What do you think?
Rate this book


198 pages, Paperback
First published January 1, 1953
“ในท่ามกลางความสับสนของระเบียบ ชีวิตภายหลังสงคราม ความตกต่ำทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความดิ้นรนใหม่ๆ ความเสื่อมสลายของสถาบันเก่าได้ทำลายศรัทธาเดิมที่ฝังหัวอยู่ให้คลายความศักดิ์สิทธิ์ลงไป ไม่มีอะไรที่จะอยู่ยงคงกระพันและถาวรจีรังกาล ของเก่าย่อมมีอันต้องเสื่อมและตายไป ของใหม่จะเกิดขึ้นมาแทนที่…” - p.11
“ชีวิตเป็นของไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ วันเก่าๆ ที่ดีแสนดีไม่มีวันจะกลับมาอีก…แต่วันใหม่ที่ดีกว่าย่อมจะมาถึงได้วันหนึ่ง เพราะชีวิตย่อมวิวัฒน์ไปสู่ความสมบูรณ์และดึงามอย่างแน่นอน” - p.11
“ข้าพเจ้าไม่สู้ประหลาดใจนัก ความรักเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เคลื่อนไหว ทรรศนะของชีวิตของบุคคลย่อมเปลี่ยนแปลงไป และถ้าหากว่าความรักนั้นไม่สามารถจะปรับตัวของมันให้เคลื่อนไหวไปทันกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต มันก็ย่อมต้องสลายไป” - p.19
“ชีวิตมันเป็นอย่างนั้น มันเป็นปรากฏการณ์ที่มีแต่ความแปรเปลี่ยน เคลื่อนไหว และสับสน เหมือนกับเงาฉายบนกำแพงที่ไม่สามารถจะจับต้องมันได้เลย” - p.65
“มันมีอะไรบางสิ่งบางอย่างเหมือนกันเสมอในชีวิตของคนที่เกิดมาในยุคเดียวกัน ซึ่งสภาพของสังคมได้ทอสายใยรัดรึงชีวิตของคนไว้จนแทบกระดิกกระเดี้ยไม่ได้” - p.81
“ชีวิตมันเป็นอย่างนี้ …ทุกสิ่งทุกอย่างมักกลับตาลปัตรเหมือนกับคนกลับเอาหัวเดินแทนที่จะยืนบนตีนของเขาอย่างธรรมดา สิ่งที่เป็นขาว เขาบอกว่ามันเป็นดำ และสิ่งที่เป็นดำ เขาบอกว่านั่นแหละขาวละ” - p.86
“ในสภาพที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ชีวิตมักจะเป็นเรื่องเศร้าเสมอ แต่การถือชีวิตเป็นสิ่งที่จริงจังนั้น สำหรับผมหมายความว่า ชีวิตของคนเรานี้เป็นของมีค่า เป็นรางวัลของธรรมชาติที่เราได้รับเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ฉะนั้นจึงไม่ควรที่จะปล่อยให้มันผ่านไปเปล่า อย่างไร้คุณค่าและไร้ความหมาย” - p.112
“ในทางเดินแห่งชีวิตของคนเรา บางทีก็ต้องใช้เวลาโขอยู่กว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจากเส้นทางชีวิตสายหนึ่งไปสู่อีกสายหนึ่ง จากทางมืดไปสู่ทางสว่าง จากเส้นทางอันเปล่าเปลี่ยวไปสู่เส้นทางอันคับคั่งสมบูรณ์ด้วยชีวิต
แต่สำหรับบางคน คงหลงเดินอยู่ในทางมืดและเปล่าเปลี่ยวนั้นจนกระทั่งวันตาย” - p.139
“นักประพันธ์ที่เป็นนักศีลธรรม จะพูดไปก็ไม่เลวนักหรอก แต่จะถืออยู่ในประเภทก้าวหน้าก็ไม่ได้ เพราะไม่สามารถมองเห็นสภาพอนาคตที่ดีกว่าเก่า ไม่สามารถจับแก่นสารแห่งวิวัฒนาการของชีวิตและสังคมได้ว่าจะหลั่งไหลคลี่คลายไปในทางใด นักศีลธรรมจึงเทิดทูนระเบียบ จารีต ประเพณีของระบอบสังคมเก่าของตน หลักศีลธรรมที่เป็นกรอบแห่งความประพฤติของคนในยุคนั้นๆ บรรดาที่เห็นว่าดีงามเป็นระเบียบชีวิตอันตายตัว และแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้นอีกไม่ได้ ซึ่งกาลเวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า จารีตประเพณีที่ล้าสมัยเป็นอันมากสาบสูญไปตามกาลสมัย เมื่อความสัมพันธ์ทางสังคมมีความเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาพใหม่” - p.143
“ความรักที่เป็นเพียงความสุข หรือไม่ก็ความใคร่ของคนๆ หนึ่ง หรืออย่างมากที่สุดสองคนเท่านั้น เป็นความรักอย่างแคบ ความรักของคนเราควรจะขยายกว้างออกไปถึงชีวิตอื่น ถึงประชาชนทั้งหลายด้วย ชีวิตของคนเราจึงจะมีคุณค่าและมีความหมาย ไม่เสียทีที่เกิดมา” - p.145
“ศิลปะที่เป็นกลางนั้นไม่มี มีแต่ศิลปะที่รับใช้คนชั้นใดชั้นหนึ่งเท่านั้น และผู้ที่อ้างว่าศิลปะเป็นของกลาง เป็นของบริสุทธิ์ก็คือพวกรับใช้คนชั้นพิเศษที่มีชีวิตอยู่เหนือคนอื่น” - p.157
“นกมันอาจจะร้องเพลงเมื่อใดก็ได้ เมื่อมันนึกอยากจะร้อง เมื่อมันอยู่กับคู่ของมัน โดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากของนกอื่นๆ แต่คนเราจะทำเช่นนั้นอย่างไรได้ เราจะร้องเพลงแห่งความสำราญได้อย่างไร ในเมื่อชีวิตของคนเราส่วนใหญ่ยังอยู่ในความทุกข์” - p.157
“โลกของเราเป็นโลกแห่งการเคลื่อนไหว สิ่งที่ยืนยงจีรังกาลไม่มี ศีลธรรมจารีตประเพณีแบบหนึ่งที่ล้าสมัยก็ถูกลบเลือนละทิ้งสาบสูญไป สิ่งใหม่ข้ามาแทนที่ การดับสูญและการเกิดใหม่เท่านั้นที่เป็นสิ่งแน่นอน” - p.163
“มีน้อยคนเหลือเกินที่คิดว่าตัวของเขาจะแยกกับสังคมที่เขาอยู่อย่างแยกไม่ออก เขาไม่สามารถจะเอาตัวรอด หรือป็นคนดีได้ ถ้าหากสังคมในส่วนรวมไม่ดีขึ้น และผู้ที่มองเห็นอย่างนี้เท่านั้นที่จะอุทิศตัวของเขาเป็นผู้รับใช้ และทำงานให้แก่ประชาชน แทนที่จะนึกถึงการเป็นนาย” - p.185
“ต้นข้าวมันไม่งอกขึ้นมาเพราะเวทมนตร์คาถา ความหวังในชีวิตของเขาก็ไม่ได้มาด้วยน้ำลาย” - p.188
“...มันเหมือนกับหญ้าแพรกที่ถูกกดทับอยู่ด้วยแผ่นอิฐของถนนแห่งสังคมที่จัดไว้อย่างเป็นระเบียบแล้วนั้น แต่ก็ยังสามารถงอกแซงขึ้นมาตามช่องต่อที่เป็นรอยแยกนั้นจนได้ และเมื่อมันได้โผล่ออกมาพบแสงสว่างแล้ว ก็จะไม่มีอะไรที่สามารถจะระงับความเจริญงอกงามนั้นต่อไปอีกได้” - p.193-194