What do you think?


Understand Existentialism: Teach Yourself
Understand Existentialism breaks down a complex mode of thought into more manageable sections, enabling you to get to grips with the key concepts within the movement. Chart the origins and development of existentialism in a variety of disciplines and learn about significant thinkers from Sartre and De Beauvoir to Beckett and Camus. Whether you are a newcomer or more experienced student, this book will enhance your understanding of a brand of philosophy designed to give meaning and direction amongst the uncertainties of modern life.
NOT GOT MUCH TIME?
One, five and ten-minute introductions to key principles to get you started.
AUTHOR INSIGHTS
Lots of instant help with common problems and quick tips for success, based on the author's many years of experience.
EXTEND YOUR KNOWLEDGE
Extra online articles at www.teachyourself.com to give you a richer understanding.
THINGS TO REMEMBER
Quick refreshers to help you remember the key facts.
TRY THIS
Innovative exercises illustrate what you've learnt and how to use it.
NOT GOT MUCH TIME?
One, five and ten-minute introductions to key principles to get you started.
AUTHOR INSIGHTS
Lots of instant help with common problems and quick tips for success, based on the author's many years of experience.
EXTEND YOUR KNOWLEDGE
Extra online articles at www.teachyourself.com to give you a richer understanding.
THINGS TO REMEMBER
Quick refreshers to help you remember the key facts.
TRY THIS
Innovative exercises illustrate what you've learnt and how to use it.
- GenresPhilosophyNonfiction
224 pages, Kindle Edition
First published August 27, 2010
Ratings & Reviews
Friends & Following
Create a free account to discover what your friends think of this book!
Community Reviews
Displaying 1 - 14 of 14 reviews
October 21, 2024
ตามมาจากชุด Shortcut ปรัชญาความหมายชีวิต 3 EP เป็นอันที่ชอบที่สุด ในคลิปนั้นค่อนข้างพูดใจความเล่มนี้ครบถ้วนทีเดียวแหละ เล่มนี้ก็พยายามขยายใจความหลักออกมา โดยพยายามไปดูว่า Existentialism มันมีที่มาจากอะไร มันแตกต่างจากแนวคิดก่อนหน้ายังไง และมันมีอิทธืพลกับเรื่องอื่น ๆ มั้ย สุดท้ายแนวคิดนี้มันซาลงเพราะอะไร เล่มนี้ก็แวะ ๆ ไปพูดถึงนักปรัชญาที่อาจจะไม่ได้ถูกพูดถึงบ่อยบ้าง เช่น ซีโมน เดอ โบวัวร์หรือ ซอเรน เคียร์เคอร์การ์ด
ชอบสไตล์การวางเนื้อหาของเล่มนี้ คือต้นบทบอกไว้ก่อนว่าจะได้รู้เกี่ยวกับอะไร มีสรุปแทรกอยู่ตลอด ๆ จบบทก็มีสรุปรวมอีกทีนึง คิดว่าทำให้อ่านได้ง่ายขึ้น อย่างน้อยก็คิดว่าง่ายกว่าเล่มปกติที่เคยอ่านพอควร
ใจความหลัก ๆ ก็คือแนวคิด Existentialism ได้อิทธิพลมาจากทั้งนักปรัชญาสมัยก่อนและสภาพสังคมหลัง WW2 ตอนนั้นที่ไม่มั่นคง คนเลยพยายามหาความหมายจากภายในตนมากขึ้น เหมือนเป็นปรัชญาสามัญประจำบ้านมากกว่าสมัยก่อน ๆ ที่เน้นพูดแบบ objective อันนี้จะ subjective และนักปรัชญาส่วนใหญ่ในนี้ก็ทำงานเป็นนักเขียน
แต่ละคนจะต้องพยายามหาความหมายส่วนตัว เป็นสิ่งที่อยู่เพื่อตนเอง (for-itself) ไม่ใช่ในตนเอง (in-itself) ใช้อิสรภาพที่ตนมีเลือกทำสิ่งต่าง ๆ และรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา เลือกทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ได้เป็นคนที่ดีขึ้น ทำเช่นนี้แล้ว "ความหมายของชีวิต" จึงเกิดขึ้น (หรือถ้าตามโควทคลาสสิกคือ การดำรงอยู่มาก่อนสารัตถะ) ถ้าเราอยู่เพื่อคนอื่น (for-other) เราก็อาจถูกจำกัด ตัวตนที่เราเป็นอาจถูกบิดเบือนให้ดูโอเคในสายตาคนอื่น ๆ (โควทคลาสสิก "นรกคือคนอื่น")
ในเล่มอาจจะมีอะไรมากกว่านี้อีกหน่อยนึง อาจจะจับไอเดียมาไม่หมด ก็ลองไปหาอ่านดูได้
ชอบสไตล์การวางเนื้อหาของเล่มนี้ คือต้นบทบอกไว้ก่อนว่าจะได้รู้เกี่ยวกับอะไร มีสรุปแทรกอยู่ตลอด ๆ จบบทก็มีสรุปรวมอีกทีนึง คิดว่าทำให้อ่านได้ง่ายขึ้น อย่างน้อยก็คิดว่าง่ายกว่าเล่มปกติที่เคยอ่านพอควร
ใจความหลัก ๆ ก็คือแนวคิด Existentialism ได้อิทธิพลมาจากทั้งนักปรัชญาสมัยก่อนและสภาพสังคมหลัง WW2 ตอนนั้นที่ไม่มั่นคง คนเลยพยายามหาความหมายจากภายในตนมากขึ้น เหมือนเป็นปรัชญาสามัญประจำบ้านมากกว่าสมัยก่อน ๆ ที่เน้นพูดแบบ objective อันนี้จะ subjective และนักปรัชญาส่วนใหญ่ในนี้ก็ทำงานเป็นนักเขียน
แต่ละคนจะต้องพยายามหาความหมายส่วนตัว เป็นสิ่งที่อยู่เพื่อตนเอง (for-itself) ไม่ใช่ในตนเอง (in-itself) ใช้อิสรภาพที่ตนมีเลือกทำสิ่งต่าง ๆ และรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา เลือกทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ได้เป็นคนที่ดีขึ้น ทำเช่นนี้แล้ว "ความหมายของชีวิต" จึงเกิดขึ้น (หรือถ้าตามโควทคลาสสิกคือ การดำรงอยู่มาก่อนสารัตถะ) ถ้าเราอยู่เพื่อคนอื่น (for-other) เราก็อาจถูกจำกัด ตัวตนที่เราเป็นอาจถูกบิดเบือนให้ดูโอเคในสายตาคนอื่น ๆ (โควทคลาสสิก "นรกคือคนอื่น")
ในเล่มอาจจะมีอะไรมากกว่านี้อีกหน่อยนึง อาจจะจับไอเดียมาไม่หมด ก็ลองไปหาอ่านดูได้
June 21, 2026
เข้าใจกี่โมง
August 29, 2013
The book is laid out in about 10 chapters which cover an introduction to the topic, the key ideas behind it and finally ending with the key players involved in existentialism. There are loads of references to the literature and art involved in the movement along with plenty of quotes. There is a little repetition along the way but it feels like its important rather than needless.
I really enjoyed reading this book despite the rather heavy subject matter, its pretty easy to read. Occasionally with difficult subjects I feel as though I am being left behind a bit but I never really experienced that emotion reading this book. I can't claim that I understood and absorbed everything but I do feel as though I have a much better grasp of existentialism than I had before. Another thing which I really liked is that no previous knowledge of philosophy is assumed and famous quotes are broken down and explored.
I now look forward to reading some Satre and Camus for the first time as I know more about the subjects covered in their books. I also feel that I now have an even better appreciation of Crime & Punishment by Dostoyevsky.
If you are someone who would like a better understand of existentialism then I heartily recommend this book.
I really enjoyed reading this book despite the rather heavy subject matter, its pretty easy to read. Occasionally with difficult subjects I feel as though I am being left behind a bit but I never really experienced that emotion reading this book. I can't claim that I understood and absorbed everything but I do feel as though I have a much better grasp of existentialism than I had before. Another thing which I really liked is that no previous knowledge of philosophy is assumed and famous quotes are broken down and explored.
I now look forward to reading some Satre and Camus for the first time as I know more about the subjects covered in their books. I also feel that I now have an even better appreciation of Crime & Punishment by Dostoyevsky.
If you are someone who would like a better understand of existentialism then I heartily recommend this book.
August 18, 2026
เล่าถึงประวัติที่มาและเนื้อหาของปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ที่เชื่อในการดำรงอยู่ของมนุษย์ หาความหมายในชีวิต มีอิสระในการเลือก ซื่อสัตย์ต่อตนเอง มีความ individual สูง ซึ่งรายละเอียดทางปรัชญานี้ก็ไม่ได้เป็นระบบเดียวกัน แตกต่างกันไปตามแนวคิดของนักปรัชญาแต่ละคน อย่างเชื่อ/ไม่เชื่อในศาสนา แนวคิดทางการเมืองต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งอ้างอิงนักปรัชญาหลายคนเลย อาทิ เดคาร์ต, เฮเกล, เคียร์เคอร์การ์ด, นิตเช, ไฮเดกเกอร์, ซาตร์, กามู, แมร์โล-ปงตี, ฮุสเซิร์ล, แดริดา, เดอ โบวัวร์ และอีกมากมายคนับ เนื้อหาจึงเยอะและไม่ได้ harmony กันเท่าไร อ่านแล้วมึนตึ้บเหมือนกันคนับ 😵💫😵💫😵💫
เราจะเล่า concept โดยรวมเท่าที่พอเข้าใจนะคนับ ถ้าเข้าใจผิดยังไงก็ขออภัยไว้ก่อนเลยนะคนับ 🙇♂️🙇♂️🙇♂️
เริ่มจากแนวคิด Existentialism ที่ว่าการดำรงอยู่ของมนุษย์มาก่อนสารัตถะ คือเราไม่ได้มีเป้าหมาย จุดหมาย ที่มีใครขีดไว้ให้แต่แรก แต่เราเป็นคนสร้างมันขึ้นมา หรือค้นพบมันด้วยตัวเอง เพราะเรา existence เราถึงมี essence คนับ แล้วกายกับจิตของเรา มันก็หลอมรวมกัน ไม่ได้แยกจากกัน ที่บอกว่า cogito, ergo sum ฉันคิดฉันจึงมีอยู่ มันไม่ใช่ Existentialism ปฏิเสธแนวคิดนี้ เพราะการดำรงอยู่ของเรามันสอดคล้องไปกับโลกด้วย มันคือ Dasein (ดาซายน์ การดำรงอยู่ของมนุษย์) ที่มีปฏิสัมพันธ์ของเราและโลก เสมือนว่าเราถูกโยนลงมาในโลก แต่ก็มีอิสระในการเลือก ตัดสินใจ ในการจะทำอะไรต่าง ๆ ด้วยตัวเอง โดยมีโลกเป็นองค์ประกอบในการเลือกนี้ด้วยคนับ
ซึ่งในทาง facticity (สภาวะของความเป็นจริง) คือปัจจัยแวดล้อมทางภววิสัยต่าง ๆ รอบตัวเรา ข้อจำกัดของความเป็นจริงทั้งวัตถุและจิตใจ มันตีกรอบให้เราไม่สามารถทำอะไรได้ดั่งใจไปทุกอย่าง แต่เรายังเลือกตัดสินใจจะทำ/ไม่ทำได้ ด้วยการมี transcendence (อุตรภาพ) คือจิตสำนึกของเราที่เหนือล้ำเหตุผล เหนือธรรมชาติ ก้าวข้ามสติปัญญาและตรรกะ เป็นสิ่งที่ทำให้เราก้าวข้ามตัวตนที่โดนจำกัดของเราไปได้ แต่เราต้อง balance ให้มันอยู่ตรงกลาง ถ้ายึดติดกับ facticity ก็คือเราจะไม่มีอิสระทางตัวตน แต่ถ้าสนใจแต่ transcendence เราก็จะหลุดจากโลกจริง เป็นจิตแยกจากกายไป ดังนั้นเราต้องตระหนักถึง facticity แล้วมี transcendence ในการเลือกตัดสินใจจากสภาวะการณ์นั้น ๆ คนับ
โดยการดำรงอยู่นั้น ก็แบ่งเป็น in-itself (ในตัวเอง) ที่เป็นของมันแบบนี้ในทางภววิสัย คือเป็นแค่วัตถุ ไม่มีเจตจำนง ไม่มีอิสระในตัวเองแต่อย่างใด เป็นแค่สิ่งตายตัว ก็เป็นมันไปแบบนั้นต่อไป เหมือนพวก ก้อนหิน ต้นไม้ น้ำค้าง คือไม่มีชีวิตอะไรใด ๆ อีกแบบคือ for-itself (เพื่อตัวเอง) ที่เรามีตัวตนเพื่อตัวของเราเอง คือมีอิสระในตัวเอง ในการเลือก การคิด ตัดสินใจ อะไรต่าง ๆ ที่มุ่งไปสู่ข้างหน้าในสายธารของกาลเวลา มีความ dynamic ของชีวิตในทุกขณะ ซึ่งมาจาก nothingness (ความว่างเปล่า) ที่อดีตอันไม่ดำรงอยู่แล้ว และอนาคตที่ยังไม่ดำรงอยู่ ก็คือความว่างเปล่า มีแต่ ณ ขณะปัจจุบันนี้ ที่ตัวเราดำรงอยู่ เราจึงมีอิสระในการจะเลือกจะเป็นตัวเราของเราเอง อันมีอิทธิพลสืบเนื่องมาจากความว่างเปล่าที่ว่ามานี้ เพราะมีความว่างเปล่าเราถึงสร้างตัวตนใด ๆ ขึ้นมาได้คนับ
ดังนั้นเราจึงมีอิสระในตัวตนของเรา ในการเลือก การคิด การทำสิ่งต่าง ๆ แต่มันก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบต่ออิสระนี้ด้วย เพราะไม่มีใคร ไม่มีสิ่งใด มากำหนด มาเลือกตัวตนแทนเราแล้ว เราคือผู้กำหนดตัวตนของเราเอง เราเลยต้องเลือกและรับผิดชอบต่อตัวเลือกนั้น ๆ ไปตลอดชีวิตของเราอย่างมีความซื่อสัตย์คนับ แต่ถ้าเราหลีกหนีภาวะการดำรงอยู่แบบ for-itself ไม่เลือก ไม่ตัดสินใจ ไม่ใช้อิสระ ไม่ว่าจะด้วยความขาดกลัว ความไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง หรืออะไรก็ตามแต่ มันก็คือ bad faith (เจตนาลวง) ที่เราใช้ชีวิตไปโดยไม่มี autonomy ในตัวเองเลย ขึ้ขลาด ไม่ซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Existentialism รังเกียจที่สุดเลยคนับ
ส่วนในแง่การเมือง เรื่องเชิงโครงสร้าง ในสังคมระดับมหภาค Existentialism ก็ตระหนักถึง แต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างในการจะไม่เลือก จะทิ้ง autonomy ในตัวเองไป อย่างที่บอกไปแล้วว่า ต่อให้จะมีข้อจำกัดใด ๆ ก็ตามที แต่สุดท้าย ตัวเราเองคือคนตัดสินใจอยู่ดี ต่อให้โดนเอาปืนจ่อหัวให้พูดว่ารัก แต่ถ้าเราไม่รัก แล้วซื่อสัตย์ต่อตัวตนของเรา ก็ยอมตายซะดีกว่า นี่คือ autonomy ของเรา คือ for-itself เพื่อตัวเราเองคนับ อันนี้คือพูดแบบ radical นะ แต่ในทางปฏิบัติแล้วพวกนักปรัชญานักคิดเค้าก็สนับสนุนทางการเมืองให้มันมีเงื่อนไขแวดล้อมที่ดีที่เอื้อต่อความมี autonomy ของประชาชนในสังคมแหละคนับ ซึ่งก็มีขัดแย้งกันตาม nature ของแนวคิดเรื่องการเมืองนะคนับ ตรงนี้เราไม่ขอพูดถึงละกัน มันไม่ค่อยเกี่ยวกับตัวปรัชญานี้เท่าไร 😂😂😂
ก็สรุปแล้ว Existentialism ก็คือการดำรงอยู่ของเราที่มีอิสระในการตัดสินใจ ในการเลือก แล้วก็เลือกสิ่งต่าง ๆ ไปตลอดชีวิต โดยต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองด้วยความซื่อสัตย์ ซึ่งมีความเป็น individual สูงมาก ประมาณนี้คนับ เป็นแนวคิดทางปรัชญาแบบนึง ก็แล้วแต่คนจะสมาทานอะนะ แต่ใด ๆ คือเขียนออกมาเนื้อหาดูเวิ่นเว้อ ประเด็นหลักมันไม่ได้วกวนขนาดนี้นะเราว่า เหมือนเขียนเรื่องง่าย ๆ ให้มันดูเข้าใจยากอะ ตัว concept มันก็แค่นี้ล่ะคนับ 555
โดยรวมก็โอเคคนับ อ่านได้เรื่อย ๆ แต่เราไม่ได้อินมาก ส่วนตัวไม่ได้ให้คุณค่ากับการดำรงอยู่ การเลือก การสร้างตัวตน เป้าหมายชีวิตอะไรพวกนี้ขนาดนั้นคนับ มองว่าไม่ได้สำคัญอะไรกับชีวิตเราขนาดนั้น เราสมาทานวิถีอู๋ม่งต๊ะคนับ ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ไม่มีแก่นสาร อย่างวันนี้อยากมี autonomy ก็ดี อีกวันเบื่อแล้วไม่อยากมีละ เดือนนี้ทำทรงแอคเท่แบบ Post-structuralism เดือนหน้าทำตลกแดกเป็นพวก Absurdism ก็ได้คนับ แบบว่าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ย้ายข้างแบบนกสองหัว ย้ายพรรคแบบนักการเมืองท้องถิ่น อะไรงี้อะคนับ อิอิ 😎😎😎
เราจะเล่า concept โดยรวมเท่าที่พอเข้าใจนะคนับ ถ้าเข้าใจผิดยังไงก็ขออภัยไว้ก่อนเลยนะคนับ 🙇♂️🙇♂️🙇♂️
เริ่มจากแนวคิด Existentialism ที่ว่าการดำรงอยู่ของมนุษย์มาก่อนสารัตถะ คือเราไม่ได้มีเป้าหมาย จุดหมาย ที่มีใครขีดไว้ให้แต่แรก แต่เราเป็นคนสร้างมันขึ้นมา หรือค้นพบมันด้วยตัวเอง เพราะเรา existence เราถึงมี essence คนับ แล้วกายกับจิตของเรา มันก็หลอมรวมกัน ไม่ได้แยกจากกัน ที่บอกว่า cogito, ergo sum ฉันคิดฉันจึงมีอยู่ มันไม่ใช่ Existentialism ปฏิเสธแนวคิดนี้ เพราะการดำรงอยู่ของเรามันสอดคล้องไปกับโลกด้วย มันคือ Dasein (ดาซายน์ การดำรงอยู่ของมนุษย์) ที่มีปฏิสัมพันธ์ของเราและโลก เสมือนว่าเราถูกโยนลงมาในโลก แต่ก็มีอิสระในการเลือก ตัดสินใจ ในการจะทำอะไรต่าง ๆ ด้วยตัวเอง โดยมีโลกเป็นองค์ประกอบในการเลือกนี้ด้วยคนับ
ซึ่งในทาง facticity (สภาวะของความเป็นจริง) คือปัจจัยแวดล้อมทางภววิสัยต่าง ๆ รอบตัวเรา ข้อจำกัดของความเป็นจริงทั้งวัตถุและจิตใจ มันตีกรอบให้เราไม่สามารถทำอะไรได้ดั่งใจไปทุกอย่าง แต่เรายังเลือกตัดสินใจจะทำ/ไม่ทำได้ ด้วยการมี transcendence (อุตรภาพ) คือจิตสำนึกของเราที่เหนือล้ำเหตุผล เหนือธรรมชาติ ก้าวข้ามสติปัญญาและตรรกะ เป็นสิ่งที่ทำให้เราก้าวข้ามตัวตนที่โดนจำกัดของเราไปได้ แต่เราต้อง balance ให้มันอยู่ตรงกลาง ถ้ายึดติดกับ facticity ก็คือเราจะไม่มีอิสระทางตัวตน แต่ถ้าสนใจแต่ transcendence เราก็จะหลุดจากโลกจริง เป็นจิตแยกจากกายไป ดังนั้นเราต้องตระหนักถึง facticity แล้วมี transcendence ในการเลือกตัดสินใจจากสภาวะการณ์นั้น ๆ คนับ
โดยการดำรงอยู่นั้น ก็แบ่งเป็น in-itself (ในตัวเอง) ที่เป็นของมันแบบนี้ในทางภววิสัย คือเป็นแค่วัตถุ ไม่มีเจตจำนง ไม่มีอิสระในตัวเองแต่อย่างใด เป็นแค่สิ่งตายตัว ก็เป็นมันไปแบบนั้นต่อไป เหมือนพวก ก้อนหิน ต้นไม้ น้ำค้าง คือไม่มีชีวิตอะไรใด ๆ อีกแบบคือ for-itself (เพื่อตัวเอง) ที่เรามีตัวตนเพื่อตัวของเราเอง คือมีอิสระในตัวเอง ในการเลือก การคิด ตัดสินใจ อะไรต่าง ๆ ที่มุ่งไปสู่ข้างหน้าในสายธารของกาลเวลา มีความ dynamic ของชีวิตในทุกขณะ ซึ่งมาจาก nothingness (ความว่างเปล่า) ที่อดีตอันไม่ดำรงอยู่แล้ว และอนาคตที่ยังไม่ดำรงอยู่ ก็คือความว่างเปล่า มีแต่ ณ ขณะปัจจุบันนี้ ที่ตัวเราดำรงอยู่ เราจึงมีอิสระในการจะเลือกจะเป็นตัวเราของเราเอง อันมีอิทธิพลสืบเนื่องมาจากความว่างเปล่าที่ว่ามานี้ เพราะมีความว่างเปล่าเราถึงสร้างตัวตนใด ๆ ขึ้นมาได้คนับ
ดังนั้นเราจึงมีอิสระในตัวตนของเรา ในการเลือก การคิด การทำสิ่งต่าง ๆ แต่มันก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบต่ออิสระนี้ด้วย เพราะไม่มีใคร ไม่มีสิ่งใด มากำหนด มาเลือกตัวตนแทนเราแล้ว เราคือผู้กำหนดตัวตนของเราเอง เราเลยต้องเลือกและรับผิดชอบต่อตัวเลือกนั้น ๆ ไปตลอดชีวิตของเราอย่างมีความซื่อสัตย์คนับ แต่ถ้าเราหลีกหนีภาวะการดำรงอยู่แบบ for-itself ไม่เลือก ไม่ตัดสินใจ ไม่ใช้อิสระ ไม่ว่าจะด้วยความขาดกลัว ความไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง หรืออะไรก็ตามแต่ มันก็คือ bad faith (เจตนาลวง) ที่เราใช้ชีวิตไปโดยไม่มี autonomy ในตัวเองเลย ขึ้ขลาด ไม่ซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Existentialism รังเกียจที่สุดเลยคนับ
ส่วนในแง่การเมือง เรื่องเชิงโครงสร้าง ในสังคมระดับมหภาค Existentialism ก็ตระหนักถึง แต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างในการจะไม่เลือก จะทิ้ง autonomy ในตัวเองไป อย่างที่บอกไปแล้วว่า ต่อให้จะมีข้อจำกัดใด ๆ ก็ตามที แต่สุดท้าย ตัวเราเองคือคนตัดสินใจอยู่ดี ต่อให้โดนเอาปืนจ่อหัวให้พูดว่ารัก แต่ถ้าเราไม่รัก แล้วซื่อสัตย์ต่อตัวตนของเรา ก็ยอมตายซะดีกว่า นี่คือ autonomy ของเรา คือ for-itself เพื่อตัวเราเองคนับ อันนี้คือพูดแบบ radical นะ แต่ในทางปฏิบัติแล้วพวกนักปรัชญานักคิดเค้าก็สนับสนุนทางการเมืองให้มันมีเงื่อนไขแวดล้อมที่ดีที่เอื้อต่อความมี autonomy ของประชาชนในสังคมแหละคนับ ซึ่งก็มีขัดแย้งกันตาม nature ของแนวคิดเรื่องการเมืองนะคนับ ตรงนี้เราไม่ขอพูดถึงละกัน มันไม่ค่อยเกี่ยวกับตัวปรัชญานี้เท่าไร 😂😂😂
ก็สรุปแล้ว Existentialism ก็คือการดำรงอยู่ของเราที่มีอิสระในการตัดสินใจ ในการเลือก แล้วก็เลือกสิ่งต่าง ๆ ไปตลอดชีวิต โดยต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองด้วยความซื่อสัตย์ ซึ่งมีความเป็น individual สูงมาก ประมาณนี้คนับ เป็นแนวคิดทางปรัชญาแบบนึง ก็แล้วแต่คนจะสมาทานอะนะ แต่ใด ๆ คือเขียนออกมาเนื้อหาดูเวิ่นเว้อ ประเด็นหลักมันไม่ได้วกวนขนาดนี้นะเราว่า เหมือนเขียนเรื่องง่าย ๆ ให้มันดูเข้าใจยากอะ ตัว concept มันก็แค่นี้ล่ะคนับ 555
โดยรวมก็โอเคคนับ อ่านได้เรื่อย ๆ แต่เราไม่ได้อินมาก ส่วนตัวไม่ได้ให้คุณค่ากับการดำรงอยู่ การเลือก การสร้างตัวตน เป้าหมายชีวิตอะไรพวกนี้ขนาดนั้นคนับ มองว่าไม่ได้สำคัญอะไรกับชีวิตเราขนาดนั้น เราสมาทานวิถีอู๋ม่งต๊ะคนับ ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ไม่มีแก่นสาร อย่างวันนี้อยากมี autonomy ก็ดี อีกวันเบื่อแล้วไม่อยากมีละ เดือนนี้ทำทรงแอคเท่แบบ Post-structuralism เดือนหน้าทำตลกแดกเป็นพวก Absurdism ก็ได้คนับ แบบว่าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ย้ายข้างแบบนกสองหัว ย้ายพรรคแบบนักการเมืองท้องถิ่น อะไรงี้อะคนับ อิอิ 😎😎😎
August 29, 2021
As a guide to the fundamentals of existentialist thought— the common threads as well as the contradictions— through summaries of the writings of its founders and most recent exemplars, this volume is excellent. Moreover it suggests, quite deliberately one assumes, that the challenges faced by men and women in the early decades of this century (though somewhat different in kind from those of the middle decades of the last), are every bit as desperate for truth, individual freedom and responsibility championed by existentialists as the specter of would- be totalitarians fueled by truth obscuring technology, again threatens us all. See also Bakewell, “At the Existentialist Cafe: Freedom, Being and Apricot Cocktails”.
February 9, 2025
Understand Existentialism: Teach Yourself by Mel Thompson and Nigel Rodgers. This book is really dense, full of keywords and concepts in philosophy. I like Existentialism and I have read Albert Camus' work. Many people still don't know what Existentialism really means but after reading this book, I think you will understand. I also believe that Existentialism is compatible with our knowledge in science. The Big Bang happened by chance and life has no inherent meaning you have to find it. Struggling might be a more appropriate term.
October 28, 2021
Good primer on existentialism: it's emergence in post-war Paris, ideas, major thinkers, and methods. Nice approach to the subject.
November 10, 2021
A tedious overview of an otherwise interesting subject.
June 30, 2025
ทำให้ผมเข้าใจได้ง่ายๆเลย
February 19, 2016
"Bad faith" in French is mauvaise foi, not mauvaise foie! Foie means "liver" in French (and is a masculine noun to boot)! Mauvais foie means "bad liver", not bad faith! Could the authors please get it right in the next edition!
November 3, 2016
Most of it was well-written and interesting. At one part the author kept saying "in other words" too often, and this to me was a sign that he was not being effective. But most of the material sunk in eventually. I was inspired to read more after this book, which is great.
February 17, 2025
Before this, I had just studied philosophy and was very interested, but I had only a superficial knowledge. I was interested in existentialism because it seemed to suit me well, so I was hooked on reading this book. And that was the beginning of the suffer.
April 4, 2017
Maybe one of the characteristics of an existentialist is the denial that he or she is an existentialist. They drive me crazy. At one point they decry the absurdity of life. At another point they celebrate being. Some are atheists; some are believers. Their take on the meaning of life, however, is a fascinating study.
April 30, 2017
Thompson's 'Understand Existentialism ' accomplishes it's goal... giving the reader a grounding on the school, it's roots and it's influences.
How much it will interest you will vary: philosophers debating word structure are far less interesting than when discussing big ideas, or living through grand events.
Definitely a good introductory read on the subject, just not the most enthralling.
How much it will interest you will vary: philosophers debating word structure are far less interesting than when discussing big ideas, or living through grand events.
Definitely a good introductory read on the subject, just not the most enthralling.
Displaying 1 - 14 of 14 reviews














