Jump to ratings and reviews
Rate this book
Rate this book
James is Back คือหนังสือที่เล่าย้อนกลับไปในวัย 18 ปี ของชี้ดาบ ในวัยที่เขาเพิ่งกลับมจากอเมริกา ในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน พร้อมกับพลังไซย่า (ความกล้า) ที่เขาไม่เคยมีมาก่อน เป็นวัยที่เขาเริ่มตั้งคำถามและอยากเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่เคยง่าย แม้เขาจะเปลี่ยนตัวเองได้แล้ว เขาก็ยังต้องผ่านแรงต้านมากมาย ที่บีบคั้นเค้าให้ต้องเลือกเส้นทางที่เขาไม่ได้อยากเลือก

นี่คือหนังสือที่เล่าการรู้จักตัวเอง เรียนรู้ เติบโต ผ่านการศึกษาไทย ที่จะช่วยตั้งคำถามว่าคุณจะเก็บพลังไซย่าที่คุณมีไว้ได้ยังไง ในประเทศที่ทุกอย่างสับสนวุ่นวาย ขัดการเป็นตัวของคุณเองขนาดนี้

255 pages, Paperback

Published October 1, 2023

4 people want to read

About the author

ชี้ดาบ

11 books20 followers

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
5 (29%)
4 stars
8 (47%)
3 stars
2 (11%)
2 stars
2 (11%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 5 of 5 reviews
Profile Image for panuchread.
121 reviews115 followers
October 21, 2023
ในยุคที่เจมส์อายุ 18 – เราก็คงใกล้ๆ 18 เหมือนกัน คงไม่ยากเลยที่เราจะอินกับเรื่องเล่าและสถานการณ์ที่พูดถึงชีวิตในโรงเรียน ระบบระเบียบของการศึกษาแบบไทยๆ การเรียนการสอนที่หล่อหลอมให้นักเรียนไฟมอดไปวันๆ ที่เจมส์เล่าให้ฟังในเล่มนี้

น่าแปลกว่า ถ้าย้อนกลับไปตอนอายุ 18 แล้วได้อ่านมันจริงๆ เราคงไม่ชอบคนแบบเจมส์เอามากๆ…

สมมติอยู่ในหนัง/ละคร บทที่นักเรียนอย่างเราจะได้รับคงเป็นประเภท เพื่อนในห้อง1 เพื่อนในห้อง2 (ตัวละครที่ไม่มีชื่อด้วยซ้ำ แค่นั่งสลอนหน้าเป็นตัวประกอบ) ใครว่าไงก็ว่างั้น ปฏิบัติตามคนหมู่มาก ไม่แหกกฎ ไม่ทำตัวเด่น ไม่หาซีน ส่วนเจมส์คือคนละขั้ว

เราเติบโตมาในระบบการศึกษาแบบเก่า แบบไทยสไตล์ยุคดั้งเดิม เรียกว่ายังไม่ใช่ยุค woke ไม่ใช่ยุคที่เด็กมอปลายจะรู้จักคำว่า “การทวงสิทธิ์” หรือ “เรียกร้องสิทธิ์” อย่างจริงจัง พ่วงมากับการไม่คิดจะตั้งคำถามอะไรเลยด้วย เพราะฉะนั้นไม่ต้องสืบเลยว่าตอนเราอายุ 18 จะเข้าใจเจมส์ในวัยเดียวกันไหม จะเอาใจช่วยไหม จะพยายามสู้ไหม ตอบได้เต็มปากเลยว่าไม่ และเราก็คงเป็นหนึ่งในกลุ่มเด็กที่จะไม่ชอบคนแบบเจมส์ แถมอาจจะคิด (แน่ๆ) ว่าไอ้หมอนี่มันเบียวจังวะ แอ็กเท่แอ็กคูลอะไรนักหนา (และเจมส์ก็คงไม่ชอบคนแบบเราเช่นกัน)

แล้วตอนนี้ที่เวลาผ่านมาจวนจะ 10 ปีแล้วล่ะ? การมาอ่านเล่มนี้ในวัยนี้ทำให้เราชอบการกระทำของเจมส์มากขึ้นมั้ย ก็น่าแปลกอีกที่คำตอบมันใกล้ๆ เดิม แต่เพิ่มเติมคือความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจที่มากขึ้น คิดว่าเด็กๆ ที่อายุ 18 ตอนนี้ (หรือต่ำกว่า) อาจรีเลทกับหนังสือเล่มนี้มากกว่าเรา

อ่านไปก็คิดไปอยู่นานว่าเพราะอะไรเราถึงไม่เอาใจช่วยเจมส์แบบเต็มแมกซ์เลย (ทั้งที่ขณะอ่านเรา aware เรื่องความเฮงซวยของระบบการศึกษาไทยมาพอสมควรแล้ว) ก็พบว่าอาจเป็นเพราะในเรื่องเล่าและการกระทำของเจมส์มันมี 2 มิติซ้อนกันอยู่ ซึ่งมิตินึงเราเห็นด้วย แต่อีกอันไม่

1. มิติเรื่องการศึกษา 2. มิติเรื่องคัลเจอร์ *เพิ่มอีกนิดว่าเรามีไบแอสด้วย ส่วนตัวรู้สึกว่าเมกามันไม่ได้เลิศเลอขนาดนั้น แต่ในเล่มอวยหนักเกินเหมือนกับทุกอย่างดีไปหมด มีน้ำเสียงของการอวยเมกา ยกแต่ข้อดีมาพูด ยกแต่ด้านบวกมาโชว์ ในขณะเดียวกันก็มีน้ำเสียงอคติกับไทยแบบชัดเจน พอมีเอเนอจี้ของการมาเพื่อโจมตีไทยโดยเฉพาะ ความน่าเชื่อถือของสิ่งเปรียบเทียบที่ดีกว่า (เมกา) เลยลดลง แบบเมกามันดีหมดทุกตารางนิ้วขนาดนั้นเลยเรอะ (คือมันดีกว่าจริงแหละ แต่พอน้ำเสียงการนำเสนอเป็นงั้นเลยไม่อยากเชื่อ 55555)

โอเค เข้าเรื่อง
จะบอกว่าเล่มนี้กำลังทำให้เราเห็นถึงคัลเจอร์และคาแรกเตอร์ที่ต่างกันของเด็กไทยและเด็กฝรั่ง เห็นทักษะ ทัศนคติ และระบบความคิดที่แตกต่างกันอย่างแทบจะสิ้นเชิง ซึ่งถามว่าแบบไหนดีกว่ากัน (โฟกัสในแง่ของคัลเจอร์อย่างเดียวก่อนนะ) เราว่าไม่มี มันไม่มีคำตอบที่ถูกต้องแน่ๆ มันไม่สามารถบอกได้ว่า เห้ย เด็กไทยควรเป็นแบบเด็กฝรั่งสิ หรือเด็กฝรั่งน่าจะลองอยู่แบบไทยๆ นะ มันเป็นเรื่องของความแตกต่างที่ไม่จำเป็นต้องทำให้อะไรเหมือนอะไรอะ

ในทางกลับกัน ถ้าในห้องเรียนเรากลายเป็น 1 เดียวที่มีคัลเจอร์ต่างจากชาวบ้าน สิ่งที่เราจะค่อยๆ ทำโดยอัตโนมัติ (แม้จะรู้ตัว/จะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม) คืออะไร ไม่ใช่การเข้าเมืองตาหลิ่วฯ หรอกหรอ เด็กไทยไปเรียนรร.ฝรั่ง ก็คัลเจอร์ช็อก จากกลัวๆ ไม่มั่นใจ ไม่กล้าพูด สักพักสังคมก็หล่อหลอมให้กลายเป็นกล้า เป็นมนุษย์พลังไซย่าแบบที่เจมส์เองก็เป็น เด็กฝรั่งมาเรียนรร.ไทย ก็กลายเป็นต้องดรอปเอเนอจี้ตัวเองให้เท่าเด็กไทย ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าคัลเจอร์คนไทยมันเป็นแบบนี้ มันหงิมกว่าฝรั่งโดยธรรมชาติ ทุกพื้นที่ ทุกสังคมมันมีคัลเจอร์ต่างกัน ญี่ปุ่นก็มี เยอรมันก็มี มันเป็นเรื่องของรากเหง้าที่แก้ยากอะ ถ้าจะแก้ก็ต้องล้มกระดานคนไทยให้หมดแล้วดีดนิ้วสร้างคาแรกเตอร์แบบที่ต้องการขึ้นมาใหม่นั่นแหละ (แปลว่าไร แปลว่าเป็นไปไม่ได้ยังไงล่ะ)

ในแง่ของระบบการศึกษา วิธีการวัดผล ความไม่มีประสิทธิภาพของบทเรียนหรือแม้กระทั่งครู เราไม่เถียงเลย และเห็นด้วยกับเจมส์แทบทุกอย่าง —ณ ตอนนี้นะ แต่ตอน 18 บอกตรงๆ ว่าเราเฉยๆ แบบเออๆ อ่อ ให้ทำแบบนี้หรอ เค ได้ดิ ไม่ได้รู้สึกขัดใจหรือไม่ชอบอะไรเลย แม่งเอ้ย กุนี่มัน 555555

แต่ในแง่ของคัลเจอร์ การวางตัว วิธีการรับมือ เราไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวทางของเจมส์เท่าไหร่ คือเจตนาดีแต่ไม่มีศิลปะและวาทศิลป์น่ะ ฟีลเหมือนจะรบแต่ไม่วางกลยุทธ์ เดินดุ่มๆ ไปบวกท่าเดียว มันเลยออกมาดูเหมือนเด็กที่ตั้งหน้าตั้งตาหาเรื่องจับผิดเพื่อเอามันส์อย่างเดียว ฟีลพวกตัวป่วน แกล้งครูเอาเท่ไรงั้น มันมีคนแบบนั้นอยู่จริงและการแสดงออกของเจมส์ในเล่มก็คล้ายคนกลุ่มนั้นมาก มันเลยไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่จะต่อต้าน

เพราะงั้นในฐานะเด็กไทยจ๋าๆ เราจึงเข้าใจเพื่อนเจมส์และค่อนข้างเห็นด้วยกับคำแนะนำ คำท้วงติง ของเพื่อนๆ เหล่านั้น

เด็กเจนซีเจนอัลฟ่าหรือหัวก้าวหน้าทั้งหลาย อ่านรีวิวนี้ของเราแล้วคงหัวเราะเยาะหรืออาจจะเบ้หน้า เพราะมันหัวโบราณมาก (ยอมรับ 555555) แถมยังอาจจะถึงขั้นเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วยซ้ำ ซึ่งก็ต้องบอกตรงๆ ว่าการได้อ่านเล่มนี้เราก็สะท้อนตัวเองอยู่เหมือนกัน เราถูกระบบสังคม/การศึกษาของไทยหล่อหลอมและความ “ไทย” บางอย่างมันฝังรากลึกอยู่ในทัศนคติของเราไปเรียบร้อยแล้ว การอ่านสิ่งที่มันเป็นการกระทำขั้วตรงข้ามเลยรู้สึกยุบยิบๆ ทะแม่งๆ แบบไม่เห็นด้วยบ้าง ขมวดคิ้วบ้าง อิหยังวะบ้าง ไอสัสเวทเนาะการเติบโตมาในกะลาเนี่ย 🥲

ดีใจกับเจมส์แหละที่ได้ออกไปเปิดโลก แล้วกลับมาเป็นผู้มาก่อนกาล (ตอนแรกจะเขียนว่าลองเจมส์ทำแบบนี้ในยุค 2023 ดิ คนเอาด้วยเป็นร้อย แต่ไม่เอาละ เพราะไม่แน่ใจ อาจจะเอาด้วยเป็นร้อย ไม่เอาด้วยเป็นพันก็ได้ อิงจากข่าวที่ผ่านๆ มา 😗 555555) อ่านแล้วสงสัยว่าเจมส์ในวัย 18 นั้นจะรู้มั้ยว่าต้องรอถึงอีกเกือบ 10 ปีกว่าสังคมไทยจะ “เพิ่ง” เริ่มตระหนักเรื่องที่เจมส์พยายามจะพูด

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือระบบการศึกษาไทยมันลดพลังในตัวเด็กจริงๆ เหมือนทุกคนเป็นไม้ขีดที่พร้อมจุดไฟติด ก้าวเข้าไปในระบบการศึกษาด้วยความหวัง แต่โรงเรียนกลับเป็นแค่กล่องกระดาษชื้นๆ อยู่ในนั้น 6 ปี ไม้ขีดที่ควรจะลุกโชติช่วงก็จบออกมากลายเป็นก้านไม้ชื้นๆ จะเปื่อยแหล่มิเปื่อยแหล่

อ่านจบแล้วก็ได้แค่คิดว่า ใครมีกำลังไปเรียนเมืองนอกก็ไปเถอะ เพราะหวังให้การศึกษาไทยเป็นแบบเมืองนอก มันยาก 555555
Profile Image for Bighead_Monster.
369 reviews
January 6, 2025
หลังจาก #1ปีกับชีวิตที่อยู่ในอเมริกา #JamesisBack คือเล่ม3ในUnivese of James เป็นประสบการณ์หลังกลับจากแลกเปลี่ยนด้วยความคิดที่ปรับไปเยอะ เขาจึงมีความตั้งใจอยากเปลี่ยนแปลงสังคม-แวดล้อม-ระบบการศึกษาให้ดีขึ้น เล่าสไตล์เกรียนสำนวนกวน ๆ เช่นเดิม อ่านเอาสนุก ฮา ๆ +ได้รู้จักตัวตนเขายิ่งขึ้น
.
เป็นเรื่องราวหลังกลับจากแลกเปลี่ยนที่อเมริกา พร้อมกับร่างไซย่า (เจมซังคนเขียนเขาเรียกงั้นนะ) แต่คนอ่านแบบเราขอเรียกร่างอัปเกรด ร่างที่มีทั้งกล้ามเนื้อ+ประสบการณ์ใหม่ ๆ เรียกได้ว่าเติบโตทั้งร่างกายและจิตใจ เกิดการตั้งคำถามในหัว เกิดความรู้สึกว่าอยากเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่มันดูไม่เข้าท่าเข้าทีในระบบ


จากเดิมเป็นมนุษย์ที่ไม่มีความมั่นใจ พอไปแลกเปลี่ยน ณ เมกา กลับมา ทั้งความคิด+มุมมองเดิมของเด็กวัยรุ่นเกรียน ๆ คนนี้ก็ปรับเลนส์ไป แต่สุดท้ายเมื่อกลับเข้ามาในระบบเดิม ๆ ในประเทศที่มะรุมมะตุ้มด้วยปัญหาที่คนมองเห็นแต่ไม่มีใครกล้าตังคำถามหรือพยายามจะเปลี่ยนกลับไม่ได้ง่ายดายอย่างความคิดเลย

นิวเจมร่างพลังไซย่าอยู่ในห้องเรียนสไตล์เด็กไทย แต่กลับกล้ายกมือถามอย่างมั่นใจ กล้าออกเสียงภาษาอังกฤษ ทักท้วงหลายเรื่องที่ควรทำให้ถูกต้อง กล้าท้าทายอำนาจที่มากกว่าของครูในห้องเรียน ประกวดเต้น ร้องเพลง สิ่งที่เขาทำกลายเป็นจุดเด่นในรุ่นเพราะไม่มีใครกล้าได้เท่านายเจมเขา (ในยุคนั้นคือ10กว่าปีก่อน)

กลายเป็นเล่มที่เล่าประสบการณ์วัยเรียน-วัยเติบโตผ่านระบบการศึกษาแบบไทย ๆ เล่าถึงกฎเกณฑ์ระบบในโรงเรียน บัตรประกันภาชนะในโรงอาหาร ระบบเส้นสายที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับกฎระเบียบ การเดินเรียนที่ไม่มีเผื่อเวลาให้เด็ก เรื่องครูห้องแนะแนวที่แนะซะความหวังแตกสลายพังจนต้องพึ่งตัวเองไปกลาย ๆ เด็กต้องดิ้นรนเอง

แม้จะกลายเป็นคนมั่นใจเกินร้อยหนุ่มน้อยคนเก่ง แต่กระนั้นตัวเจมเองก็ต้องผ่านแรงต้านมากมาย มีหลายสิ่งอย่างบีบคั้นให้ต้องเลือกเส้นทางที่ไม่ได้อยากเลือก ก็เหมือนกับเพื่อน ๆ ร่วมรุ่นมากมายที่มีชะตากรรมร่วมกัน ไปจนถึงอนาคตมหาวิทยาลัยกับคณะที่จะสอบเข้า เลือกสิ่งที่รองรับอนาคตมากกว่าสิ่งที่เด็กชอบจริง ๆ

เรียกได้ว่าเป็นคัมมิงเอจไทป์หนึ่งเลยล่ะ ชะตากรรมของเด็กไทย555 เสมือนบันทึกของวัยที่ผ่านการค้นหาตัวตนของคนเขียน คนอ่านอย่างเราก็รู้จักเขามากขึ้น หากเทียบจาก2เล่มก่อนหน้าที่เรายังมองว่าเป็นเด็กน้อยหอยสังข์ มาเล่มนี้ดูโตขึ้นจริงด้วย ภายใต้สำนวนห่ามๆ เหมือนเดิม เล่มนี้ขำขึ้นคงเพราะเจอมาเหมือนกัน


วรรคที่ชอบ

- กูไม่ได้ฉลาดแต่การศึกษาที่นี่มันโง่ โง่อาจเป็นคำที่มองด้านเดียว และก้าวร้าวเกินไป เราแม่งอยู่ในระบบการศึกษาที่ไม่อยากให้กูฉลาดมากกว่า

- ใครจะบอกว่ากูกระแดะ กูบอกเลยว่านี่คือสกิล
76 reviews1 follower
November 16, 2024
เป็นหนังสือภาคต่อเเฮะ เเต่เอาจริงอ่านเเยกก็สนุกดีถึงเเม้ว่าเขาจะreferถึงตอนที่อยู่อเมริกาบ่อย สื่อถึงปัญหาชีวิตของเด็กวัยเรียนได้ดี ด้วยความที่เราเรียนอยู่เลยเข้าใจถึงสถานการณ์ของการศึกษาไทย มันไม่สมเหตุสมผล มันไม่มีประโยชน์ เเละไม่มีใครรอยากเรียน ในมุมมองของเจมที่กลับมาจากต่างประเทศมันก็เลยมีคำถามมากมาย ซึ่งตัวคนอ่านก็คงจะมีเหมือนกันว่าเราเรียนไปทำไมวะถ้าไม่ได้ใช้ ชอบเรื่องนี้มากๆจะไปตามเก็บภาคต่อเเละก็เล่มก่อนหน้านี้ คงมันส์น่าดู💪🏻 (ติเรื่องนึงคือเจมบางทีอะนะ มันอวดดีเกิน เเต่ก็เข้าใจว่าพอไปเรียนเมกามา+กับอยากเปลี่ยนเเปลงตัวเองเเละก็พูดเรื่องร่างไซย่าบ่อยเกิน มันดูเบียว)เเต่นอกนั้นก็คือดีเลย
Profile Image for Ek Guevara.
271 reviews32 followers
November 23, 2023
เป็นเล่มที่ดีมากของเจม เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าเขาปรับตัวกลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมได้หรือไม่/อย่างไรหลังกลับมาเมืองไทย รู้แต่เพียงว่าเขาเรียนต่อจนจบมหาลัยและเขียนหนังสือ เปิด สนพ. และผ่านช่วงชีวิตที่ (น่าจะ) ไม่สุขสบายนักมาได้

เห็นด้วยและชอบกับที่เขาเขียนในเล่มนี้ และชอบที่เขาปล่อยให้ผู้อ่านเป็นคนตัดสินว่าสิ่งที่เขาทำในระหว่างหนึ่งปีหลังกลับจากอเมริกามาเรียน ม.6 ก่อนเข้ามหาลัยนั้นเป็นอย่างไร - ถ้า ณ เวลานั้นเจมเป็นเพื่อนผมผมจะสนับสนุนสิ่งที่เขาทำด้วยความชื่นชม และรวมถึงตัวผมเแงในเวลานี้ด้วย
Profile Image for Narabordee Pomkaew.
41 reviews
June 21, 2024
เป็นหนังสือที่สะท้อนเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยได้ดี สนุกดีครับ
Displaying 1 - 5 of 5 reviews