Jump to ratings and reviews
Rate this book

เทวา มนตรา คาถา เกจิ : ไสยศาสตร์ยุคใหม่กับทุน(ไทย)นิยม

Rate this book
ในโลกสมัยใหม่ที่ไสยศาสตร์ถูกมองว่าเป็นความงมงายและล้าหลัง ทว่าการบูชาพระเครื่องเพื่อเสริมโชคลาภบารมี การกราบไหว้ขอเงินขอทอง การทรงเจ้าเข้าผี การนับถือเกจิอาจารย์ และอีกสารพัดพิธีกรรมกลับเฟื่องฟูขึ้นในประเทศไทย สวนทางกับยุคแห่งเทคโนโลยีและความก้าวหน้า ชวนผู้อ่านสำรวจความเชื่อและการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลากหลายรูปแบบท่ามกลางกระแสประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจรุ่งเรืองถึงขีดสุด ไปจนถึงช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 รวมทั้งการเกิดขึ้นของทุน(ไทย)นิยมอันเป็นเอกลักษณ์

528 pages, Paperback

Published March 1, 2023

6 people are currently reading
50 people want to read

About the author

Peter A. Jackson

25 books5 followers
Peter A. Jackson is professor of Thai cultural studies in the Australian National University's College of Asia and the Pacific. He has written extensively on modern Thai cultural history with special interests in religion and sexuality. He is editor-in-chief of the Asian Studies Review and founder of the Thai Rainbow Archives Project, which is collecting and digitizing Thai gay, lesbian, and transgender magazines and community organization newsletters (see http://thairainbowarchive.anu.edu.au/...).

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
3 (23%)
4 stars
9 (69%)
3 stars
1 (7%)
2 stars
0 (0%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 2 of 2 reviews
Profile Image for Attasit Sittidumrong.
157 reviews16 followers
August 13, 2023
1.เป็นงานเขียนทางวิชาการที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน เพราะแม้เนื้อหาหลักคือการศึกษาการเติบโตของลัทธิบูชาความมั่งคั่ง (cult of wealth) ในสังคมไทย แต่ผู้เขียนก็มุ่งหวังให้ข้อเสนอดังกล่าวมีนัยยะทางทฤษฎีที่ท้าทายกับฐานความคิดแบบเวเบอร์ที่เชื่อว่าการขยายตัวของสภาวะสมัยใหม่และทุนนิยมจะนำมาสู่การขยายตัวในการใช้เหตุใช้ผลของมนุษย์จนนำไปสู่กระบวนการถอนความศักดิ์สิทธิ์ออกจากโลก (the disenchantment of the world) ซึ่งก็คือการเบียดขับให้พฤติกรรมที่ไร้เหตุผล หลงอยู่กับความเชื่อมงมงายต่างๆหมดที่หมดทางในสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ โดยผ่านกรณีศึกษาเรื่องการขยายตัวของลัทธิบูชาความมั่งคั่งในประเทศไทย ผู้เขียนได้เปิดให้เห็นถึงมิติใหม่ของความศักดิ์สิทธิ์อันเป็นผลจากการขยายตัวของโลกสมัยใหม่ภายใต้กำกับของทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่ หรือก็คือสภาวะสมัยใหม่ไม่ได้แค่ถอนความศักดิ์สิทธิ์(แบบเดิม)ออกจากโลก แต่ยังสร้างความศักดิ์สิทธิ(ใหม่) ที่ผสานไปด้วยกันได้กับวิถีชีวิตสมัยใหม่แบบทุนนิยมอย่างไร้รอยต่อ

2.ในระดับของข้อมูลเชิงประจักษ์ หนังสือเ่ล่มนี้คือบทวิเคราะห์การเปลี่ยนผันชีวิตทางศาสนาในสังคมการเมืองไทย โดยผู้เขียนได้เน้นให้เห็นว่า "ชีวิตทางศาสนา" ในที่นี้ไม่ใช่เรื่องของการยึดมั่นในคำสอนทางธรรมหากแต่เป็นเรื่องพิธีกรรมในทางปฏิบัติ อย่างการขอพร เคารพบูชารูปเคารพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาทั้งหลาย (หรือถ้าพูดในภาษาของนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักประวัติศาสตร์คนสำคัญที่เพิ่งเสียชีวิตไปก็คือเป็นเรื่องของ "ไสย" ไม่ใช่เรื่องของคำสอน) ซึ่งผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นว่านับตั้งแต่ทศรววษที่ 2520 เป็นต้นมา ได้เกิดลัทธิพิธีอยา่งใหม่ที่เติบโตได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นวงกว้างทั่วประเทศ จนกลายเป็นหนึ่งในชีวิตทางศาสนาที่สำคัญในสังคมไทย (และสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-เอเชียตะวันออก) นั่นคือลัทธิบูชาความมั่งคั่ง โดยการเติบโตของลัทธิดังกล่าวนี้เริ่มจากการลดบทบาทในการควบคุมพุทธศาสนาของรัฐในช่วงทศววรษที่ 2520 อันเป็นผลจากชัยชนะของทางการในสงครามกลางเมืองกับพคท. ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยุทธวิธีของการรวมศูนย์และผูกขาดความเป็นไทยทางวัฒนธรรมเหมือนในสมัยก่อนหน้า พร้อมๆกับการส่งเสริมวัฒนธรรมชาวบ้านตลอดจนความเชื่อต่างๆในฐานะส่วนหนึ่งของ "วัฒนธรรมท้องถิ่น" (ที่อยู่ภายใต้กำกับของวัฒนธรรมไทย) ส่งผลให้ลัทธิพิธีกรรมต่างๆที่เคยถูกมองว่าเป็นสิ่งงมงายเริ่มมีที่ทางในการนำเสนอตัวเองมากขึ้น

3.ทว่า ถ้าการลดบทบาทในการควบคุมศาสนาของรัฐคือจุดเริ่มต้นของลัทธิบูชาความมั่งคั่ง การขยายตัวอยา่งก้าวกระโดดของวิถีชีวิตแบบทุนนิยมตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 2520 ไล่ไปจนตลอดทศวรรษที่ 2530 ก็คือตัวแปรที่กระตุ้นให้ลัทธิบูชาความมั่งคั่งสามารถลงหลักปักฐานในกระแสวัฒนธรรมประชานิยม (pop culture) ของไทยอยา่งมั่นคง ทั้งนี้ เพราะแม้การขยายตัวของทุนนิยมอาจเปรียบได้กับการขยายตัวของโลกทัศน์แบบเหตุผลตามที่แม็ก เวเบอร์ได้เคยอธิบายไว้ แต่ความก้าวหน้าของทุนนิยมในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 (หรือที่ผู้เขียนเรียกว่าเป็นทุนนิยมตอนปลาย/ทุนนิยมหลังสมัยใหม่/เสรีนิยมใหม่) ก็ได้ทำให้ทุนนิยมกลายเป็นระบบที่ตั้งอยู่บนเหตุผลอันซับซ้อนเกินไปกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะเข้าใจและคาดเดาผลลัพธ์ได้ ผลก็คือพร้อมๆไปกับการเติบโตของวิถีชีวิตแบบทุนนิยมที่ถูกกำหนดภายใต้กลไกตลาด ผู้คนในสังคมไทยก็ประสบกับภาวะไม่แน่ไม่นอนของชีวิตอันเนื่องมาจากการขาดความสามารถในการดาดเดาผลลัพท์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจของตน จนนำไปสู่อุปสงค์ที่ต้องการความสบายใจซึ่งส่งผลต่อมาสู่การเติบโตของ "ตลาดความเชื่อ" ที่ลัทธิพิธีต่างๆจะมุ่งนำเสนอเนื้อหาภายใต้การขายความศักดิ์สิทธิ์ที่มุ่งให้ผู้ซื้อรู้สึกสบายใจและหลุดพ้นว่าตนจะได้รับความมั่งคั่งในอนาคต

4.นอกจากการขยายตัวของชีวิตทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการขยายตัวของลัทธิบูชาความมั่งคั่งในสังคมไทยก็คือบทบาทของสื่อมวลชนและการพิมพ์ที่ช่วยผลิตและขยายความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลและผู้วิเศษให้แพร่หลายจนเป็นที่ยอมรับกันในสังคม ทั้งนี้โดยกลับด้านแนวคิดของวอลเตอร์ เบนยามินนักทฤษฎีวัฒนธรรมคนสำคัญซึ่งเคยเสนอว่าการผลิตซ้ำภาพถ่ายในสื่อสิ่งพิมพ์จะส่งผลทำลายรัศมี (aura) ของตัวแบบตั้งต้น ผู้เขียนได้อาศัยข้อวิเคราะห์ของฌอง โบดริยาร์ด นักทฤษฎีสังคมชาวฝรั่งเศสเรื่องความจริงจำลอง (simulation) มาใช้ทำการวิเคราะห์ว่าภายใต้สื่อมวลชนที่โหมกระหน่ำเรื่องเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคล/ผู้วิเศษดังกล่าว ก็ได้สลายช่องว่างระหว่างต้นแบบกับรูปจำลอง และทำให้รูปจำลองกลายเป็นที่สถิตย์ของความศักดิ์สิทธิ์โดยมิได้มีความแตกต่างไปจากต้นแบบแต่ประการใด ดังนั้น ความแพร่หลายของสิ่งพิมพ์และสื่อมวลชนที่จำลองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจึงยิ่งเป็นการเพิ่มและขยายความศักดิ์สิทธิ์จนนำไปสู่ความนิยมของลัทธิบูชาความมั่งคั่งในท้ายที่สุด

5.ข้อพิจารณาของผู้เขียนถึงบทบาทของสื่อในการสร้างสัญญะความศักดิ์สิทธิดังที่ได้อธิบายไปนั้น ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจกลไกความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะสมัยใหม่กับการสร้างความศักดิ์สิทธิ์(ใหม่)ในโลกทุนนิยม/เสรีนิยมใหม่ ยิ่งกว่านั้น ความสำเร็จในการขยายตัวของลัทธิบูชาความมั่งคั่งยังส่งผลเปลี่ยนแปลงแก่นสารของชีวิตทางศาสนาของสังคมไทยอย่างสำคัญ เพราะการขยายตัวของลัทธิบูชาความมั่งคั่งนี้คือการทำจิตวิญญาณให้กลายเป็นสินค้า หรือก็คือการทำความศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้กลายเป็นสินค้าในคลาดการค้าความศักดิ์สิทธิ์ ที่ผู้คนในสังคมทุนนิยมสามารถซื้อหามาได้ แต่พร้อมๆไปกับการทำจิตวิญญาณให้กลายเป็นสินค้า สังคมไทยก็ได้เข้าสู่ภาวะที่ทุนนิยมได้กลายเป็นจิตวิญญาณหรือก็คือภาวะที่จิตวิญญาณความเป็นไทยของสังคมถูกปรับให้เป็นวิธีคิดแบบทุนนิยม จนทำให้เส้นแบ่ง "ความเป็นไทย" แต่เดิมมีความพร่าเลือนตามไปด้วย ผลคือการเปิดกว้างของศาสนพิธีแบบพุทธไทยที่สามารถต้อนรับสัญญะความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งแตกต่างไปจากความเป็นไทย/ความเป็นพุทธแต่เดิมได้ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของลัทธิเจ้าแม่กวนอิมของชาวจีน การขยายตัวของรูปเคารพ/การเคารพเทพฮินดู (เช่นพระพรหมณ์, พระพิฆเนศ ฯลฯ) หรือ การทรงเจ้า/เข้าผีประจำท้องถิ่นต่างๆ ในแง่นี้ การเติบโตของลัทธิบูชาความมั่งคั่งจึงเป็นการขยายขอบเขตลัทธิพิธีแบบพุทธไทยให้สามารถผนวกความเชื่อในแบบอื่นๆได้โดยไม่ขัดเขิน ทั้งเป็นการเปิดให้เห็นถึงลักษณะแบบพหุนิยมผสมผสานของสังคมไทยในโลกสมัยใหม่แบบทุนนิยม/เสรีนิยมใหม่ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

เป็นงานเขียนที่บรรจุข้อเสนออันซับซ้อน น่าสนใจสำหรับผู้ที่ศึกษาด้านศาสนากับสังคมไทย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของฉบับแปลไทย คิดว่ายังมีปัญหา ควรให้บรรณธิ���ารมีเวลาตรวจทานการแปลมากกว่านี้เพื่อเกลาประโยคและคำให้อ่านรู้เรื่องได้มากขึ้น ดังนั้นสำหรับฉบับภาษาไทยจึงขอให้สี่ดาวเพราะสำนวนแปลเป็นสำคัญ
Profile Image for Natthaphon.
56 reviews
June 14, 2023
หนังสือตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับความเชื่อไสยศาสตร์กับทุนนิยมในไทยได้ดี ผู้เขียนได้จำแนกเล่าประเด็นออกมาได้เป็นระบบและเห็นความเชื่อมโยงกัน เริ่มตั้งแต่รากฐานความย้อนแย้งของพุทธกับผีโดยเฉพาะข้อถกเถียงแบ่งแยก “พุทธแท้” และพัฒนาการของการผสานระหว่างไสยศาสตร์กับทุน ซึ่งได้มีการเชื่อมโยงถึงบริบทสถาบันต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีเกร็ดข้อมูล (miscellaneous) ที่น่าสนใจและน่าประหลาดใจด้วย เช่น ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องของเกจิอาจารย์กับสถาบันกษัตริย์ และตัวเลขมงคลทางการเมือง
Displaying 1 - 2 of 2 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.