Jump to ratings and reviews
Rate this book

ชีวิต 70 คะแนนก็โอเคแล้ว

Rate this book
หนังสือผ่อนคลายตัวเองและจิตใจด้วย 35 หลักคิดที่จะเปลี่ยน “ตัวเอง” ให้เป็น “สมกับที่เป็นตัวเอง”
รวมคำแนะนำง่าย ๆ และใช้ได้จริง จากนักจิตวิทยาที่ปรึกษาชื่อดังทางโซเชียลของญี่ปุ่น

หนังสือเล่มนี้พูดคุยกับคุณด้วยวิธีต่างๆ อย่างเป็นมิตรและใจเย็น หากคุณอ่านถึงตรงนี้แล้วยังไม่พร้อมรับมือกับเรื่องราวต่อไปก็ขอให้วางลงก่อน

เราอยากให้คุณอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยความรู้สึกที่ไม่กดดันและฝืนตัวเองจนเกินไป
แต่วิธีบรรเทาใจอันเหนื่อยล้าที่อ่านสบายเข้าใจง่ายจะช่วยให้คุณใช้ชีวิตต่อไปด้วยใจที่กว้างขวางมากขึ้น กว้างจนเพียงพอจะใส่ความสุขมากมายที่เคยทำตกหล่นตลอดการใช้ชีวิตให้เต็มเปี่ยมสี่ห้องหัวใจเลย

200 pages, Paperback

Published May 3, 2024

6 people are currently reading
9 people want to read

About the author

Poche

31 books

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
6 (31%)
4 stars
10 (52%)
3 stars
1 (5%)
2 stars
1 (5%)
1 star
1 (5%)
Displaying 1 - 3 of 3 reviews
Profile Image for Kamonporn Chongpiyachot.
15 reviews3 followers
October 27, 2025
เฉยๆแต่ชอบ2บทเรื่อง
ชีวิต70คะแนนก็พอแล้ว
ใช้ชีวิตแบบเพิ่มคะแนน ไม่ใช่ลด
Profile Image for YuzuChu.
296 reviews19 followers
January 1, 2025
ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องชอบ ขอแค่ไม่จงใจกลั่นแกล้งเขา ก็ถือว่าใจดีมากพอแล้วค่ะ แต่บนโลกนี้มีผู้คนหลากหลาย ไม่ว่าคุณจะพยายามเรื่องอะไรมากขนาดไหนก็ตาม จะต้องมีคน ‘ตำหนิ’ แน่นอนค่ะ!



สำหรับคนที่เป็นสายอ่านหนังสือ How To เป็นนิจอยู่แล้ว เล่มนี้อาจมาเวย์ดาษดื่นไปบ้างแหละเนอะ ก็มีแต่ข้อคิดและคำปลอบใจแบบที่เห็นได้ทั่ว ๆ ไปในแอคคำคมดอกไม้ ท้องฟ้า สายรุ้ง แต่สำหรับใครบางคนที่เพิ่งลองกระโดดเข้ามาหาหนังสือแนวนี้ เราว่าเล่มนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่อ่อนโยนเอามาก ๆ เลยค่ะ 😊

เหมาะสำหรับคนสาย people pleaser เหล่าคนคิดมาก คนที่ใจดีกับคนอื่นแต่ดันใจร้ายกับตัวเอง คนที่ใส่ใจคนอื่นมากกว่าตัวเองอย่างเหลือแสน และคนที่ยังไม่กล้าจะพูดคำว่าช่างแม่งออกมาเพื่อปกป้องตัวเอง

รู้สึกว่าเล่มนี้ใจดีกับคนคิดมากพอสมควรเลย มีการสอนให้ยอมรับตัวเองในเวอร์ชันที่อาจจะขี้เกียจนิด ๆ หมดไฟหน่อย ๆ กลุ้มใจอยู่บ้างว่าไม่เป็นไรนะแก โอ๋ ๆ บูสต์ ๆ เติมพลังกินอิ่มนอนอุ่นให้เต็มที่ ด้วยคำพูดในเล่มที่มีความคะขาแสนน่ารัก นุ่มฟูว ภาพประกอบอบอุ่นหัวใจ อ่านแล้วได้ฟีลเหมือนมีคนมาห่มผ้าให้ ลูบหัวปุ ๆ อ่านนิทานให้ฟังแล้วบอกใจดีกับตัวเองเยอะ ๆ น้า พอไฟมา แรงมี ก็ค่อยลองทำสิ่งที่อยากทำดี มันก็แค่นั้นเอง

และสุดท้ายทุกอย่างจะถูกเชื่อมโยงไปยังจุดเริ่มต้นในการพัฒนาตัวเอง หรือปลอบโยนตัวเองได้ดีที่สุด นั่นก็คือการเลือกที่จะยอมรับตัวเองและรักตัวเองให้ได้นั่นเองค่ะ

ด้วยความที่เป็นนิยายแปลจากฝั่งญี่ปุ่น แน่นอนว่าความกังวลใจบางอย่างในเรื่องก็ชวนขมวดคิ้วเหมือนกัน ได้ฟีลแบบ มันมีคนกังวลใจขนาดนั้นด้วยเหรอวะ กะอีแค่เรื่องขี้ปะติ๋วนิดเดียวเนี่ยนะ? แต่พอเห็นว่าแปลจากญป.ก็คืออ๋าาา เก็ตละ ไม่แปลกใจเท่าไหร่ สมเหตุสมผลขึ้นมากพอได้เห็นชื่อประเทศ 🤣

ขอ HNY 2025 จ้า เล่มแรกในปีนี้ของฉันเอง 🎉 รีวิวยาวเฟื้อยมาก แต่ความจริงเล่มนี้เป็นเล่มบาง ๆ เบา ๆ ตามประสาหนังสือ How to มีอยู่ 200 หน้า ชนิดที่ว่า 3-4 หน้าสุดท้ายเป็นโน้ตไว้จดข้อคิด เห้ย ลักไก่เพิ่มจำนวนหน้าป้ะเนี่ย ของซื้อของขายนะ ร้ายว่ะ555

เล่มนี้จะอธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมเราถึงรู้สึกหงุดหงิด ไม่พอใจ ไม่ดีพอ เกลียดชาวบ้านแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย พอรู้เหตุผล รู้ว่าทำไปเพราะอะไร เล่มนี้จะช่วยคัด ๆ ความคิดเห็นมาให้ และแนะนำให้ลองเปลี่ยนมุมมองอย่างค่อยเป็นค่อยไปค่ะ แถมภาพประกอบยังน่ารักมุ้งมิ้ง อ่านแล้วนุ่มฟูหัวใจดี ได้ลองอ่านก็ไม่เลวเลย อย่างน้อยถึงจะมีวันที่ไม่ได้เป็นคนดีมาก แต่การได้อ่านเล่มนี้ก็ช่วยปลอบโยนหัวใจที่เอาแต่คิดกังวลของตัวเองได้ดีเหลือเกิน

ส่วนข้างล่างที่เหลือคือรีวิวแบบเป็นกันเองมาก ๆ เกริ่นก่อนว่าตัวเราที่เพิ่งเคยจับหนังสือแนวนี้นั้น เป็นคนขวางโลกและนิสัยเสียพอสมควร555 รีวิวนี้ออกแนวอ่านบันทึกของคนขวางโลกที่เพิ่งลองแตะหนังสือฮาวทูน่ารัก ๆ ปลอบโยนหัวใจเป็นครั้งแรก เราเองก็มีด้านที่แพ้อะไรน่ารัก ๆ หวาน ๆ นุ่มฟูเยียวยาหัวใจ เวลาเจอคนแบบนี้หรือหนังสือแบบนี้ก็มักจะใจร้ายกับเขาไม่ลง และหนังสือเล่มนี้คือจุดอ่อนของฉันแหละ

เขาใช้ภาษาน่ารักถึงขั้นที่ว่า ภาษาปากเวลาเห็นคนประสบความสำเร็จตามเน็ตก็จะบอกมีแต่คนมีเงินไปเที่ยว มีแต่คนสวย ๆ มีแต่คนถูกหวย มีแต่คนเป็นนายตัวเอง แต่เล่มนี้เลือกจะใช้คำว่า ‘เห็นผู้คนที่ดูเปล่งประกายเยอะเป็นพิเศษจนเผลอตำหนิตัวเอง’ โฮ่ ๆ น่ารักซะไม่มี

เหมือนกับว่าการเรียนรู้ที่จะ ‘ช่างแม่ง’ อาจเป็นการกระทำที่สุดโต่งเกินไปหน่อยสำหรับคนบางคน ดังนั้นกว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ การได้ค่อย ๆ อ่านเหตุผลว่าทำไมถึงคิดมากล่ะ ทำไมถึงได้กังวลใจกับความสัมพันธ์ขนาดนั้นนะ อ๋อ เพราะมันไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเหมือนข้อสอบไงล่ะ ก็ทำให้ตกผลึกและได้คิดอะไรกับตัวเองมากขึ้นค่ะ

ในเรื่องจึงจะมีคำพูดน่ารัก ๆ เอาไว้ใช้ปลอบประโลมจิตใจของตัวเอง เช่น เธอคิดมากเพราะอดีตอาจเคยทำให้ใครเสียใจหรือเสียความรู้สึกไง พอเป็นแบบนั้นก็เลยพยายามคิดเยอะๆ เพื่อเซฟใจคนอื่น, การทบทวนข้อผิดพลาดวน ๆ ซ้ำ ๆ นั่นคือหลักฐานว่าเรากำลังพยายามไงล่ะ!

เหลือจะเชื่อว่ามีเหตุผลน่ารักนุ่มฟูมากมายมาซัพพอร์ตความคิด และความในใจที่เข้าขั้นประสาทกินของคนบางคนได้อย่างมีเหตุผล อย่างน้อยก็ให้คำตอบกับใจฉันได้ละหนึ่งคน น่าชื่นชมชะมัด555

มีตอนนึงที่เขาบอกว่า ‘แค่คุณกลุ้มใจก็ถือว่าคุณพยายามแล้วนะคะ’ ในโลกที่ติ๊กต่อกต่างพร่ำบอกฉันว่าถ้าไม่ทำตอนนี้มันก็ไม่สำเร็จนะ! ลุกขึ้นมาทำเดี๋ยวนี้เลย! เอาแต่ดูอะไรไร้สาระ ในขณะที่คุณนอน คนอื่นเขาอ่านหนังสือไปถึงไหนแล้ว เรื่องนี้กล้าที่จะสอนฉันว่าแค่กลุ้มใจก็พอแล้วงั้นเหรอ! เป็นวิธีคิดที่เราไม่เคยคิดมาก่อนเลย น่าสนใจมาก

นั่นแหละ หนังสือเล่มนี้ทำมาเพื่อคนชอบคิดมากและห่วงความคิดเห็นของคนอื่นที่มีต่อตัวเองมากเป็นพิเศษ ซึ่งเขาก็ได้อธิบายการคิดมาก คิดซ้ำ มองย้อนไปแล้วก็โทษตัวเองว่าทำไมถึงพูดแบบนั้นออกไปนะว่า

‘ถ้าเป็นเรื่องที่มีคำตอบอย่างชัดเจนโจทย์วิชาคณิตศาสตร์หรือภาษาก็ยังดี แต่หากเป็นเรื่องที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง อย่างเช่นเรื่องความสัมพันธ์กับผู้อื่นก็จะวุ่นวายกว่าค่ะ เพราะถึงแม้จะไม่มีคำตอบ แต่ก็ยังคิดต่อไปไม่หยุดเพื่อหาทางขจัดความกังวลใจ’

เป็นเล่มที่ดูปลอบใจคนสาย people pleaser ได้ดีเลยนะ ช่วงนึงจะมีการยกสถานการณ์เวลาป่วยและอยากลางานขึ้นมาว่า คนอื่นเขาพยายามขนาดนั้น เราป่วยนิดป่วยหน่อยก็พักแล้วรู้สึกแย่จัง ซึ่งเขาก็ปลอบว่าไม่เลย มันคือความฉลาดที่รู้จักขีดจำกัดของตัวเองนะ ถึงขั้นที่ว่าจะลางานก็กลัวคนอื่นเดือดร้อนจัง ก็ลองปรับความคิดดูว่ารีบลาแต่เนิ่น ๆ ดีกว่า ถ้าฝืนละก็ในวันที่ป่วยหนักกว่านี้ขึ้นมาบรรลัยกว่านี้แน่นอน (ซึ่งในเล่มไม่ได้พูดคำว่าบรรลัยหรอก ฉันพูดเอง555)

คนที่รู้ตัวว่าไม่ไหวดีที่สุดก็คือตัวเรา ถ้าต้องมารอคนสังเกต มาคอยถามว่าเหนื่อยมั้ย พักบ้างป่าว ก็ตายโหงกันพอดี เราที่รู้ตัวเองดีที่สุดก็พักก่อนใครได้เลย ไม่มีใครมีสิทธิ์มาโมโหทั้งนั้นแหละ เออ เริ่ด เวลาเจอคนประสาทแดกเยอะ ๆ ก็ไม่ต้องไปฝืนมาทำให้เขาชอบเราหรอก ยิ่งเขามาชอบยิ่งลำบากกว่าถูกเกลียดอีก การเลือกทางหนีอย่างชาญฉลาดเพื่อปกป้องตัวเองก็เป็นหนทางที่ไม่เลว

มีการพูดถึงเรื่องเซนส์ด้วย ในบทที่ว่าวิธีคบหากับผู้อื่นโดยให้ความสำคัญกับตัวเอง ก็ไอ้ความรู้สึกแรกพบที่ว่าอยู่/คุยกับคนนี้แล้วอึดอัดจัง ไม่น่าซี้กันได้ ไม่ได้เกลียดแต่ก็ไม่ได้ชอบ ซึ่งเขายืนยันว่าถูก ให้เชื่อความรู้สึกนี้ไว้ เพราะมันจะเริ่มจากความเอ๊ะน้อย ๆ เป็นความเอ๊ะที่ใหญ่ขึ้นจนระเบิดออกมาแล้วทนไม่ไหว

ในเล่มไม่ได้พูดอย่างชัดเจนว่าเซนส์ แต่เราก็เชื่อในใจสัญชาตญาณนี้ของตัวเองมาตลอดเหมือนกัน เพราะมันถูกต้องแบบแทบจะ 99% เลยอะ ถ้าเผลอเอ๊ะเผลอไม่ชอบใคร หลังจากนั้นไม่นานต้องมีข่าวตลอดว่าคนนี้ไปทำเรื่องไม่ดี มันรวมไปถึงการพบเจอเน็ตไอดอลกับดาราด้วยนะ หลังจากนั้นคือทุกคนที่เราเอ๊ะ ๆ มีข่าวฉาวหมด ทั้งโกงเงิน เล่นแชร์ หนีคดี555 กับนักเขียนดังบางคนที่อ่านผลงานแล้วไม่ชอบ แต่ก็แค่เลิกตาม หลายปีผ่านมาได้เห็นว่าเขาแอบด่านักอ่านลับหลัง หรือก่อดราม่าใหญ่โตอันนี้ก็มีเหมือนกัน เราเลยเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจกับเซนส์นี้สุด ๆ

แต่เล่มนี้อธิบายดีนะ เขาเลือกที่จะบอกว่ามันอาจเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวเราเองนี่แหละ แค่พบเจอคนที่ไม่ชอบก็เท่านั้นเอง และการหลีกเลี่ยงความอึดอัดนี้ด้วยตัวเองจะเป็นการดีกว่า เพราะคนมันเปลี่ยนไม่ได้อะ คนที่เราอึดอัดใจด้วยเขาจะยิ่งทำตัวน่าอึดอัดให้เรารู้สึกแย่ขึ้นเรื่อย ๆ นั่นแหละ ดังนั้นไปฝืนทำตัวให้เขาชอบเรา เราชอบเขาก็ไม่ช่วยอะไร ทำเพื่อ แค่มีมารยาทต่อกันก็พอละ ไม่ชอบก็ถอยออกมา ไม่ต้องไปสนิทไปฝืนคิดว่าเขาคนดี แค่นั้นแหละ

โดยเขาให้คำนิยามว่า ‘ความรู้สึกแปลกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่รู้สึกต่อใครบางคน หมายถึงสิ่งที่จะปกป้องจิตใจของคุณค่ะ ขอให้เชื่อสัญชาตญาณตัวเองให้มากกว่าเดิมเยอะ ๆ เลยนะคะ’

มีจุดหนึ่งที่เราชอบคือการพูดถึงเรื่องความกลุ้มใจในอดีต บอกตามตรงว่าลุ้นมากตอนเห็นหัวข้อนี้ เพราะอยากรู้ว่าเขาจะบอกวิธีแก้ปัญหายังไง และก็น่าประทับใจพอสมควร เพราะแทนที่จะบอกให้อย่ามองไปข้างหน้า อดีตมันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ในเล่มนี้กลับเลือกที่จะยอมรับจากใจจริงว่าการกลุ้มใจกับอดีตเป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะแก้ไม่ได้ถึงยิ่งเสียดายกว่าเดิมไง แม่งเอ๊ย! ปล่อยตัวเองให้กลุ้มเถอะ เคยเจอเรื่องที่เจ็บปวดขนาดถึงวันนี้ยังเก็บมานึกถึงสินะ เพิ่งให้เวลาตัวเองได้โมโหและเสียดายล่ะสิ เก่งมาก อย่าฝืนใจให้อภัยเพื่อให้มีความสุขเลยนะ

และสุดท้ายเล่มนี้ก็สอนให้รักตัวเองแหละ เขาบอกอย่าคิดว่า ‘เรื่องแค่นี้ทำได้ก็ไม่เห็นแปลก’ ขอให้เพิ่มคะแนนทุกครั้งที่ทำอะไรได้เรื่องหนึ่นะคะ แล้วคุณจะเลิกตำหนิตัวเองเวลาทำอะไรไม่ได้ และจะเริ่มมองเห็นว่า ‘ความจริงแล้ว’ ทำอะไรได้ค่ะ เวลาทำอะไรไม่ได้อย่าหักคะแนนตัวเอง และเวลาทำอะไรสำเร็จ ขอให้เพิ่มคะแนนตัวเองนะคะ’ ซึ่งตรงกับชื่อของหนังสือเล่มนี้ ชีวิต 70 คะแนนก็โอเคแล้ว

แต่สำหรับฉันมันก็ยากอยู่ดีนั่นแหละนะ 70 คะแนนมันมากไป ฉันขอแค่ตื่นมาแล้วใช้ชีวิตได้สัก 30 คะแนนหน่อย ๆ ก็พอใจแล้วล่ะ555

ส่งท้าย ที่จริงเราไม่ใช่คนคิดมากหรือเป็นคนประเภทใส่ใจคนอื่นมากกว่าตัวเองสักเท่าไหร่ เพราะฉันรักตัวเองที่สุด! และไม่เคยปล่อยให้รักคนอื่นมากกว่าตัวเองเลยสักคน แต่คนรอบตัวเรานี่แหละที่คิดมาก เป็นคนประเภทใส่ใจคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ ชอบเก็บเรื่องนั้นเรื่องนี้มาคิด เป็นคนน่ารักที่ไม่รู้จักวิธีใจดีกับตัวเอง แต่ดันใจดีกับคนอื่นได้สุด ๆ ทั้งที่โดนทำตัวใจร้ายใส่แบบไม่น่าให้อภัย แล้วก็ชอบมานั่งกลุ้มใจ นั่งหงอย นั่งซึมขอคำปรึกษาจากเราเสมอ ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงได้สร้างประโยชน์ให้เรามากมายมหาศาล ในแง่ที่ว่าทำให้เราได้คำพูดดี ๆ มากมายไปปลอบใจคนรอบตัวได้ค่ะ ขอบคุณนะ :)
Displaying 1 - 3 of 3 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.