Jump to ratings and reviews
Rate this book

Seditious Histories: Contesting Thai and Southeast Asian Pasts

Rate this book
This collection of eleven essays by senior Asianist Craig Reynolds features debates about meaning in Southeast Asian and Thai history. He explores themes that have hitherto been treated superficially in Thai historical writing, including Siam’s semicolonialism in the late nineteenth century, the concepts of militarism and masculinity, collective memory and dynastic succession, the relationship of manual knowledge to ethnoscience, and the dialectics of globalization. Other more familiar topics under Reynolds’s microscope, treated with new material and approaches, include cultural nationalism and religious history.

Paperback

First published March 1, 2006

1 person is currently reading
12 people want to read

About the author

Craig J. Reynolds

11 books3 followers
Professor Craig J. Reynolds is a historian of Southeast Asia, particularly the mainland countries. His PhD and MA students have written on Burma, Japan, Laos, Malaya, Thailand and Vietnam. Many of these students have returned to teach and work in the countries of their birth.

Craig first encountered Asia as a Peace Corps volunteer in Thailand where he taught English from 1963-1965 in the southern provincial town of Krabi. His current research on the legendary policeman from Nakhon Si Thammarat, Khun Phantharakratchadet, has taken him back to southern Thailand.

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
1 (16%)
4 stars
3 (50%)
3 stars
1 (16%)
2 stars
1 (16%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 of 1 review
Profile Image for Kin.
512 reviews164 followers
December 2, 2014
อ่านไปแค่บางบท เพราะดันไปเจอ อ.เครก ถามว่าเคยอ่านงานแกรึเปล่า ซึ่งแน่นอนว่าแทบไม่เคยเลย (เคยอ่านชุดเจ้าสัวฯ กับบทความ กศร กุหลาบและ Feudalism ในเล่มนี้เท่านั้น บทอื่น ๆ นี่ไม่เคยแตะเลย ฮ่า) กลับมาอ่านบทที่คิดว่าจะได้ใช้ในงานเขียนต่อไปในอนาคต แน่นอนว่ารู้สึกว่าไปอยู่ไหนมา ไม่อ่านได้ยังไง ขอรีวิวแบบรวมเรื่องสั้นแล้วกัน

4 - A Seditious Poem and Its History
บทนี้เสนอการวิเคราะห์ นิราศหนองคาย กับโครงสร้างอำนาจทางสังคมในช่วงรัชกาลที่ 4-5 คนเขียนฉายภาพให้เห็นว่าเนื้อหาและภาษาที่ใช้เขียนนิราศหนองขายนั้นสะท้อนความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำสยามด้วยกันเองและชนชั้นนำกับชนชั้นที่ถูกกดทับ (subaltern class / เครกใช้คำนี้เลย) อย่างไรบ้าง ประเด็นหลัก ๆ คือ คนเขียนคือ นายทิม สุขยางค์ นั้นเป็นตัวละครที่มีลักษณะคลุมเครือ คืออยู่ใต้อำนาจของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ซึ่งเป็นลูกเลี้ยงของ ร.4 และคนสนิทของ ร.5 ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เป็นชนชั้นนำเองเสียทีเดียว ข้อเขียนของเขาจึงมีลักษณะทั้งเชิดชูอำนาจของชนชั้นปกครอง ไปพร้อมกับการวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจเดินทัพไปปราบฮ่อของชนชั้นนำ (คนสำคัญคือ ช่วง บุนนาค ซึ่งเป็นศัตรูกับเพ็ง และอย่างที่ทราบว่าตระกูลบุนนาคก่อนการปฏิรูปการปกครอง คือตระกูลที่อำนาจทัดเทียมและคัดง้างกับอำนาจของรัชกาลที่ 5 นั่นเอง) เครกวิเคราะห์เหตุการณ์ที่นิราศหนองคายถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทและทำลายรูปแบบนิราศดั้งเดิมของสยาม โดยชี้ให้เห็นประเด็นของสถานะของผู้เขียนและผลงานภายใต้ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ วาทกรรม และภาษา กล่าวคือ ในแง่รูปแบบและภาษา นิราศของนายทิมได้ตั้งคำถามกับความเป็นนิราศที่อยู่ในมือชนชั้นนำ ขณะที่ในแง่เนื้อหา นิราศฯ ก็ตั้งคำถามกับอำนาจของชนชั้นนำที่แต่ก่อนไม่เคยตั้งคำถามได้ พร้อมกับพูดแทนนายทหารที่แต่ก่อนก็พูดด้วยตัวเองไม่ได้ (But can subalterns speak? lol) นายทิมซึ่งไม่ได้เป็นชนชั้นนำ แต่ผูกพันกับชนชั้นนำอย่างแน่นแฟ้นจึงมีบุคลิกสองแง่สองง่าม ทั้งเชิดชูและท้าทายระเบียบทางสังคมไปได้พร้อม ๆ กัน และการพยายามกำจัดตัวตนและตัวหนังสือของเขา ตามด้วยการทำลายความน่าเชื่อถือของนายทิมด้วยการกล่าวหาว่า ฟุ้งซ่าน ใช้ภาษาหยาบคาย บิดเบือนรูปแบบการเขียนนิราศ และพูดเรื่องเท็จ ล้วนเป็นตัวอย่างอันดีที่ชี้ให้เห็นว่า นิราศหนองคายได้สั่นคลอนและท้าทายอำนาจของชนชั้นนำสยามในยุคนั้นมากเพียงใด

6 - Engendering Thai Historical Writing
บทนี้ เครกตั้งข้อสังเกตว่าประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเพศสภาพไม่เคยเป็นประเด็นหลักของการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยเลย ทั้งที่ผู้หญิงดูจะมีบทบาทสำคัญทางประวัติศาสตร์ในหลายมิติ เขาสืบย้อนกลับไปดูความสัมพันธ์และบทบาทของผู้หญิงในประวัติศาสตร์ชาตินิยมและข้อถกเถียงเกี่ยวกับบทบาทของผู้หญิงในวงการวิชาการไทย จากนั้นจึงชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยสำคัญอย่างน้อยสามประการที่ทำให้บทบาทของผู้หญิงหายไปจากประวัติศาสตร์ไทยก็คือ (1) อำนาจในการปกครองและบทบาททางการเมืองและประวัติศาสตร์ของกองทัพที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเป็นชายและความเป็นนักเลง (2) การนำเสนอภาพลักษณ์ผู้หญิงไทย เฉพาะในฐานะสินค้า เพื่อขายความงามและส่งเสริมการท่องเที่ยวแง่โลกภายนอกเท่านั้น และ (3) ประวัติศาสตร์กึ่งอาณานิคมของสยาม ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองไม่ได้แตกแยกกันอย่างชัดเจนเหมือนในประเทศอาณานิคม และทำให้งานวิชาการในแนวประวัติศาสตร์สังคม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์การเมืองแบบมหาบุรษ และหันกลับมาศึกษาประเด็นเรื่องเพศสภาพและครอบครัว เกิดขึ้นได้อย่างเชื่องช้า ผิดกับอีกหลายประเทศ ปัจจัยสุดท้ายที่เครกเขียนถึง แม้จะไม่ได้สรุปออกมาชัดว่าเป็นปัจจัยที่สี่ คือประวัติศาสตร์ชาตินิยมที่วางโครงเรื่องอยู่บนพล็อตขนาดใหญ่และคอยบีบขับเอาเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับเรื่องเล่าของชาติให้ออกไปอยู่ชายขอบและไม่ถูกพูดถึง ข้อเสนอของคนเขียนจึงให้ เราในฐานะนักประวัติศาสตร์ หันมาทำประวัติศาสตร์ของเศษซากแตกหัก (fragments) ที่ไม่อาจลงรอยกับประวัติศาสตร์ชาตินิยมเหล่านี้ ขณะเดียวกันก็ต้องไม่พยายามทำให้ประวัติศาสตร์ของเศษซากแตกหักเหล่านี้กลายเป็น เรื่องเล่าขนาดใหญ่ (grand narrative) อีกชุดหนึ่ง ซึ่งก็จะคอยเบียดขับเศษซากอื่น ๆ ที่ไม่เข้ารูปเข้ารอยออกไปและทำให้ประวัติศาสตร์เหล่านี้กลายเป็นพื้นที่เฉพาะของ "ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง" เท่านั้น (ประเด็นนี้น่าสนใจมาก ๆ ในแง่ที่ว่า ถึงที่สุด เราต้องเขียนประวัติศาสตร์อย่างไรถึงจะไม่กลายเป็น grand narrative ในแต่ละเรื่อง ต้องทำประวัติศาสตร์ที่จำกัดและระมัดระวังตัวเองแค่ไหน อีกด้านหนึ่งคือ เราจะท้าทาย ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์เฉพาะด้านเหล่านั้นได้ ด้วยวิธีใดกันบ้าง)

9 - A Thai-Buddhist Defense of Polygamy

บทนี้ศึกษาการปะทะสังสรรค์ระหว่างชุดความคิดแบบผัวเดียวหลายเมียของสยามกับชุดความคิดแบบผัวเดียวเมียเดียวจากตะวันตก เครกเริ่มต้นด้วยการอธิบายสถานะของผู้หญิงในสังคมดั้งเดิมของสยาม ซึ่งตกอยู่ในคำอธิบายทางศาสนาที่มองว่าการเป็นผู้หญิงเป็นเรื่องไม่ดี ขณะเดียวกันก็ตกอยู่ใต้อำนาจของผู้ชายหรือสามีตามลำดับชั้นของครอบครัวอีกทีหนึ่ง กระนั้นสถานภาพตรงนี้ไม่ได้เลวร้ายไปถึงที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงในสังคมอินเดีย เพราะอย่างน้อย หญิงในสยามยังฟ้องหย่าสามีได้โดยไม่ต้องอาศัยหลักฐานที่แน่นหนานัก และลูกสาวก็สามารถได้รับมรดกของพ่อได้เช่นเดียวกับลูกชาย ในทำนองเดียวกันก็มีตัวอย่างหลายกรณีที่ผู้หญิงมีสถานภาพที่ดีเมื่ออยู่ในอีกชนชั้นหนึ่ง ตรงนี้น่าจะชี้ให้เห็นว่า ในสังคมดั้งเดิม เพศเป็นประเด็นที่มีความสำคัญน้อยกว่าชนชั้นมากพอสมควร ต่อมา เครกอธิบายว่า รูปแบบความสัมพันธ์แบบผัวเดียวหลายเมียในสยามนั้น สอดคล้องกับคติดั้งเดิมที่มองว่า หากกษัตริย์มีภรรยาและลูกมาก ย่อมสะท้อนให้เห็นความรุ่งเรืองของอาณาจักร ขณะเดียวกัน ผู้หญิงยังกลายเป็นตัวละครสำคัญที่ถูกส่ต่อจากเมืองหนึ่ง ๆ ไปสู่พระนคร เพื่อถ่วงดุลอำนาจและรักษาสถานะความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเมือง รวมไปถึงเพิ่มพูนอำนาจให้กับตระกูลใดตระกูลหนึ่งที่มีลูกสาวเป็นเมียกษัตริย์ ยิ่งไปกว่านั้น สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้หญิงชนชั้นสูง ยังเป็นแรงจูงใจอันดีที่ทำให้ผู้หญิงยอมเข้ามาอาศัยในวังเองด้วย ตอนท้าย ผู้เขียนวิเคราะห์งานเขียนอธิบายระบบผัวเดียวหลายเมียของ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) พร้อมชี้ให้เห็นว่าเขาอธิบายถึงความจำเป็นและเป็นไปได้ของการมีระบบผัวเดียวหลายเมียในสังคมสยาม โดยอ้างอิงหลักการเรื่องธรรมชาติของมนุษย์และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่แยกออกจากกฎเกณฑ์ทางศาสนาอย่างไร

10 - Thai Manual Knowledge: Theory and Practice

บทสุดท้ายในเซคชั่นสอง ศึกษาความรู้ที่เครกเรียกรู้ "ความรู้คู่มือ" ที่ผลิตและเผยแพร่ผ่านหนังสือประเภทต่าง ๆ โดยแยกให้เห็นควา���แตกต่างระหว่าง "ศาสตร์" หรือความรู้แบบบอกเล่ากับความรู้แบบบันทึก และชี้ให้เห็นลักษณะของความรู้คู่มือประเภทต่าง ๆ ตั้งแต่ที่มี��ยู่ในสังคมสยามดั้งเดิมจนถึงสังคมสมัยใหม่ ไล่ตั้งแต่ ความรู้ที่วางอยู่บนจักรวาทวิทยาแบบไตรภูมิ ความรู้แบบโหราศาสตร์ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการทำความเข้าใจสัญลักษณ์และสร้างความหมายให้กับชีวิตมนุษย์และสิ่งภายนอกอย่างเช่นดวงดาว ความรู้เกี่ยวกับฉันทลักษณ์ศึกษา (prosody) เช่น ที่ปรากฏในตำราสอนการอ่านเขียนและสะกดคำอย่างจินดามณี คู่มือเรียนเร็ว และตำราการศึกษาที่ผลิตขึ้นมากมายในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา สอดคล้องกับความพยายามของรัฐส่วนกลางในการขยายการศึกษาและดึงดูดคนที่มีความรู้เป็นมาตรฐานเข้ามาทำงานราชการ ความรู้จากตำรายาซึ่งเป็นศาสตร์ที่มีที่มาที่ไปค่อนข้างซับซ้อนและยาวนาน ทั้งยังเป็นพื้นที่ความรู้ดั้งเดิมที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับความรู้แผนใหม่ของตะวันตกอย่างโดดเด่นที่สุดพื้นที่หนึ่ง ความรู้เกี่ยวกับตำราสงคราม ตำราพิชัยสงคราม ตำราปืนใหญ่ เรื่อยไปจนถึงคาถาอาคมทีจำเป็นสำหรับการออกรบ และที่สำคัญที่สุด คือความรู้จากตำราว่าด้วยความเป็นสมัยใหม่ เช่น ตำราสมบัติผู้ดี ของเจ้าพระยาพระเสด็จฯ (เปีย มาลากุล) ผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อแนวทางการพัฒนาการศึกษาและกระทรวงการศึกษาของไทยในสมัยรัชกาลที่ 5-6 ซึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลสำคัญมาทั้งจากโลกตะวันตกและจากวินัยปิฏกตามแบบพุทธศาสนา หรืองานเขียนหลายชิ้นของหลวงวิจิตรวาทการที่สะท้อนแง่มุมของการปฏิบัติตนให้กลายเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิม เป็นมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งในแง่นี้ มหาบุรุษในสายตาหลวงวิจิตร ในเวลาต่อมาได้ สำหรับเรา ได้เปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นผู้ยิ่งใหญ่เพราะประสบความสำเร็จในชีวิตทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยสรุป เครกชี้ให้เห็นว่า การทำความเข้าใจการผลิต เผยแพร่ และส่งผ่านความรู้คู่มือเหล่านี้นี่เอง ที่ช่วยให้เราเข้าใจสังคมและมองเห็น เค้าโครงของความรู้ ที่ปรากฏอยู่และผู้คนในสังคมดังกล่าวนำไปปฏิบัติ
Displaying 1 of 1 review

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.