loonchies242 reviews28 followersFollowFollowJuly 12, 2024หนังสือพูดถึงอิทธิพลของสถาปัตยกรรมกับสถานที่ที่อาจจะมีความตั้งใจและความหมายแฝงที่อาจจะเป็นสิ่งที่นึกไม่ถึงการออกแบบพื้นที่มันส่งผลกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมได้ สิ่งใหม่ที่นำเสนอมากับสิ่งเก่าที่หายไปแต่จริง ๆ การออกแบบพื้นที่มันมีแง่มุมอีกเยอะแยะเลย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเมืองและคุณภาพชีวิต หรือการแสดงอุดมการณ์และความเชื่อบางอย่างบางทีเราอาจจะโดยความหมายแฝงของสถานที่ต่าง ๆ ชักจูงความคิดและมีอิทธิพลต่อการกระทำของมนุษย์อย่างไม่รู้ตัวก็ได้ (ซึ่งตัวอย่างที่ยกมาหลาย ๆ จุด คิดตามแล้วก็ได้แต่อุทานในใจว่า “เออว่ะ”)“We shape our buildings; thereafter they shape us.” - Winston Churchill, 1935หนังสือแบ่งเป็นสามส่วนใหญ่ ๆ คือพื้นที่เมือง, พื้นที่ความเชื่อ และ พื้นที่อุดมการณ์อ่านละบลึ้งบลั้งมาก เข้าใจที่ผู้เขียนเขียนไว้ในคำนำเลยว่า อยากนำเสนอว่าสิ่งที่แสดงที่คิด บางทีมันมีสิ่งที่แฝงไว้อยู่ แล้วบางทีเราทองข้ามไปทุกบทพยายามเสนอให้ลองนึกถึงสิ่งที่มองข้ามไปนี่ละ ขอบมาก👍🏻ยกนิ้วให้เลยเป็นหนังสือที่กระตุกความคิดได้ดี ชี้ให้เห็นจุดที่เราไม่เคยมองมาก่อน—————-จุดที่เราตกผลึก/ชอบ อาจจะสปอลย์นิดหน่อยพื้นที่เมือง ~ ชี้ให้เห็นว่า Gentrification มันน่ากลัวยังไง มันทำให้เมืองเปลี่ยนไปเพื่อตอบสนองคนเพียงกลุ่มเดียว คือกลุ่มที่มีเงิน แล้วผลักคนอื่น ๆ ออกไป มันทำให้ความหลากหลายและความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมหายไป ยิ่งบางทีสิ่งนี้กลับเกิดขึ้นโดยรัฐเป็นคนทำหรือสนับสนุนโดยมาในรูปแบบของคำว่า ฟื้นฟูและอนุรักษ์ ซึ่งบางทีต้องตระหนักให้มากว่าพูดอย่างแต่ผลมันเป็นอีกอย่างในระยะยาว มุ่งรักษาเมืองเก่าแค่เพียงกายภาพแต่ทอดทิ้งจิตวิญญานไป พัฒนาแบบพิกลพิการ บนฐานของการเอาเปรียบขูดรีดและไร้หัวใจ ด้วยอิทธิพลของชนชั้นสร้างสรรค์ ที่เหมือนจะตั้งใจดีแต่ไม่ได้มองให้รอบและละเอียดพอ เป็นผักชีโรยหน้า สวยสดใสข้างในต้ะติ้งโหน่ง รสนิยมของคนกลุ่มที่เขาไปพัฒนาอาจจะเป็นคนละอย่างกับสิ่งที่คนในพื้นที่ต้องการและควรมีก็ได้ การตะบี้ตะบันสร้างสวนสาธารณะ ทางเดินริมแม่น้ำ/ทางจักรยาน อาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกพื้นที่ แล้วตัวอย่างที่ยกมาพูดถึงในหนังสือคือเป็นย่านที่เราเติบโตมาทั้งนั้นเลย เราสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวเองเลย ~ สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ที่ทำให้สิ่งชายขอบหลุดกระแส เข้ามาเป็นกระแสหลัก แต่ขณะเดียวกันก็เสียความท้าทายไป แล้วพื้นถิ่นนี่มันไม่ใช่เฉพาะชนบท/ชายแดน แต่มันรวมถึงสิ่งที่อยู่ในเมือง ในชุมชน การสร้างบางสิ่งเพื่อตอบสนองความต้องการบางอย่าง เรื่องที่ยกตัวอย่างน่าสนใจ คือเรื่อง ชีวิตของคนคุ้ยขยะ เป็นเรื่องที่น่าศึกษา ให้มันมีสิ่งที่ไม่ใช่ศึกษาเพื่อแค่หาแรงบันดาลใจ อาจจะไม่ได้นำไปสู่สิ่งใหม่หรือสร้างคุณค่า แต่อย่างน้อยก็เข้าใจวิถีชีวิตที่แตกต่างมากขึ้น ~ Neuroarchitecture เมื่อสถาปัตยกรรมส่งผลต่อสมอง เนี่ยเลยว่าอย่าเชื่อใจ perception ตัวเองมากนัก เพราะมันโดน manipulate ได้ ~ ความเจ็บป่วยทั้งกายและใจเป็นเพราะเราอาศัยอยู่ในที่ ไปเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างที่ทำร้ายสมองและจิตใจรึเปล่า? ~ แบบแผน คงามอยู่รอด ความรู้สึกพึงพอใจและความสุขจึงเป็นเรื่องเดียวกันพื้นที่อุดมการณ์ ~ การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่หลังการปฏิวัติ 2475 ความพยายามเปลี่ยนแปลงพื้นที่ให้เป็นของสาธารณะมากขึ้น นำมาสู่การพัฒนาในด้านต่าง ๆ ~ อนุสรณ์สถานความน่าละอายของชาติ ~ บางทีเราควรจะพัฒนาความรู้สึกละอายแทนต่อชาติ (เมื่อชาติทำผิด) จะได้ไม่ลืมหูลืมตารักชาติแบบเสียสติ หลงชาติ แล้วก็ไปดูถูกผู้อื่น จนละเลยความเป็นมนุษย์ไปได้ จะได้มีการตรวจสอบและตักเตือนไม่ให้ชาติหลงทาง ประวัติศาสตร์บาดแผลควรถูกเอามาพูดถึงให้คนตระหนักมากขึ้น เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิด บางทีการสร้างสิ่งที่ทำให้ระลึกถึงด้านลบก็ช่วยเตือนใจคนในชาติไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยได้ ~ การสร้างสรรค์วัฒนธรรม/นวัตกรรมใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นได้ในพื้นที่/เมืองที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพในมิติต่าง ๆ การพยายามจัดนิทรรศการ/เวทีเสวนาเหมือนเป๋นความพยายามจอมปลอม ตราบใดที่เสรีภาพที่แท้จริงยังถูกปิดกั้น การจัดแสดงงานยังคงตอจะบสนองต่แอุดมการณ์แบบใดแบบหนึ่งเพียงแบบเดียว การเซ็นเซอร์ที่ไร้มาตรฐาน ต่อให้ทุ่มงบประมาณไปเท่าไรก็คงเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ความหวาดกลัวจะทำให้เจริญงอกงามได้อย่างไร ~ สถาปัตยกรรมคณะราษฎร ที่มีลักษณะลูกผสมชชวนคิดถึงการพัฒนาและนโยบายการเมืองสมัยจอมพล ป. ที่ถูกตีความเปลี่ยนไปตาม space & time การกระทำบางอย่างทำตามหลักการประชาธิปไตยหรือเพราะเพื่อรักษาอำนาจทางการเมืองเท่านั้น “มนุษย์ทุกคน นักการเมืองทุกฝ่าย และชนชั้นนำทุกระดับก็เป็นเช่นนี้ เราไม่มีทางรู้ว่าเขาทำไปเพราะเชื่อในสิ่งที่ทำหรือเพราะผลประโยชน์ส่วนตัว” เราควรใช้กรอบวิธีมอง สงสัยแบบนี้กับทุก ๆ คน ไม่เพียงเฉพาะคนที่เราไม่ชอบ แต่รวมถึงคนที่เราสนับสนุนด้วย จะได้ไม่หน้ามืดตามัว ~~ หนังสือพูดต่อมาถึงความพยายามปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมสมัยคณะราษฎรตามสถานที่ต่าง ๆ แบบงง ๆ ~ อ่านแล้วก็อดนึกไม่ได้ว่า เอ้ะ นี่คือความพยายาม empire strikes back หรือเปล่า การรื้ออนุสาวรีย์ รื้อหมุดคณะราษฎร เปลี่ยนชื่อสถานที่ราชการที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฎร ดูเป็นความพยายามลบความทรงจำคณะราษฎรให้หายไปแบบเงียบ ๆ ~~ การทำลายมรดกทางวัฒนธรรมที่อยู่ตรงข้ามกับความคิดของเราที่ดำเนินอยู่โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและหลักการพื้นฐานใด ๆ มันคือสิ่งที่น่าเป็นห่วงนะพื้นที่ความเชื่อ ~ จิตรกรรมฝาผนังที่เพิ่งมาบูมช่วง 80 ปีสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา ที่ไว้ใช้แสดงสถานะทางสังคม รวมถึงช่วยกระตุ้นศีลธรรมของผู้คนในยามไร้ระเบียบ ~ ราโชมอนบนยอดเขาพระสุเมรุ ~ เรื่องเล่าการต่อสู่ระหว่างความดีและความชั่วผ่านตัวละครเทวดาและอสูร ที่ถูกส่งต่อมาใน media ชนิดต่าง ๆ บางทีมันมีอะไรลึกซึ้งกว่านั้น ความดีอาจไม่ได้ดีแท้ เหมือนจะรักษาศีลธรรม แต่จริง ๆ คืออ้างเพื่อรักษาผลประโยชน์ตัวเองต่างหาก กลับกันความหยาบช้าที่ถูกกล่าวหาอาจจะเป็นการเรียกร้องความยุติธรรมก็เป็นได้ วิจารณ์เรื่องการกวนเกษียรสมุทรได้ถูกใจมาก มันเป็นความอิหยังวะที่สร้างความชอบธรรมให้เหตุการณ์บางอย่างหรือเปล่า การแปะป้ายว่านี่คือกลุ่มคนดี ต้องกำจัดพวกคนชั่วไม่ว่าจะใช้วิธีการใดแม้จะต้องใช้วิธีการชั่ว ๆ ก็ไม่ถือว่าชั่วเพราะได้กำจัดสิ่งไม่ดีออกไป (ไม่ดี ชั่ว นี่คือแค่ไม่ถูกใจคุณ ไม่เป็นไปตามที่คุณต้องการรึเปล่า? แปะป้ายคนชั่วใส่เสียเลย) ปลูกฝังคุณธรรมความดีแบบกลับหัวกลับหาง มอง ตีความแบบตื้นเขิน ไม่มองถึงต้นตอปัญหาที่แท้จริง
Pawarut Jongsirirag716 reviews139 followersFollowFollowFebruary 16, 2024เม��่อพูดถึงสถาปัตยกรรม เรามักนึกถึงการออกแบบ พิมพ์เขียว รูปทรงลายเส้นต่างๆที่สุดท้ายกลายเป็นสิ่งก่อสร้างสวยงามให้เราได้ใช้กัน แต่จริงๆแล้ว สถาปัตยกรรมมันเป็นแค่เรื่องความสวยงาม จินตการของการออกแบบเท่านั้นหรือเปล่า อ.ชาตรีบอกว่าไม่ใช่ครับหนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมคัดสรรบทความของ อ.ชาตรีที่เขียนให้มติชนสุดสัปดาห์ในช่วงปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา โดยพูดถึงการเมือง มนุษยวิทยา หรือแม้กระทั่งจิตวิทยา เบื้องหลังการออกแบบสถาปัตยกรรมต่างๆที่ทำให้เราเห็นว่าสิ่งสำคัญของการออกแบบอาจไม่ใช่เพียงดูว่าเขาออกแบบอะไร แต่ต้องดูไปถึงว่า ทำไม เขาถึงออกแบบอย่างที่เราได้เห็นกันเล่มนี้เป็นการเขียนงานวิชาการแบบลำลอง เน้นให้นทั่วไปอ่านมากกว่าวิชาการเจาะลึกในเชิงสถาปัตยกรรม ไม่ำเป็นต้องมีคามรู้ด้านสถาปัตยกรรมใดๆเลยก็อ่านได้เข้าใจแน่นอนครับหากขมวดสาระสำคัญของเล่มนี้ออกมาเป็น 1 หัวข้อ ผมคิดว่ามันคือการชี้ให้เห็นว่า การที่นักออกแบบจะออกแบบอะไรซักอย่างหนึ่ง มันมีปัจจัยเบื้องหลังมากมายนอกไปจากเรื่องความสวยงามหรือความชื่นชอบด้านศิลปะเพราะหากเรามองสถาปัตยกรรมซักชิ้นหนึ่งให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ เราจะพบว่า อิฐหินดินปูนทุกชิ้นที่ก่อร้างสร้างขึ้น มันรับใช้ค่านิยมหรืออำนาจอะไรบางอย่างอยู่เสมอ ดังเช่น ศิลปะของคณะราษฎร ที่หากศึกษาอย่างลงลึกจะพบว่าถูกคิดขึ้นมาเพื่อตบอสนองต่อนโยบายสาธารณะเป็นหลัก หรือ การปรับเปลี่ยนทิวทัศน์ของเมือง ก็ไม่ใช่แค่เรื่องการสร้างความสวยงาม แต่มันยังมีวิถีชีวิต ชุมชน วัฒนธรรมที่แนบติดอยู่กับสถานที่ที่อาจจะถูกเลาะทิ้งไปด้วยหากมีการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์โดยไม่คิดคำนึงถึงเรื่องนี้มาก่อน และหากพูดไปให้ไกลกว่านั้น ยังพบอีกว่าสถาปัตยกรรมยังผูกโยงถึงความเชื่อ ความศักดิ์สิทธิ์ อำนาจเหนือธรรมชาติได้อีกด้วย โดย อ.ชาตรีได้ยกตัวอย่างให้เห็นในบทความเรื่องจิตรกรรมฝาผนังลุ่มแม่น้ำเจ้่าพระยา (ซึ่งเป็นบทที่ผมชอบที่สุดในเล่ม) ที่เราอาจนึกว่าถูกวาดไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่จริงๆแล้วภาพจิตรกรรมนี้ คือ หลวิธีหนึ่งในการเป็นเครื่องมือสอนสั่งผู้คนในช่วงปลายอยุธยาตอนปลาย ที่สังคมเริ่มเหลวแหลก เป็นดังกับกุศโลบายของวัดที่ใช้สอนศีลธรรมให้กับญาติโยมที่เข้ามาไหว้พระขอพรให้รำลึกถึงบาปบุญคุณโทษ จนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองให้ดียิ่งขึ้นสถาปัตยกรรมอันโด่งดังกลายชิ้นในประเทศไทย อ.ชาตรีทำให้เห็นว่ามีเรื่องราวเบื้องหลังอีกมากที่เราควรศึกษาว่า เพราะอะไร ทำไมถึงสร้างและออกแบบมาดังเช่นที่เราเห็นทุกวันนี้ สถานที่สร้าง วัตถุดิบที่ใช้ ช่วงเวลาที่ถูกผลิตขึ้นมีแง่มุมให้เราคิดพิจารณาได้ทั้งหมดเลย อยู่เราอยากจะมองเรื่องเหล่านี้หรือไม่ เรื่องราวข้างหลังพิมพ์เขียว และอิฐหินดินทราย มีความนัยซ่อนเร้นอยู่เสมอครับ non-fiction