ดีงามจริงๆ
ในการทำความเข้าใจอะไรบางอย่างเรามักจะมีเส้นทางเพื่อนำเราไปสู่ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ เหล่านั้น เช่น หากเราอยากจำแนกเพศของมนุษย์ สิ่งที่เราจะต้องทำอันดับแรกคือสร้างทฤษฎีชุดหนึ่งขึ้นมา ทฤษฎีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเราจะยอมรับมันในนามของ “ความจริง” ทฤษฎีที่ว่าเพศชายจะมีโครโมโซม XY และเพศหญิงจะมีโครโมโซม XX โดยโครโมโซมจะเป็นตัวกำหนดลักษณะของเพศในทางกายภาพ หากเรายึดถือทฤษฎีนี้เป็นสรณะ โลกนี้จะมีแค่เพศชายและหญิงเท่านั้น และด้วยเหตุนี้การมีอยู่ของ LGBT จึงอยู่นอกสมการในการทำความเข้าใจเรื่องเพศ ดังนั้นหากเราอยากทำความเข้าใจ LGBT เราจะต้องสร้างทฤษฎีใหม่ขึ้นมาเพราะทฤษฎีเดิมไม่ตอบโจทย์ใหม่อีกต่อไปแล้ว
ปัญหาอย่างหนึ่งของการวิจัยทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีมานานคือตัวทฤษฎีและเครื่องมือการวิจัยเอง ทฤษฎีไม่ว่าจะดีแค่ไหนหากมันเป็นทฤษฎีที่ตายตัว ก็คงตามไม่ทันความซับซ้อนของสังคมที่พลวัตอยู่ตลอดเวลา และการมุ่งแสวงหาหาคำตอบของเหล่านักวิจัยจึงกลับกลายเป็นกับดักที่ฝังกลบความรู้เสียเอง คำตอบที่ตายตัวหรือความจริงเพียงหนึ่งเดียว คือสิ่งที่กักขังความรู้ใหม่ๆ ไม่ให้เจริญก้าวหน้านั่นเอง
บทที่ชอบมากๆ คือบทที่ 6 ที่พูดถึงการสร้างความคิดนามธรรมในวัฒนธรรมไทย “ความคิดนามธรรม” คือการเปลี่ยนระดับของการมองปรากฏการณ์รูปธรรมให้กลายเป็นหลักการที่มนุษย์เข้าใจและสื่อสารกันได้ เช่น ช้างก็คือช้าง ม้าก็คือม้า แต่ทั้งช้างและม้าต่างก็คือ “สัตว์” ช้างคือรูปธรรม สัตว์คือนามธรรม หรืออีกตัวอย่าง น้ำก็คือน้ำ แต่น้ำที่ร่วงลงมาจากฟ้าคือ “ฝน” ความผูกพันระหว่างนาย A กับนาง B, นาย C กับนาง D อาจเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่มันมีสภาวะบางอย่างที่เราเห็นพ้องต้องกันและรวมเรียกปรากฏการณ์รูปธรรมเช่นนี้ว่า “ความรัก”
ขอยกตัวอย่างความแตกต่างระหว่างความคิดนามธรรมแบบตะวันตก กับความคิดนามธรรมแบบไทยๆ ดังนี้
1. ความคิดนามธรรมแบบตะวันตกเป็นผลผลิตของการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ที่ทุกอย่างต้องศึกษาได้ด้วยประสาทสัมผัสเพื่อที่จะค้นหากฎเกณฑ์หรือความคิดนามธรรมที่สามารถอธิบายได้โดยการชั่ง ตวง วัด และตัดเอาปรากฏการณ์รูปธรรมที่ไม่สามารถใช้ประสาทสัมผัสศึกษาได้ออกไป แม้ว่าวิธีคิดเช่นนี้จะมอบพลังอำนาจในการอธิบายได้สูง แต่ก็มีข้อบกพร่องที่มันจำเป็นต้องแบ่งปรากฏการณ์รูปธรรมออกเป็นส่วนๆ โดยไม่สัมพันธ์กันและกันทำให้มันละเลยปรากฏการณ์รูปธรรมอีกมากมายที่ไม่สามารถศึกษาได้ด้วยวิธีการชั่ง ตวง วัด หรือใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า อิทธิพลของวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่งที่มีต่อการสร้างความคิดนามธรรมของตะวันตกก็คือ มันจำกัดปรากฏการณ์รูปธรรมให้แคบลงเหลือเพียงสิ่งที่สามารถใช้ประสาทสัมผัสศึกษาเรียนรู้ได้และตัดขาดส่วนอื่นๆ มิติอื่นๆ ออกไปจนหมดสิ้น ตรงกันข้ามกับความคิดนามธรรมของคนไทยที่ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นอำนาจลี้ลับ ฤดูกาล เวลา ผี ธาตุทั้งสี่ ล้วนเกี่ยวข้องในความเป็นไปของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
2. ความคิดนามธรรมเกี่ยวกับ “เวลา” ความคิดแบบตะวันตกมองเวลาเป็นเส้นตรงที่มีจุดเริ่มต้นแล้วดำเนินไปเรื่อยๆ จนถึงจุดจบ ในสังคมอุตสาหกรรม เวลา มีผลต่อตัวเลขทางเศรษฐกิจ ทุกนาทีที่ผ่านไปย่อมหมายถึงผลผลิตที่จะเกิดขึ้น ตารางชีวิตของมนุษย์สมัยใหม่จึงถูกกำหนดด้วยค่าประสิทธิผลที่ต้องคุ้มค่ามากที่สุดของนายจ่างโดยอาศัยเข็มนาฬิกาเป็นเกณฑ์ที่เข้มงวด ในขณะที่สังคมเกษตรดั้งเดิมมีเวลาของชีวิตที่ยืดหยุ่นกว่า จากค่าวัดประสิทธิผลที่มีหน่วยละเอียดเป็น “นาที” ของสังคมสมัยใหม่แบบตะวันตก ในสังคมดังเดิมอาจถูกกำหนดด้วยเวลาอย่างหยาบๆ ในหน่วย “ฤดูกาล” เท่านั้น
3. ความคิดนามธรรมเกี่ยวกับ “พื้นที่” ในโลกตะวันตกมองพื้นที่เป็นลักษณะของความว่างเปล่า ทุกตารางนิ้วมีศักดิ์เท่ากันในนามของพื้นที่พื้นที่หนึ่ง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็เหมือนกัน ต่างกันแค่สิ่งที่บรรจุอยู่ในพื้นที่นั้นเท่านั้น ตรงกันข้ามกับคนไทย ที่ไม่ได้มองพื้นที่เป็นความว่างเปล่า ทุกตารางนิ้วมีความสัมพันธ์บางอย่างที่เชื่อมโยง ในป่ามีเจ้าป่าเจ้าเขาคุ้มครอง ในแม่น้ำมีพระแม่คงคา ในบ้านมีผีบ้านผีเรือนคุ้มครอง อีกตัวอย่างคือการตั่งชื่อถนนเช่น ถนนในสหรัฐจะกำหนดจากทิศเป็นเกณฑ์ ถนนสายหลักจะมีอยู่ 2 สายจากเหนือลงใต้จะเรียกว่า Main Street ถนนสายนี้จะตัดกับถนนอีกสายหนึ่งจากตะวันออกไปตะวันตกชื่อ State street ถนน 2 สายจะตัดกันเป็นกากบาท โดยถนนที่ตัดขึ้นเหล่านี้มีชื่อที่ลงท้ายบอกว่าอยู่ทางเหนือหรือใต้ของ State street หรืออยู่ทางตะวันออกหรือตะวันตกของ Main Street ดังนั้นเมื่อใครบอกชื่อถนนก็ทำให้สามารถเดาได้คร่าวๆ ว่าอยู่ส่วนไหนของเมือง แต่ขอให้สังเกตด้วยว่าแม้จะรู้คร่าวๆ ว่าอยู่ส่วนไหนของเมืองแต่จะเดาไม่ออกเลยว่ามนุษย์มีกิจกรรมอะไรที่นั่น ตรงข้ามกับคนไทย ถนนในประเทศนี้ไม่วางตามทิศ เรามี ถนนหน้าพระลาน ถนนท้ายตลาด ถนนข้างโรงพัก ตรอกโรงสี สี่แยกโรงต้ม คนไทยเคยชินกับการใช้สถานที่เด่นในแถบนั้นเป็นหลักมากกว่าบอกชื่อถนนหรือทิศ เช่น ข้าวมันไก่หน้ามอ วัดพระธาตุเชิงดอย ก๋วยเตี๋ยวเลียบด่วน
ในแต่ละวัฒนธรรมความคิดนามธรรมอาจเหมือนหรือแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงก็ได้ สิ่งที่ผิดมหันต์คือเราต่างคิดว่าความคิดนามธรรมเป็นสิ่งสากล และคำถามที่ว่า “ความคิดแบบไหนถูกต้องกว่ากัน” มักจะทำให้เกิดปัญหาอยู่เนืองๆ