Jump to ratings and reviews
Rate this book

เพราะเราต่างขาดพร่อง: การเมืองเรื่องเอนจอยเมนต์

Rate this book
“หากเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์ไม่ขาดพร่องเหมือนกันเสียหมด เราก็คงจะไม่มีเหตุผลให้ลุกออกจากที่นอนทุกเช้าเพื่อไปสำรวจโลก พบปะผู้คน และเปลี่ยนแปลงตัวเอง ฯลฯ” สรวิศ ชัยนาม

บางส่วนจาก เพราะเราต่างขาดพร่อง ผลงานชิ้นล่าสุดของ สรวิศ ชัยนาม ที่ศึกษาเรื่องเอนจอยเมนต์ทางการเมือง ความต่างในความเหมือน หรือความเหมือนในความต่างระหว่างฝ่ายซ้าย ฝ่ายก้าวหน้า ฝ่ายขวา และอนุรักษ์นิยม

เลยพ้นไปจากการวิเคราะห์เชิงอำนาจ ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ลงไปสู่จิตไร้สำนึก ซึ่งเราไม่รู้ว่าเรารู้ หรือคิดว่ารู้แต่ไม่รู้ ผ่านแนวคิดจิตวิเคราะห์ ซึ่งผู้เขียนได้วางจิตวิเคราะห์ไว้ใกล้กับฝ่ายซ้าย พร้อมเสนอแนวคิดที่ว่าด้วยรูปแบบเอนจอยเมนต์ที่มีทั้งแบบซ้ายและแบบขวา วิธีการจัดระเบียบเอนจอยเมนต์ที่แตกต่างกัน และด้วยเหตุนี้ การเมืองจึงเป็นเรื่องของการต่อสู้ช่วงชิงรูปแบบเอนจอยเมนต์ด้วยเช่นกัน

184 pages, Paperback

Published July 1, 2024

3 people are currently reading
18 people want to read

About the author

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
3 (17%)
4 stars
12 (70%)
3 stars
2 (11%)
2 stars
0 (0%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 7 of 7 reviews
Profile Image for Pawarut Jongsirirag.
716 reviews140 followers
April 11, 2025
ผมจำได้ว่าเมื่อไม่นานเคยถกกันแบบขำๆกับมิตรสหายว่า คนเราจะเป็นซ้ายหรือขวาได้ยังไงและเราจะเปลี่ยนไปอีกฝั่งได้จากปัจจัยอะไร ซึ่งคำตอบแบบทีเล่มทีจริงตอนนั้น คือ คำถามต่อมาว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นจากการรับรู้ข้อมูลที่ไม่ตรงกันหรือเปล่า ฉะนั้นหากได้รับข้อมูลที่ถูกต้องไป การเปลี่ยนขั้วก็น่าจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งตอนนั้นก็ดูเป็นคำตอบที่เป็นเรื่องเป็นราวอยู่ แม้จะมีข้อโต้งแย้งว่า มันไม่น่าจะง่าบแบบนั้นเลยก็ตามที

ต่อมาไม่นาน ได้เห็นทฤษฎีการเมืองแนวจิตวิเคราะห์ของ Lacan ที่อธิบายได้ประเด็นนี้พอดี ว่าแท้ที่จริงแล้ว มันเกิดขึ้นจากสิ่งที่เรียกว่าเอนจอยเมนท์ที่แตกต่างกัน ไม่ใช่เรื่องของข้อมูลอะไรเลย

หนังสือเล่มนี้ของ อ.สรวิศ เป็นการอธิบายในลักษณะของการนำเสนอทฤษฎีที่ว่านั้นเองของ Lacan โดยเป็นการอธิบายตัวทฤษฎีแบบคร่าวๆ และในตอนท้ายจะนำไปวิเคราะห์กับการเมืองไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ว่าความขัดแย้งของสองขั้วมันรุนแรงขึ้นด้วยเหตุอะไร

อ.สรวิศ ชี้ให้เห็นว่า (ต่อจากนี้ไปคือการสรุปคร่าวๆจากความเข้าใจผมเองนะ เพราะตัวทฤษฎีอ่านให้เข้าใจจริงๆยากแท้) เอนจอยเมนท์ คือ ความฟิน แต่เป็นความฟินที่ยังไม่ได้ครอบครองหรือบรรลุวัตถุที่ทำให้เราได้ฟินนั้น ประมาณว่ายื้อๆไว้ให้เกือบถึง เพื่อเสพอารมณ์ของการ เกือบจะได้นั้นเอาไว้ หรือกล่าวด้วยศัพท์ในหนังสือก็จะเรียกว่า เป็นเอนจอยเมนท์ของความขาดพร่อง ซึ่งความฟินนี้เอง ก็ถูกแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ เอนจอยเมนท์แบบขวา (หรือแบบความเป็นชาย) และ เอนจอยเมนท์แบบซ้าย (หรือแบบความเป็นหญิง)

ความแตกต่างของทั้งสองแบบ คือ เอนจอยเมนท์แบบฝ่ายขวา จำเป็นต้องสร้างศัตรูขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้บรรลุถึงเป้าหมายได้ มิเช่นนั้นความฟินจะไม่เกิดขึ้น เช่น เราสร้างพลังว่าเรารวมเป็นหนึ่งได้ ทุกอย่างสามารถควบคุมได้ แต่ที่มันทำไม่ได้ในตอนนี้เพราะพวกคนแบบนั้นแบบนี้ที่เป็นศัตรูขัดขวางเราไว้ ส่งผลให้ความฟินแบบนี้เป็นการกัดกันศัตรูหรือคนที่ไม่ใช่พวกของเราออกไปจากวงกลมของกลุ่ม

ส่วนเอนจอยเมนท์แบบฝ่ายซ้ายนั้น ยอมรับว่าเราต่างเกิดมาโดยไม่สมบูรณ์ ขาดพร่องเป็นจุดตั้งต้น และเราไม่สามารถเติมเต็มความฟินนี้ได้ แต่ด้วยความขาดพร่องนี้เองจึงทำให้เราเห็นช่องของการเปลี่ยนแปลงและการเติมเต็มว่ายังมีพื้นที่อีกมากมายให้สร้างสรรค์และต่อเติมได้ เพราะหากเราสมบูรณ์มาตั้งแต่ต้น เราคงมีชีวิตที่น่าเบื่อเพราะมันไม่มีพื้นที่อะไรให้เปลี่ยนแปลงได้อีกแล้ว ฉะนั้นเราเลยลุยได้เต็มที่ เพราะถึงยังไงเราก็ไม่ใช่สิ่งสมบูรณ์แบบที่ไม่อาจล้มเหลวได้อยู่แล้ว ซึ่งเอนจอยเมน์แบบนี้เองนำมาสู่การเมืองแห่งสากล ซึ่งสากลในที่นี้ไม่ใช่ความหมายถึงการยอมรับความแตกต่างหรือการมีคุณลักษณะบางอย่างร่วมกัน เพราะอาจนำไปสู่การกีดกันอะไรก็ตามที่ไม่ใช่ความร่วมกันที่เรามี แต่สากลในที่นี้ คือ การขาดพร่องร่วมกันหรือการเป็นคนไม่เข้าพวก

ในภาพรวมแล้ว เมื่อเอาทฤษฎีนี้ไปลองจับการเมืองไทยแบบคร่าวๆ การปะทะกันของเอนจอยเมนท์ทั้งสองแบบนี้เองเป็นต้นทางการการเมืองสองฝั่ง ซึ่งไม่ใช่ว่าฝ่ายซ้ายจะต้องมีเอนจอยเมนท์แบบซ้ายเสมอไป หรือขวาก็จะขวาไปเสียทั้งหมดแบบนั้น เพราะหากไปดูแกนกลางของข้อเสนอทางการเมืองจะพบว่า ไม่ว่าจะเป็นขวาหรือซ้าย (ในแง่ของเสรีนิยม) มักจะออกเป็นแบบขวาไปเสียทั้งหมด การสร้างศัตรูเพื่อเป็นพลังของความฟินของกลุ่มเราเกิดขึ้นแทบทุกพื้นที่ ไม่ใช่พวกกูมึงก็คือศัตรู คือโควทที่พบเจอบ่อยแทบทุกภาคส่วน จนไม่แน่ใจว่าการเมืองไทย (หรือการเมืองโลก) เคยมีเอนจอยเมนท์แบบซ้ายปรากฎหรือไม่ด้วยซ้ำ เพราะนิยามเอนจอยเมน์แบบซ้ายมันคือการต่อสู้เพื่อองค์รวมของทุกคน ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อพวกของเราที่มีอะไรบางอย่างเหมือนเราแบบเป็นบวก แต่เป้นการต่อสู้เพื่อทุกคนที่มีความขาดพร่องอันเป็นรูปแบบเชิงลบมากกว่า (พิมพ์เองยัง มึนเองเลย)

การต่อสู้ทางการเมืองของไทยจึงไม่ใช่เรื่องของความรู้ที่แตกต่างกัน แต่คือ การหล่อเลี้ยงเอนจอยเมนท์ที่แตกต่างกันมากกว่าครับ

เบื้องต้นคร่าวๆก็ประมาณนี้ครับ แต่ในหนังสือยังมีการขยายความเพิ่มเติม ยกตัวอย่างอื่นๆที่ทำให้เข้าใจมากขึ้น (นิดนึง) แต่ในภาพรวมก็เป็นทฤษฎีการเมืองที่มีความคลุมเครือมากพอสมควรและในบางส่วนก็อาจจะดูขัดแย้งกันเองนิดๆ ซึ่งคิดว่าน่าจะมาจากความเข้าใจอันน้อยนิดของผมเองที่คิดวนในหัวแล้วก็ไม่เก็ตแบบเป๊ะๆซักที แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ค่อนข้างเปิดโลกของการมองการเมืองให้กว้างขวางขึ้นกว่าเดิมเยอะมากจริงๆครับ และสามารถนำไปอธิบายอะไรได้มากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งคงเป็นสิ่งที่จะต้องศึกษาลงลึกในเนื้อหาของทฤษฎีนี้ต่อไป โดยการไปอ่านเล่ม อยากรู้แต่ไม่อยากถาม ทุกสิ่งเรื่องการเมืองโลกของ Lacan ที่เป้นการอธิบายขยายความทฤษฎีนี้แบบจัดเต็มอีกที เพราะเล่มนี้เป็นเพียงบททดลองเสนอแนะแบบ 101 ให้กับทฤษฎีนี้เท่านั้น

แต่แค่บททดลองก็เปิดโลกมากมายแล้วละครับ
Profile Image for Chontiwat Udomsiripat.
227 reviews6 followers
August 6, 2024
เพราะเราต่างขาดพร่อง: การเมืองเรื่องเอนจอยเมนต์ - เอนจอยเมนต์คืออะไร เอนจอยเมนต์เป็นสิ่งที่ "ข้ามพ้นหลักแห่งความพึงพอใจ" เอนจอยเมนต์คือความสมปราถนาที่แปลกประหลาดของการที่เราไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการหรือความสมปราถนาในความไม่สมปราถนานั้นเอง (P. 28 - 29)

จากบทสั้น ๆ ข้างต้น จะเห็นได้ว่า เอนจอยเมนต์มีลักษณะที่อาจดูยืดหยุ่นและพลิกแพลงได้ด้วย มันจึงเป็นความท้าทายผู้อ่านในการอ่านหนังสือเล่มนี้ ความยากแต่เข้าใจง่ายนั้นค่อย ๆ พาเราอ่านไปเรื่อย ๆ และอยากจะรู้ว่าสุดท้ายแล้วเอนจอยเมนต์ในสังคมไทยนั้นเป้นอย่างไรกันแน่ โดยหนังสือเล่มนี้จะเเบ่งออกเป็น 3 บทหลัก บทแรกจะเป็นการปูพื้นฐานเรื่องทฤษฎีจิตวิเคราะห์กับเรื่องเอนจอยเมนต์ สำหรับส่วนนี้จะอ่านยากนิดหนึ่ง (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจเจกบุคคล) ถ้าผ่านบทแรกไปได้ เราจะเอนจอยกับบทที่สองและบทที่สามไปเอง

บทที่สองและบทที่สามนั้นจะเป็นการนำเอนจอยเมนต์มาวิเคราะห์ ซึ่งส่วนนี้ผมอ่านเพลินมาก มันมีทั้งเข้าใจแบบตบเข่าฉาดและไม่เข้าใจในบางประเด็น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความบันเทิงนั้นหายไปจากการอ่านหนังสือเล่มนี้เลย ด้วยความที่อาจารย์สรวิศเป็นฝ่ายซ้าย หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือทฤษฎีฝ่ายซ้ายอย่างเปิดเผย จิกกัดทั้งอุดมการณ์เสรีนิยมและอนุรักษ์นิยมที่มีความเอนจอยเมนต์ในเลนส์ของฝ่ายขวา พวกเขาสร้างภาพแฟนตาซีและสนุกไปกับมันผ่านระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ทั้งการมองคนไม่เท่ากัน ระบบอาวุโส การ romanticize ความลำบากยากเข็ญของคนจน นั้นเป็นสภาวะเอนจอยเมนต์แบบฝ่ายขวาคือสนุกพร้อมกับชวนฝันไปกับความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ส่วนตัวผมชอบบทที่สามมาก ๆ ตรงที่ว่ามันทำให้เราเห็นประเด็นทันทีว่านี่นะหรอ หน้าตาของเอนจอยเมนต์ของฝ่ายขวา นี่นะหรอ ความสนุกของพวกอนุรักษ์นิยม มันใกล้ตัวเรามาก ๆ แค่นี้เอง แล้วเราจะนำเอนจอยเมนต์แบบฝ่ายซ้ายมาสู้อย่างไรเพื่อให้เกิดระบอบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพเสียที

"ความรักไม่ได้นำไปสู่ความสมบูรณ์กลมกลืนกัน เพราะมันตั้งอยู่บนความขาดพร่อง คนสองคนผู้ขาดพร่องมาคบกัน ดังนั้นความรักจึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีมือที่สามมาสั่นคลอนความสมบูรณ์ เพราะมือที่สามอยู่ภายนอกความสัมพันธ์ ไม่ได้เป็นองค์ประกอบของความรักแต่อย่างใด" - P . 55.
Profile Image for Arthur  Taylor.
100 reviews
January 23, 2026
= เพราะเราต่างขาดพร่อง: การเมืองเรื่องเอนจอยเมนต์

เล่มเล็ก ๆ แต่เนื้อหาไม่เล็กเลย สำหรับเราคืออ่านยากพอสมควรเลยคนับ เนื้อหาก็ยาก แต่ที่อ่านยากกว่าคือตัวหนังสือแม่งเล็กมากกกก 5555 โอเค จะสรุปแบบคร่าว ๆ ตามที่พอเข้าใจนะคนับ ผิดพลาดยังไงก็อย่าว่ากันเน่อ 😅😅😅

เกี่ยวกับการใช้จิตวิเคราะห์ ที่มาจากซิกมุนด์ ฟรอยด์ และนำมาใช้โดยฌาคส์ ลากอง เป็นหลักในเรื่องสังคมการเมืองคนับ ซึ่งมันว่าด้วย เอนจอยเมนต์ (Enjoyment / Jouissance) ในสำนึกของการเมือง มันคือความปรารถนา เร้าอารมณ์ คล้าย ๆ passion ที่ขับดันโดยจิตไร้สำนึก ให้ทำสิ่งใดสิ่งนึงเพื่อไปถึงความพึงพอใจที่ขาดพร่อง ยกตัวอย่าง เช่น การเข้าแถวรอกินบะหมี่เจ้าดัง 2 ช.ม. ความอร่อยตอนกินคือความพึงพอใจ การเข้าแถวคือ enjoyment, นักมวยซ้อมหนักมา 3 เดือน แล้วต่อยชนะ การชนะคือความพึงพอใจ การซ้อมคือ enjoyment คนับ ซึ่งบางครั้งมันไม่ได้ก่อประโยชน์ต่อตัวผู้ที่ enjoyment เองเลยก็ได้ ประมาณนี้คนับ

ไอ้ตัว enjoyment นี้ล่ะ คือปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนในทางการเมือง ไม่ใช่แค่ ความรู้ที่ไม่พอ จิตสำนึกที่ผิดพลาด สิ่งประกอบสร้างทางสังคมใด ๆ เท่านั้น อย่างในหลายกรณีจะเห็นได้ว่า สิ่งนั้น make no sense แต่ subject ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง เช่น คนที่เกลียดกลัวพวกผู้อพยพ ต่อต้านแรงงานต่างด้าว พอมีคนไปให้ความรู้ว่า เศรษฐกิจประเทศเราหมุนได้เพราะพวกเค้านะ พวกเค้าสร้างประโยชน์มากกว่าโทษเยอะมากนะ แต่คนพวกนี้ก็ไม่สนใจ ไม่รับฟัง ยังเกลียดเหมือนเดิม ถึงรู้แล้วก็ตาม เพราะว่าเค้าไม่ได้อยากรู้ ไม่ได้อยากจะเข้าใจอะไร เค้าแค่ enjoy ในความเกลียดกลัวนี้ของเค้า มันคือ enjoyment ทางการเมืองของเค้าคนับ อารมณ์แบบว่า มึงไม่ต้องมาเสือกบอกหรอกว่ากุไม่รู้อะไรและกุต้องรู้อะไร !

แล้วในสังคมปัจจุบันส่วนใหญ่แล้ว subject ต่าง ๆ จะมี enjoyment แบบฝ่ายขวา จากโลกทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ คือ enjoyment ที่ต้องมีอัตลักษณ์ มีความเป็นอื่น มีศัตรู มีอุปสรรคในการได้มาในสิ่งที่เราวาดฝันไว้ แล้วฉาบด้วยความ fantasy อาทิ ชาตินิยม ที่มี fantasy คือความเป็นองค์รวมของชาติอันสมบูรณ์แบบ กีดกันคนนอกออกไปจากเรา เราดีกว่า เลิศเลอกว่า จึงมีศัตรูคือคนอื่นที่ไม่ใช่เรา คิดว่ามันจะมาแย่งชิงและลดทอน enjoyment ของเราไป มันเลยบดบังความขาดพร่องของเราไว้ด้วย fantasy ว่าถ้ากำจัดศัตรูออกไป เราจะเติมเต็ม เราต้องค้นหา enjoyment ที่สมบูรณ์ของเราคืนมาเลยทำให้จาก lack กลายเป็น lost เพราะต้องหล่อเลี้ยงศัตรูที่คิดขึ้นมาเพื่อหาความเติมเต็ม ซึ่งมันไม่มีวันไปถึงได้คนับ

ทุนนิยมก็เช่นกัน มันก็มี fantasy ให้เราฝันถึงว่าทุกคนจะไปสู่ความร่ำรวย ความดีพร้อม เป็นมหาเศรษฐีได้กันทุกคน ถ้าคุณทำงาน ทำงาน ทำงาน ซึ่งแม่งไม่จริงไง มันทำไม่ได้ด้วยตัวระบบอยู่แล้ว ทุกคนรวยหมดแล้วใครจนวะ มันก็มีแค่พวก 1% เท่านั้นล่ะ อีก 99% ก็เพ้อฝันต่อไป ซึ่ง enjoyment ของทุนนิยม มันทำให้ต้องบริโภคต่อไปเรื่อย ๆ มีรถแล้ว ก็ต้องมีบ้าน มีบ้านแล้วก็ต้องมีรถหรู มีรถหรูแล้วก็ต้องมี..... ไม่จบไม่สิ้น มันเป็นความขาดพร่องที่โดนฉาบไว้ด้วย fantasy แล้วพอมันไม่มีทางไปถึง fantasy นั้น มันก็ conspiracy หาเหตุผลปลอม ๆ สร้างศัตรูที่ทำให้ไปไม่ถึง ไม่ว่าจะ คนจนแล้วขี้เกียจ ผู้อพยพมาเกาะกิน แรงงานต่างด้าวมาแย่งงาน สังคมนิยมรัฐสวัสดิการ ฯลฯ มันต้องมีศัตรู เพื่อบดบังความจริงที่ว่าตัวทุนนิยมเองมันคือ fantasy ที่ไปไม่ถึงคนับ

ดังนั้นแล้ว เค้าจึงเสนอว่า เราควรสมาทานการ enjoyment แบบฝ่ายซ้าย ดึงการเมืองแบบ enjoyment มาทางนี้ โอบรับความขาดพร่อง มีความเป็นสากลในเชิงลบ และไม่มีศัตรู คือเข้าใจว่ามนุษย์เรามัน lack กันทุกคนอยู่ละ มันเติมไม่เต็มหรอก ก็อยู่กับมันไปแบบเข้าใจ ไม่ต้อง fantasy ถึงสิ่งที่ไปไม่ถึง แล้วให้มีความเป็นสากลในสิ่งที่ขาดพร่องร่วมกัน อย่างเราเป็นพวกที่โดนกดขี่เหมือนกัน เราไม่มีเสรีภาพที่จริงแท้เหมือนกัน เป็นคนจน คนตัวเล็ก เป็นพวก 99% เหมือนกัน อะไรแบบนี้ ไม่ใช่แบ่งแยกทางอัตลักษณ์ (identity) หรือจะพหุลักษณ์ (plurality) ที่ชอบบอกว่ายอมรับความหลากหลายก็ตาม มันก็คืออัตลักษณ์หลาย ๆ แบบอยู่ดี ก็คือการแบ่งแยกเป็นอื่น เช่น แกมันคนจนก็จริงแต่แกก็แค่โดนกดขี่ทางฐานะแค่นั้น อย่ามาพูดเลย แต่ชั้นสิ ทั้งจนและเป็นกะเทยและเป็นคนต่างด้าว ชั้นโดนกดขี่ทั้งฐานะ เพศ เชื้อชาติ ชั้นโดนหนักกว่าแกเยอะ แบบนี้มันเลยเกิดการแบ่งแยกกัน เกิดความเป็นศัตรูกันได้ อะไรแบบนี้คนับ

จากทั้งหมดที่ว่ามา เราจึงต้องโน้มน้าว enjoyment ทางการเมือง ให้ subject ทั้งหลายแบบมี enjoyment แบบฝ่ายซ้าย โอบรับ สากล ไม่มีศัตรู ให้มองว่าตัวระบบที่ผิดนะ แต่ไม่ใช่ผิดที่ปัจเจก ไม่มองใครว่าเป็นศัตรูทคุณอาจจะไม่เห็นด้วยกับเรา แต่ไม่ใช่ศัตรูเรา คุณมีโอกาสมายืนเคียงข้างเราได้เสมอ enjoyment แบบนี้จึงสามารถนำสังคมไปสู่เสรีภาพและความเท่าเทียมที่แท้จริงได้คนับ จบละคนับ

ก็ประมาณนี้คนับ เราไม่ค่อยเก๊ทเหมือนกัน เค้ามีพูดถึง แรงงาน ชนชั้น อำนาจ เศรษฐกิจใด ๆ แล้วมีอ้างอิง ลากอง, ซิเชค, บย็อง ชุล ฮัน, ฟูโกต์, เฮเกล และอีกมากมายไปหมดเลยคนับ มีความ Post-Marxism ซึ่งเราก็ไม่ได้มีพื้นฐานอะไร แล้วก็พูดถึงพวกเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยอะไรงี้ด้วย แต่เราขอเล่าไว้เท่านี้ละกัน แค่นี้เราก็งองตึ้บแล้วคนับ 😵😵😵

ป.ล. ขอทิ้งท้ายแบบกระทำความหว่อง แอค ๆ เท่ ๆ ซักหน่อยนะคนับ อิอิ

ว่าด้วยเรื่อง enjoyment ของความรัก ซึ่งความรักมันคือความขาดพร่องนะ ความรักไม่ได้เติมเต็มอะไรนะ เพราะมันเติมไม่เต็ม เรารักอีกคนเพราะสิ่งที่เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้ (unknown unknowns) เราไม่รู้ว่ารักเพราะอะไร มันเกิดมาจากไหน มันจะยืนยาวมั้ย มันจะสิ้นสุดลงตรงไหน ซึ่งมันมีวันจบแน่นอน ถ้ามันไม่มีวันจบ มันสมบูรณ์แบบ มันก็ไม่มีอะไรหวงแหนแสวงหา มันก็ไม่ enjoyment เราไม่อาจรู้ได้ทั้งหมดหรอก แต่รู้แค่นี้ก็พอที่จะรักได้แล้วคนับ ซึ่งในโลกเสรีนิยมใหม่ มันมี fantasy ที่ฉาบทับความรักด้วยความ romance ให้เกิด enjoyment ว่าความรักต้องหวานชื่น โรแมนติก กุ๊กกิ๊ก มุ้งมิ้ง ตามที่เห็นกันในหนัง rom-com ต่าง ๆ ซึ่งมันไม่ใช่ความรัก มันคือ romance แบบตลาด ความรักมันไม่ได้ตื้น แบนราบ เป็นสิ้นค้าแบบนั้นคนับ !

ยกตัวอย่างหนัง In the Mood for Love ของ หว่องกาไว ที่เหลียงเฉาเหว่ย กับ จางม่านอวี้ มีความรักต่อกัน แต่บอกว่าจะไม่ทำแบบผัวเมียตัวเองคือมีชู้ แล้วก็ไม่ทำตาม enjoyment ของเสรีนิยมใหม่คือ romance ด้วย สุดท้ายทั้งสองคนก็จากกันไปแต่ความรักในใจนั้นยังอยู่มิรู้คลาย ความรักของพวกเค้าไม่ต้องประกาศก้อง ไม่ต้องมีบุคคลที่สามมายืนยัน ไม่ต้องหวานหยดงดงามตามค่านิยมของสังคม แค่เก็บมันไว้ในใจ กระซิบบอกกับโพรงต้นไม้ก็พอแล้วคนับ นี่ล่ะคือความรักที่ลึกซึ้งร้อนแรง แม้มัน (เพราะว่า) มีช่วงเวลาด้วยกันสั้น ๆ แล้วต้องจากกันไปไม่ได้ครอบครองก็ตามคนับ ☺️☺️☺️
Profile Image for Thursday,nightmare.
175 reviews8 followers
April 7, 2025
- จิตวิเคราะห์เรื่องเอนจอยเมนต์ของการเมืองฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ที่ซึ่งพูดถึงอำนาจและการต่อสู้ทางการเมืองของทั้งฝั่งอนุรักษ์นิยม ฝั่งก้าวหน้า เสรีนิยม อัตลักษณ์นิยม ชาตินิยม ว่าแต่ละฝั่งมีการต่อสู้อยู่บนพื้นฐานของเอนจอยเมนต์ที่แตกต่างกัน การที่จะทำให้สังคมหันมาสนับสนุนได้นั้นคือการแสดงถึงเอนจอยเมนต์ที่เหนือกว่า ที่หักล้างเอนจอยเมนต์เดิมได้
- การต่อสู้ของการเมืองอัตลักษณ์เป็นการต่อสู้แบบฝ่ายขวาที่ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความเป็นสากล และต้องคอยสร้าง “ศัตรู” เพื่อหล่อเลี่ยงอัตลักษณ์ของกลุ่มตน เช่นเดียวกับฟาสซิสต์ การที่จะอยู่ร่วมกันได้คือการเชิดชู “ความเหมือน” ไม่ใช่ “ความต่าง” และเสรีนิยมยังหนุนทุนนิยมให้แทรกแซงชีวิตประจำวันของเราและหาผลประโยชน์ทางการตลาดบนการเรียกร้องอีกด้วย
- นิทรรศการถอดรหัสไทยแท้ ตั้งคำถามว่าอะไรคือไทยแท้ และเสนอ elements ไว้ได้อย่างน่าสนใจ แต่ไม่ได้พูดถึงความอันตรายที่มาจากฝ่ายชาตินิยม ชาตินิยมนั้นเกิดได้จากการสร้างศัตรูผู้เป็นอื่น และการจะเป็นชาตินิยมได้ต้องคอยระแวงผู้เป็นอื่นจะมาช่วงชิงเอนจอยเมนต์ต่างๆ ของตนไป ชาตินิยมคือการสร้างแฟนตาซีที่เป็นไปไม่ได้ขึ้น เช่น แฟนตาซีของความเป็นไทย
- ผู้นำเผด็จการต่างชอบเอาตัวเองไปสุ่มเสี่ยงกับการเสียอำนาจเพื่อที่จะได้เอนจอยกับอำนาจแบบไม่รู้ตัว ดังนั้นผู้คนเหล่านี้จะไม่มีทางลิ้มรสอำนาจได้เลยหากตัวเองไม่ได้กำลังจะสูญเสียมันไป เราจึงได้เห็นผู้นำแต่ละประเทศบริหารอำนาจในรูปแบบแตกต่างกันไป และมักพาประเทศเข้าสู่สงครามหรือสร้างสงคราม ทั้งๆ ที่ก็อยู่เฉยๆ กันก็ได้
- ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ดูเหมือนเป็นขั้วตรงข้ามกับระบบทุนนิยม กลับเป็นสิ่งที่หนุนทุนนิยมเสียเอง หนำซ้ำ ยังมีเป้าหมายปลายทางเหมือนกัน แค่เดินคนละทางเท่านั้นเอง สภาวะพึ่งพาตนเองแบบเศรษฐกิจพอเพียง หรือเรียกอีกอย่างว่าการเริ่มที่ตัวเรานั้น ทำให้เหล่านายทุนมีความชอบธรรมในการจ่ายค่าแรงต่ำลงไปอีกได้ เพราะผู้คนหันมาพึ่งตัวเอง ปลูกกินเอง เลี้ยงกินเอง มีความสุขสมบูรณ์ด้วยตัวเองได้ รวมถึงการยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงยังให้ความชอบธรรมแก่ระบบที่ไม่เป็นธรรมหรือข้อผิดพลาดใดๆ ที่เกิดจากระบบอีกด้วย ผู้คนได้แต่โทษตัวเองได้เท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเศร้ามาก หากไม่มีการแก้ไขปัญหาด้านกฎหมายการครองที่ดิน การแบ่งสรรที่ดินทำกิน และปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นๆ การใช้ชีวิตโดยยึดหลักนี้ก็ไร้ซึ่งความหมาย หรือเรียกว่า futilitarianism ดังนั้นการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงที่เปิดโอกาสให้ถูกแย้งและหักล้างได้ ไปพร้อมๆ กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปด้วยจะเป็นผลดีกว่า และอาจเป็นหนึ่งในอนาคตที่ผู้คนใฝ่ฝันได้

ยังมีอีกหลายประเด็นที่หนังสือเล่มเล็กๆ นี้พูดถึงไว้อย่างน่าสนใจ ถึงเล่มจะบางแต่เนื้อหาหนาแน่น เป็นหนังสือที่อ่านยากเล็กน้อยถ้าผู้อ่านไม่ได้อ่านงานสายสังคม เศรษฐศาสตร์ การเมือง เทือกๆ นี้มาก่อน แต่เป็นหนังสือที่ผู้คนควรอ่านเพื่อทำความเข้าใจตำแหน่งแห่งที่ของตนเองและผู้อื่นในสังคม และอาจจะเป็นเล่มที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันโดยสิ่งที่เราต่างมีร่วมกันคือ “ความขาดพร่อง”
Profile Image for Chalermchai Kurapavee.
74 reviews3 followers
April 21, 2025
มุมมองทางการเมืองแบบใหม่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์หรืออำนาจส่วนตัว แต่ถูกขับโดยแรงปรารถนาของมนุษย์ต่างหาก เป็นเรื่องของ ‘เอนจอยเมนต์’ มองการขับเคลื่อนทางการเมืองด้วยมุมมองของจิตวิเคราะห์ ผ่านความ เอนจอย ของฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ซึ่งมีรูปแบบของ เอนจอบ ที่แตกต่างกัน

ฝ่ายขวามองว่าเป็นไปได้ที่เราจะเอาชนะความพร่องและแปลกแยกในตัวของเราเอง ทุนนิยมสัญญาว่าถ้าคุณไปคลินิกเสริมความงาม ซื้อลอตเตอรี ลงทุนกับชีวิต เปลี่ยนตัวเองให้เป็นทุนมนุษย์ คุณจะได้ทุกสิ่งอย่าง

ถ้าเอนจอยเมนต์ถูกดึงไปทางฝ่ายซ้าย ก็คือการยอมรับความขาดพร่องของตัวเองได้ ยอมรับว่าเราไม่มีทางเข้าพวกได้ บางทีความแปลกแยกนั้นก็จำเป็น เพราะถ้าเราไม่แปลกแยกจากสังคมเราไม่มีทางเป็นตัวของตัวเองได้ เท่ากับเราถูกกลืนไปโดยสังคม แต่เพราะแปลกแยกเราจึงสามารถเป็นปัจเจก เป็นตัวของตัวเอง หรือสร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมาได้

ทั้งที่เราทุกคนมีสิ่งที่แปลกแยกในตัวเอง เราสามารถสร้างกลุ่มของคนไม่เข้าพวกและไม่มีอะไรร่วมกัน เป็นกลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องกีดกัน อย่างน้อยก็เป็นสายสัมพันธ์ทางสังคมที่อิงกับความเป็นสากล
Profile Image for Red Starr.
3 reviews
Read
October 21, 2024
ที่ชอบที่สุดในเล่มนี้คงเป็นส่วนที่พูดเกี่ยวกับความรัก อาจารย์สรวิศควรเขียนหนังสือเกี่ยวกับความรักอีกสักเล่ม อีกส่วนเฉยๆนะคงเพราะในเล่มไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่สำหรับฝ่ายซ้ายlacan ขนาดนั้น แต่เหมาะสำหรับคนที่สนใจจิตวิเคราะห์กับการเมือง ผมแนะนำอ่านเล่มนี้จบไปอ่าน อยากรู้แต่ไม่อยากถาม ทุกสิ่งอย่างเรื่องการเมืองโลกกับ Lacan ต่อเลยครับ
Profile Image for bam2gr.
41 reviews3 followers
December 14, 2024
จริง ๆ ให้ 4 ดาวครึ่ง
Displaying 1 - 7 of 7 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.