What do you think?


ขุนทอง เจ้าจะกลับมาเมื่อฟ้าสาง
“อัศศิริ ธรรมโชติ เป็นนักเขียนซึ่งได้แสดงออกแล้วว่าวรรณกรรมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่เพียงสิ่งที่อ่านเล่นในยามว่างเท่านั้น วรรณกรรมเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ทางการเมือง ประวัติศาสตร์ และสังคม งานของอัศศิริจึงมิใช่งานที่อ่านเสร็จอาจวางลงตรงไหนก็ได้แล้วนอนฝันหวาน แต่เป็นงานที่ก่อให้เกิดความหรือความรู้สึกใหม่ ความเด็ดเดี่ยวและความหวั่นไหว ความจริงและความจอมปลอม ความเงียบและความเพรียกหา คำถามและความหวัง เหล่านี้เหมือนประกายไฟระยิบระยับอยู่ในเรื่องสั้นของเขา ท่ามกลางอาณาจักรวรรณกรรมบ้านเราซึ่งถูกวางยาและเงียบเหงามาช้านาน”
(คำนิยมโดย สุภัทร สวัสดิรักษ์)
(คำนิยมโดย สุภัทร สวัสดิรักษ์)
- GenresShort Stories
First published January 1, 1981
About the author
อัศศิริ ธรรมโชติ
12 books15 followersอัศศิริ ธรรมโชติ เป็นนักเขียนเรื่องสั้น เจ้าของรางวัลซีไรท์ปี พ.ศ. 2524 เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จบชั้นมัธยมปีที่ 4 จากโรงเรียนไกลกังวล หัวหิน แล้วมาศึกษาต่อที่โรงเรียนผดุงศิษย์พิทยา กรุงเทพมหานคร หลังจากเป็นลูกจ้างชั่วคราวของสำนักงานสถิติแห่งชาติ 2 ปี จึงกลับมาสอบเข้าศึกษาต่อที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2513 ครั้นสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีแล้ว ได้เริ่มทำงานกับผู้ผลิตหนังสือ "ประชากร" ระยะหนึ่ง ก่อนจะโยกย้ายไปประจำ "ประชาชาติ", "สยามรัฐรายวัน", "สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์", "มาตุภูมิ", "สู่อนาคต" และหวนคืนสู่ "สยามรัฐ" จวบจนปัจจุบัน
เริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่เป็นนิสิต โดยเฉพาะ"สำนึกของพ่อเฒ่า" เป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิต ได้รับการคัดเลือกให้ได้อันดับสามจากการประกวดชิงรางวัล "พลับพลามาลี" เมื่อปี 2515 ของชุมนุมวรรณศิลป์จุฬาฯ จากนั้นอีกราวหกปี คือ พ.ศ. 2521 มีหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มแรกชื่อปก "ขุนทอง เจ้าจะกลับมาเมื่อฟ้าสาง" หนังสือเล่มนี้ทำให้อัศศิริได้รับรางวัลซีไรท์ในปี พ.ศ. 2524
อัศศิริยังมีผลงานการเขียนบทละครโทรทัศน์เช่น เรื่อง "ขุนเดช" ของสุจิตต์ วงศ์เทศ และ "แม่นากพระโขนง"
เริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่เป็นนิสิต โดยเฉพาะ"สำนึกของพ่อเฒ่า" เป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิต ได้รับการคัดเลือกให้ได้อันดับสามจากการประกวดชิงรางวัล "พลับพลามาลี" เมื่อปี 2515 ของชุมนุมวรรณศิลป์จุฬาฯ จากนั้นอีกราวหกปี คือ พ.ศ. 2521 มีหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มแรกชื่อปก "ขุนทอง เจ้าจะกลับมาเมื่อฟ้าสาง" หนังสือเล่มนี้ทำให้อัศศิริได้รับรางวัลซีไรท์ในปี พ.ศ. 2524
อัศศิริยังมีผลงานการเขียนบทละครโทรทัศน์เช่น เรื่อง "ขุนเดช" ของสุจิตต์ วงศ์เทศ และ "แม่นากพระโขนง"
Ratings & Reviews
Friends & Following
Create a free account to discover what your friends think of this book!
Community Reviews
Displaying 1 - 16 of 16 reviews
October 26, 2018
เป็นรวมเรื่องสั้น 13 เรื่องที่ทรงพลังมากอย่างไม่น่าเชื่อ ตีเเผ่ถึงชีวิตของคนที่ถูกชะตาชีวิตทำร้ายได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นความจน การเมืองหรือวัฒนธรรมที่รายล้อมเราอยู่
เสน่ห์อย่างหนึ่งของเล่มนี้ นอกจากการเเสดงให้เห็นถึงอารมณ์สิ้นหวังของตัวละครได้อย่างชัดเจนเเล้ว คือการใช้ภาษาที่น้อยเเต่มาก ไม่ต้องวิจิตรพิสดารก็เเสดงอารมณ์หรือสภาพเเวดล้อมของเรื่องราวได้เป็นอย่างดี เเนะนำมากๆครับ
เสน่ห์อย่างหนึ่งของเล่มนี้ นอกจากการเเสดงให้เห็นถึงอารมณ์สิ้นหวังของตัวละครได้อย่างชัดเจนเเล้ว คือการใช้ภาษาที่น้อยเเต่มาก ไม่ต้องวิจิตรพิสดารก็เเสดงอารมณ์หรือสภาพเเวดล้อมของเรื่องราวได้เป็นอย่างดี เเนะนำมากๆครับ
July 10, 2024
ได้อ่านเล่มนี้ช้าไปมากทีเดียว สะเทือนใจเหมือนกันที่ปัญหาหลายอย่างผ่านมา 40 กว่าปีแล้วก็ยังไม่คลี่คลายหรือดีขึ้นเท่าไร ผู้เขียนมีเจตนาในการสะท้อนภาพปัญหามากกว่าออกตัวว่าคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนั้นๆ (แม้บางเรื่องจะพอเดาได้ว่าเขาคิดอย่างไร แต่ก็มีความเลี่ยงที่จะไม่เขียนออกมาตรงๆ) งานของคุณอัศศิริจึงเป็นเหมือนกล้องภาพยนตร์ที่ตามถ่ายชีวิตผู้คนอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อยที่ดิ้นรน บอบช้ำ รอคอยโอกาสที่ดูเหมือนว่าจะมาไม่ถึงสักที สัญญะต่างๆ ที่แฝงลงไปสามารถเข้าใจได้ง่าย ไม่ซับซ้อน ส่วนตัวชอบเรื่องสั้น 2 เรื่องในเล่ม คือ ‘เช้าวันต้นฤดูฝน’ กับ ‘ขุนทอง...เจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง’ เรียบง่าย คม และมีความ dramatic อ่านแล้วเห็นเป็นซีนหนังสั้นได้เลย
May 16, 2018
"เธอจะยังมีชีวิตอยู่ อย่างน้อยก็ในใจฉัน"
ประโยคสั้น ๆ ที่ฟังดูเศร้าเหลือเกิน
ประโยคสั้น ๆ ที่ฟังดูเศร้าเหลือเกิน
March 27, 2017
เป็นเรื่องสั้นที่แต่ละเรื่องสั้นมาก
เล่าเรียบๆ ภาษาก็สวย อ่านลื่น
แต่เต็มไปด้วยมวลอารมณ์
เล่มบางๆ แต่ใช้เวลาอ่านนานมาก
เป็นการอ่านที่เหนื่อยมาก
อ่านได้แค่วันละเรื่องสองเรื่องเท่านั้นเอง
แต่ชอบนะ
ได้ยินชื่อมานานแล้ว แต่เพิ่งได้อ่าน ..
เราน่าจะได้อ่านมันตั้งนานมาแล้ว
และหลงรักมันไปตั้งนานแล้ว
เล่าเรียบๆ ภาษาก็สวย อ่านลื่น
แต่เต็มไปด้วยมวลอารมณ์
เล่มบางๆ แต่ใช้เวลาอ่านนานมาก
เป็นการอ่านที่เหนื่อยมาก
อ่านได้แค่วันละเรื่องสองเรื่องเท่านั้นเอง
แต่ชอบนะ
ได้ยินชื่อมานานแล้ว แต่เพิ่งได้อ่าน ..
เราน่าจะได้อ่านมันตั้งนานมาแล้ว
และหลงรักมันไปตั้งนานแล้ว
December 19, 2020
เราเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า 'literature speaks out for minority' ประโยคนี้ผุดขึ้นมาในหัวเราตลอดเวลาที่อ่านหนังสือเล่มนี้ หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนเสียงที่บอกเล่าเรื่องราวของคนตัวเล็กตัวน้อย ชนชั้นรากหญ้าที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน เราอ่านช้ามาก ให้โควต้าแค่วันละ 1 เรื่องเพราะอยากซึมซับ อยากเข้าใจ แล้วบางเรื่องมันเจ็บปวดมากจริงๆ ชอบหลายเรื่องในนี้มากๆ อย่างเรื่องเมื่อลมฝนผ่านมา กับเรื่องเมื่อเย็นย่ำของวันอันร้าย สองอันนี้พูดเรื่องความเหลื่อมล้ำ เรื่องแรกโทนหม่นเศร้า เล่าด้วยน้ำเสียงของเด็กที่แสนซื่อ เรื่องสองเราชอบเพราะเค้าแสดงให้เห็นว่าในสถานการณ์เลวร้ายสถานการณ์เดียวกัน สองครอบครัวที่มีฐานะต่างกัน ได้รับผลกระทบที่แตกต่างกันไป ความกังวลที่ก่อตัวขึ้นในใจของแต่ละฝ่ายนั้น พอมาเทียบกันแล้วมันทั้งตลกร้ายและขมขื่น (นึกถึงเรื่อง parasite นิดนึง)
เรื่องรถไฟครั้งที่ 5 ก็เป็นอีกเรื่องที่ชอบ เป็นเรื่องเกี่ยวกับหญิงสาวที่จากบ้านไปเพื่อไปเป็นโสเภณีหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวที่ทำเกษตรกรรมไม่ได้ผลผลิตเท่าที่ควร คือภาษาที่ใช้บรรยายเขาดีมากๆ ฉากมันมีอยู่แค่ตัวเอกนั่งรถไฟแล้วก็ย้อนนึกเรื่องต่างๆ แต่มันทำให้รู้สึกอึดอัด เศร้า และอ้างว้าง ในเรื่องนี้เขาใช้การเปรียบเทียบได้อิมแพคมากๆในความรู้สึกเรา ที่เขาใช้คือ 'ความเหงา' แล้วก็ 'ฝนในฤดูแล้ง' เปรียบหมู่บ้านที่ถูกทอดทิ้งให้ห่างไกลความเจริญและยากจนข้นแค้นเป็นหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยความเหงา และ 'ฝนในฤดูแล้ง' คือเงินที่หญิงสาวพวกนั้นนำกลับมาให้ครอบครัว ในตอนท้ายของเรื่องก็ยังหดหู่มากขึ้นไปอีกตรงที่ชีวิตของพวกเขาก็วนเรื่อยไปอยู่แบบนี้ ยังมีเด็กสาวคนใหม่ จากครอบครัวใหม่ที่ต้องก้าวขึ้นไฟไปเหมือนกับตัวเอกในเรื่อง คนเขียนก็เอาการเปรียบเทียบที่พูดถึงไปตะกี้มาขยี้อีก มันหดหู่มากๆ
เรื่องสั้นพวกนี้ตีพิมพ์เมื่อ 2521 ซึ่งก็คือนานมากแล้วเนอะ แต่น่าเศร้าที่เกือบทุกเรื่องที่รีเลทกับปัจจุบันได้หมดเลย นอกจากเรื่องความเหลื่อมล้ำอะไรต่างๆ มันมีพวกเรื่องการต่อสู้ทางการเมืองด้วย (อย่างเรื่องขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง อันนี้ก็ชัดมากๆ) คือ เหมือนกับว่าประเทศเราไม่เคยก้าวไปไหนเลย อ่านแล้วเศร้ามาก
เรื่องรถไฟครั้งที่ 5 ก็เป็นอีกเรื่องที่ชอบ เป็นเรื่องเกี่ยวกับหญิงสาวที่จากบ้านไปเพื่อไปเป็นโสเภณีหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวที่ทำเกษตรกรรมไม่ได้ผลผลิตเท่าที่ควร คือภาษาที่ใช้บรรยายเขาดีมากๆ ฉากมันมีอยู่แค่ตัวเอกนั่งรถไฟแล้วก็ย้อนนึกเรื่องต่างๆ แต่มันทำให้รู้สึกอึดอัด เศร้า และอ้างว้าง ในเรื่องนี้เขาใช้การเปรียบเทียบได้อิมแพคมากๆในความรู้สึกเรา ที่เขาใช้คือ 'ความเหงา' แล้วก็ 'ฝนในฤดูแล้ง' เปรียบหมู่บ้านที่ถูกทอดทิ้งให้ห่างไกลความเจริญและยากจนข้นแค้นเป็นหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยความเหงา และ 'ฝนในฤดูแล้ง' คือเงินที่หญิงสาวพวกนั้นนำกลับมาให้ครอบครัว ในตอนท้ายของเรื่องก็ยังหดหู่มากขึ้นไปอีกตรงที่ชีวิตของพวกเขาก็วนเรื่อยไปอยู่แบบนี้ ยังมีเด็กสาวคนใหม่ จากครอบครัวใหม่ที่ต้องก้าวขึ้นไฟไปเหมือนกับตัวเอกในเรื่อง คนเขียนก็เอาการเปรียบเทียบที่พูดถึงไปตะกี้มาขยี้อีก มันหดหู่มากๆ
เรื่องสั้นพวกนี้ตีพิมพ์เมื่อ 2521 ซึ่งก็คือนานมากแล้วเนอะ แต่น่าเศร้าที่เกือบทุกเรื่องที่รีเลทกับปัจจุบันได้หมดเลย นอกจากเรื่องความเหลื่อมล้ำอะไรต่างๆ มันมีพวกเรื่องการต่อสู้ทางการเมืองด้วย (อย่างเรื่องขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง อันนี้ก็ชัดมากๆ) คือ เหมือนกับว่าประเทศเราไม่เคยก้าวไปไหนเลย อ่านแล้วเศร้ามาก
This entire review has been hidden because of spoilers.
December 7, 2024
Title translated as "Khunthong, You Will Return at Dawn", a collection of short stories published from 1973-1978, often set against several Thai social-issue genre backdrops as befit the writer also working as a journalist, with a few of them explicitly about political upheaval at the time. But the best thing about the book is that the writer neither softens the stories down nor hammers them into miserablist messages, but capturing the core of humans at the center in different states of being, making most of them come off evocative, haunting and even lyrical instead. 4/5
November 2, 2017
This is the best short story collection I've read this year, possibly because it's written in Thai by a Thai author and it's so relatable.
January 22, 2019
ปกติไม่ค่อยได้อ่านแนวสะท้อนการเมือง-สังคม แต่รู้สึกว่าเขียนได้ดีมาก ใช้คำง่ายๆ แต่อ่านแล้วภาพชัด นัยยะชัด สะท้อนภาพความลำบาก ยากจน ความเหลื่อมล้ำ และเหตุการณ์ทางการเมืองได้อย่างลึกซึ้ง และน่าคิดตาม
This entire review has been hidden because of spoilers.
November 17, 2020
เมื่ออ่านแล้วหันมองกลับมามองการเมืองไทยตอนนี้ (ปี2563) เราเกิดคำถามกับตัวเองว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ยังร่วมสมัยอยู่ เราถอยหลัง? หรือเราไม่ได้ไปไหนเลย?
January 29, 2021
เรียบง่าย จริงใจ และทรงพลังมากที่สุด เป็นงานที่ควรค่าแก่การวิจารณ์ทั้งในแง่เนื้อหาและสรรณศิลป์
January 20, 2026
13 เรื่องสั้น ผ่านตัวอักษรที่เรียบง่าย ไม่โพงพาง ไม่ยืดยาว แต่เสียดสีสะท้อนสังคมที่ต่อให้ผ่านมายาวนานแค่ไหน ก็ยังมองเห็นได้ชัดเหมือนเพิ่งเขียนเมื่อวาน ผ่าความรู้สึกของความเป็นคนธรรมดากับการเมืองได้อย่างชัดเจนและเรียบง่าย
January 10, 2013
เรียบง่ายแต่มีเสน่ห์และเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ
Read
May 9, 2013อยากอ่านจัง
May 23, 2013
เรื่องชื่อเล่มคือที่สุดแล้ว
Want to Read
May 9, 2016like
November 6, 2016
ภาษาสวยงามมากค่ะ ชอบๆ อารมณ์ก็คล้อยตามด้วย
Displaying 1 - 16 of 16 reviews













