Jump to ratings and reviews
Rate this book

歯車 [Haguruma]

Rate this book
大正期に活躍した「新思潮派」の作家、芥川竜之介の代表的な小説。初出は「大調和」[春秋社、1927(昭和2)年]に「一 レエン・コート」の章が表題「歯車」として掲載、芥川の没後「文藝春秋」[文藝春秋社、同年]に全編掲載。「芥川竜之介集」[改造社、1928(昭和3)年]に収録。全6章で構成され、避暑地から都心に出かけた「僕」が次々にキーワードに襲われる強迫観念に囚われる。全体として奇妙な筋書きの話。

29 pages, Kindle Edition

Published September 13, 2012

4 people are currently reading
53 people want to read

About the author

Ryūnosuke Akutagawa

1,426 books2,177 followers
Akutagawa Ryūnosuke (芥川 龍之介) was one of the first prewar Japanese writers to achieve a wide foreign readership, partly because of his technical virtuosity, partly because his work seemed to represent imaginative fiction as opposed to the mundane accounts of the I-novelists of the time, partly because of his brilliant joining of traditional material to a modern sensibility, and partly because of film director Kurosawa Akira's masterful adaptation of two of his short stories for the screen.

Akutagawa was born in the Kyōbashi district Tokyo as the eldest son of a dairy operator named Shinbara Toshizō and his wife Fuku. He was named "Ryūnosuke" ("Dragon Offshoot") because he was born in the Year of the Dragon, in the Month of the Dragon, on the Day of the Dragon, and at the Hour of the Dragon (8 a.m.). Seven months after Akutagawa's birth, his mother went insane and he was adopted by her older brother, taking the Akutagawa family name. Despite the shadow this experience cast over Akutagawa's life, he benefited from the traditional literary atmosphere of his uncle's home, located in what had been the "downtown" section of Edo.

At school Akutagawa was an outstanding student, excelling in the Chinese classics. He entered the First High School in 1910, striking up relationships with such classmates as Kikuchi Kan, Kume Masao, Yamamoto Yūzō, and Tsuchiya Bunmei. Immersing himself in Western literature, he increasingly came to look for meaning in art rather than in life. In 1913, he entered Tokyo Imperial University, majoring in English literature. The next year, Akutagawa and his former high school friends revived the journal Shinshichō (New Currents of Thought), publishing translations of William Butler Yeats and Anatole France along with original works of their own. Akutagawa published the story Rashōmon in the magazine Teikoku bungaku (Imperial Literature) in 1915. The story, which went largely unnoticed, grew out of the egoism Akutagawa confronted after experiencing disappointment in love. The same year, Akutagawa started going to the meetings held every Thursday at the house of Natsume Sōseki, and thereafter considered himself Sōseki's disciple.

The lapsed Shinshichō was revived yet again in 1916, and Sōseki lavished praise on Akutagawa's story Hana (The Nose) when it appeared in the first issue of that magazine. After graduating from Tokyo University, Akutagawa earned a reputation as a highly skilled stylist whose stories reinterpreted classical works and historical incidents from a distinctly modern standpoint. His overriding themes became the ugliness of human egoism and the value of art, themes that received expression in a number of brilliant, tightly organized short stories conventionally categorized as Edo-mono (stories set in the Edo period), ōchō-mono (stories set in the Heian period), Kirishitan-mono (stories dealing with premodern Christians in Japan), and kaika-mono (stories of the early Meiji period). The Edo-mono include Gesaku zanmai (A Life Devoted to Gesaku, 1917) and Kareno-shō (Gleanings from a Withered Field, 1918); the ōchō-mono are perhaps best represented by Jigoku hen (Hell Screen, 1918); the Kirishitan-mono include Hokōnin no shi (The Death of a Christian, 1918), and kaika-mono include Butōkai(The Ball, 1920).

Akutagawa married Tsukamoto Fumiko in 1918 and the following year left his post as English instructor at the naval academy in Yokosuka, becoming an employee of the Mainichi Shinbun. This period was a productive one, as has already been noted, and the success of stories like Mikan (Mandarin Oranges, 1919) and Aki (Autumn, 1920) prompted him to turn his attention increasingly to modern materials. This, along with the introspection occasioned by growing health and nervous problems, resulted in a series of autobiographically-based stories known as Yasukichi-mono, after the name of the main character. Works such as Daidōji Shinsuke no hansei(The Early Life of

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
18 (28%)
4 stars
28 (44%)
3 stars
11 (17%)
2 stars
5 (7%)
1 star
1 (1%)
Displaying 1 - 14 of 14 reviews
Profile Image for Pawarut Jongsirirag.
729 reviews144 followers
September 21, 2021
อึดอัดครับ ขอเริ่มต้นด้วยการเอ่ยว่า การอ่านเรื่องสั้น (?) เล่มนี้ของอาคุตางาว่า อึดอัดมากๆ

เฟือง สามารถอ่านได้สองแบบ แบบแรกคืออ่านอย่างเป็นเรื่องสั้นที่เป็นเอกเทศแต่เชื่อมโยงกันด้วยโทนและการดำเนินเนื้อเรื่อง หรือ อ่านอย่างเป็นนิยายเรื่องหนึ่ง ที่แต่ละบท คือการนำเสนอเรื่องเดียวกันในมุมมอง สถานที่ และเวลาที่แตกต่างกัน เป็นภาพรวมที่อาจให้ความรู้สึกอึดอัด ขัดๆเหมือนเวลาเรามองพื้นที่ปูกระเบื้องสวยงาม แต่ดันมีกระเบื้องแผ่นนึงที่ปูอยู่กลางห้องกลับปูผิดซะอย่างงั้น เป็นความอึดอัดที่ไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดไม่อยากอ่านต่อ แค่ทำให้เราหงุดหงิดจังโว้ยยยยยยย แล้วก็อ่านมันจนจบได้เสียเฉยๆ

อาคุตางาว่า ใช้วิธีการดำเนินเรื่องแบบไร้พล็อตหรือการทำให้พล็อตเป็นดังหมอกควัน ซึ่งเป็นของผิดสำแดงสำหรับคนอ่านนิยายอยู่พอสมควร เพราะคนอ่านไม่อาจจับต้นชนปลายได้เลยว่ากำลังอ่านอะไร ทำไม เพราะอะไร กำลังเกิดอะไรขึ้น เป็นการล่องลอยไปตามที่อาคุตางาว่าดำเนินเอาไว้อย่างแท้จริง อ่านจบแล้วยังเกาหัวตัวเองอยู่เลยว่า อะไรของพี่เขาเนี่ย (ฮา)

นอกจากพล็อตที่ถูกดึงทิ้งไปแล้ว อารมณ์ที่นำเสนอในงานชิ้นนี้ก็แตกต่างไปจากงานชิ้นก่อนๆของอาคุตางาว่าอยู่มากทีเดียว จนอาจทำให้คนที่ติดตามงานของเขามาก่อน อาจต้องตกใจถึงความหนักและหม่นเทาของตัวงานที่เปลี่ยนไปจากเดิม ใช่ว่างานชิ้นก่อนของเขานั้นจะไม่หนักและหม่นเทา แต่มันมีความแตกต่างกันจนถึงขนาดที่บอกได้ว่างานชิ้นนี้ไม่เหมือนงานของอาคุตางาว่าเลย

ความหนักและหม่นเทาในงานชิ้นก่อนนั้น เป็นความหนักและหม่นที่เป็นการเคลือบเนื้อเรื่องนิยายให้มีสีสัน กลับกันความหนักและหม่นในเล่มนี้กลับเป็นตัวเนื้อเรื่องเองเลย และถูกเคลือบไว้ด้วยความเป็นนิยายมากกว่า คนอ่านจึงเหมือนการอ่านหม่นมวลของอารมณ์ที่นำเสนอในรูปแบบของนิยาย ที่เป็นพินัยกรรมชิ้นสุดท้ายของอาคุตางาว่า

งานเล่มนี้เขียนขึ้นไม่นานก่อนการทำอัตวิบาตกรรมของอาคุตางาว่า เนื้อหาของมันเป็นการสกัดเอาอารมณ์ความรู้สึกในห้วงสุดท้ายในชีวิตของเขาออกมาอย่างชัดเจน เราจะสัมผัสได้ถึงการแปลกแยกไม่ลงรอยต่อการดำรงอยู่ของตัวเขาเอง และการปรากฎของสัญญะบางอย่างที่แสดงออกถึงความ “ไม่ปกติ” ทางจิตใจตัวอาคุตางาว่า ที่นักอ่านสามารถรู้สึกได้ว่ามันเป็นสิ่งแปลกปลอมในแต่ละเรื่อง ที่คอยหลอกหลอนเหมือน ”ผี” ต่อตัวเอก (ส่วนจะเป็นอะไรลองอ่านกันดูครับ) ซึ่งเราสามารถบอกได้ว่าอาคุตางาว่าสร้างตัวเอกของเรื่องจากตัวเขาเอง

พินัยกรรมชิ้นนี้จึงเป็นเฟืองสมชื่อของมัน ฟันเฟืองที่ส่งต่อรูปแบบและคุณค่าทางวรรณกรรม ที่อาคุตางาว่าได้สรรค์สร้างไว้ในช่วงชีวิตสั้นๆของเขา งานที่บอกเราว่าชีวิตเป็นทั้งความแปลกแยกและความสวยงามในเวลาเดียวกัน
Profile Image for cey.
95 reviews13 followers
October 9, 2022
Reading Akutagawas last works is making me feel so intensely unwell.
Profile Image for IsaLC.
4 reviews
February 6, 2025
No, más que hablar del bien o del mal, tiene que haber algo que exprese mejor la idea de los opuestos...
Profile Image for Tobi トビ.
1,158 reviews105 followers
October 2, 2022
“To go in living with this feeling is painful beyond description. Isn’t there someone kind enough to strangle me in my sleep?”

The last work written by Akutagawa, published after he died.
Profile Image for ปลาทู คือแมว.
73 reviews1 follower
March 15, 2026
นี่คือตัวอย่างหนังสือยอดแย่อันดับต้นๆ ในชีวิต ทั้งนี้บอกไว้ก่อนเลยว่าไม่เกี่ยวกับเนื้อหาต้นฉบับ เพราะสิ่งที่เราไม่พอใจคือตัวเล่มฉบับไทยในเวอร์ชั่นนี้ล้วนๆ การที่คุณอ่านแล้วอึดอัดอาจจะไม่ใช่เพราะตัวผลงานอย่างเดียวก็เป็นได้...

ตั้งแต่รูปเล่มที่ขนาดพิลึกพิลั่น เหมือนวอนน่าบีอยากจะสวยอยากจะเด่นกว่าใคร แต่ดันเอาเข้าชั้นแล้ววางให้เสมอไปกับหนังสือเล่มอื่นๆ ไม่ได้ แต่...ไม่เป็นไรค่ะ เขาอาจจะอยากให้คนซื้อเอาไปวางตั้งโชว์แบบหันหน้าออกเท่านั้น นี่เรื่องเล็กมาก

อย่างที่สองตัวหนังสือเล็กจนน่าหงุดหงิด เล็กกว่าหนังสือทั่วไปเป็นเท่า แต่สิ่งที่ทำความหงุดหงิดเปลี่ยนเป็นโมโหคือระยะขอบที่เว้นไว้ ด้านละ 3.5cm (ด้านในเล่ม 4cm) เว้นไว้ทำไรอ่ะ ขยายตัวหนังสือแทนมั้ย? คือตั้งใจว่าพิมพ์แรกปกแข็งหมดแล้วจะพิมพ์แบบเล่มขนาดธรรมดาออกมา เลยจัดหน้ากระดานไว้รออย่างงั้น? อย่างไร? เว้น ไว้ เพื่อ??

ทั้งนี้ถ้าได้พิมพ์ซ้ำจริงๆ ก็เกิดคำถาม สำนวนแปลที่ทำออกมานี่เหมาะสมแล้วใช่ไหมคะ? คือลึกๆ ตัวเนื้อหาเดิมมันก็เข้าใจยากอยู่แล้ว แต่สำนวนแปลทำให้งงงวยสับสนมากเดิมอีกมั้ง ขอยกตัวอย่างง่ายๆ เลย ในหน้าสุดท้ายของเนื้อหาจะมีตอนที่ภรรยาของอาจารย์ วิ่งตึงตังขึ้นบ้านมาดูอาจารย์ เพราะจู่ๆ ก็นึกเฉลียวใจขึ้นมา กลัวว่าอาจารย์จะนอนตุยเย่ไปซะ อาจารย์เลยเดินลงมาถามภรรยาว่ามีอะไร ในฉบับแปลไทยเล่มนี้แปลไว้ว่า

"มีอะไรหรือเปล่า?"
"ไม่ ไม่มีอะไร..."
เธอเงยหน้าขึ้นในที่สุด ส่งยิ้มฝาดฝืนมาให้พลางเอ่ย
"ไม่มีอะไรหรอก-มันก็แค่อยู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาในใจน่ะ ถึงตอนที่คุณเกือบตาย คุณพ่อ..."

**ขอแนบต้นฉบับไว้ให้เทียบนะคะ ต้นฉบับนี้เราเอามาจาก Amazon JP kindle หนังสือเปิดให้อ่านฟรีอยู่แล้ว

「どうした?」 (มีอะไรหรือ? / เป็นอะไรหรือ?)
「いえ、どうもしないのです。……」 (อ๋อ เปล่าค่ะ ไม่ได้มีอะไรหรอก / เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรหรอก)
妻はやっと顔を 擡げ、無理に微笑して話しつづけた。 (ภรรยาเงยหน้าขึ้นมาในที่สุด เธอเอ่ยพลางยิ้มฝืนๆ มาให้)
「どうもした訣ではないのですけれどもね、唯何だかお父さんが死んでしまいそうな気がしたものですから。……」 (มันก็ไม่ได้มีอะไรหรอกค่ะ แค่จู่ๆ ก็แวบขึ้นมา กลัวว่าพ่อจะตายน่ะ ......)

ถ้าคุณพออ่านภาษาญี่ปุ่นออกบ้าง เอาแค่ระดับ N3 ก็พอ คุณจะเห็นว่าต้นฉบับเขาใช้ประโยคธรรมดามากๆ
แน่นอนค่ะว่านักแปลแต่ละคนก็จะมีสำนวนการแปลเป็นของตัวเอง แต่ไอ้ที่ใช้คำว่า "คุณพ่อ" ไปวางแปลกๆ ไว้ท้ายประโยคแบบนี้ (ทั้งๆ ที่ต้นฉบับไม่ได้วางแบบนั้น) มันทำให้คนอ่านเข้าใจผิดได้ ทางทีมจัดทำหนังสืออ่านแล้วไม่งงหรือ ว่าคนพูดเป็นเมียหรือลูกสาว เราอ่านทีแรกตอนฉากฝันทะเล เรานึกว่าลุกคุยกับพ่อ อย่างในฉากสุดท้ายนี้ ทีแรกเรานึกว่าเขาพูดถึงพ่อของคนแต่ง มันงงนะ หรือคนอื่นไม่งง? ถ้าไม่งงแต่ต้องอ่านซ้ำ อ่านทวน อันนี้เรียกงงค่ะ เรียกว่าเรียบเรียงไม่ดี

บริบทคนไทยเวลาสามีภรรยาที่มีลูกแล้วเรียกกันเองส่วนใหญ่จะเรียกแทนกันว่า "พ่อ" "แม่" "ป๋า" "ม้า" อะไรก็ว่าไป แต่การแทนด้วย "คุณพ่อ" มันตลกค่ะ (เว้นซะว่าตัวละครอาจจะเกิดในบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีธรรมเนียมพูดจาติดดัดจริตกันทั้งบ้าน แต่ก่อนจะใช้มันก็ต้องมีการปูมาก่อนอย่างมากพอ ถึงจะแปลแบบนั้นได้ แต่นี่ไม่มีไง ไม่มีค่ะ เน้นว่าไม่มี!) ต้นฉบับเขียนว่า お父さん ก็จริง แต่ก็ควรนึกถึงวัฒรธรรมของภาษาปลายทางบ้างนะคะ

เอาล่ะมาถึงประเด็น 'คิดถึงใจคนอ่าน' มันยังไม่จบค่ะ การทับศัพท์ของหนังสือเวอร์ชั่นนี้ชวนปวดหัวมากๆ บางครั้งคนเราก็ไม่ต้องมีสปิริตติดบัณฑิตยสถานขนาดนั้นก็ได้ (เอาจริงๆ เราก็ไม่รู้หรอกว่าในบัณฑิตยสถานระบุว่าอะไร ไม่ได้หา)

อย่างคำว่ายุค "ทาอิโฌ" ทำไมไม่เขียนว่ายุค "ไทโช" ก็หมดเรื่อง เป็นที่เข้าใจง่ายๆ จะพยายามใช้ "ฌ" ไปทำไมขนาดนั้น ทุกคำเลย อะไรที่เคยอ่านชินตาง่ายๆ ก็พยายามให้มันยาก ชื่อคน ชื่อสถานที่ ชื่อเฉพาะอ่านยากทั้งหมด สำนวนแปลก็ว่าอ่านยากแล้ว สปิริตยังเข้าถึงยากกว่า

สรุปคือหนังสือเล่มนี้ไม่คิดถึงใจคนอ่าน เอาแต่สาแก่ใจคนทำ ไม่สนใจคุณภาพเรียบเรียงการแปล สรรหาอยากจะใช้คำยากๆ บรรยายให้ดูโก้หรู แต่แค่เขียนบทตามให้อ่านง่ายๆ ยังทำไม่ได้เลย "มันก็แค่อยู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาในใจน่ะ" นี่อะไรคะ? อาจารย์ริวฯ แกเป็นมิวสิกเคิ้ลนพพรกิรติหรือ ถึงต้องพูดจาแบบนั้นกันในชีวิตประจำวัน? อีกนิดก็ลุกขึ้นมาร้องเพลงบรรเลงรักสู่มิตาเกะแสนสวาทแล้วมั้ง? งานวรรณกรรมคลาสสิกใช้ภาษาบ้านๆ แล้วมันจะดูด้อยค่าหรืออย่างไร? อันนี้เรามองว่าบิดเบือนต้นฉบับได้เลยนะ ทำไปทำไม?

หงุดหงิดมากนะ หงุดหงิดจริงๆ ยังโมโหที่เว้นว่าง 3.5เซนมากๆ เลยด้วย
บางทีเราก็ตั้งคำถามนะ คนที่อ่านแล้วรีวิวว่ามันเป็นผลงานที่อึดอัดนี่ เขาอึดเขาอัดจากเนื้อหาด้วยส่วนหนึ่ง หรือเพราะสำนวนแปลด้วยส่วนหนึ่ง แต่เราว่าใช่...
Profile Image for r for reading.
2 reviews
October 22, 2021
เป็นงานที่พออ่านแล้วจะรู้สึกว่ามันเป็นงานกึ่งๆ อัตชีวประวัติของอะคุตางาวามากกว่า ยิ่งพออ่านคำตามท้ายเล่ม ก็รู้สึกว่านี่น่าจะเป็นงานเขียนกึ่งๆ บันทึกของเจ้าตัวเลยด้วยซ้ำ เป็นเหมือนงานที่เปิดเปลือยว่าในช่วงเวลานั้นอะคุตางาวาคิดและรู้สึกยังไงอยู่

ส่วนตัวไม่ได้อ่านงานของอะคุตางาวามากนัก แต่กับ เฟือง นั้น ก็ก้ำกึ่งว่าจะรู้สึกเช่นไร คือแต่ละเรื่องก็มีความสอดแทรกสัญลักษณ์อยู่เป็นระยะ ซึ่งนัยแต่ละอย่างก็ค่อนไปทางหม่นๆ ส่วนในแง่ของเรื่องที่หยิบมาเล่า คือไม่ได้มีอะไรหวือหวา ต่อให้เปิดเรื่องมาด้วยอะไรที่เหนือธรรมชาติอย่างการมองเห็นเฟืองในตาขวา หรือการอ้างอิงถึงผีที่ใส่เสื้อกันฝน แต่เนื้อเรื่องโดยรวมก็ธรรมดามากๆ จนแทบจะพูดได้ยากเลยว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร

ยอมรับว่าไม่ได้ชอบงานเขียนชุดนี้เท่าไหร่ แต่พอมองว่า เฟือง เป็นหนึ่งในงานเขียนชุดท้ายๆ ก่อนที่อะคุตางาวาจะตัดสินใจลาโลก ก็รู้สึกเศร้าและเห็นใจ ผม ที่เป็นตัวดำเนินเรื่องขึ้นมาทันที

รู้สึกว่านี่น่าจะเป็นหนึ่งในหนังสือที่จะนึกถึงหลังจากนี้เวลาอยากนึกถึงชีวิตของนักเขียน และถ้าเทียบกับนักเขียนญี่ปุ่นที่มีปูมหลังของชีวิตหม่นพอกัน สำหรับเราแล้ว เฟือง เป็นงานที่หม่น เศร้า และโศกกว่า สูญสิ้นความเป็นคน แบบที่ไม่ต้องบรรยายให้มากความนัก
Profile Image for noir.
5 reviews
February 15, 2026
- C'è pace qui.
- Sì, stiamo un po' più tranquilli che a Tokyo.
- Perché, anche qui ci sono cose che infastidiscono?
- Siamo pur sempre su questo pianeta, no? - rispose sorridendo mia suocera.


pensare che akutagawa ha scritto questo racconto prima di suicidarsi rende tutto molto più triste. la sua paura ossessiva nel diventare pazzo (data dalla pazzia della sua stessa madre), la sua angoscia e ansia esistenziale, la sua paranoia. esempio incredibile di un io ormai frammentato non più recuperabile nonostante tutti i tentativi di racconti autobiografici, di una mente sull’orlo della disperazione e follia…

Non ho più la forza per continuare a scrivere. Vivere così è un tormento indicibile. Non c'è nessuno disposto a soffocarmi nel sonno?
This entire review has been hidden because of spoilers.
Profile Image for Alohaa J..
29 reviews1 follower
May 29, 2024
เล่มนี้คือเสียงสะท้อนภายในอันอ่อนล้าของอะคุตะงะวะ เส้นทางของการเป็นศิลปินของอะคุตะงะวะมันใจร้ายเกินไป เหมือนต้องแลกกับเหตุการณ์อะไรบางอย่าง เขาถึงจะได้ผลงานชิ้นนึงมา อย่างตอนราโชมอน ก็เพราะโดนสาวเทเพราะลุงน้าห้ามหัวชนฝา ไหนจะพ่อเสีย ต่อมาแม่เสียสติ ไหนจะพี่เขยโดดให้รถไฟทับ ต้องรับเอาลูกๆเขามาเลี้ยงแทนอีก ยังไม่รวมอาการการพึ่งยานอนหลับของเขา แผ่นดินไหวหรือเหตุการณ์บ้านเมืองร้ายแรงที่ต้องเจอสมัยนั้น แต่เขาก็ยังพยายามที่จะทำหน้าที่สุดท้ายในฐานะนักเขียนให้ดีที่สุด โดยการหยิบยกเรื่องเล่าของตัวเองมาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวในเล่มนี้ สำหรับเรามันน่าหดหู่มาก ที่ได้อ่านเล่มนี้ของอะคุตะงะวะ จริงอยู่ที่ผลงานของเขามันไม่เหมือนใคร แต่ในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกันก็อดสงสารและเห็นใจไม่ได้ การเขียนเล่มเฟืองเล่มนี้คือสิ่งพิสูจน์ปณิธานในการเป็นนักเขียนของอาคุตะงะวะแล้ว🙏
Profile Image for Anness.
111 reviews46 followers
January 17, 2022
อ่านแล้วอึดอัดและหงุดหงิดกับความฮะ อะไรนะของเรื่องราวมากจนคิดว่าจะอ่านจบไหมนี่ (แต่ก็จบนะ ฮา) แต่พอถึงจุดหนึ่งก็สัมผัสได้ถึงหม่นเศร้าและทับถมไปด้วยความรู้สึกหนักหนาในการมีชีวิตอยู่ของตัว ‘ผม’

ทีแรกเรานึกว่าตอนมันแยกๆ ไม่เกี่ยวกัน แต่พอไปเรื่อยๆ จะรู้ว่ามันเชื่อมกันอยู่ เลยคิดว่าจะจะอ่านแยกตอนเป็นเอกเทศหรือร้อยเรียงกันก็ได้ อาจเพราะด้วยความที่ไร้พล็อตเราเลยจับไม่ค่อยถูกว่าแต่ละสัญลักษณ์บ่งถึงอะไร แต่พออ่านส่วนอธิบายของนักแปลก็เข้าใจจนทำอยากอ่านซ้ำ

อ่านแล้วเศร้ามากเลย ทั้งสงสารและเห็นใจตัว ‘ผม’ มันปลดเปลือยตัวตนของผู้เขียนได้อย่างหมดจด เห็นด้วยที่มุราคามิยกให้เล่มนี้เป็น ‘ศิลปะของการแล่เนื้อถือหนัง’ ในการลงมีดลึกในชีวิตตัวเองและหยุดเมื่อรู้ว่าถึงจุดที่พอแล้ว

เป็นเล่มที่ตอนอ่านเฉยๆ แต่พออ่านจบแล้วชอบนะ
Profile Image for Ning.
72 reviews2 followers
April 10, 2022
อึดอัดมาก ๆ ถ้างานของดะไซสะท้อนความเป็นซึมเศร้า เล่มนี้ก็สะท้อนภาวะความเป็น "บ้า" สับสน และวิกล เป็นเล่มที่ทำให้เข้าใจคำว่า อัจฉริยะกับคนบ้ามีแค่เส้นบาง ๆ กั้น สมกับที่มุราคามิบอกว่าเป็นงานเชือดเนื้อเถือหนังที่คนลงมือรู้ว่าต้องหยุดมีดตอนไหน มันแสดงภาวะความกระง่อนกระแง่นและเปราะบางของชีวิตได้ดีมาก ถ้าเคยอ่านงานอาคุมาก่อน อย่างราโชมอน หรือในฉากนรก อาจจะคิดเหมือนกันว่างานกลุ่มนั้นเป็นงานที่แสดงความทระนงในฝีมือ ส่วนเล่มนี้เหมือนแสดงภาพชีวิตที่แค่แตะถูกก็พร้อมพังทลายแล้ว
Profile Image for Jessica.M.
82 reviews
December 29, 2023
A clear description of typical psychotic episodes. Very sad.
This entire review has been hidden because of spoilers.
Profile Image for Noah McMillen.
273 reviews4 followers
December 26, 2024
Listened to audiobook.「 僕はもうこの先を書きつづける力を持つてゐない。かう云ふ気もちの中に生きてゐるのは何とも言はれない苦痛である。誰か僕の眠つてゐるうちにそつと絞め殺してくれるものはないか?」
Displaying 1 - 14 of 14 reviews