Jump to ratings and reviews
Rate this book

ความสมเหตุสมผลของความชอบธรรม

Rate this book
การมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้นยิ่งมากขึ้นเท่าใด ก็หมายความว่า รัฐจะต้องยิ่งมีบทบาทมากขึ้นเพราะอย่างน้อย ก็ทำให้รัฐต้องอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ และเมื่อได้มีส่วนร่วมทางการเมืองในประเด็นต่างๆ มากขึ้นเท่าใดก็แสดงให้เห็นถึงสภาวะของการทำให้เรื่องราวต่างๆ นั้นมีความเป็นการเมือง(Politicized) มากขึ้นเท่านั้น

439 pages

First published January 1, 2012

11 people are currently reading
100 people want to read

About the author

เป็นนักวิชาการชาวไทยด้านสังคมศาสตร์ที่มีความถนัดและผลงานทางด้านปรัชญา, ทฤษฎีสังคม, อาหาร, เพศ และ ประวัติศาสตร์สังคม มีฉายาที่เป็นที่รู้จักกันในวงการวิชาการด้านสังคมศาสตร์ว่า "เจ้าพ่อโพสต์โมเดิร์น" ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำสาขาการเมืองการปกครองคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นบรรณาธิการ "รัฐศาสตร์สาร" มีคอลัมน์เกี่ยวกับดนตรีและภาพยนตร์ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ โดยใช้นามปากกา "ธนา วงศ์ญาณณาเวช" และผลิตผลงานทางวิชาการมาอย่างต่อเนื่อง

จบการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก และสำเร็จการศึกษาสาขาสังคมวิทยาในระดับปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจบการศึกษาในระดับปริญญาโทสาขา Sociology จาก มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน และสาขา Social & Political Theory จาก มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
9 (36%)
4 stars
11 (44%)
3 stars
4 (16%)
2 stars
1 (4%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 3 of 3 reviews
Profile Image for Kin.
514 reviews165 followers
October 18, 2012
ว่าจะเขียนถึงตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว เป็นหนังสือที่เราอ่านจบแล้วจดประเด็นใหญ่ได้หลายหน้ากระดาษ บทที่น่าสนใจที่สุดคือสองบทแรกที่ปูพื้นฐานว่าเรากำลังคุยเรื่องอะไรกัน แน่นอนว่า Max Weber ปรากฎตัวอยู่ในหลายหน้ากระดาษ Governmentality ของฟูโกต์อ่านได้เรื่อยๆ บทท้ายๆ พูดถึงอะไรที่มัน pratical หน่อย แบบน่าเบื่อนิดๆ แต่โดยรวมแล้วสนุกดี

อ.ธเนศ เริ่มด้วยการตั้งประเด็นว่า รัฐสมัยใหม่ไปกันไม่ได้กับความเป็นธรรมชาติ ทั้งนี้เพราะเป็นประดิษฐกรรมที่เพิ่งมีขึ้นราวสี่ร้อยกว่าปี และอย่างน้อยที่สุด การสถาปนารัฐสมัยใหม่ก็เกิดจากการหนีออกจากสภาวะธรรมชาติ (State of Nature) ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีอย่างไร การอ้างความชอบธรรมใดๆ ด้วยธรรมชาติ จึงเป็นเรื่องงี่เง่าสิ้นดี และด้วยเหตุนี้ "คนจะเท่ากันได้ยังไง นิ้วยังไม่เท่ากันเลย" จึงเป็นเรื่องลักลั่น และเป็นเพียงข้ออ้างแบบก่อนสมัยใหม่เท่านั้น

อาจารย์เสนอว่า สิ่งที่ทำให้รัฐและกลไกของรัฐสมัยใหม่อยู่ได้คือ ความสมเหตุสมผล และ ความชอบธรรม กฎหมายจะอยู่ได้ (ชอบธรรม) เมื่อคนเห็นว่ามันสมเหตุสมผลแล้วจึงปฏิบัติตาม ขณะเดียวกัน ความสมเหตุสมผล โดยตัวมันเองไม่เป็นกลาง ทว่าถูกกำหนดด้วยคุณค่าบางอย่างอยู่ตลอด เพราะฉะนั้น อะไรที่มันชอบธรรมและสมเหตุสมผลก็ต้องถูก 'ครอบงำ' ด้วยอะไรบางอย่างอยู่เสมอ

คำถามสำคัญก็คือ ถ้ารัฐเป็นเรื่องใหม่ แปลกปลอม และไม่ใช่ความจำเป็นพื้นฐาน แล้วทำไมต้องมีรัฐ? การมีรัฐคือความฟุ่มเฟือย ฉะนั้นเราจึงต้องสร้างความชอบธรรมให้มัน คำอธิบายว่ามนุษย์เป็นสัตว์การเมือง ทำให้ดูเหมือนรัฐเป็นเรื่องจำเป็นทางชีววิทยา ทว่าแท้จริงแล้วไม่ใช่ เพราะรัฐต่างจากครอบครัว รัฐเป็นสิ่งใหม่ ไม่เคยมีมาก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อมนุษย์เป็นสัตว์ ก็ต้องมีสัญชาตญาณ เมื่อเป็นสัญชาตญาณก็แปลว่าเป็นภาวะธรรมชาติ เมื่อมนุษย์ภาวะธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการเมือง และการเมืองคือการแสวงหาชีวิตที่ดีแล้ว ก็แปลว่า มนุษย์โดยธรรมชาติต้องการชีวิตที่ดี การผูกโยงรัฐในฐานะความจำเป็นของมนุษย์ในการแสวงหาชีวิตที่ดีเริ่มขึ้นตรงนี้ เมื่อรัฐเป็นสภาวะธรรมชาติของมนุษย์ผู้แสวงหาชีวิตที่ดี ก็แปลว่ารัฐนั้นคล้ายๆ กับครอบครัว เราจึงได้เห็นตัวแบบของรัฐครอบครัวที่เชื่อมโยงเอามวลหมู่สมาชิกที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ให้กลายเป็นญาติพี่น้องกัน โดยมีผู้ปกครองซึ่งมีสถานะเป็น "พ่อ" รัฐจึงเปรียบเสมือน "บ้านของพ่อ" การทำงานของรัฐครอบครัวจึงเป็นอะไรที่ยิ่งกว่า ชุมชนจินตกรรม แต่เป็น ครอบครัวจินตกรรม ที่ทำงานในระบบคิดของคน เมื่อรัฐถูกทำให้เป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องมี และมีอยู่แบบนั้น ไม่ต้องตั้งคำถาม ความเท่าเทียมจึงไม่จำเป็น เพราะในภาวะธรรมชาติ "นิ้วมือทั้งห้ายังไม่เท่ากัน"

การหนีออกจากสภาพธรรมชาติของมนุษย์เป็นทางเลือก เมื่อเลือกได้ก็แปลว่า มีเป้าหมาย ฉะนั้นมนุษย์จึงต้องประเมินว่า รัฐจะทำให้มนุษย์มีชีวิตที่ดีได้หรือไม่? การเมืองจึงเป็นเรื่องของทางเลือก เพื่อชีวิตที่ดีกว่า รัฐจึงเป็นสภาวะเชิงจริยธรรมที่ต้องตัดสินใจ ประเมินค่า เมื่อเราเลือกจะอยู่ในรัฐ มันจึงสมเหตุสมผล แต่เอาเข้าจริง มนุษย์กลับไม่สามารถเลือกรัฐ ในทำนองเดียวกับที่รัฐไม่อาจเลือกมนุษย์ เพราะมนุษย์สมัยใหม่ไม่ได้เกิดมาในสภาวะธรรมชาติที่โหดร้าย สยดสยอง และอายุสั้น ซึ่งผลักให้มนุษย์หนีออกมา แบบความคิดของฮอบส์ กระนั้น มนุษย์ก็ยังประเมินค่าได้ว่า รัฐหนึ่งๆ ดี/เลว กว่ารัฐอื่นๆ การประเมินค่าของมนุษย์จึงเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐ เป็นการตัดสินบนพื้นฐานทางจริยธรรมหนึ่งๆ เป็นต้นว่า

มนุษย์ประเมินว่า "รัฐไทยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" การมีอยู่ของรัฐไทยจึงชอบธรรม และการอยู่ในรัฐไทยจึงสมเหตุสมผล

อย่างไรก็ดี มนุษย์ในรัฐ ล้วนมีศาสนา คำอธิบายของศาสนานั้นขัดแย้งกับรัฐ ศาสนาบอกว่าความสุขที่แท้จริงอยู่ที่อื่น ไม่ใช่ที่นี่ ไม่ใช่รัฐ อยู่ในโลกหน้า ทว่ารัฐกลับบอกว่า มนุษย์สามารถแสวงหาความสุขได้ในโลกนี้ มนุษย์ในรัฐมีศักยภาพที่จะบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ขณะเดียวกัน ศาสนายืนยันว่า มนุษย์ธรรมดาๆ ไม่อาจเข้าถึงสิ่งที่อยู่พ้นออกไปได้ พวกเขาต้องหาผู้วิเศษ มานำทางไปสู่โลกที่ดีกว่า กระนั้น สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าคนคนนั้นวิเศษจริงหรือไม่ แต่ทว่า เรา คนธรรมดาที่ยังเวียนว่ายตายเกิดในทุกข์และตัณหา จะยกย่องให้เขาเป็นผู้วิเศษหรือไม่

สิ่งนี้ขัดแย้งกับภาวะสมัยใหม่ที่เชื่อในปัจเจกชน ที่ต้องเลือกทำอะไรบางอย่างและต้องรับผลของการกระทำโดยไม่สามารถกล่าวโทษใครได้ มนุษย์ในภาวะสมัยใหม่จึงดำรงอยู่ด้วยตัวเองเพื่อตัวเอง เช่นเดียวกับการปกครองและการใช้อำนาจ มันทำลายความเป็นปัจเจกชนของคนทิ้งไป ดังนั้น การปกครองจึงต้องการความยินยอมของผู้ถูกปกครอง ภาวะสมัยใหม่จึงต้องการความสมเหตุสมผลและความชอบธรรมในการปกครอง ขณะเดียวกัน ปัจเจกจะเชื่อใจรัฐ และมอบความชอบธรรมแก่รัฐ ก็ต่อเมื่อรัฐสร้างความเชื่อมั่นให้ปัจเจกว่าพวกเขาจะมีชีวิตที่ดี แต่กระนั้น วิธีที่ง่ายกว่าก็คือ ทำให้รัฐกลายเป็น 'รัฐครอบครัว' เพราะเมื่ออยู่ในครอบครัว เราก็จะผูกพันกัน ไว้เนื้อเชื่อใจกันไปเอง ลูกๆ เชื่อว่าพ่อแม่จะทำให้เขามีชีวิตที่ดี และในทางกลับกัน พ่อแม่ย่อมรักลูกๆ ไม่ว่าลูกๆ จะเป็นคนอย่างไร กระนั้น ขั้นตอนการกำราบลูกๆ ก็เป็นไปได้ และเป็นสิทธิที่พ่อแม่ ผู้คอยเฝ้าตรวจตราและดูแลลูกๆ ทุกคนพึงกระทำ.

หมายเหตุ ถึงตรงนี้ เป็นสรุปสี่บทแรก ซึ่งเราคิดว่าเป็นพื้นฐานของเรื่องทั้งหมด และรวบรัดตัดความสามบทสุดท้ายซึ่งมีรายละเอียดเยอะกว่านี้มากมายนัก
Profile Image for Nuttawat Kalapat.
688 reviews47 followers
January 12, 2021
รีวิว 9/2021
ความสมเหตุสมผลของความชอบธรรม (การครอบงำ) : On Legitmacy ว่าด้วยความชอบธรรม
ผู้เขียน: ธเนศ วงศ์ยานนาวา
สำนักพิมพ์: สมมติ
จำนวนหน้า: 415 หน้า ปกอ่อน
พิมพ์ครั้งที่ 2 — เมษายน 2559
.
เป้าหมายของผลงานชิ้นนี้คือการทำความเข้าใจเกี่ยวกับความชอบธรรม เพียงแต่ความชอบธรรมนั้นเป็นคำที่ฟังดูแล้วเป็นสิ่งที่เหมือนกับเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ผู้สวมใส่ดูดี แต่การใส่เสื้อผ้าที่ดูดี อาจไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำ
.
การทำความเข้าใจเรื่องที่เป็นนามธรรม อย่างความชอบธรรม นี่มันยากจริงๆ ครับ 55
.
ลึกมากๆ ครับเล่มนี้ ผมอ่านนานมากๆ และอ่านไม่ง่ายเลย ต้องอ่านช้าๆ และแปลไทยเป็นไทย และ ต้องมีพื้นฐาน รู้จักแนวคิดทางสังคมศาสตร์ ของทั่วโลก ไม่ว่าจะ จอน ลอค โทมัส ฮอบส์ และ���ีหลายสิบคนลหายยุคสมัยมาก่อนพอสมควร
ผมสรุปออกมาย่อๆไม่ได้เลย
.
.
เนื้อหาประกอบด้วย
01 ความจำเป็นที่ฟุ่มเฟือยขององค์กรทางการเมือง
02 สภาวะสมัยใหม่กับความชอบธรรม
03 รัฐและการสร้างการครอบงำที่ชอบธรรมด้วยตัวเอง
04 ความชอบธรรม : ความเชื่อ อุดมการณ์ และการครอบงำ
05 การปกครองชีวญาณ (Governmentality)
06 ความสมเหตุสมผลสาธารณะ (public justification) และความชอบธรรม
07 ความเป็นห่วงเป็นใยในฐานะเงื่อนไขของชีวิตกับ ‘จุดอ่อนของสิทธิ’
.
.
หนังสือพาเราไปเจาะลึก ขุดลึก ย้อนไปหาที่มาของคำว่า ความชอบธรรม โดยตั้งคำถามเยอะมากๆ ไม่ว่าจะ
- ประวัติศาสตร์การเมืองชอบธรรมหรือไม่
- การดำรงอยู่ของรัฐมันไม่ได้ชอบธรรมแต่แรกหรือเปล่า
- ต้องพิจารณาความชอบธรรมอีกว่าเป็นความชอบธรรมของใคร
- การทำสงครามอาจชอบธรรมสำหรับฝ่ายนึงก็ได้
- เพราะอะไรความฟุ่มเฟือยยุคหนึ่งจึงกลายเป็นความจำเป็นของยุคหนึ่ง
- การทำเพื่อประชาชนเป็นการทำเพื่อชาตคิ หรือว่าการทำเพื่อชาติ เป็นการทำเพื่อประชาชน
.
.
ความคิดเห็น
- แนะนำ ชอบชอบ อ.ธเนศ หาเล่มอื่นบางๆ ก่อนก็ได้ครับ
- แต่ถ้าคนชอบ งานแบบนี้ยังไงก็ชอบ
- ไม่ชอบก็ไม่ชอบไปเลย

8/10
Profile Image for MT.
643 reviews84 followers
August 30, 2020
- คถnon fictionมากๆๆๆๆ ช่วงนี้อ่านแต่นิยายจนเพลีย
- ถ้าสายnon fictionนิอ่านของอ.ธเนศเยอะที่สุดในชีวิตละ 55555 เล่มนี้ก็เป็นessentialของแกที่เราก้พึงได้อ่าน รีเลทกับประเทศมากๆ แต่ก้เช่นเคยงานอ.ย่อยยากสุดๆแต่ก็สนุกมากๆ
Displaying 1 - 3 of 3 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.