panuchread121 reviews115 followersFollowFollowOctober 21, 2023ในยุคที่เจมส์อายุ 18 – เราก็คงใกล้ๆ 18 เหมือนกัน คงไม่ยากเลยที่เราจะอินกับเรื่องเล่าและสถานการณ์ที่พูดถึงชีวิตในโรงเรียน ระบบระเบียบของการศึกษาแบบไทยๆ การเรียนการสอนที่หล่อหลอมให้นักเรียนไฟมอดไปวันๆ ที่เจมส์เล่าให้ฟังในเล่มนี้น่าแปลกว่า ถ้าย้อนกลับไปตอนอายุ 18 แล้วได้อ่านมันจริงๆ เราคงไม่ชอบคนแบบเจมส์เอามากๆ…สมมติอยู่ในหนัง/ละคร บทที่นักเรียนอย่างเราจะได้รับคงเป็นประเภท เพื่อนในห้อง1 เพื่อนในห้อง2 (ตัวละครที่ไม่มีชื่อด้วยซ้ำ แค่นั่งสลอนหน้าเป็นตัวประกอบ) ใครว่าไงก็ว่างั้น ปฏิบัติตามคนหมู่มาก ไม่แหกกฎ ไม่ทำตัวเด่น ไม่หาซีน ส่วนเจมส์คือคนละขั้วเราเติบโตมาในระบบการศึกษาแบบเก่า แบบไทยสไตล์ยุคดั้งเดิม เรียกว่ายังไม่ใช่ยุค woke ไม่ใช่ยุคที่เด็กมอปลายจะรู้จักคำว่า “การทวงสิทธิ์” หรือ “เรียกร้องสิทธิ์” อย่างจริงจัง พ่วงมากับการไม่คิดจะตั้งคำถามอะไรเลยด้วย เพราะฉะนั้นไม่ต้องสืบเลยว่าตอนเราอายุ 18 จะเข้าใจเจมส์ในวัยเดียวกันไหม จะเอาใจช่วยไหม จะพยายามสู้ไหม ตอบได้เต็มปากเลยว่าไม่ และเราก็คงเป็นหนึ่งในกลุ่มเด็กที่จะไม่ชอบคนแบบเจมส์ แถมอาจจะคิด (แน่ๆ) ว่าไอ้หมอนี่มันเบียวจังวะ แอ็กเท่แอ็กคูลอะไรนักหนา (และเจมส์ก็คงไม่ชอบคนแบบเราเช่นกัน)แล้วตอนนี้ที่เวลาผ่านมาจวนจะ 10 ปีแล้วล่ะ? การมาอ่านเล่มนี้ในวัยนี้ทำให้เราชอบการกระทำของเจมส์มากขึ้นมั้ย ก็น่าแปลกอีกที่คำตอบมันใกล้ๆ เดิม แต่เพิ่มเติมคือความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจที่มากขึ้น คิดว่าเด็กๆ ที่อายุ 18 ตอนนี้ (หรือต่ำกว่า) อาจรีเลทกับหนังสือเล่มนี้มากกว่าเราอ่านไปก็คิดไปอยู่นานว่าเพราะอะไรเราถึงไม่เอาใจช่วยเจมส์แบบเต็มแมกซ์เลย (ทั้งที่ขณะอ่านเรา aware เรื่องความเฮงซวยของระบบการศึกษาไทยมาพอสมควรแล้ว) ก็พบว่าอาจเป็นเพราะในเรื่องเล่าและการกระทำของเจมส์มันมี 2 มิติซ้อนกันอยู่ ซึ่งมิตินึงเราเห็นด้วย แต่อีกอันไม่1. มิติเรื่องการศึกษา 2. มิติเรื่องคัลเจอร์ *เพิ่มอีกนิดว่าเรามีไบแอสด้วย ส่วนตัวรู้สึกว่าเมกามันไม่ได้เลิศเลอขนาดนั้น แต่ในเล่มอวยหนักเกินเหมือนกับทุกอย่างดีไปหมด มีน้ำเสียงของการอวยเมกา ยกแต่ข้อดีมาพูด ยกแต่ด้านบวกมาโชว์ ในขณะเดียวกันก็มีน้ำเสียงอคติกับไทยแบบชัดเจน พอมีเอเนอจี้ของการมาเพื่อโจมตีไทยโดยเฉพาะ ความน่าเชื่อถือของสิ่งเปรียบเทียบที่ดีกว่า (เมกา) เลยลดลง แบบเมกามันดีหมดทุกตารางนิ้วขนาดนั้นเลยเรอะ (คือมันดีกว่าจริงแหละ แต่พอน้ำเสียงการนำเสนอเป็นงั้นเลยไม่อยากเชื่อ 55555)โอเค เข้าเรื่องจะบอกว่าเล่มนี้กำลังทำให้เราเห็นถึงคัลเจอร์และคาแรกเตอร์ที่ต่างกันของเด็กไทยและเด็กฝรั่ง เห็นทักษะ ทัศนคติ และระบบความคิดที่แตกต่างกันอย่างแทบจะสิ้นเชิง ซึ่งถามว่าแบบไหนดีกว่ากัน (โฟกัสในแง่ของคัลเจอร์อย่างเดียวก่อนนะ) เราว่าไม่มี มันไม่มีคำตอบที่ถูกต้องแน่ๆ มันไม่สามารถบอกได้ว่า เห้ย เด็กไทยควรเป็นแบบเด็กฝรั่งสิ หรือเด็กฝรั่งน่าจะลองอยู่แบบไทยๆ นะ มันเป็นเรื่องของความแตกต่างที่ไม่จำเป็นต้องทำให้อะไรเหมือนอะไรอะในทางกลับกัน ถ้าในห้องเรียนเรากลายเป็น 1 เดียวที่มีคัลเจอร์ต่างจากชาวบ้าน สิ่งที่เราจะค่อยๆ ทำโดยอัตโนมัติ (แม้จะรู้ตัว/จะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม) คืออะไร ไม่ใช่การเข้าเมืองตาหลิ่วฯ หรอกหรอ เด็กไทยไปเรียนรร.ฝรั่ง ก็คัลเจอร์ช็อก จากกลัวๆ ไม่มั่นใจ ไม่กล้าพูด สักพักสังคมก็หล่อหลอมให้กลายเป็นกล้า เป็นมนุษย์พลังไซย่าแบบที่เจมส์เองก็เป็น เด็กฝรั่งมาเรียนรร.ไทย ก็กลายเป็นต้องดรอปเอเนอจี้ตัวเองให้เท่าเด็กไทย ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าคัลเจอร์คนไทยมันเป็นแบบนี้ มันหงิมกว่าฝรั่งโดยธรรมชาติ ทุกพื้นที่ ทุกสังคมมันมีคัลเจอร์ต่างกัน ญี่ปุ่นก็มี เยอรมันก็มี มันเป็นเรื่องของรากเหง้าที่แก้ยากอะ ถ้าจะแก้ก็ต้องล้มกระดานคนไทยให้หมดแล้วดีดนิ้วสร้างคาแรกเตอร์แบบที่ต้องการขึ้นมาใหม่นั่นแหละ (แปลว่าไร แปลว่าเป็นไปไม่ได้ยังไงล่ะ)ในแง่ของระบบการศึกษา วิธีการวัดผล ความไม่มีประสิทธิภาพของบทเรียนหรือแม้กระทั่งครู เราไม่เถียงเลย และเห็นด้วยกับเจมส์แทบทุกอย่าง —ณ ตอนนี้นะ แต่ตอน 18 บอกตรงๆ ว่าเราเฉยๆ แบบเออๆ อ่อ ให้ทำแบบนี้หรอ เค ได้ดิ ไม่ได้รู้สึกขัดใจหรือไม่ชอบอะไรเลย แม่งเอ้ย กุนี่มัน 555555แต่ในแง่ของคัลเจอร์ การวางตัว วิธีการรับมือ เราไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวทางของเจมส์เท่าไหร่ คือเจตนาดีแต่ไม่มีศิลปะและวาทศิลป์น่ะ ฟีลเหมือนจะรบแต่ไม่วางกลยุทธ์ เดินดุ่มๆ ไปบวกท่าเดียว มันเลยออกมาดูเหมือนเด็กที่ตั้งหน้าตั้งตาหาเรื่องจับผิดเพื่อเอามันส์อย่างเดียว ฟีลพวกตัวป่วน แกล้งครูเอาเท่ไรงั้น มันมีคนแบบนั้นอยู่จริงและการแสดงออกของเจมส์ในเล่มก็คล้ายคนกลุ่มนั้นมาก มันเลยไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่จะต่อต้านเพราะงั้นในฐานะเด็กไทยจ๋าๆ เราจึงเข้าใจเพื่อนเจมส์และค่อนข้างเห็นด้วยกับคำแนะนำ คำท้วงติง ของเพื่อนๆ เหล่านั้นเด็กเจนซีเจนอัลฟ่าหรือหัวก้าวหน้าทั้งหลาย อ่านรีวิวนี้ของเราแล้วคงหัวเราะเยาะหรืออาจจะเบ้หน้า เพราะมันหัวโบราณมาก (ยอมรับ 555555) แถมยังอาจจะถึงขั้นเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วยซ้ำ ซึ่งก็ต้องบอกตรงๆ ว่าการได้อ่านเล่มนี้เราก็สะท้อนตัวเองอยู่เหมือนกัน เราถูกระบบสังคม/การศึกษาของไทยหล่อหลอมและความ “ไทย” บางอย่างมันฝังรากลึกอยู่ในทัศนคติของเราไปเรียบร้อยแล้ว การอ่านสิ่งที่มันเป็นการกระทำขั้วตรงข้ามเลยรู้สึกยุบยิบๆ ทะแม่งๆ แบบไม่เห็นด้วยบ้าง ขมวดคิ้วบ้าง อิหยังวะบ้าง ไอสัสเวทเนาะการเติบโตมาในกะลาเนี่ย 🥲ดีใจกับเจมส์แหละที่ได้ออกไปเปิดโลก แล้วกลับมาเป็นผู้มาก่อนกาล (ตอนแรกจะเขียนว่าลองเจมส์ทำแบบนี้ในยุค 2023 ดิ คนเอาด้วยเป็นร้อย แต่ไม่เอาละ เพราะไม่แน่ใจ อาจจะเอาด้วยเป็นร้อย ไม่เอาด้วยเป็นพันก็ได้ อิงจากข่าวที่ผ่านๆ มา 😗 555555) อ่านแล้วสงสัยว่าเจมส์ในวัย 18 นั้นจะรู้มั้ยว่าต้องรอถึงอีกเกือบ 10 ปีกว่าสังคมไทยจะ “เพิ่ง” เริ่มตระหนักเรื่องที่เจมส์พยายามจะพูดอีกประเด็นที่น่าสนใจคือระบบการศึกษาไทยมันลดพลังในตัวเด็กจริงๆ เหมือนทุกคนเป็นไม้ขีดที่พร้อมจุดไฟติด ก้าวเข้าไปในระบบการศึกษาด้วยความหวัง แต่โรงเรียนกลับเป็นแค่กล่องกระดาษชื้นๆ อยู่ในนั้น 6 ปี ไม้ขีดที่ควรจะลุกโชติช่วงก็จบออกมากลายเป็นก้านไม้ชื้นๆ จะเปื่อยแหล่มิเปื่อยแหล่อ่านจบแล้วก็ได้แค่คิดว่า ใครมีกำลังไปเรียนเมืองนอกก็ไปเถอะ เพราะหวังให้การศึกษาไทยเป็นแบบเมืองนอก มันยาก 555555
Bighead_Monster369 reviewsFollowFollowJanuary 6, 2025หลังจาก #1ปีกับชีวิตที่อยู่ในอเมริกา #JamesisBack คือเล่ม3ในUnivese of James เป็นประสบการณ์หลังกลับจากแลกเปลี่ยนด้วยความคิดที่ปรับไปเยอะ เขาจึงมีความตั้งใจอยากเปลี่ยนแปลงสังคม-แวดล้อม-ระบบการศึกษาให้ดีขึ้น เล่าสไตล์เกรียนสำนวนกวน ๆ เช่นเดิม อ่านเอาสนุก ฮา ๆ +ได้รู้จักตัวตนเขายิ่งขึ้น.เป็นเรื่องราวหลังกลับจากแลกเปลี่ยนที่อเมริกา พร้อมกับร่างไซย่า (เจมซังคนเขียนเขาเรียกงั้นนะ) แต่คนอ่านแบบเราขอเรียกร่างอัปเกรด ร่างที่มีทั้งกล้ามเนื้อ+ประสบการณ์ใหม่ ๆ เรียกได้ว่าเติบโตทั้งร่างกายและจิตใจ เกิดการตั้งคำถามในหัว เกิดความรู้สึกว่าอยากเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่มันดูไม่เข้าท่าเข้าทีในระบบ จากเดิมเป็นมนุษย์ที่ไม่มีความมั่นใจ พอไปแลกเปลี่ยน ณ เมกา กลับมา ทั้งความคิด+มุมมองเดิมของเด็กวัยรุ่นเกรียน ๆ คนนี้ก็ปรับเลนส์ไป แต่สุดท้ายเมื่อกลับเข้ามาในระบบเดิม ๆ ในประเทศที่มะรุมมะตุ้มด้วยปัญหาที่คนมองเห็นแต่ไม่มีใครกล้าตังคำถามหรือพยายามจะเปลี่ยนกลับไม่ได้ง่ายดายอย่างความคิดเลยนิวเจมร่างพลังไซย่าอยู่ในห้องเรียนสไตล์เด็กไทย แต่กลับกล้ายกมือถามอย่างมั่นใจ กล้าออกเสียงภาษาอังกฤษ ทักท้วงหลายเรื่องที่ควรทำให้ถูกต้อง กล้าท้าทายอำนาจที่มากกว่าของครูในห้องเรียน ประกวดเต้น ร้องเพลง สิ่งที่เขาทำกลายเป็นจุดเด่นในรุ่นเพราะไม่มีใครกล้าได้เท่านายเจมเขา (ในยุคนั้นคือ10กว่าปีก่อน)กลายเป็นเล่มที่เล่าประสบการณ์วัยเรียน-วัยเติบโตผ่านระบบการศึกษาแบบไทย ๆ เล่าถึงกฎเกณฑ์ระบบในโรงเรียน บัตรประกันภาชนะในโรงอาหาร ระบบเส้นสายที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับกฎระเบียบ การเดินเรียนที่ไม่มีเผื่อเวลาให้เด็ก เรื่องครูห้องแนะแนวที่แนะซะความหวังแตกสลายพังจนต้องพึ่งตัวเองไปกลาย ๆ เด็กต้องดิ้นรนเองแม้จะกลายเป็นคนมั่นใจเกินร้อยหนุ่มน้อยคนเก่ง แต่กระนั้นตัวเจมเองก็ต้องผ่านแรงต้านมากมาย มีหลายสิ่งอย่างบีบคั้นให้ต้องเลือกเส้นทางที่ไม่ได้อยากเลือก ก็เหมือนกับเพื่อน ๆ ร่วมรุ่นมากมายที่มีชะตากรรมร่วมกัน ไปจนถึงอนาคตมหาวิทยาลัยกับคณะที่จะสอบเข้า เลือกสิ่งที่รองรับอนาคตมากกว่าสิ่งที่เด็กชอบจริง ๆเรียกได้ว่าเป็นคัมมิงเอจไทป์หนึ่งเลยล่ะ ชะตากรรมของเด็กไทย555 เสมือนบันทึกของวัยที่ผ่านการค้นหาตัวตนของคนเขียน คนอ่านอย่างเราก็รู้จักเขามากขึ้น หากเทียบจาก2เล่มก่อนหน้าที่เรายังมองว่าเป็นเด็กน้อยหอยสังข์ มาเล่มนี้ดูโตขึ้นจริงด้วย ภายใต้สำนวนห่ามๆ เหมือนเดิม เล่มนี้ขำขึ้นคงเพราะเจอมาเหมือนกัน วรรคที่ชอบ- กูไม่ได้ฉลาดแต่การศึกษาที่นี่มันโง่ โง่อาจเป็นคำที่มองด้านเดียว และก้าวร้าวเกินไป เราแม่งอยู่ในระบบการศึกษาที่ไม่อยากให้กูฉลาดมากกว่า- ใครจะบอกว่ากูกระแดะ กูบอกเลยว่านี่คือสกิล
020676 reviews1 followerFollowFollowNovember 16, 2024เป็นหนังสือภาคต่อเเฮะ เเต่เอาจริงอ่านเเยกก็สนุกดีถึงเเม้ว่าเขาจะreferถึงตอนที่อยู่อเมริกาบ่อย สื่อถึงปัญหาชีวิตของเด็กวัยเรียนได้ดี ด้วยความที่เราเรียนอยู่เลยเข้าใจถึงสถานการณ์ของการศึกษาไทย มันไม่สมเหตุสมผล มันไม่มีประโยชน์ เเละไม่มีใครรอยากเรียน ในมุมมองของเจมที่กลับมาจากต่างประเทศมันก็เลยมีคำถามมากมาย ซึ่งตัวคนอ่านก็คงจะมีเหมือนกันว่าเราเรียนไปทำไมวะถ้าไม่ได้ใช้ ชอบเรื่องนี้มากๆจะไปตามเก็บภาคต่อเเละก็เล่มก่อนหน้านี้ คงมันส์น่าดู💪🏻 (ติเรื่องนึงคือเจมบางทีอะนะ มันอวดดีเกิน เเต่ก็เข้าใจว่าพอไปเรียนเมกามา+กับอยากเปลี่ยนเเปลงตัวเองเเละก็พูดเรื่องร่างไซย่าบ่อยเกิน มันดูเบียว)เเต่นอกนั้นก็คือดีเลย
Ek Guevara271 reviews32 followersFollowFollowNovember 23, 2023เป็นเล่มที่ดีมากของเจม เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าเขาปรับตัวกลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมได้หรือไม่/อย่างไรหลังกลับมาเมืองไทย รู้แต่เพียงว่าเขาเรียนต่อจนจบมหาลัยและเขียนหนังสือ เปิด สนพ. และผ่านช่วงชีวิตที่ (น่าจะ) ไม่สุขสบายนักมาได้ เห็นด้วยและชอบกับที่เขาเขียนในเล่มนี้ และชอบที่เขาปล่อยให้ผู้อ่านเป็นคนตัดสินว่าสิ่งที่เขาทำในระหว่างหนึ่งปีหลังกลับจากอเมริกามาเรียน ม.6 ก่อนเข้ามหาลัยนั้นเป็นอย่างไร - ถ้า ณ เวลานั้นเจมเป็นเพื่อนผมผมจะสนับสนุนสิ่งที่เขาทำด้วยความชื่นชม และรวมถึงตัวผมเแงในเวลานี้ด้วย
Narabordee Pomkaew41 reviewsFollowFollowJune 21, 2024เป็นหนังสือที่สะท้อนเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยได้ดี สนุกดีครับchidahp