่เขียนไว้ว่า"ฉันเชื่อว่าสามีและลูกสองคนที่ตายจากไป ช่วยคุ้มครองฉัน วิญญาณของเขาคงจะคอยดูแลฉันให้รอดปลอดภัยเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น" ก็เพียงพอที่จะทำให้ขนลุกได้แล้วหลังจากที่ได้อ่านแล้วก็ทำให้รู้ว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรามีประวิตศาสตร์ที่โหดร้ายมากกว่าที่เราคิด เป็นประวิติศาสตร์ที่ไม่มีสอนในชั้นเรียน(อาจจะมีหรือเป็นเพราะผมจำไม่ได้เอง) ถ้าไม่มีหนังสือเล่มนี้ผมคงจะไม่มีทางได้มารับรู้ถึงความโหดร้ายของประวัติศาสตร์กัมพูชา เพียงแค่คนๆนึงต้องการอำนาจก็ทำให้ชีวิตของผู้คนอีกหลายล้านคนต้องลำบาก เป็นสิ่งที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ อาจจะมีผู้ประสบภัยอีกมากมายที่ยังได้รับผลกระทบจากเหตุการ์ณนี้ผมหวังว่าพวกเขาจะอยู่ต่อไปโดยมีความหวังแบบยาสีโกะ ผมหวังให้เป็นอย่างนั้นbroke-my-heart historycal-fiction japan-literature