A groundbreaking examination of Michel Foucault's history of truth.
Many blame Michel Foucault for our post-truth and conspiracy-laden society. In this provocative work, Daniele Lorenzini argues that such criticism fundamentally misunderstands the philosopher’s project. Foucault did not question truth itself but what Lorenzini calls “the force of truth,” or how some truth claims are given the power to govern our conduct while others are not. This interest, Lorenzini shows, drove Foucault to articulate a new ethics and politics of truth-telling precisely in order to evade the threat of relativism. The Force of Truth explores this neglected dimension of Foucault’s project by putting his writings on regimes of truth and parrhesia in conversation with early analytic philosophy and by drawing out the “possibilizing” elements of Foucault’s genealogies that remain vital for practicing critique today.
งานที่ว่ากันว่าสะเทือนวงการ Foucault Studies ด้วยข้อเสนอที่ original มากๆ ผู้เขียนเสนอว่านักวิชาการเข้าใจผิดเรื่องทิศทางความคิดของฟูโกต์ในช่วงสิบปีสุดท้ายของเขาที่มักเข้าใจกันว่าเป็นเรื่องของการเขียนและ reconsider โครงการเรื่องประวัติแห่งเพศวิถี หรือ history of sexuality โดยผู้เขียนเสนอว่าสิ่งที่เชื่อมร้อยเส้นทางความคิดของฟูโกต์ตั้งแต่ ค.ศ.1974 คือโครงการที่เรียกกันว่าประวัติศาสตร์แห่งความจริง หรือ history of truth ซึ่งนำมาสู่ความเข้าใจใหม่ว่าคำบรรยายของฟูโกต์ระหว่าง ค.ศ. 1974-1980 ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับระบอบแห่งความจริง คือคำอธิบายถึงการเมืองที่ทำงานในระดับจุลภาค ขณะที่คำบรรยายระหว่าง ค.ศ. 1981-1984 อันเป็นช่วงท้ายในขีวิตของฟูโกต์ซึ่งมีแก่นสารอยู่ที่ประเด็นเรื่อง care of the self กับ truth-telling นั้น หาใช่การละทิ้งการเมืองของฟูโกต์เพื่อเบนเป้าไปหาจริยศาสตร์ (ตามทึ่หลายคนเข้าใจ) แต่คือการเมืองของการต่อต้าน หรือก็คือการเมืองของการวิพากษ์เพื่อท้าทายอำนาจซึ่งทำงานในระดับของการกำหนดแบบแผนของชีวิต
และด้วยความคิดดังกล่าว ก็ทำให้ผู้เขียนเสนอว่าการศึกษา truth-telling หรือการพูดความจริงของฟูโกต์ในคำบรรยายช่วงท้ายของชีวิตเขานั้น คือการไต่สวนเพื่อหาแบบแผนการท้าทายอำนาจซึ่งมากับระบอบของความจริง โดยผู้เขียนได้ชี้ว่าในประเด็นเรื่องการพูดความจริงนี้ แม้ฟูโกต์อาจได้แนวคิดมาจากนักปรัชญาภาษาสาย speech act ที่มองว่าการพูดไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้ภาษาสื่อสารแต่ยังเป็น action ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งต่างๆที่ถูกพูดถึงไปด้วย ทว่าในมุมของฟูโกต์นั้น การพูดความจริง มิเพียงแต่เป็น speech act แต่ยังเป็น speech act ที่เปลี่ยนแปลงบรรยากาศ/สถานการณ์/ความสัมพันธ์กับคู่สนทนาด้วย สำหรับฟูโกต์ words ไม่ได้แค่ do things แต่ words ยัง transforms things ในแง่นี้ การพูดความจริงจึงนำเสนอให้เห็นถึง force หรือคือกำลังของความจริงที่ถูกพูด โดยถือเป็น the force of truth through the force of words ที่ส่งผลเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ต่างๆ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ปรากฎผ่านระบอบแห่งความจรืง การพูดความจริงจึงเป็นการแสดงออกทางการเมืองในเชิงวิพากษ์เพื่อมุ่งเปลี่ยนแปลงและท้าทายปทัสถานและ norm ต่างๆของสังคม (ซึ่งล้วนแต่มาจากอำนาจในรูปของระบอบแห่งความจริง)
เป็นงานสำหรับสาย Foucault Studies โดยเฉพาะ ประเด็นหลายๆเรื่อง insightful มาก โดยส่วนตัวแล้วงานศึกษาของผมเองก็อยู่บนการตีความ Foucault ตามแนวทางของผู้เขียนเช่นกัน โดยเฉพาะการให้น้ำหนักกับการพูดความจริงในฐานะของปฎิบัติการต่อต้านอำนาจ ทว่าจะมีจุดต่างอย่างสำคัญคือขณะที่ผู้เขียนเชื่อว่าฟูโกต์ได้รัยอิทธพลจากนิทเช่ต์ไปตลอด ผมกลับเห็นว่างานช่วงท้ายของฟูโกต์จะได้รับอิทธพลจากไฮเด็กเกอร์มากกว่า ซึ่งนั้นย่อมนำมาสู่ความเข้าใจเรื่อง truth ของฟูโกต์ที่แตกต่างออกไป เพราะแม้ความจริงของฟูโกต์คือสิ่งที่สัมพันธ์กับ event แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่า event ดังกล่าวคือ event of the will that actualizes itself as truth เหมือนที่ผู้เขียนเสนอมากเท่ากับ การมอง event ว่าคือ event of the opening moment as truth