Pawarut Jongsirirag751 reviews158 followersFollowFollowJuly 9, 2026** พูดถึงทั้งสามเล่มพร้อมกันในฐานะไตรภาคแก่งคอยเลยครับ......“ไตรภาคแก่งคอย เป็นยังไงบ้าง”มีคนเคยถามผมเช่นนี้ เมื่อได้พูดคุยกันถึงหนังสือที่เคยอ่าน ซึ่งไม่รู้เหตุผลกลใดที่นำพาบทสนทนาไปจบที่ผมพูดออกไปว่า “ผมอ่านไตรภาคแก่งคอยทั้ง 3 เล่มจบแล้วนะ แถมทะลึ่งอ่าน 3 เล่มเรียงต่อเนื่องกันเลยด้วย”ซึ่งมันก็นำพาไปสู่คำถามล็อคมงที่ไม่อาจถามเป็นอย่างอื่นไปได้ว่า แล้วไตรภาคแก่งคอยเป็นยังไงบ้างผมจำได้ว่าไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ชัดเจนนัก ไม่รู้ว่าเพราะฤทธิ์น้ำสีอำพันที่ดื่มไปหลายขวดแล้วจนทำให้ความคิดดูสะเปะสะปะไปพอควรแล้ว หรือเพราะอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าหากไม่ได้นั่งทบทวนกับตัวเองแล้วก็ไม่ได้อยากตอบคำถามนี้แบบส่งส่งไปก่อน เพื่อให้ทุกอย่างพ้นไปจากตัวกันแน่ สุดท้ายแล้วก็จำไม่ได้ว่าช่วงเวลานั้นจบลงด้วยคำตอบใด เพียงจำได้ลางๆว่าตอบอะไรไปซักอย่างแล้วก็ผ่านไปสู้เรื่องอื่นหลังจากนั้นอีกนานชิบหาย ก็นึกขึ้นได้ว่า อยากเขียนอะไรเพื่อตอบคำถามนั้นเอาไว้ซักหน่อย ทิ้งเอาไว้เป็นหมุดเวลาที่เมื่อผันผ่านไปและจังหวะพอดิบกำลังมีเดียมแรร์จะได้ย้อนกลับมาอ่านความคิด ณ ช่วงเวลานี้ใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าจังหวะนั้นจะมาโดยตั้งใจหรือบังเอิญเดินผ่านย้อนมาก็ตามทีโอเค มาเริ่มกันเลย......สำหรับไตรภาคแก่งคอย ประกอบไปด้วยหนังสือ 3 เล่ม ได้แก่ ลับแลแก่งคอย (2552) ลักษณ์อาลัย (2555) และจุติ (2558) ทั้งสามเล่มไม่ใช่เรื่องราวไตรภาคต่อเนื่องกัน แต่เกาะเกี่ยวกันด้วยเรื่องเล่าความขัดแย้งของพี่น้องสองคน และพื้นที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี คุณอุทิศมักให้สัมภาษณ์ว่าผู้อ่านสามารถอ่านไตรภาคนี้แยกเล่มอย่างโดดเดี่ยวได้เลย เพราะแต่ละเล่มก็มีลมหายใจของตัวมันเอง ไม่ต้องพึ่งพิงเล่มอื่นๆ แต่หากถามผม ผมอยากแนะนำให้อ่านไตรภาคนี้พร้อมกันตามลำดับ เพราะทั้งสามเล่มต่างทำหน้าที่ของตนเองและช่วยขับเน้นศักยภาพชีวิตและลมหายใจของเล่มอื่นให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และหากมองไตรภาคทั้งหมดในภาพรวม มันก็จะแสดงให้เห็นถึงพลังของเรื่องเล่าที่ดูจะเป็นหัวใจสำคัญของไตรภาคชุดนี้ได้อย่างชัดเจนมากทีเดียวจากบทสัมภาษณ์ต่างๆ มากมายของคุณอุทิศที่พูดถึงไตรภาคชุดนี้ สิ่งหนึ่งที่ดูจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันเสมอ คือ คุณอุทิศนำส่วนหนึ่งของชีวิตมาเป็นวัตถุดิบสำคัญในการเขียนไตรภาคแก่งคอย ซึ่งผมเห็นมันอย่างชัดเจนที่สุดใน “ลับแล แก่งคอย” มีการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์จนกลาย “ลักษณ์อาลัย” และผลลัพธ์ของการทดลองสร้างสิ่งใหม่จากเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมกลายเป็น “จุติ”จึงอาจพูดได้ว่าแก่นแท้อันหยั่งรากลึกในไตรภาคชุดนี้ คือ ผลลัพธ์ของการเล่นแร่แปรธาตุในเรื่องเล่า ให้มีชีวิตภายใต้รูปลักษณ์ใหม่ ทดลองเปลี่ยนแปรรูปร่างของกายหยาบและผิวสัมผัสให้หลากหลาย ถือกำเนิดออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปสำหรับ “ลับแล แก่งคอย” เป็นการก่อรูปร่างของเรื่องเล่าอันมีเค้าลางของความจริงให้มีสภาพกลายเป็นสิ่งเสมือน สร้างระนาบของความจริงซ้อนทับกับความลวง ภายใต้ภาชนะอันสลักเสลาความไม่ลงรอยกันของสองพี่น้อง และความชำรุดของครอบครัวอันนำไปสู่การล่มสลาย ซึ่งนำไปสู่คำถามว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เราได้ยินได้ฟังมาเมื่อถูกเล่าผ่านปากของมนุษย์ เราจะเชื่อมันได้มากน้อยเพียงใด ผมคิดว่าหากใครอ่านเล่มนี้เป็นเล่มแรก ย่อมเห็นได้ถึงกระบวนการสร้างเรื่องเล่าให้มีชีวิตใหม่ชิ้นต่อชิ้น เหมือนกับการนำผู้อ่านเดินทางไปในไดอารี่ของชายคนหนึ่งที่บันทึกเรื่องราวของเขากับครอบครัว เพียงแต่ไดอารี่ชิ้นนี้ให้ความรู้สึกว่า ปากกาที่เขียนลงไปไม่ได้เกิดขึ้นจากมือเพียงมือเดียว มันมีร่องรอยของการถูกเขียนขึ้นใหม่เป็นที่เรียบร้อย ถูกปรับปรุงใส่รูปแบบความเป็นวรรณกรรม เฉือนบางส่วนทิ้ง เพิ่มบางส่วนใหม่ ตกแต่งสิ่งที่มีอยู่เดิมให้แปลกออกไปแต่ยังเหลือเค้าโครงของสิ่งตั้งต้น เหมือนกับการดูมหรสพที่จัดวางทุกอย่างไว้พร้อมสรรพ เรารู้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือมหรสพ แต่มันก็แสดงได้ดีจนชั่วเวลาหนึ่งก็ทำให้เราลืมตัว นึกว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า คือ ภาพของความจริง หาใช่มหรสพที่แสดงไปตามฝีมือการกำกับของคุณอุทิศ เหมะมูล ภายหลังจากการเดินทางผ่านเรื่องเล่าที่ถูกดัดแปลงขึ้นใหม่ การมาถึงของลักษณ์อาลัย กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ?สำหรับ “ลักษณ์อาลัย” คำถามเดิมจาก ลับแลฯ ถูกปรับเปลี่ยนใหม่ สิ่งใดคือความจริง อาจไม่ใช่คำถามสำคัญอีกต่อไป นำมาสู่คำถามใหม่ เรื่องเล่านั้นมีอายุไข หรือเป็นสิ่งอนันต์ที่เกิดขึ้นวนเวียนเป็นวัฏจักร กันแน่..ลักษณ์อาลัยใช้รูปแบบการเล่า 2 เส้นเรื่องขนานกันไป เส้นเรื่องหนึ่ง คือ ประวัติศาสตร์ในห้วงเวลาของชายที่กลับมายังงานศพของบิดา ส่วนเส้นเรื่องอีกเส้น กลายเป็นประวัติศาสตร์อันไกลโพ้นของความบาดหมางที่เกิดขึ้นกับสองพี่น้องที่มีส่วนในการก่อร่างประวัติศาสตร์ของชาติกลวิธีในการเล่า 2 เส้นเรื่องขนานกัน ผมคิดว่าไม่ได้นำมาใช้เพื่อเป็นเวทีเปรียบเทียบความเหมือนต่างของเส้นเรื่องทั้งสองแต่เพียงอย่างเดียว แต่มันยังเป็นการทำให้เห็นถึงวัฏจักรการเกิดดับอย่างไม่รู้จบของเรื่องเล่าที่คล้ายคลึงกัน เพื่อตอกย้ำว่าอายุไขของเรื่องเล่าอาจไม่มีอยู่จริง สิ่งหนึ่งที่หายไปจะกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วนเวียนเช่นนี้ไปไม่เปลี่ยนแปลงมันจึงเป็นการนำเรื่องเล่ามาใส่ภาชนะใบใหม่ที่แตกต่างไปจากลับแลฯ หากลักษณอาลัยคือรูปร่างของวงกลมอันหมุนวนเป็นอนันต์ ลับแลฯ ก็เป็นรูปร่างของขดเกลียวที่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน หากเช่นนั้นแล้ว “จุติ” จะถือกำเนิดภายใต้รูปลักษณ์ใดกันแน่หากลับแลฯ คือ คำถาม ลักษณ์อาลัย คือ การตอกย้ำรูปแบบ ผมคิดว่า จุติ คือ การรื้อสร้างใหม่ของเรื่องเล่าที่ไม่ต้องการรูปลักษณ์ที่ชัดเจน หรือภาชนะใดที่จะบรรจุเรื่องเล่าอันถือกำเนิดใหม่นี้อีกต่อไปแล้วเมื่อมาถึงเล่มสุดท้ายในไตรภาคอย่าง จุติ สิ่งหนึ่งที่ดูจะพิเศษแตกต่าง คือ กาลเวลาในจักรวาลของจุติดูจะยาวนานและยิ่งใหญ่กว่าสองเล่มแรกอย่างเทียบไม่ได้เลย เพราะ จุติ สร้างจักรวาลของตัวมันเองภายใต้ระยะเวลาตั้งแต่การถือกำเนิดของโลกใบนี้เรื่อยมาจนถึงกาลปัจจุบัน...จุติ ดูจะเปรียบได้กับการรื้อสร้างใหม่ของเรื่องเล่า ทั้งในมิติของรูปลักษณ์และรูปเรื่องที่เป็นการทุบทำลายแบบแปลนเดิมจากลับแล และลักษณ์อาลัย ให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ แยกขาดจากพี่น้องทั้งสองในมิติของรูปลักษณ์ มันคือการแยกส่วนองค์ประกอบที่ดูไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรง เหมือนดวงดาวในจักรวาลที่ห่างไกลดูไม่เชื่อมโยง แต่ท้ายที่สุด ดาวทุกดวงกลับส่องแสงเชื่อมโยงผ่านการล่องลอยในระบบสุริยะแก่งคอย กลายเป็นภาพของท้องฟ้าพร่างพราว ที่แต่ละส่วนมีชีวิตของตัวเองโดยไม่แยกขาดจากส่วนอื่นๆส่วนมิติของรูปเรื่อง ที่แม้จะพูดไม่เต็มปากนักว่าฉีกตัวเองจาก ลับแล และลักษณ์อาลัย จนไม่เหลือเค้าเดิมแล้ว แต่ก็พูดได้ว่า จุติ มีชีวิตใหม่ของตัวเองอย่างชัดเจน มันถูกสร้างขึ้นจากศูนย์ที่ยังคงไว้ซึ่งลวดลายและกลิ่นอายของความเป็นลับแลและลักษณ์อาลัย ที่ฉายภาพความชำรุดของสองพี่น้องที่กินเวลายาวนานหลายร้อยปี ?ที่เกริ่นมาทั้งหมด คือ การมองไตรภาคแก่งคอยอย่างสิ่งมีชีวิตที่มีลมหายใจของตนเอง แต่หากถอยมาซักก้าวหนึ่ง เพื่อลองมองไตรภาคนี้ในฐานะของสิ่งมีชีวิตอันหนึ่งอันเดียว ผมคิดว่าแต่ละเล่มแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของสิ่งมีชีวิตนี้เป็นลำดับ แม้เราจะสามารถอ่านเล่มใดก็ได้อย่างอิสระ แต่การอ่านเรียงลำดับก็ทำให้เห็นเรื่องราวชีวิตของไตรภาคนี้ได้อย่างชัดเจน “ลับแล แก่งคอย” เหมือนกับวัยรุ่นที่อยู่ในช่วงเวลาของการเติบโต มองโลกใบนี้ด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่าสิ่งใดคือความจริงของชีวิต เมื่อเติบใหญ่ขึ้นมากลายเป็นวัยกลางคนอย่าง “ลักษณ์อาลัย” ชวนให้เราเข้าใจว่าทุกสิ่งแม้มีเกิดแก่เจ็บตาย แต่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด มันจะกลับมาเริ่มต้นใหม่หมุนวนเป็นวัฏจักรอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด และท้ายที่สุดสำหรับ “จุติ” เป็นการปิดฉากเรื่องราวของชีวิตทั้งหมด เมื่อเราตระหนักได้ว่าทุกอย่างคือการประกอบสร้าง ทุกสิ่งถือกำเนิดขึ้น เชื่อมโยง และดับสูญไปในคราวเดียวกัน แม้ความตายจะไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่การกำหนดว่าอะไรคือจุดสิ้นสุดหรือจุดเริ่มต้น ก็เกิดขึ้นจากการประกอบสร้างของทุกสิ่งรอบตัวเราเองแทบทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้คือคำตอบทั้งหมด สำหรับคำถามที่ว่า ไตรภาคแก่งคอย เป็นยังไงบ้าง หากช่วงเวลาของบทสนทนานั้นวนกลับมาอีกครั้ง ผมรู้แล้วครับว่าจะตอบมันยังไงดี...thai
Tassanee10 reviews3 followersFollowFollowOctober 12, 2012ครั้งที่ตัดสินใจหยิบเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน ก็เพราะติดใจผลงาน "ลับแล แก่งคอย" ของคุณอุทิศ เหมะมูล ชอบน้ำเสียงที่เข้มข้นและเรื่องราวของการเป็นคนชายขอบที่พาคนอ่านจมลึกเข้าไปถึงจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ พอได้ข่าวว่า"ลักษณ์อาลัย"ติดรอบหนังสือ 7 เล่มสุดท้ายที่เข้ารอบรางวัลซีไรต์จึงไม่รอช้า คว้ากระเป๋าตังค์ จ่ายเงินซื้อทันที"ลักษณ์อาลัย"เป็นหนังสือแปลก และ มีไสตล์ไม่เหมือนใคร ตั้งแต่ชื่อเรื่องไปจนถึงวิธีการเขียน แต่ละบทแบ่งเนื้อเรื่องออกเป็นสองส่วน เล่าเรื่องราวหลักของตัวละคร และเรื่องราวย่อยของหนังสือที่ตัวละครเอกกำลังทำงานตรวจต้นฉบับอยู่(ตัวเอกเป็นบรรณาธิารต้นฉบับ) การเล่าเรื่องวิธีนี้ ทำให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนได้อ่านหนังสือ 3 เล่มภายในเล่มเดียว โดยมีใจความ/สาระในแต่ละเนื้อความผูกเข้าไว้กับเนื้อเรื่องหลักที่ดำเนินไปตามวิถีชีวิตของตัวเอกในหนังสือ ถือว่าเป็นเทคนิคการดำเนินเรื่องที่น่าสนใจ และไม่เหมือนใคร แค่ชื่อบทแต่ละบท ก็กินความแปลกจะแย่อยู่แล้ว ("ร่วมรักกับความตาย", "คุณเป็นนักตัดแต่งความทรงจำ!")แต่สิ่งที่ไม่ชอบเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้คือ รู้สึกว่าตัวเรื่องดำเนินช้า และ ไม่น่าติดตามเสียเท่าไหร่(เมื่อเทียบกับเล่มก่อน)ไม่รู้ว่าเนื้อเรื่องจะเดินไปทางไหน เหมือนพล็อทมันไม่คลิ้ก กว่าจะมีแรงบันดาลใจในการหยิบเล่มนี้มาอ่านอีกทีก็นานอยู่พอตัว เข้าใจว่าไสตล์การเขียนที่เอื่อยเช่นนี้อาจเป็นไปตามความตั้งใจของคุณอุทิศที่ต้องการถ่ายทอดธรรมชาติของเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ คือไม่จำเป็นต้องเป๊ะ ก็ชีวิตมันเป็นอย่างนี้ จะให้มันตื่นเต้นได้ไงว่ะ ซึ่งก็เข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น คนที่ชอบอ่านหนังสือแนวเรื่อยๆ น่าจะชอบเล่นนี้ (ส่วนตัวไม่ชอบสิ่งที่เรียบเกินไป ชีวิตมันขาดสีสัน และนี่เป็นหนังสือ หนังสือควรให้ความบันเทิง ไม่ว่ามันจะถ่ายทอดสัจธรรมชีวิตใดๆมาก็ตาม เลยขอหักคะแนนในส่วนนี้) spirituality
Fon66 reviews13 followersFollowFollowAugust 29, 2012เมื่ออ่านไปสักพัก รู้สึกได้ว่า เหมือนได้กลับไปในโลกของลับแล แก่งคอย ราวกับมิติของตัวละครในสองเรื่องต่างซ้อนทับกัน หลงอยู่ในลูปกาลเวลาอันไร้ขอบเขต ทั้งเรื่องนี้และลับแลฯ ชวนให้นึกถึงงานเขียนเรื่องหนึ่งที่เคยอ่านที่ยิ่งพลิกหน้ากระดาษอ่านไปเท่าไร ความสนเท่ห์ในความน่าเชื่อถือของตัวผู้เล่ายิ่งเพิ่มในใจผู้อ่านมากขึ้น จนเรื่องราวค่อยๆ ขมวดปมและคลี่คลายในที่สุด...
peppY131 reviewsFollowFollowAugust 2, 2016หลังจากงานสัปดาห์หนังสือเมษา 2559 ตกลงเราตามหาเล่มนี้เจอที่ร้านหนังสือเดินทางนะคะคุณอุทิศพลังของเรื่องเล่ายังคงรุนแรงเหมือนเดิม ขยันขันแข็ง แต่ความไม่เข้าใจในการเชื่อมโยงบางอย่างทำให้เรายังไม่ได้อินที่สุด ถึงแม้จะชอบมากๆ มากเลยจริงๆคิดว่าจะอ่านจุติ แน่ๆหลังจากจบลักษณ์อาลัย ที่เคยบ่นว่าตัวหนังสือเล็กมากๆๆ คงต้องหาทางไม่ให้เป็นอุปสรรค
Nawara H.125 reviews38 followersFollowFollowJanuary 6, 2017เรื่องนี้ยังเกี่ยวกับพ่อและพี่คล้ายๆ ลับแล,แก่งคอย แต่ก็ยังยืนยันได้อยู่ว่า คนบ้าอะไร เขียนเล่มไหนๆ ก็ดีตลอด ทำไมเล่าเรื่องได้ขนาดนี้ อยากเห็นเวลาทดงานจังว่ามีวิธีร้อยเรื่องยังไง(แต่เล่มที่ชอบที่สุดก็ยังเป็น ระบำเมถุน อยู่ดีนะ)
Phuwong206 reviewsFollowFollowAugust 28, 2022หลังพ่อตายกะทันหันจากอุบัติเหตุชนแล้วหนี อุทิศ เดินทางกลับไปบ้านเกิดที่สระบุรีเพื่อติดตามสินไหมชดเชย และเพื่อสะสางความขัดแย้งระหว่างเขากับน้องชาย ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านและคนรอบข้างที่มองเขาเป็นผู้แปลกแยกเสมือนหนังสืองานศพที่ผู้เขียนเขียนให้กับพ่อ แต่เป็นเรื่องแต่งที่เล่นกับความรู้สึกและตั้งคำถามในใจคนอ่านตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย อุทิศยังคงนำเรื่องราวของ พี่ชาย น้องชาย พ่อและแม่ มาเล่าอีกครั้ง หลังจากที่เคยพาให้ ลับแล, แก่งคอย คว้ารางวัลซีไรต์มาแล้ว แต่การเล่าในครั้งนี้มีความเรื่อยเอื่อยกว่า หากก็เป็นความเรื่อยเอื่อยที่ชวนให้ตามอ่านว่าผู้เขียนจะพาเรื่องราวไปในทิศทางไหน แม้ระยะเวลาของเหตุการณ์ในเรื่องจะกินเวลาเพียงประมาณ 1 สัปดาห์เท่านั้นก็ตามนอกจากนี้ ความน่าสนใจของเรื่องคือการนำเรื่องเล่าอีก 3 เรื่องมาเล่าทับซ้อนกันในแต่ละบท ทั้งเรื่องความรักร่วมสายเลือดของชายหนุ่มหญิงสาว ตำนานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เบื้องหลังความขัดแย้งของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ กับกรมสมเด็จพระราชวังบวรฯ (ประเด็นนี้ ศรีฟ้า ลดาวัลย์ ก็ได้เล่าถึงไว้ในนวนิยายเรื่อง บุญบรรพ์) และนิยายโรแมนซ์ทะเลทราย จุดนี้จึงอยู่ที่คนอ่านว่าจะตีความการเชื่อมโยงระหว่างเรื่องราวทั้งหมดอย่างไร ถึงแม้อ่านจบแล้วจะยังรู้สึกว่ามีบางจุดที่ยังคลุมเครือ ก็คิดว่านี่แหละคือเสน่ห์ของนวนิยายเรื่องนี้2022
nisemono偽者257 reviews28 followersFollowFollowMay 4, 2026จะเกินคาดก็ไม่เกินคาด แต่ก็แอบประหลาดใจในทางที่ดี ไม่คิดว่าจะดีได้ขนาดนี้ปีนี้ไม่แน่ใจว่าเป็น no.1 ของทุกเล่มที่อ่านมาหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นงานนักเขียนไทย อันนี้ no.1 แน่นอนภาคต่อของลับแล แก่งคอย หนังสือเล่มที่ผมอ่านไปเมื่อ 5-6 ปี ก่อนหน้าได้แล้วมั้งถามว่าจำได้ไหม ก็สารภาพตามตรงว่าไม่ได้ แต่ขอประทานโทษ ถ้าจำได้ก็โคตรดี แต่ถ้าจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรหรอกเดียวบริบทจะค่อยๆแสดงออกมาให้เข้าใจได้เองไม่รู้ว่าเพราะช่วงนี้ related กับตัวเองในลักษณะแต่ reverse แบบลากซ้อนทับ sketch กับชีวิตผมได้เลย ช่วงนี้วนเวียนกับความตายของคนรอบตัว และมุมมองระหว่างพี่น้อง ซึ่งโอ้มายฟัคกลิ้งก็อดจริงๆ core หลักคือ อุทิศ (พี่คนโต) ต้องกลับบ้านที่ต่างจังหวัดเพื่อไปร่วมงานศพของพ่อตนเอง (ที่ตนเกลียดและหนีออกจากบ้านมา) ความรู้สึกแปลกแยกที่เกิดขึ้นกับสังคมตรงหน้า ผลักดันให้เกิดความไม่ belonging ของบ้านเกิดที่จากมา จะด้วยความคิดความอ่านที่ไม่สอดรับกับขนบธรรมเนียมเดิม การวางตัวของชนชั้นกลางชาวกรุงเต้ปกับเด็กบ้านเด็กเลี้ยงวัวมันแตกต่างกันเกินไป อุทิศเลยตกในสภาวะ alienate (โคตรใกล้ตัว) เขาเลยรู้สึกว่า everything bullshit as hell และเกิดความเดือดดาลในห้วงอารมณ์อยู่เสมอ ผิดจากน้องชายของเขา ชื่อวัฒน์ ซึ่งเป็นหนูน้อยตัวอย่าง เป็นลูกรักของพ่อ และอาศัยอยู่แบบ Origin Place ก็จะซึมซับวัฒนธรรม และวางตัวเป็นที่รักของชาวบ้านมากกว่า ทั้งคู่มีจุดร่วมกันคือบิดาและมารดา นอกนั้นเหมือนแฝดคนละฝา หมากันคนละคอก วอกคนละกรง (พอได้ละ) โคตรเหมือนอินทาจิ กับซาซึเกะ (เออว่ะแม่งเพิ่งคิดได้) พวกเขาต้องโคจรมาเจอกันในสภาวะที่จำยอม และอึดอัดใจ จริงๆมีรายละเอียดอีกมากมาย ที่พออ่านแล้ว เอ่อจะเก็ตหนังสือนอกจากจะวิพาษ์(แบบไม่ judge) ของคน 2 สไตล์ ก็ยังเปิดแผลให้เห็นความเน่าเฟะของสังคมไทย ตามประสา อย่างเรื่องนายทุน ระบบข้าราชการ แนวความคิดชายเป็นใหญ่ และความเพี้ยนบางประการอันเป็นลักษณะร่วมของคนพื้นถิ่น (เข้าข่ายบุลลี่ไหมนะ) และอีกสิ่งที่ว้าวคือ การนำเรื่องราวของพงศาวดารที่มีการแข่งขันข้ดแย้งกันระหว่าง 2 พี่น้อง อย่าง ร.1 กับ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (หรือพี่ชายของเขา) ในสมัยพระเจ้าตากอีกด้วย จนนำพาไปสู่การครองราชย์ โดยอิงจากพงศาวดารกับบทความวิพากษ์วิจารณ์ของ ร.5 และนักวิชาการอื่นๆอีกอย่างนึง ที่ชอบโดยความเห็นส่วนตัว คือการใช้ภาษา อุทิศเป็นอีก 1 ในนักเขียนภาษาไทย ที่ใช้ภาษาที่คนพูดกันแบบเป็นกิจวัตรประจำวัน ไม่ใช่จะพูดที ต้องทำแอ้คอ้าค ทำทรงกัดกราม สวิงสวายสปายแฟมมีลี่ ไม่ได้น่ารำคาญเหมือนนักเขียนอีกหลายท่าน และไม่ได้ใช้ใช้คำศัพท์แบบกลุ่มจำพวก ห ม า ป่ า เ ดี ย ว ด า ย เราอ่านแล้วเข้าถึงอารมณ์ความแปลกแยกแบบไม่ต้องโชว์ หว่องแกรมม่าอะ เลยแบบนี่แหล่ะๆๆๆ ตรงไปตรงมา bookfairth25 favorites
your tea and my books79 reviews2 followersFollowFollowNovember 10, 2024ชอบตรงที่เป็นเรื่องราวแค่ไม่กี่วันระหว่างจัดงานศพ แต่ผู้เขียนใส่อดีตแล้วก็เรื่องราวในหนังสือที่ตัวเอกกำลังตรวจอยู่เข้ามา จนลักษณ์อาลัยมีความยาวได้มากขนาดนี้ นำเสนออารมณ์และเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ค่อนข้างทรงพลังเลย (แต่อ้างอิงจากความทรงจำเมื่อนานมาแล้ว งานที่ชอบที่สุดของคุณอุทิศ นี่ก็ยังยกให้ลับแลแก่งคอยอยู่)from-thailand