Pawarut Jongsirirag705 reviews140 followersFollowFollowApril 11, 2025ผมจำได้ว่าเมื่อไม่นานเคยถกกันแบบขำๆกับมิตรสหายว่า คนเราจะเป็นซ้ายหรือขวาได้ยังไงและเราจะเปลี่ยนไปอีกฝั่งได้จากปัจจัยอะไร ซึ่งคำตอบแบบทีเล่มทีจริงตอนนั้น คือ คำถามต่อมาว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นจากการรับรู้ข้อมูลที่ไม่ตรงกันหรือเปล่า ฉะนั้นหากได้รับข้อมูลที่ถูกต้องไป การเปลี่ยนขั้วก็น่าจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งตอนนั้นก็ดูเป็นคำตอบที่เป็นเรื่องเป็นราวอยู่ แม้จะมีข้อโต้งแย้งว่า มันไม่น่าจะง่าบแบบนั้นเลยก็ตามที ต่อมาไม่นาน ได้เห็นทฤษฎีการเมืองแนวจิตวิเคราะห์ของ Lacan ที่อธิบายได้ประเด็นนี้พอดี ว่าแท้ที่จริงแล้ว มันเกิดขึ้นจากสิ่งที่เรียกว่าเอนจอยเมนท์ที่แตกต่างกัน ไม่ใช่เรื่องของข้อมูลอะไรเลยหนังสือเล่มนี้ของ อ.สรวิศ เป็นการอธิบายในลักษณะของการนำเสนอทฤษฎีที่ว่านั้นเองของ Lacan โดยเป็นการอธิบายตัวทฤษฎีแบบคร่าวๆ และในตอนท้ายจะนำไปวิเคราะห์กับการเมืองไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ว่าความขัดแย้งของสองขั้วมันรุนแรงขึ้นด้วยเหตุอะไรอ.สรวิศ ชี้ให้เห็นว่า (ต่อจากนี้ไปคือการสรุปคร่าวๆจากความเข้าใจผมเองนะ เพราะตัวทฤษฎีอ่านให้เข้าใจจริงๆยากแท้) เอนจอยเมนท์ คือ ความฟิน แต่เป็นความฟินที่ยังไม่ได้ครอบครองหรือบรรลุวัตถุที่ทำให้เราได้ฟินนั้น ประมาณว่ายื้อๆไว้ให้เกือบถึง เพื่อเสพอารมณ์ของการ เกือบจะได้นั้นเอาไว้ หรือกล่าวด้วยศัพท์ในหนังสือก็จะเรียกว่า เป็นเอนจอยเมนท์ของความขาดพร่อง ซึ่งความฟินนี้เอง ก็ถูกแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ เอนจอยเมนท์แบบขวา (หรือแบบความเป็นชาย) และ เอนจอยเมนท์แบบซ้าย (หรือแบบความเป็นหญิง) ความแตกต่างของทั้งสองแบบ คือ เอนจอยเมนท์แบบฝ่ายขวา จำเป็นต้องสร้างศัตรูขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้บรรลุถึงเป้าหมายได้ มิเช่นนั้นความฟินจะไม่เกิดขึ้น เช่น เราสร้างพลังว่าเรารวมเป็นหนึ่งได้ ทุกอย่างสามารถควบคุมได้ แต่ที่มันทำไม่ได้ในตอนนี้เพราะพวกคนแบบนั้นแบบนี้ที่เป็นศัตรูขัดขวางเราไว้ ส่งผลให้ความฟินแบบนี้เป็นการกัดกันศัตรูหรือคนที่ไม่ใช่พวกของเราออกไปจากวงกลมของกลุ่ม ส่วนเอนจอยเมนท์แบบฝ่ายซ้ายนั้น ยอมรับว่าเราต่างเกิดมาโดยไม่สมบูรณ์ ขาดพร่องเป็นจุดตั้งต้น และเราไม่สามารถเติมเต็มความฟินนี้ได้ แต่ด้วยความขาดพร่องนี้เองจึงทำให้เราเห็นช่องของการเปลี่ยนแปลงและการเติมเต็มว่ายังมีพื้นที่อีกมากมายให้สร้างสรรค์และต่อเติมได้ เพราะหากเราสมบูรณ์มาตั้งแต่ต้น เราคงมีชีวิตที่น่าเบื่อเพราะมันไม่มีพื้นที่อะไรให้เปลี่ยนแปลงได้อีกแล้ว ฉะนั้นเราเลยลุยได้เต็มที่ เพราะถึงยังไงเราก็ไม่ใช่สิ่งสมบูรณ์แบบที่ไม่อาจล้มเหลวได้อยู่แล้ว ซึ่งเอนจอยเมน์แบบนี้เองนำมาสู่การเมืองแห่งสากล ซึ่งสากลในที่นี้ไม่ใช่ความหมายถึงการยอมรับความแตกต่างหรือการมีคุณลักษณะบางอย่างร่วมกัน เพราะอาจนำไปสู่การกีดกันอะไรก็ตามที่ไม่ใช่ความร่วมกันที่เรามี แต่สากลในที่นี้ คือ การขาดพร่องร่วมกันหรือการเป็นคนไม่เข้าพวก ในภาพรวมแล้ว เมื่อเอาทฤษฎีนี้ไปลองจับการเมืองไทยแบบคร่าวๆ การปะทะกันของเอนจอยเมนท์ทั้งสองแบบนี้เองเป็นต้นทางการการเมืองสองฝั่ง ซึ่งไม่ใช่ว่าฝ่ายซ้ายจะต้องมีเอนจอยเมนท์แบบซ้ายเสมอไป หรือขวาก็จะขวาไปเสียทั้งหมดแบบนั้น เพราะหากไปดูแกนกลางของข้อเสนอทางการเมืองจะพบว่า ไม่ว่าจะเป็นขวาหรือซ้าย (ในแง่ของเสรีนิยม) มักจะออกเป็นแบบขวาไปเสียทั้งหมด การสร้างศัตรูเพื่อเป็นพลังของความฟินของกลุ่มเราเกิดขึ้นแทบทุกพื้นที่ ไม่ใช่พวกกูมึงก็คือศัตรู คือโควทที่พบเจอบ่อยแทบทุกภาคส่วน จนไม่แน่ใจว่าการเมืองไทย (หรือการเมืองโลก) เคยมีเอนจอยเมนท์แบบซ้ายปรากฎหรือไม่ด้วยซ้ำ เพราะนิยามเอนจอยเมน์แบบซ้ายมันคือการต่อสู้เพื่อองค์รวมของทุกคน ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อพวกของเราที่มีอะไรบางอย่างเหมือนเราแบบเป็นบวก แต่เป้นการต่อสู้เพื่อทุกคนที่มีความขาดพร่องอันเป็นรูปแบบเชิงลบมากกว่า (พิมพ์เองยัง มึนเองเลย) การต่อสู้ทางการเมืองของไทยจึงไม่ใช่เรื่องของความรู้ที่แตกต่างกัน แต่คือ การหล่อเลี้ยงเอนจอยเมนท์ที่แตกต่างกันมากกว่าครับเบื้องต้นคร่าวๆก็ประมาณนี้ครับ แต่ในหนังสือยังมีการขยายความเพิ่มเติม ยกตัวอย่างอื่นๆที่ทำให้เข้าใจมากขึ้น (นิดนึง) แต่ในภาพรวมก็เป็นทฤษฎีการเมืองที่มีความคลุมเครือมากพอสมควรและในบางส่วนก็อาจจะดูขัดแย้งกันเองนิดๆ ซึ่งคิดว่าน่าจะมาจากความเข้าใจอันน้อยนิดของผมเองที่คิดวนในหัวแล้วก็ไม่เก็ตแบบเป๊ะๆซักที แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ค่อนข้างเปิดโลกของการมองการเมืองให้กว้างขวางขึ้นกว่าเดิมเยอะมากจริงๆครับ และสามารถนำไปอธิบายอะไรได้มากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งคงเป็นสิ่งที่จะต้องศึกษาลงลึกในเนื้อหาของทฤษฎีนี้ต่อไป โดยการไปอ่านเล่ม อยากรู้แต่ไม่อยากถาม ทุกสิ่งเรื่องการเมืองโลกของ Lacan ที่เป้นการอธิบายขยายความทฤษฎีนี้แบบจัดเต็มอีกที เพราะเล่มนี้เป็นเพียงบททดลองเสนอแนะแบบ 101 ให้กับทฤษฎีนี้เท่านั้นแต่แค่บททดลองก็เปิดโลกมากมายแล้วละครับ
Chontiwat Udomsiripat223 reviews5 followersFollowFollowAugust 6, 2024เพราะเราต่างขาดพร่อง: การเมืองเรื่องเอนจอยเมนต์ - เอนจอยเมนต์คืออะไร เอนจอยเมนต์เป็นสิ่งที่ "ข้ามพ้นหลักแห่งความพึงพอใจ" เอนจอยเมนต์คือความสมปราถนาที่แปลกประหลาดของการที่เราไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการหรือความสมปราถนาในความไม่สมปราถนานั้นเอง (P. 28 - 29) จากบทสั้น ๆ ข้างต้น จะเห็นได้ว่า เอนจอยเมนต์มีลักษณะที่อาจดูยืดหยุ่นและพลิกแพลงได้ด้วย มันจึงเป็นความท้าทายผู้อ่านในการอ่านหนังสือเล่มนี้ ความยากแต่เข้าใจง่ายนั้นค่อย ๆ พาเราอ่านไปเรื่อย ๆ และอยากจะรู้ว่าสุดท้ายแล้วเอนจอยเมนต์ในสังคมไทยนั้นเป้นอย่างไรกันแน่ โดยหนังสือเล่มนี้จะเเบ่งออกเป็น 3 บทหลัก บทแรกจะเป็นการปูพื้นฐานเรื่องทฤษฎีจิตวิเคราะห์กับเรื่องเอนจอยเมนต์ สำหรับส่วนนี้จะอ่านยากนิดหนึ่ง (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจเจกบุคคล) ถ้าผ่านบทแรกไปได้ เราจะเอนจอยกับบทที่สองและบทที่สามไปเองบทที่สองและบทที่สามนั้นจะเป็นการนำเอนจอยเมนต์มาวิเคราะห์ ซึ่งส่วนนี้ผมอ่านเพลินมาก มันมีทั้งเข้าใจแบบตบเข่าฉาดและไม่เข้าใจในบางประเด็น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความบันเทิงนั้นหายไปจากการอ่านหนังสือเล่มนี้เลย ด้วยความที่อาจารย์สรวิศเป็นฝ่ายซ้าย หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือทฤษฎีฝ่ายซ้ายอย่างเปิดเผย จิกกัดทั้งอุดมการณ์เสรีนิยมและอนุรักษ์นิยมที่มีความเอนจอยเมนต์ในเลนส์ของฝ่ายขวา พวกเขาสร้างภาพแฟนตาซีและสนุกไปกับมันผ่านระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ทั้งการมองคนไม่เท่ากัน ระบบอาวุโส การ romanticize ความลำบากยากเข็ญของคนจน นั้นเป็นสภาวะเอนจอยเมนต์แบบฝ่ายขวาคือสนุกพร้อมกับชวนฝันไปกับความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ส่วนตัวผมชอบบทที่สามมาก ๆ ตรงที่ว่ามันทำให้เราเห็นประเด็นทันทีว่านี่นะหรอ หน้าตาของเอนจอยเมนต์ของฝ่ายขวา นี่นะหรอ ความสนุกของพวกอนุรักษ์นิยม มันใกล้ตัวเรามาก ๆ แค่นี้เอง แล้วเราจะนำเอนจอยเมนต์แบบฝ่ายซ้ายมาสู้อย่างไรเพื่อให้เกิดระบอบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพเสียที "ความรักไม่ได้นำไปสู่ความสมบูรณ์กลมกลืนกัน เพราะมันตั้งอยู่บนความขาดพร่อง คนสองคนผู้ขาดพร่องมาคบกัน ดังนั้นความรักจึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีมือที่สามมาสั่นคลอนความสมบูรณ์ เพราะมือที่สามอยู่ภายนอกความสัมพันธ์ ไม่ได้เป็นองค์ประกอบของความรักแต่อย่างใด" - P . 55.2024
Thursday,nightmare175 reviews8 followersFollowFollowApril 7, 2025- จิตวิเคราะห์เรื่องเอนจอยเมนต์ของการเมืองฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ที่ซึ่งพูดถึงอำนาจและการต่อสู้ทางการเมืองของทั้งฝั่งอนุรักษ์นิยม ฝั่งก้าวหน้า เสรีนิยม อัตลักษณ์นิยม ชาตินิยม ว่าแต่ละฝั่งมีการต่อสู้อยู่บนพื้นฐานของเอนจอยเมนต์ที่แตกต่างกัน การที่จะทำให้สังคมหันมาสนับสนุนได้นั้นคือการแสดงถึงเอนจอยเมนต์ที่เหนือกว่า ที่หักล้างเอนจอยเมนต์เดิมได้- การต่อสู้ของการเมืองอัตลักษณ์เป็นการต่อสู้แบบฝ่ายขวาที่ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความเป็นสากล และต้องคอยสร้าง “ศัตรู” เพื่อหล่อเลี่ยงอัตลักษณ์ของกลุ่มตน เช่นเดียวกับฟาสซิสต์ การที่จะอยู่ร่วมกันได้คือการเชิดชู “ความเหมือน” ไม่ใช่ “ความต่าง” และเสรีนิยมยังหนุนทุนนิยมให้แทรกแซงชีวิตประจำวันของเราและหาผลประโยชน์ทางการตลาดบนการเรียกร้องอีกด้วย- นิทรรศการถอดรหัสไทยแท้ ตั้งคำถามว่าอะไรคือไทยแท้ และเสนอ elements ไว้ได้อย่างน่าสนใจ แต่ไม่ได้พูดถึงความอันตรายที่มาจากฝ่ายชาตินิยม ชาตินิยมนั้นเกิดได้จากการสร้างศัตรูผู้เป็นอื่น และการจะเป็นชาตินิยมได้ต้องคอยระแวงผู้เป็นอื่นจะมาช่วงชิงเอนจอยเมนต์ต่างๆ ของตนไป ชาตินิยมคือการสร้างแฟนตาซีที่เป็นไปไม่ได้ขึ้น เช่น แฟนตาซีของความเป็นไทย- ผู้นำเผด็จการต่างชอบเอาตัวเองไปสุ่มเสี่ยงกับการเสียอำนาจเพื่อที่จะได้เอนจอยกับอำนาจแบบไม่รู้ตัว ดังนั้นผู้คนเหล่านี้จะไม่มีทางลิ้มรสอำนาจได้เลยหากตัวเองไม่ได้กำลังจะสูญเสียมันไป เราจึงได้เห็นผู้นำแต่ละประเทศบริหารอำนาจในรูปแบบแตกต่างกันไป และมักพาประเทศเข้าสู่สงครามหรือสร้างสงคราม ทั้งๆ ที่ก็อยู่เฉยๆ กันก็ได้- ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ดูเหมือนเป็นขั้วตรงข้ามกับระบบทุนนิยม กลับเป็นสิ่งที่หนุนทุนนิยมเสียเอง หนำซ้ำ ยังมีเป้าหมายปลายทางเหมือนกัน แค่เดินคนละทางเท่านั้นเอง สภาวะพึ่งพาตนเองแบบเศรษฐกิจพอเพียง หรือเรียกอีกอย่างว่าการเริ่มที่ตัวเรานั้น ทำให้เหล่านายทุนมีความชอบธรรมในการจ่ายค่าแรงต่ำลงไปอีกได้ เพราะผู้คนหันมาพึ่งตัวเอง ปลูกกินเอง เลี้ยงกินเอง มีความสุขสมบูรณ์ด้วยตัวเองได้ รวมถึงการยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงยังให้ความชอบธรรมแก่ระบบที่ไม่เป็นธรรมหรือข้อผิดพลาดใดๆ ที่เกิดจากระบบอีกด้วย ผู้คนได้แต่โทษตัวเองได้เท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเศร้ามาก หากไม่มีการแก้ไขปัญหาด้านกฎหมายการครองที่ดิน การแบ่งสรรที่ดินทำกิน และปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นๆ การใช้ชีวิตโดยยึดหลักนี้ก็ไร้ซึ่งความหมาย หรือเรียกว่า futilitarianism ดังนั้นการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงที่เปิดโอกาสให้ถูกแย้งและหักล้างได้ ไปพร้อมๆ กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปด้วยจะเป็นผลดีกว่า และอาจเป็นหนึ่งในอนาคตที่ผู้คนใฝ่ฝันได้ยังมีอีกหลายประเด็นที่หนังสือเล่มเล็กๆ นี้พูดถึงไว้อย่างน่าสนใจ ถึงเล่มจะบางแต่เนื้อหาหนาแน่น เป็นหนังสือที่อ่านยากเล็กน้อยถ้าผู้อ่านไม่ได้อ่านงานสายสังคม เศรษฐศาสตร์ การเมือง เทือกๆ นี้มาก่อน แต่เป็นหนังสือที่ผู้คนควรอ่านเพื่อทำความเข้าใจตำแหน่งแห่งที่ของตนเองและผู้อื่นในสังคม และอาจจะเป็นเล่มที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันโดยสิ่งที่เราต่างมีร่วมกันคือ “ความขาดพร่อง”
Chalermchai Kurapavee74 reviews3 followersFollowFollowApril 21, 2025มุมมองทางการเมืองแบบใหม่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์หรืออำนาจส่วนตัว แต่ถูกขับโดยแรงปรารถนาของมนุษย์ต่างหาก เป็นเรื่องของ ‘เอนจอยเมนต์’ มองการขับเคลื่อนทางการเมืองด้วยมุมมองของจิตวิเคราะห์ ผ่านความ เอนจอย ของฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ซึ่งมีรูปแบบของ เอนจอบ ที่แตกต่างกันฝ่ายขวามองว่าเป็นไปได้ที่เราจะเอาชนะความพร่องและแปลกแยกในตัวของเราเอง ทุนนิยมสัญญาว่าถ้าคุณไปคลินิกเสริมความงาม ซื้อลอตเตอรี ลงทุนกับชีวิต เปลี่ยนตัวเองให้เป็นทุนมนุษย์ คุณจะได้ทุกสิ่งอย่างถ้าเอนจอยเมนต์ถูกดึงไปทางฝ่ายซ้าย ก็คือการยอมรับความขาดพร่องของตัวเองได้ ยอมรับว่าเราไม่มีทางเข้าพวกได้ บางทีความแปลกแยกนั้นก็จำเป็น เพราะถ้าเราไม่แปลกแยกจากสังคมเราไม่มีทางเป็นตัวของตัวเองได้ เท่ากับเราถูกกลืนไปโดยสังคม แต่เพราะแปลกแยกเราจึงสามารถเป็นปัจเจก เป็นตัวของตัวเอง หรือสร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมาได้ทั้งที่เราทุกคนมีสิ่งที่แปลกแยกในตัวเอง เราสามารถสร้างกลุ่มของคนไม่เข้าพวกและไม่มีอะไรร่วมกัน เป็นกลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องกีดกัน อย่างน้อยก็เป็นสายสัมพันธ์ทางสังคมที่อิงกับความเป็นสากล
Red Starr3 reviewsFollowFollowReadOctober 21, 2024ที่ชอบที่สุดในเล่มนี้คงเป็นส่วนที่พูดเกี่ยวกับความรัก อาจารย์สรวิศควรเขียนหนังสือเกี่ยวกับความรักอีกสักเล่ม อีกส่วนเฉยๆนะคงเพราะในเล่มไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่สำหรับฝ่ายซ้ายlacan ขนาดนั้น แต่เหมาะสำหรับคนที่สนใจจิตวิเคราะห์กับการเมือง ผมแนะนำอ่านเล่มนี้จบไปอ่าน อยากรู้แต่ไม่อยากถาม ทุกสิ่งอย่างเรื่องการเมืองโลกกับ Lacan ต่อเลยครับ