ไม้ไต่คู้145 reviews67 followersFollowFollowMay 13, 2019*ไม่ใช่รีวิว เป็นแค่ note ที่จดไว้ระหว่างอ่านเท่านั้น อาจมีเนื้อหาบางส่วนคลาดเคลื่อนได้ ถ้าใครพบว่าข้อมูลส่วนไหนผิดพลาด ขอให้อย่าเพิ่งโทษหนังสือ แต่ให้ถือว่าผมสรุปมาพลาดเองไว้ก่อน- ช่วง Romantic love phrase ฮอร์โมนของผู้ชายกับผู้หญิงจะถูกปรับมาให้ใกล้เคียงกัน ผู้ชายจะมีฮอร์โมนเพศชาย (เทสโทสเทอโรน) น้อยลง ส่งผลให้อ่อนโยนมากขึ้น ส่วนผู้หญิงจะมีเทสโทสเทอโรนเพิ่มขึ้น ทำให้คิดน้อยลง กล้าพูด กล้าทำ และมีอารมณ์ xxx มากขึ้น (อาการ Romantic love มีระยะเวลาเฉลี่ย 1-3 ปี)- สารสื่อประสาท PEA มีโครงสร้างบางส่วนคล้ายยาบ้า ซึ่งคนอินเลิฟจะมีปริมาณของสารนี้สูงขึ้น ส่งผลให้คนอินเลิฟมักจะอารมณ์ดีแบบไม่มีเหตุผล คล้ายๆ กับคนอัพยา (ในชอคโกแลทก็มีสาร PEA เช่นกัน แต่มันไม่สามารถดูดซึมเข้าร่างกายได้)- เวลามองรูปคนรัก สมองส่วนตัดสินใจด้วยเหตุผลจะทำงานน้อยลงกว่าตอนดูรูปคนอื่น- Love กับ Sex ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน มีการทดลองที่ใช้เครื่อง fMRI สแกนสมองของคนที่ดูภาพโป๊กับภาพคนรัก และพบว่าสมองที่ถูกกระตุ้นเป็นคนละส่วนกัน เวลาดูภาพโป๊ สมองส่วนที่ถูกกระตุ้นคือไฮโปทาลามัสที่ทำหน้าที่ควบคุมความต้องการพื้นฐาน เช่น ความกระหายน้ำ อุณหภูมิร่างกาย ส่วนภาพคนรักจะไปกระตุ้นสมองส่วนคาเดตนิวเคลียส- ระหว่างมีเซ็กส์ เมื่อทั้งสองฝ่ายถึงจุดสุดยอดจะมีการหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซินออกมา ส่งผลให้ผู้หญิงรู้สึกผูกพันและอบอุ่นมากขึ้น ฟุ้งซ่านน้อยลง แต่ขณะเดียวกันออกซิโทซินก็ไปปิดสวิทช์สมองส่วนระวังภัย ทำให้มีความระมัดระวังน้อยลง จนไม่คำนึงเรื่องท้อง โรคติดต่อ และยอมมีเซ็กส์โดยไม่ใส่ถุงยาง- จุดประสงค์ของการมีเซ็กซ์นั้น ไม่ได้มีแค่เพื่อการผลิตลูกเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างเพื่อนร่วมสปีชีส์ ก่อให้เกิดการเกื้อหนุนกันทางอารมณ์และทางวัตถุตามมา การแสดงออกในรูปแบบของการรักเพศเดียวกันจึงเป็นอีกมิติของวิวัฒนาการที่ทำให้สังคมมนุษย์เราคงอยู่ได้- ความรักโรแมนติคไม่ได้เป็นแค่เรื่องของใจ แต่อาบไล้มาตั้งแต่สมองและแผ่กระจายไปทั่วร่างกาย มีการทดลองที่ให้อาสาสมัครจับวัตถุที่อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยรอบแรกให้จับเฉยๆ ส่วนรอบสองให้ดูรูปของคนรักไปด้วย ผลปรากฎว่าการดูรูปคนรักทำให้คนสามารถทนเจ็บได้ดีขึ้นจริง (และยังทดลองเพิ่มโดยให้ดูรูปของดาราที่หน้าตาดีแทนรูปคนรักด้วย แต่ผลปรากฏว่าไม่ว่าจะหล่อหรือเซ็กซี่แค่ไหน ก็ไม่อาจบรรเทาอาการเจ็บปวดได้เท่ารูปคนรัก) และผลจากเครื่อง fMRI ยังบอกให้รู้ว่า การดูรูปคนรักจะไปกระตุ้นสมองส่วนเดียวกับที่ยาแก้ปวดอย่างมอร์ฟีนไปกระตุ้นอีกด้วย- อาการอกหักที่ทำให้รู้สึกปวดที่หัวใจไม่ได้เป็นแค่อุปมา หากร่างกายหลั่งอะดรีนาลีน (และฮอร์โมนเครียดอื่นๆ) ในปริมาณมาก และไปจับเข้ากับตัวรับสัญญาณที่กล้ามเนื้อหัวใจ มันจะส่งสัญญาณไปยังสมองให้รู้สึกโหวงๆ ที่หัวใจ หรือถ้าระดับอะดรีนาลีนสูงเกินปกติมากๆ อาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้เลย- เมื่อเราขาดน้ำ สมองจะสั่งให้เรากระหายน้ำเพื่อออกตามหาน้ำมาชดเชยสู่ร่างกาย เมื่อเราขาดความรักความอบอุ่น สมองก็จะสั่งการให้เรารู้สึกถึงความเหงา เพื่อให้ร่างกายออกตามหาความรักความอบอุ่นมาชดเชยเข้าสู่ร่างกายเช่นกัน- การแสกนสมองพบว่า ความอบอุ่นทางกายและทางใจมีตัวรับสัญญาณอยู่ในสมองส่วนเดียวกัน (Insular Cortex) คนขี้เหงาจึงมีแนวโน้มจะชอบดื่มอะไรอุ่นๆ (หรือทำให้ร่างกายอุ่น เช่นอาบน้ำร้อน อาบน้ำนานๆ) เพื่อลดความหนาวเหน็บในใจ ร้านกาแฟจึงเป็นแหล่งพักพิงของคนขี้เหงาอย่างไม่ต้องสงสัย- สัตว์สังคมอย่างมนุษย์เราไม่ได้ต้องการเพียงใครก็ได้ที่อยู่เคียงข้าง แต่ต้องการแค่ใครสักคนที่เราไว้วางใจ อยากใช้ชีวิตด้วย อยากเติบโตและก้าวสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งใจไว้ไปด้วยกัน- มีงานวิจัยเรื่องความเจ้าชู้ที่น่าสนใจอยู่ชิ้นหนึ่ง โดยนักวิจัยได้นำหนูมาสองชนิด คือ หนูแพรี่กับหนูมอนเทน- ทั้งๆ ที่หนูสองชนิดนี้มีความต่างทางพันธุกรรมไม่ถึง 1% แต่หนูแพรี่ดันเป็นสัตว์รักเดียวใจเดียว ส่วนหนูมอนกลับเป็นสัตว์คาสโนวา- สาเหตุเป็นเพราะหนูสองชนิดนี้มียีนซึ่งส่งผลถึงการผลิตฮอร์โมนที่ต่างกัน โดยความต่างที่ว่าคือการที่หนูแพรี่มีการหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน ส่วนหนูมอนเทนไม่มี- นักวิจัยจึงฉีดยาต้านออกซิโทซินเข้าไปในหนูแพรี่ ผลปรากฎว่าหนูแพรี่กลายเป็นหนูคาสโนวาเหมือนหนูมอนเทน แต่พอนักวิจัยฉีดออกซิโทซินเข้าไปในหนูมอนเทนบ้างกลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะในสมองของหนูมอนเทนไม่มีตัวรับสัญญาณออกซิโทซิน- นักวิจัยจึงสันนิษฐานว่า ความเจ้าชู้ในมนุษย์อาจเกี่ยวข้องกับความหนาแน่นและการกระจายตัวของตัวรับสัญญาณออกซิโทซิน ซึ่งแต่ละคนมีต่างกัน และเป็นผลมาจากพันธุกรรม- คนเจ้าชู้ย่อมมีแนวโน้มจะมีลูกมากกว่าคนไม่เจ้าชู้ พันธุกรรมเจ้าชู้จึงแพร่ขยายจากรุ่นสู่รุ่น และไม่น่าแปลกใจว่าทำไมโลกเราจึงเต็มไปด้วยคนเจ้าชู้_______________________________________________________ Favorite Quote ประโยคที่ดีต้องมีคำเริ่มต้น คำกลาง และคำปิดท้ายตัวอย่างที่ดีที่สุดคือประโยคว่า "ผมรักคุณ"- Robert Brault
Naruepon Sudsawad36 reviews8 followersFollowFollowMay 23, 2019เพลินดี หลายคนคงรู้จักคุณหมอผิงบ้างแล้วในโลกทวิตเตอร์ เล่มนี้ก็เป็นการขยายความในเรื่องรัก ว่าทุกค.รู้สึกนึกคิดและการกระทำไม่ใช่ถูกขับเคลื่อนโดยอารมณ์ล้วนๆ มีคำตอบทางวิทยาศาสตร์อธิบายพฤติกรรมได้แทบทุกอย่าง อ่านไปก็ร้องอ๋อๆ ตลอดเล่ม ก็อยากแนะนำให้หาอ่านกันนะ เป็นความเรียงเกี่ยวกับความรักที่ไม่เหงาไม่หว่องอะไรเลย วิทย์ เทคโนโลยี สถิติ เราชอบที่อธิบายได้กระจ่างยันระดับโมเลกุล คือลงรายละเอียดจนให้เห็นคล้อยว่ามันจึงเป็นเช่นนั้นเช่นนี้
Ipixx30 reviews1 followerFollowFollowOctober 22, 2015ถูกใจกับการอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ แบบที่หมอผิงเขียนเล่าไว้ในเล่มนี้ อาจจะด้วยความที่เรียนมาทางสายวิทย์ จึงอ่านแล้วเข้าใจและเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น
GG37 reviews20 followersFollowFollowOctober 1, 2019อ่านง่าย ไม่น่าเบื่อเลย หนังสือเล่มนี้ทำให้เข้าใจเรื่องฮอร์โมนและกลไกในร่างกายต่างๆ ที่ส่งผลต่อเรื่องความรักและความสัมพันธ์ ชอบกราฟฟิคและการคัดคำทำ quote มากๆ ค่ะ ที่สำคัญปกครั้งนี้สวยมากๆ
Aom Ap'14 reviews2 followersFollowFollowSeptember 22, 2020เนื้อหาสนุก อ่านง่าย ทำให้เข้าใจเหตุผลหลายๆอย่างว่าพฤติกรรมบางอย่างเกิดจากสารเคมีในร่างกาย
Nattapan2,404 reviews79 followersFollowFollowApril 23, 2019Wisely using summaries of findings in many scientific research papers to explain behaviors in romantic relationship.thai-non-fiction
Nuchwaree Boonkumkrong15 reviewsFollowFollowSeptember 28, 2024คุณหมอเขียนหนังสือสนุกมากค่ะ อ่านรวดเดียวจบเลย
Wombat27 reviewsFollowFollowJanuary 19, 2021เคมีรักระหว่างเรา โดย พญ. ธิดากานต์ รุจิพัฒน์กิจ (หมอผิง) เป็นหนังสือที่ได้มาหลายปีแล้ว KT Kulthida ซื้อให้วันเกิด เราก้อเก็บไว้ที่ชั้นวางใน office จนลืมไปเลย ได้มีโอกาสนำหนังสือที่ office กลับมาบ้าน เพื่ออ่านให้จบ เล่มนี้อ่านสนุกมากๆ หมอผิงคือโคตรเก่ง ลีลาการเขียน การใช้คำ การเล่าเรื่องวิทยาศาสตร์ให้เป็นเรื่องง่าย เปิดโลกความรู้ และความเข้าใจของทั้งสมองและหัวใจ ดีเลย แนะนำๆ ♥️
akabie 6 reviews5 followersFollowFollowNovember 9, 2015ชอบหนังสือแนว Pop-sci ซึ่งมีความเนริดและสนุกในตัว