Jump to ratings and reviews
Rate this book

ทวิพากษ์ #1

เจ้าชีวิต เจ้าสรรพสิ่ง

Rate this book
หนังสือ "เจ้าชีวิต เจ้าสรรพสิ่ง : การก่อร่างภาพลักษณ์สมัยใหม่ของสถาบันกษัตริย์สยาม" เล่มนี้ นำเสนอการก่อร่างสร้างภาพลักษณ์สมัยใหม่ของรัชกาลที่ 5 เพื่อหักล้างความคิดแบบกษัตริย์นิยมที่ถ่วงค้ำการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยมาเนิ่นนานว่ารัชกาลที่ 5 คือปิยมหาราชผู้พลิกโฉมสยามประเทศให้ทันสมัย โดยละลืมปัจจัยและบริบทของการเข้าสู่ภาวะสมัยใหม่ของไทย

ผู้เขียนวิเคราะห์ผ่านหลักฐานชั้นต้นทั้งที่เป็นจดหมายเหตุ บันทึกความทรงจำ และจดหมายโต้ตอบระหว่างรัชกาลที่ 5 กับชนชั้นนำราชสำนักและชาวต่างประเทศ โดยหยิบยกการนำเสนอตัวตนของชนชั้นนำสยาม ผ่านการปรับเปลี่ยนวิถีบริโภคในราชสำนัก เช่น การแต่งกาย การสะสมข้าวของ การถ่ายรูป ฯลฯ ผ่านการสถาปนาพื้นที่แห่งความศิวิไลซ์ ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างสวนดุสิต ลานพระบรมรูปทรงม้า ฯลฯ และผ่านการจัดแสดงมหรสพสาธารณะ อย่างพระราชพิธีตระการตาและการเข้าร่วมงานนิทรรศการโลก เป็นต้น เพื่อชี้ให้เห็นว่ารัชกาลที่ 5 ไม่เพียงไล่ตามความศิวิไลซ์แบบโลกตะวันตก ดังที่หนังสือเล่มนี้ตั้งฉายานามว่า "เจ้าแห่งสรรพสิ่ง" เท่านั้น หากทั้งหมดนี้ยังเกิดขึ้นพร้อมกับการสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในแผ่นดินสยามด้วย

330 pages, Paperback

First published January 1, 2002

4 people are currently reading
32 people want to read

About the author

Maurizio Peleggi

7 books1 follower

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
7 (35%)
4 stars
9 (45%)
3 stars
3 (15%)
2 stars
1 (5%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 3 of 3 reviews
Profile Image for Apisit Ruenmoon.
18 reviews2 followers
September 3, 2023
ดังที่ทราบกันดีว่าประวัติศาสตร์กระแสหลัก พยายามเหลือเกินที่จะย้ำว่ารัฐสยาม (ที่ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเป็นไทย) อยู่ในสภาวะจำยอมต้องตกเป็นเหยื่อของลัทธิล่าอาณานิคม แต่สุดท้ายก็รักษาเอกราชไว้ได้ด้วยปรีชาสามารถของสถาบันกษัตริย์

ขณะเดียวกัน ประวัติศาสตร์กระแสรองที่เริ่มมีการพูดถึงในระยะหลายปีหลังนี้ มักแสดงด้านที่รัฐสยามสมประโยชน์กับเจ้าอาณานิคมตะวันตก (โดยเฉพาะอังกฤษ) ซ้ำยังรับบทบาทเป็น 'ผู้ล่า' เสียเองด้วย (ดังที่มีการยกเลิกระบบการส่งเครื่องบรรณาการอันเป็นสัญลักษณ์การยอมอยู่ใต้อำนาจอารยธรรมจีน หรือ 'จิ้มก้อง' หลังสยามเริ่มสถาปนาความสัมพันธ์ทางการค้ากับยุโรปอย่างจริงจังในช่วงศตวรรษที่ 19)

หากยึดตามคำอธิบาย (แบบหยาบๆ) ข้างต้น หนังสือ "เจ้าชีวิต เจ้าสรรพสิ่ง" หรือ Lords of Things ของ Maurizio Peleggi อาจจัดอยู่ในประเภทหลัง เพราะมันตั้งข้อสังเกตตั้งแต่บทนำว่า การเขียนประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่รับรองประวัติศาสตร์แบบกษัตริย์นิยม ซึ่งเริ่มต้นจาก 'บิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย' หรือกรมพระยาดำรงราาชานุภาพ ถูกฟื้นคืนโดยนักวิชาการตะวันตกในยุคสงครามเย็น อันเป็นช่วงที่รัฐบาลไทยได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาตามแผนสกัดกั้นการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์

อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ได้พาเราไปสำรวจไกลยิ่งกว่าเรื่องทางประวัติศาสตร์การเมืองดังกล่าว แต่เจาะลึกไปถึงรสนิยมและวิถีการบริโภคที่เปลี่ยนไปของราชวงศ์สยาม เพื่อก่อร่างภาพลักษณ์สมัยใหม่ไว้สำหรับนำเสนอตัวเองต่อศูนย์กลางอารยธรรมใหม่ในตะวันตก ตลอดจนเพื่อเติมเต็มภาพลักษณ์ที่ต้องการเอาอย่างโลกศิวิไลซ์ตะวันตกของตนเอง

การก่อร่างภาพลักษณ์สมัยใหม่สำหรับนำเสนอต่อโลกตะวันตก ปรากฏชัดผ่านวิถีการบริโภคซึ่งเปลี่ยนไปอย่างมากจากต้นรัตนโกสินทร์ จากที่เดิมมีการปรับแปรอารยธรรมซึ่งทรงอิทธิพลขนาดนั้นอย่างอินเดียและจีนให้กลายเป็นของท้องถิ่น (localization) เปลี่ยนเป็นการปรับแปรอารยธรรมตะวันตกให้เป็นของท้องถิ่นแทน โดยไม่ว่าจะเป็นการปรับแปรในกรณีไหน หัวใจก็อยู่ที่การทำให้อารยธรรมที่ถูกปรับแปรนั้นเป็นเครื่องยืนยันความชอบธรรมของชนชั้นนำสยามทั้งสิ้น

หนังสือเล่มนี้ยังเสนอไว้อย่างแหลมคมว่า ในเมื่อเงื่อนไขทางเชื้อชาติและขนบทางสังคมทำให้ราชวงศ์สยาม ไม่สามารถเชื่อมโยงกับราชวงศ์ยุโรปผ่านการแต่งงานได้ หนึ่งในไม่กี่ทางที่เหลืออยู่ (กระทั่งเป็นทางเดียว) จึงเป็นการเชื่อมโยงผ่าน 'วิถีการบริโภค'

เมื่อสยามต้องการใช้การบริโภคเพื่อแสดงความเป็นพวกเดียวกันกับราชวงศ์ตะวันตก ทำให้แบบแผนการบริโภคเปลี่ยนจากที่มุ่งแสดงความเชื่อมโยงกับราชวงศ์ที่มีมาก่อนราชวงศ์จักรีอย่าง 'prestige consumption' (การบริโภคเพื่อสร้างเสริมบารมี) หรือก็คือแบบแผนการบริโภคที่มีการสงวนให้สิ่งของบางอย่างให้แก่คนชนชั้นหนึ่งเท่านั้นตามกฎหมายควบคุมการบริโภค (sumptuary laws) กลายเป็นแบบแผนซึ่งมุ่งแสดงความเชื่อมโยงกับราชวงศ์ยุโรปอย่าง 'conspicuous consumption' (การบริโภคเพื่ออวดแสดงสถานะ) ที่สถานะไม่ได้เป็นตัวกำหนดการบริโภคอีกต่อไป แต่การบริโภคสิ่งของต่างๆ กลับกลายเป็นตัวกำหนดสถานะเสียเอง (ทั้งนี้ บทที่ 6 จะแสดงให้เห็นความย้อนแย้งทางรสนิยมและการบริโภคระหว่างสยามกับโลกตะวันตกอีกทีหนึ่ง)

Peleggi ยังเผยให้เห็นว่า วิถีของกระฎุมพีและราชสำนักอาจไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งเสมอไป ทั้งยังทำให้เห็นว่าระบอบการปกครองสามารถถูกวิเคราะห์ผ่านการบริโภคได้อีกด้วย ดังที่เขาสรุปรวบยอดไว้ในตอนจบของบทที่ 1 ว่า "การที่ราชสำนักสยามเสนอภาพแทนตนเองในฐานะบุคคลผู้ทันสมัยและศิวิไลซ์ผ่านการบริโภค จึงมิใช่อื่นใดนอกจากการโอนอ่อนตามรสนิยมของกระฎุมพี ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถเพลิดเพลินกับรสนิยมดังกล่าวนี้ได้โดยปราศจากข้อจำกัดทางการเงิน เฉกเดียวกับที่เกิดขึ้นในระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ขนานแท้"

‘สรรพสิ่งต่างๆ’ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย การไว้หนวดเครา การไว้ทรงผม กล้องถ่ายรูป ศิลปะ ภาพวาดภาพถ่าย (ทั้งภาพเดี่ยวและครอบครัว) ผังเมือง สถาปัตยกรรม และนาฏลักษณ์ทางการเมือง (ที่เมื่อ Peleggi เขียนเล่าเป็น ‘องค์’ หรือ Act ตามแบบละครเวทีในบทที่ 5 ก็ทำให้รสชาติของหนังสือเพิ่มขึ้นไปอีก) ซึ่งปรากฏในช่วงสร้างภาพลักษณ์ใหม่นี้ (รัชกาลที่ 4-5) ล้วนแต่มีความหมายทั้งสิ้น ทั้งยังสำเร็จอย่างมากในการสร้างภาพว่าราชสำนักสยามเป็นพวกเดียวกับราชสำนักยุโรป (ดังที่หนังสือบรรยายไว้อย่างละเอียดในบทที่ 2)

อย่างไรก็ดี มีความน่าสนใจอย่างหนึ่งที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ คือเมื่อวิถีการบริโภคเปลี่ยนไปพร้อมกับวัฒนธรรมความเชื่อจากเดิมที่จะไม่มีใครบังอาจมองกษัตริย์โดยตรงได้ (ไม่ว่าจะเป็นชาวสยามหรือชาวต่างชาติ ทุกครั้งที่เข้าเฝ้ากษัตริย์จะถูกกั้นไว้ด้วยฉากผ้าเสมอ) ตลอดจนความเชื่อที่ว่าการมีภาพแทนอย่างภาพวาดเหมือน (portrait) หรือการถูกถ่ายภาพ จะเป็นสิ่งอัปมงคล (เป็นเหตุให้เราแทบจะไม่เห็นภาพแทนของกษัตริย์ในต้นรัตนโกสินทร์เลย) ถูกเปลี่ยนไปในช่วงของการก่อร้างภาพลักษณ์ใหม่นี้ กล่าวคือ รัชกาลที่ 5 เริ่มเปลี่ยนสถานะสมมติเทพของกษัตริย์ตามคติพราหมณ์-ฮินดูให้เป็นกษัตริย์ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นตามแบบตะวันตก ซึ่งแม้จะทำให้ราชสำนักสยามได้รับการยอมรับจากอารยธรรมตะวันตก แต่กลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในกระบวนการสร้างชาติในรัชกาลหลัง ก่อนที่รัชกาลที่ 9 จะฟื้นความเป็นสมมติเทพของกษัตริย์ จนทำให้แม้แต่รัชกาลที่ 5 ผู้พยายามมีภาพลักษณ์ใกล้ชิดสามัญชนกลับไปมีสถานะอันศักดิ์สิทธิ์อีกครั้งหนึ่ง พูดอีกอย่างคือ (เสด็จพ่อ) ร.5 มีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นเพราะรัชกาลที่ 9 นั่นเอง

สุดท้าย หากจะมีอะไรที่ทำให้หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกเพลิดเพลิน ก็คงไม่พ้นความชำนาญในการใช้เครื่องมือทางทฤษฎีของ Peleggi ที่นอกจากจะช่วยเหลาให้ข้อเสนอมีความแหลมคมขึ้น ก็ยังเป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมในการปรับใช้และสร้างบทสนทนากับมโนทัศน์ของนักคิดชื่อทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Pierre Bourdieu, Norbert Elias, Clifford Geertz, Eric Hobsbawm, Edward Said, Carol Breckenridge, Susan Sontag หรือ Michel Foucault

เจ้าชีวิต เจ้าสรรพสิ่ง จึงไม่ใช่หนังสือที่จะเผยแพร่สัจธรรมหรือความจริงสูงสุดดังที่เรามักคุ้นเคยกับวิชาประวัติศาสตร์ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน มันเพียงบอกว่า แท้จริงแล้วความเชื่อเรื่องความจริงสูงสุดอาจเป็นแค่ภาพที่เพิ่งสร้าง กำลังสร้าง หรือไม่ก็อาจกำลังสูญสลาย โดยที่ภาพความจริงแท้เหล่านี้อาจเป็นเพียง ‘ความแท้ที่จัดฉากขึ้น’ (staged authenticity) และไม่มากก็น้อย ประวัติศาสตร์และความแท้ที่จัดฉากขึ้นนี้กำลังมีชีวิตอยู่ภายในตัวพวกเรา
Profile Image for Edwin Pietersma.
220 reviews9 followers
May 17, 2021
To be honest, I expected more of this book, and therefore it is just a narrow three out of five, almost hitting a two. I enjoyed the discussion of how Rama IV and Rama V interacted with the new world order and need/wishing to adopt new civilization markers imported from the West, how they went about it, as well as how they tried to refashioned themselves. However, often it feels like the author is overemphasizing the Western influence, almost to the point of insinuating that the kings did not else than Westernize their countries. Their own agency is almost left out. It uses several notions, such as Victorian ecumene, to analyze so, but does barely if not explain his methods and framework of analysis. Therefore, at times it feels odd, and together with the overfocus on European influence, fails to explain how the existing order (Buddhist/Siamese) merged/blended/impacted with the changes. When the existing order is taken into account, the books fails to properly discuss such, which often makes it feel like there is an important gap missing or there is a discrepancy that is not explained. lastly, the book completely ignores the effect of these changes on Siam/Thailand. Therefore, the topic is interesting and definitely worth investigating, but just the execution in this book leaves matters to be desired.
Profile Image for Wasin Waeosri.
203 reviews
May 22, 2025
บทความวิชาการว่าด้วยการพยายามสร้างความศิวิไลซ์ของชนชั้นนำ ที่มีมากกว่าแค่การนำพาประเทศไปสู่ยุคใหม่ แต่หมายถึงการสร้างภาพลักษณ์ อำนาจ ภาพจำในระบอบการปกครอง

ตามสไตล์ของหนังสือค่ายนี้คือคำนำอ่านยากสุดและง่วงที่สุด (ฮา) ผ่านคำนำมาได้ก็สบายล่ะ เป็นหนังสือแปลที่ผู้แปลทำหน้าถ่ายทอดได้ดี มาก คนเขียนนำเสนออีกแง่มุมให้เราฉุกคิดดี
Displaying 1 - 3 of 3 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.