nananatte472 reviews146 followersFollowFollowFebruary 5, 2017ถ้าหากตอนนี้รู้สึกเอียนหนังสือhow-to และชีวิตกำลังพบกับความเปลี่ยนแปลง หรือรู้สึกชีวิตไม่มั่นคง ขาดเป้าหมาย หรือรู้สึกเหมือนแค่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ เราว่า Open Diary เป็นหนังสือเล่มนึงที่ควรหามาอ่านนะคะ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ พึ่งพิมพ์ใหม่ปี ๒๕๕๙ นี่เอง การแอบอ่านไดอารี่ของคนอื่นมันสนุกอยู่แล้วค่ะ (สนุกพอๆ กับการแอบอ่านจดหมายรัก) เพราะในไดอารี่ คุณจะเปิดเปลือยตัวตน ความนึกคิด ความกังวล ความสับสน ถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาได้โดยมิอาจหยิบอะไรมาปิดกั้น เนื่องเพราะไม่ต้องแคร์สายตาใคร ไดอารี่เล่มนี้ของคุณวรพจน์ก็เป็นอย่างนั้น ถึงจะตัดทอนออกมา, edit มาแล้วให้ลงตีพิมพ์ได้ สำหรับเรา เราคิดว่า Open Diary ของคุณวรพจน์เป็นหนังสือที่ดีมากๆ เล่มหนึ่ง และเป็นเล่มที่ดีใจมากที่มีโอกาสได้อ่านค่ะเนื่องจากไม่ใช่แฟนนิตยสาร open เลยอ่านหนังสือ Open Diary ในแง่ที่ว่ามันเป็นไดอารี่ส่วนตัวของคุณวรพจน์ ไม่ได้สนใจกับคำโปรยปกเลยว่ามันเป็นหนังสือที่เก็บความทรงจำช่วงสุดท้ายก่อนจะปิดตัวลงไปของนิตยสาร openเราเคยอ่านงานสัมภาษณ์ของคุณวรพจน์มาก่อนแล้ว แต่บอกตามตรง เราชอบงานเขียนของคุณวรพจน์มากกว่างานสัมภาษณ์ค่ะ ใน Open Diary เราจะไม่เห็น work-life balance ในชีวิตของใครๆ ก็ตามในเล่มหรอกนะคะ เพราะในชีวิตคนทำหนังสือหรือนิตยสารไม่ได้แตกต่างกันหรอก คือ มันไม่มีอยู่แล้วคำว่า work-life balance น่ะ คนทำหนังสือคือ craftman ดังนั้น มันคือ work-life integration ค่ะ ในเล่ม เราจะได้เห็นชีวิตคนในแวดวงทำหนังสือและหนังสือพิมพ์เสียเป็นส่วนใหญ่ มีคนทำภาพยนตร์ ละครและสารคดีปะปนมาบ้างเล็กน้อย แต่ก็จัดว่าเป็นวงการใกล้เคียงกัน มีความเป็นศิลปะไปพร้อมๆ กับการเป็นสื่อมวลชน เราจะได้เห็นความมุ่งมั่นของคนทำงาน ความตั้งใจ ความทุ่มเท และก็เห็นว่าทุกคนในแวดวงนี้ก็เป็นมดงานตัวหนึ่งและเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ตื่นเช้านั่งรถตู้ต่อเรือต่อรถเมล์ไปทำงาน เย็นมามีนัดเตะบอล กินเหล้ากินเบียร์ เมาสลบบ้านเพื่อน มีเล่นมุขทะลึ่งตึงตัง ชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง เป็นพลังชีวิตของคนวัยหนุ่มสาวที่จะพบโอกาสและมิตรสหายผ่านเข้ามา บ้างก็เข้ามา บ้างก็ผ่านไปเป็นธรรมดาเช่นนี้เองสิ่งที่ชอบมากในงานเขียนของคุณวรพจน์คือการใช้ภาษาสงบนิ่งราบเรียบ แต่อ่านแล้วสบายใจ ส่วนสิ่งที่เราชอบเป็นพิเศษในเล่มนี้ ไม่ได้อยู่ที่การทำใจรับมือกับความเปลี่ยนแปลงว่านิตยสารที่ทำอยู่จะต้องปิดตัวลงหรอกนะคะ แต่เราชอบแง่มุมความคิดของคุณวรพจน์น่ะค่ะ อาจจะเป็นเพราะการได้พบเจอกับผู้คนที่สร้างสรรค์งานคุณภาพในเส้นทางของตัวเองมานาน วิธีคิดกับการมองโลกของคุณวรพจน์ถึงได้มีความสงบนิ่งและค่อนข้างเป็นอิสระจากกรอบความคิดทางการศึกษาในขนบมาตรฐานน่ะค่ะ เรียกได้ว่าให้ลงมือทำเต็มที่ในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ และอยู่กับปัจจุบันล่ะมั้งคะเราไม่ใช่มนุษย์ชอบขีดไฮไลท์ในหนังสือถ้าไม่ใช่ตำราเรียน แต่ถ้าให้เราไฮไลท์ความคิดดีๆ ในเล่ม Open Diary แล้วล่ะก็ รับรองว่าคนอาจสับสนแน่ค่ะว่ามันเป็นสมุดภาพระบายสีรึเปล่า อ่านเถอะเล่มนี้ หนังสือดีมาก ควรหาโอกาสอ่านค่ะnon-fiction