กี๊ด...ชอบมาก สนุก ตลก หวานอบอุ่น เซ็กซี่ มีอะไรโดนใจหลายอย่าง เดินเรื่องอยู่ดีๆ ก็มักมีประโยคโดนๆ โผล่ออกมา ตอนคุณปู่อธิบายเรื่อง "ดอกเบญมาศ" ขำมากกับการเปรียบเทียบ สำนวนจีนเยอะ แต่ก็ทำให้ได้เปิดหูเปิดตา เนื้อเรื่องและพล็อตหลักเข้มข้นกว่าเรื่องอื่นนิดหน่อยนะ ไม่ดูลอยๆ แบบบางเรื่อง นี่เราได้รู้จักครอบครัวนางเอก อาจารย์และผู้ร่วมสำนักพระเอก ตลอดจนมีเรื่องอื่นๆ ในยุทธภพเบื้องหลังด้วยเล็กน้อย
ตอนแรกพระเอกนิสัยน่าหมั่นไส้มาก เหมือนองค์ชายเอาแต่ใจ แต่หล่อเทพและเก่งโคตร นางเอกตกกระไดพลอยโจนต้องประจบเอาใจไม่ให้โกรธจะได้รักษาชีวิตรอด ประจบเอาใจไปๆมาๆจนชักจะเก่ง พระเอกก็ไม่เคยทำร้ายเธอสักที มีแต่คลอเคลียขึ้นเรื่อยๆ ตอนหลังๆ นี่ตกหลุมรักพระเอกเลย ส่วนนางเอกก็น่ารักตั้งแต่แรกแล้วล่ะ ชอบ รู้จักเอาตัวรอด มีน้ำใจ อารมณ์ดี
ชอบที่เขาสร้างตัวละครมาได้มีมิติลึก โดยไม่ได้ตั้งใจอธิบายอะไรมาก แต่อ่านแล้วก็เข้าใจและเห็นใจพออภัยได้ว่า ทำไมพระเอกถึงได้เอาแต่ใจตัวเอง (เพราะอารู้สึกผิดที่เขาต้องลำบากตอนเล็กเลยตามใจทุกอย่างจนเสียเด็ก) ทำไมเขาถึงมีมุมโหด ขี้โมโห(ตอนเด็กมีช่วงที่ต้องทุกทรมานแสนสาหัส-ตามหลักจิตวิทยาทำให้มีพฤติกรรมบางอย่างแปลกไปได้-คนเขียนบอกไว้) หรือการที่เขารักความสะอาดอย่างผิดปกติ ซึ่งเราก็เข้าใจเอาเองว่า เพราะคงฝังลึกในหัวใจตั้งแต่ตอนเล็กๆ นั้นว่าความสกปรกมาพร้อมกับความทุกข์ทรมาน หิวโหยถูกทุบตี ก็เลยไม่ได้มีนิสัยประหลาดโดยไม่มีเหตุผล
คุณปู่คุณย่านี่เป็นมุขเป็นไฮไลท์เล็กๆ ทุกฉากที่ออกมาหรืออ้างถึง ตอนแรกเราอ่านแล้วยังไม่แจ่มแจ้งนักว่า นิสัยคุณปู่แปลกๆ ที่สอนหลานก็แปลกเพราะอะไร แต่พออ่านจบ เกิดเข้าใจขึ้นมาว่า "ทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ ใช้อย่างไรก็ไม่มีวันหมด" ของท่านปู่นั้นมันคืออะไร
ท่านปู่เก่งกาจเป็นผู้นำยุทธภพแต่ยังหนุ่ม แต่ไม่ได้มีนิสัยโอ่อำนาจ หวงทรัพย์สินอย่างคนรวยทั่วไป กลับใช้ชีวิตอิสระตามอำเภอใจ มีคนขอให้ทำสิ่งเล็กน้อยเช่นตั้งชื่อโรงเตี๊ยม แต่แล้วก็มอบเงินตอบแทนมาไม่น้อย มันแสดงลึกๆ ว่าเขาย่อมต้องเป็นผู้ที่มีบุญคุณกับคนมากหน้าหลายตา ช่วยเหลือรักษาความสมดุลในยุทธภพเอาไว้ ทั้งที่ไม่อยากเป็นผู้นำ อยากลงจากตำแหน่งก็ไม่มีใครให้ลง แถมภรรยายังทำตัวราวกับพระโพธิสัตว์เดินดิน ว่างๆ ก็ไปรักษาคนตามที่ต่างๆ เงินทองที่ได้มาตอบแทนโดยที่สามีภรรยาไม่คิดอยากได้ รู้สึกเกรงใจอะไรมากมายนี้ทำให้เขาเรียกมันแบบขำๆ ว่าได้มาโดยมิชอบ
และเนื่องจากไม่ติดกับความร่ำรวยจึง หาโอกาสให้เงินผู้คนโดยเขาไม่รู้ตัวอย่างแปลกๆ เช่นสอนหลานสาวให้พกถุงเงินไปเดินย่านเสื่อมโทรมให้โจรน้อยแย่งชิงไป แทนที่จะบริจาคตรงๆ บอกให้หลานสาวช่วย "ผลาญเงิน" ก็คือนำเงินทองเหล่านั้นไปแจกจ่ายใช้สอย ให้คนอื่นๆ ที่ต้องการ คล้ายกับการทำบุญแบบหนึ่ง วิธีการอาจจะแปลก แต่หลักการก็คือ ไม่สะสมเงินทอง ต้องการอยู่แบบไม่ยึดติดสินทรัพย์ ถึงได้กลัวใช้เงินไม่หมด
จุดนี้ทำให้เรานึกถึงเรื่องพระเวสสันดร ตอนที่จะทรงออกป่า ตรัสสั่งภรรยาว่า มัทรีเจ้าจงเก็บทรัพย์ พระนางมัทรีถามว่า เก็บอย่างไร ตรัสว่าให้บริจาคทาน เพราะการบริจาคคือการเก็บทรัพย์ไว้ใช้ในชาติหน้า
สามีภรรยาสกุลหลิงทำบุญด้วยการกระทำ ได้เงินมาก็ทำทานต่อไปเช่นนี้ มีหรือจะไม่เป็นผู้ร่ำรวยยิ่งๆ ขึ้นไปเพราะแรงบุญแบบใช้ไม่หมดสิ้นนั่นเอง
อะไรเล็กๆ น้อยๆ นะ แต่มันโดนหลายอย่างค่ะ อาจเป็นแค่ส่วนตัวเท่านั้นก็ได้
ส่วนที่เซ็กซี่ของเรื่องนี้ เราก็ชอบนะ เปลี่ยนบรรยากาศ และได้รู้จักใกล้ชิดสนิทสนมกับตัวละครหลักมากกว่า คงเป็นสไตล์ของนักเขียนแต่ละคนไม่เหมือนกัน
นึกถึงเรื่องโปรดสมัยก่อน อย่าง รักประดับใจ หรือราชันมังกร ฉากรักก็มีพอควรเหมือนกัน 555
ขอยกช่วงที่ถูกใจมานิดหน่อยค่ะ
"วิบากต่างๆ ในโลกนี้หนีไม่พ้นกงเกวียนกำเกวียน ไม่มีมือของใครไม่เคยสกปรก และไม่มีใครไม่เคยทำบาป อันคำว่าความเป็นธรรม พูดให้ถึงแก่นแล้วก็แค่เรื่องของผลประโยชน์ชักนำ บวกกับการหลับหูหลับตาคล้อยตามอีกนิดหน่อยเท่านั้น"
"ท่านปู่บอกว่าหากมีโอกาส มีความสามารถพอช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่าก็ไม่ต้องคิดมาก เพราะการช่วยคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ทำให้ใจคอสบาย กลับไปนอนหลับตื่นหนึ่ง ไม่แน่พรุ่งนี้อาจลืมไปแล้ว แต่ไม่เป็นไร โลกเราจะเต็มไปด้วยความสว่างไสวและงดงามหากทุกคนทำเช่นนี้
ถ้ามัวแต่ลังเลไม่กล้าตัดสินใจ ในใจก็จะมีแต่ความหนักอึ้ง อาจครุ่นคิดไปทั้งวันว่าเพราะอะไรตนจึงไม่ยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือ และรู้สึกละอายใจ กระทั่งต้องคิดหาเหตุผลเป็นข้ออ้างเพื่อให้ตัวเองสบายใจขึ้น แล้วจะทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไรกัน"
"นังหนูนี่ ตอนเกิด ข้าเป็นคนแรกที่อุ้มนาง" เขาเอาฝ่ามือทั้งสองมาวางชิดกัน "เจ้ารู้หรือไม่ตอนนั้นนางตัวเล็กกระจ้อยร่อยไม่เท่าสองฝ่ามือของข้าด้วยซ้ำ ทั้งน่ารักน่าชัง ข้ากลัวมากว่าถ้าไม่ระวังให้ดีอาจทำให้นางเจ็บ พวกเราเลี้ยงดูนางมาตั้งแต่ตัวเล็กนิดเดียวด้วยความรักและทะนุถนอม เลี้ยงมาจนโตขนาดนี้ ไม่เคยให้นางต้องลำบากแม้แต่น้อย ให้ตายสิ จู่ๆ เจ้าก็ลักพาตัวนางมาดื้อๆ ไม่ต้องชี้แจงอะไรเลยหรือ แสดงความจริงใจออกมาให้เห็นเพื่อเป็นการยืนยันว่าเจ้าจะดูแลนางเป็นอย่างดี แค่นี้เกินไปหรือ หา?"
แม้แต่จากใจนักเขียนก็อุตส่าห์โดนใจอีก
"ตอนเริ่มเขียนนิยายรัก ฉันได้ยินเสียงทอดถอนใจให้กับอาชีพนี้ทั้งจากนักอ่านและนักเขียน อย่างเช่นกรอบบางอย่างซึ่งแม้แต่ฉันก็จนปัญญาจะหาถ้อยคำมาหักล้างได้ หรือแม้แต่คำวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงที่เหมือนคลื่นถาโถมโจมตีนักเขียนคนหนึ่งให้อาจล้มคว่ำลงไปได้ หรือคำชื่นชมที่อาจกลายเป็นคลื่นวนซัดจำกัดวงนักเขียนคนหนึ่งเอาไว้...แต่ทุกท่านรู้หรือไม่ ฉันพบว่า เสียงต่างๆ เหล่านี้ถึงที่สุดแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับกระแสคลื่นที่สาดซัดเข้ามาอยู่ตลอดไม่ขาดสาย แต่ก็ไม่ใข่สิ่งสำคัญที่จะคงอยู่ตลอดไปได้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือตั้งแต่เริ่มต้นมาปากกาก็ยังคงอยู่กับฉัน"
เรื่องนี้จึงเป็นอีกเรื่องที่จะต้องได้อ่านมากกว่าหนึ่งรอบแน่นอนค่ะ