What do you think?


รวมบทความ ธงชัย วินิจจะกูล #1
ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง
รวมบทความว่าด้วยประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ของ "ธงชัย วินิจจะกูล" ที่เขียนขึ้นระหว่างปี พ.ศ.2547-2555 ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ผู้เขียนได้คลี่ให้เห็นเค้าโครงประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยแบบเป็นกระแสซ้อนกัน โดยดูจากประวัติศาสตร์ในช่วงยาว ซึ่งเริ่มจากการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยรัชกาลที่ 5 มาจนถึงประชาธิปไตยแบบอำมาตย์ ท่ามกลางวิกฤตการเมือง เหลือง-แดง ที่ยังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือที่ควรค่าแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
336 pages, Paperback
First published January 1, 2012
About the author
ธงชัย วินิจจะกูล
17 books74 followersศาสตราจารย์ ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชาวไทย เกิดและโตที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย อดีตรองนายกองค์การบริหารองค์การนักศึกษามหาวิทยาธรรมศาสตร์อดีตเป็นผู้นำนักศึกษาซึ่งถูกจับกุมในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ต่อมาย้ายไปสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประวัติศาสตร์ไทย ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐอเมริกา
เขามีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในด้านประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและวิทยาการของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคต้นสมัยใหม่และสมัยใหม่ (คริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20) โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการปะทะกันทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับอารยธรรมตะวันตก ประวัติศาสตร์ความคิดและการเมืองวัฒนธรรมของสยาม/ไทย ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ชาตินิยม ประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ความทรงจำ ประวัติศาสตร์บาดแผล และวิธีที่สังคมจัดการกับอดีตที่เป็นปัญหาเหล่านั้น
เขามีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในด้านประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและวิทยาการของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคต้นสมัยใหม่และสมัยใหม่ (คริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20) โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการปะทะกันทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับอารยธรรมตะวันตก ประวัติศาสตร์ความคิดและการเมืองวัฒนธรรมของสยาม/ไทย ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ชาตินิยม ประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ความทรงจำ ประวัติศาสตร์บาดแผล และวิธีที่สังคมจัดการกับอดีตที่เป็นปัญหาเหล่านั้น
Ratings & Reviews
Friends & Following
Create a free account to discover what your friends think of this book!
Community Reviews
Displaying 1 - 14 of 14 reviews
November 15, 2020
ความรู้สึกก่อนอ่าน
นี่เราทำอะไรลงไปเนี่ยซื้อหนังสือ ปวศ.การเมืองมาเพราะเห็นคุณตำรวจไปยึด ตอนแรกยึกยักอยู่นานเพราะกลัวอ่านแล้วง่วง เป็นโรคไม่รับประวัติศาสตร์ไทย +ไม่เคยอ่าน สนพ.ฟ้าเดียวกันมาก่อน เห็นชื่อ อ.ธงชัยมานานแต่เห็นเล่มแล้วกลัวว่าจะซื้อมาปลวกกินเหมือนนิยายที่ดองไว้
ความรู้สึกตอนได้หนังสือมา
อ่ะมาไม่ครบ 55 เนื่องจากขายดีจัด เล่มนี้มาเล่มแรกกรีดดูก่อน ดมทีนึงก่อนจะเอาปกหนังสือใส่แล้วทำการสำรวจปก แหม่แข็งกว่าปกนิยาย เอาวะ! ลองเปิดดูหน่อย หนังสืออื่นดองไปก่อน
ระหว่างที่อ่าน + คหสต.
แอบไปเปิดกูเกิ้ลเป็นระยะเพราะเรื่องที่ อ.ธงชัยพูดถึงนั้นเป็นเหตุการณ์ก่อนที่เราจะเกิดทั้งสิ้น แม้ว่าจะฟังมาบ้างตอนเรียนมหาวิทยาลัย แต่อาจารย์พูดอ้อมแอ้มมาก แบบไม่อยากพูดเยอะเจ็บคอ!! อ่านไปอ่านมาเจอชื่อคณะแปลกๆ ที่รู้สึกเหมือนเดจาวู เอ๊ะ เอ๊ะ ตลอดเวลาเหมือนนั่งไทม์แมชชีนกลับไปส่อง ต่อจากนี้เป็นสปอยล์และความคิดเห็นส่วนตัวเล็กน้อย
สูตร 24752516(+2519)2535 คือตอนแรก ไม่เข้าใจเลยจริงๆ 555 นั่งเทียนเดาไว้ก่อน คือปีเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ตามด้วย 6 ตุลา 2516 + 14 ตุลา 2519 ต่อมาถึง พฤษภาทมิฬ 2535 ซึ่งที่กล่าวมานั้นคือเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ๆ ในประเทศไทย สิ่งที่หนังสือเรื่องนี้สื่อคือประวัติศาสตร์และความผิดพลาดในอดีตซึ่งไม่ได้ล้าสมัยเลยเพราะทุกอย่างที่พูดในหนังสือนั้นเป็นเหตุการณ์วนลูปที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน นั่นทำให้เราอินกับสิ่งที่อ่านได้ไม่ยาก แม้ว่าเหตุการณ์เก่าๆ จะผ่านมานานแล้วก็ตาม แต่อย่างหนึ่งที่พิสูจน์ได้เลยคือเพราะความเข้าใจผิดๆ ของคนรุ่นก่อนเรื่องการเมือง คำพูดที่พวกผู้ใหญ่พูดว่า ‘นักการเมืองนั้นมีแต่โกงกินทั้งหมด’ เราฟังแบบนั้นมาตั้งแต่เด็ก ถามเพื่อนรุ่นเดียวกันก็พูดเหมือนกันหมด จนงงว่าอะไรทำให้พวกเราคิดแบบนั้น? หากอ่านด้วยความอคติบางคนก็อาจจะรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งยุยงปลุกปั่น แต่หากลดเรื่องอคตินั้นออกไป มองในแง่ของความสมเหตุสมผล ตั้งคำถามกับอดีตบ้าง เราก็อาจจะเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้
หลังอ่านจบ
กลับมาที่ชื่อหนังสือ ‘ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง’ เป็นแนวความคิดหลักที่หนังสือเล่มนี้กล่าวถึง เพราะคำพูดนี้เองทำให้ทุกคนไม่ตั้งคำถามหรือสงสัย เพราะคำว่า ‘เหนือการเมือง’ ถือว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง แต่แท้จริงแล้วการเหนือการเมืองก็เป็น ‘การเมือง’ ในอีกรูปแบบหนึ่ง (อ่ะงงมะ) อ่านจบแบบเหนื่อยล้าแต่ก็คุ้มค่าที่ได้อ่าน และเพิ่งสงสัยว่านี่ประเทศเราใช้เวลาสังเคราะห์แสงกับระบอบประชาธิปไตยนานถึง 80 กว่าปี!! และประชาชน+อธิปไตย ไม่เคยมีจริง
เหลืออีกสองเล่มที่คุณตำรวจยึดไปตรวจสอบ.... 555 ป่ะ อ่านต่อ
นี่เราทำอะไรลงไปเนี่ยซื้อหนังสือ ปวศ.การเมืองมาเพราะเห็นคุณตำรวจไปยึด ตอนแรกยึกยักอยู่นานเพราะกลัวอ่านแล้วง่วง เป็นโรคไม่รับประวัติศาสตร์ไทย +ไม่เคยอ่าน สนพ.ฟ้าเดียวกันมาก่อน เห็นชื่อ อ.ธงชัยมานานแต่เห็นเล่มแล้วกลัวว่าจะซื้อมาปลวกกินเหมือนนิยายที่ดองไว้
ความรู้สึกตอนได้หนังสือมา
อ่ะมาไม่ครบ 55 เนื่องจากขายดีจัด เล่มนี้มาเล่มแรกกรีดดูก่อน ดมทีนึงก่อนจะเอาปกหนังสือใส่แล้วทำการสำรวจปก แหม่แข็งกว่าปกนิยาย เอาวะ! ลองเปิดดูหน่อย หนังสืออื่นดองไปก่อน
ระหว่างที่อ่าน + คหสต.
แอบไปเปิดกูเกิ้ลเป็นระยะเพราะเรื่องที่ อ.ธงชัยพูดถึงนั้นเป็นเหตุการณ์ก่อนที่เราจะเกิดทั้งสิ้น แม้ว่าจะฟังมาบ้างตอนเรียนมหาวิทยาลัย แต่อาจารย์พูดอ้อมแอ้มมาก แบบไม่อยากพูดเยอะเจ็บคอ!! อ่านไปอ่านมาเจอชื่อคณะแปลกๆ ที่รู้สึกเหมือนเดจาวู เอ๊ะ เอ๊ะ ตลอดเวลาเหมือนนั่งไทม์แมชชีนกลับไปส่อง ต่อจากนี้เป็นสปอยล์และความคิดเห็นส่วนตัวเล็กน้อย
สูตร 24752516(+2519)2535 คือตอนแรก ไม่เข้าใจเลยจริงๆ 555 นั่งเทียนเดาไว้ก่อน คือปีเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ตามด้วย 6 ตุลา 2516 + 14 ตุลา 2519 ต่อมาถึง พฤษภาทมิฬ 2535 ซึ่งที่กล่าวมานั้นคือเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ๆ ในประเทศไทย สิ่งที่หนังสือเรื่องนี้สื่อคือประวัติศาสตร์และความผิดพลาดในอดีตซึ่งไม่ได้ล้าสมัยเลยเพราะทุกอย่างที่พูดในหนังสือนั้นเป็นเหตุการณ์วนลูปที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน นั่นทำให้เราอินกับสิ่งที่อ่านได้ไม่ยาก แม้ว่าเหตุการณ์เก่าๆ จะผ่านมานานแล้วก็ตาม แต่อย่างหนึ่งที่พิสูจน์ได้เลยคือเพราะความเข้าใจผิดๆ ของคนรุ่นก่อนเรื่องการเมือง คำพูดที่พวกผู้ใหญ่พูดว่า ‘นักการเมืองนั้นมีแต่โกงกินทั้งหมด’ เราฟังแบบนั้นมาตั้งแต่เด็ก ถามเพื่อนรุ่นเดียวกันก็พูดเหมือนกันหมด จนงงว่าอะไรทำให้พวกเราคิดแบบนั้น? หากอ่านด้วยความอคติบางคนก็อาจจะรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งยุยงปลุกปั่น แต่หากลดเรื่องอคตินั้นออกไป มองในแง่ของความสมเหตุสมผล ตั้งคำถามกับอดีตบ้าง เราก็อาจจะเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้
หลังอ่านจบ
กลับมาที่ชื่อหนังสือ ‘ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง’ เป็นแนวความคิดหลักที่หนังสือเล่มนี้กล่าวถึง เพราะคำพูดนี้เองทำให้ทุกคนไม่ตั้งคำถามหรือสงสัย เพราะคำว่า ‘เหนือการเมือง’ ถือว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง แต่แท้จริงแล้วการเหนือการเมืองก็เป็น ‘การเมือง’ ในอีกรูปแบบหนึ่ง (อ่ะงงมะ) อ่านจบแบบเหนื่อยล้าแต่ก็คุ้มค่าที่ได้อ่าน และเพิ่งสงสัยว่านี่ประเทศเราใช้เวลาสังเคราะห์แสงกับระบอบประชาธิปไตยนานถึง 80 กว่าปี!! และประชาชน+อธิปไตย ไม่เคยมีจริง
เหลืออีกสองเล่มที่คุณตำรวจยึดไปตรวจสอบ.... 555 ป่ะ อ่านต่อ
March 22, 2021
รีวิวจากความทรงจำเพราะอ่านไปหลายเดือนแล้ว ผมคาดหวังมากไปหน่อยอาจจะเพราะชื่อหนังสือด้วยละมั้ง แต่เล่มนี้หนังสือดีนะครับ แต่อาจจะเพราะผมฟังอาจารย์แกพูดบ่อยแล้ว เนื้อหาเลยไม่ได้ว้าวอะไรมาก ตัวหนังสือเป็นหนังสือรวมบทความของอาจารย์ธงชัยระหว่งปี 2547-2555 บางบทความก็ลึกซึ้งมากครับ บางบทความก็จะอ่านละรู้สึกมีอารมณ์ผสมอยู่ในตัวเขียน เนื่องจากผมชอบอ่านเป็นข้อมูลมากกว่าอ่านคนด่ากัน แต่ก็เข้าใจครับ เพราะบางช่วงเป็นบทความที่อาจารย์เขียนหลังจากเหตุการณ์เพิ่งเกิดใหม่ๆ หรือบางเหตุการณ์อาจารย์แกไปมีส่วนร่วมเอง มันไม่ใช่แค่หน้ากระดาษเหมือนผมที่ก็แค่อ่านแค่สำหรับอาจารย์คนที่ตายไปอาจจะเป็นที่เป็นเพื่อนแกเองก็ได้อารมณ์ร่วมคงมีเยอะกว่าปรกติ ฉะนั้นความรู้สึกคนอ่านแบบผมเลยผสมๆ แต่โดยถาพรวมให้ 8/10 เป็นหนังสือที่ดีครับ โดยเฉพาะบางบท ถ้านำบทเหล่านั้นมารวมกันเป็น 1 เล่ม ละตัดบทที่อาจารย์เดือดออกไปผมก็ให้ 9-10/10 ครับ
.
เล่มนี้มีการแบ่งบทความเป็น 3 บท ประชาธิปไตยแบบไทย, รัฐประหาร, สังหารหมู่
โดยอธิบายให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงการแตกแยกกัน การะปะทะกัน การต่อสู้กัน การแตกแยก รวมตัวกัน ของแต่ละกลุ่มอำนาจ ตั้งแต่ปี 2475 มาถึง 2516 ประชาชนคิดว่าชนะและก็มาถูกสังหารหมู่ในปี 19 ซึ่งอาจารย์เองก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย
หนังสือเล่มนี้ทำให้เราเห็น "ช้างสองตัวในห้องการเมืองไทยกับสภาวะปฏิเสธความเป็นจริง" มีช้างสองตัวที่ประชันกำลังในห้องเราแต่เราดันไม่เห็นมัน ตัวหนึงคือฝ่ายนิยมเจ้า กับอีกฝ่ายคือฝ่ายตรข้ามอุดมการณ์นิยมเจ้า
.
สิ่งที่ชอบในเล่มนี้ การเล่าให้เห็นถึงพลังของกลุ่มการเมืองทั้งสองฝั่ง ที่พยายามสถาปณา "ความเหนือการเมือง" ให้กับระบบกษัตรย์ จากระบอบที่กษัติรย์ที่ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ คือ เหนือการเมือง ในลักษณะที่ "อย่าเข้ามายุ่งไม่ใช่เรื่องของท่าน" เป็น เหนือกว่าในรูปแบบ "ท่านอยู่สูงกว่านะ การเมื่องต้องต่ำกว่าท่าน" ทำให้เราเห็นพัฒนาการของการต่อสู้ทางความคิดหลัง 2475 จากที่ฝ่ายนิยมเจ้าสู้กลับประชาธิปไตยด้วย "กบฏบวรเดช" พยายามหมุนาฬิกากลับมาแต่ก็ไม่สำเร็จ ผู้ก่อการต้องหนีไป ในหลวง ร.7 ก็ต้องสละราชสมบัติไป จากนั้นพวกนิยมเจ้าเปลี่ยนแผนการ นำโดยบุคคลที่อาจารย์ศึกษาเป็นพอเศษคือพระองค์เจ้าธานีนิวัตเป็นคนสำคัญในการสถาปณาอำนาจนำของพวกเจ้าหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เปลี่ยนจากอย่ามายุ่งเป็นสูงกว่าการเมือง การสถาปณาอำนาจ จากที่แทบไม่มีอำนาจอะไรเลยของพวกเจ้าจนมาเห็นถึงการมีอำนาจนำหนัง 14 ตุลา การช่วงชิงความทรงจำ ในเล่มเราเห็นถึงงานหนังสือบางเล่มการตีความนอกเหนือไปจากรัฐธรรมนูญที่ พระเจ้าอยู่หัวร.9 ก็ยังทรงเห็นด้วยอีก (พระราชอํานาจ ประมวล รุจนเสรี) การสร้างวาทะกรรมทำการเมืองให้มันสะอาด เป็นการสร้างความสกปรกให้นักการเมืองและสถาปันการเมืองทันที จากนั้นเมื่อมีสิ่งสกปรกย่อมต้องมีสิ่งเปรียบเทียบคือสิ่งที่สะอาด ก็มีการโยนกลับไปให้ฝ่ายเจ้าว่านี่สิ่สะอาด เช่นวาทกรรม "นักการเมืองยืนปลาพระราชายื่นเป็ด" เป็นการด้อยค่าความเชื่อมั่นต่อสถาบันสภาของเราอย่างเป็นระบบ อาจารย์เห็นว่าเราควรยึดมั่นในสถาบันการเมือง ไม่ใช่ออกห่างจากสถาบันการเมืองไป ให้พลังกับฝ่ายช้างอีกตัวในห้องที่รอรับผลประโยชน์อยู่ จนก่อร่างจนมั่นคง มีการสั่งสมบารมีจนเราพูดถึงไม่ได้ แม้มันจะไม่ได้ผิดกฎหมาย 112 ด้วยซ้ำ แต่ด้วยบารมีที่ครอบคลุมทำให้เราต้องทำการ self-censorship ตัวเองเพื่อความปลอดภัยตัวเอง (จะเห็นว่าหลังปี 2020 พลังที่ปกคลุมนี้เริ่มจางไปบ้างแล้ว เราเริ่มพูดเรื่องเจ้ากันเยอะขึ้น เราเริ่มเห็นช้างแล้ว!!!)
.
ความคิดที่ผมคิดว่าสำคัญสุดในเล่มนี้ และเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย คือ ลัทธิผลลัพธ์นิยม กับการล้มล้างประชาธิปไตย เพราะนักการเมืองมันฉ้อฉล เราจึงต้องทำทุกอย่างเพราะขจัดมันออกไปจะเห็นได้ชัดในยุครัฐบาลคุณทักษิณ "เพราะทักษิณมันโกง เราเลยต้องล้มมันด้วยวิธีการใดๆก็ได้" นี่เป็นผลของพวกผลลัพธ์นิยม pragmatics คือต้องการแค่ผลลัพธ์ที่ต้องการ โดยไม่สนวิธีการ ถ้าปัญหาตั้งต้นคือ รัฐบาลที่มาจากรประชาธิปไตยมันบ้าอำนาจจริง ทางแก้ของคุณ คือการพยายามทำให้ รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยกลับสู่ร่องสู่รอยไม่ใช่หรือ แต่พวกผลลัพธ์นิยมกลับเลือกที่จะล้มล้างประชาธิปไตยไปก่อน ด้วยวิธีการใดก็ได้เพราะแค่จะกำจัดคุณทักษิณ(ทำขนาดนั้นเพื่อแค่เนี้ยอะนะ)
สิ่งที่เป็นปัญหา= รัฐบาลเป็นประชาธิปไตยแต่ในรูปแบบ ไม่เป็นประชาธิปไตยพอในการปฎิบัติงาน
สิ่งที่ต้องการ = รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย
ทางแก้ปัญหาที่เลือก = ล้มล้างประชาธิปไตย เปิดช่องให้อำนาจนอกประชาธิปไตยเข้ามามีบทบาท
ปัญหาของผลลัพธ์นิยมในทุกวันนี้ยังมีอยู่ หลังจากอาจารย์เขียนมาเป็นสิบปี ผมคุยกับเพื่อนๆเค้าก็ยังคิดเลยว่าทำยังไงก็ได้ขอแค่ให้นายกประยุทธ์ออกไป ปัญหาเดิมที่อาจารย์เขียนเลยครับ แค่เปลี่ยนตัวละครไป และคุณประยุทธ์อาจจะเป็นเผด็จการซ่อนรูป แต่การมที่เอาอะไรก็ได้ขอให้เป็นคนเก่งมาเอาคุณประยุทธ์ออกไปก็พอ จะทำให้ประเทศเข้าสู่ลูปเดิม และอาจจะก่อปัญหาการออกห่างจากประชาธิปไตยของเราต่อเป็นงูกินหาง
.
อีกสิ่งที่ชอบในงานชิ้นนี้คือ มายาคติเรื่องการซื้อเสียง เพราะเพื่อไทยมันซื้อเสียงมันเลยได้เป็นรัฐบาลไง ซึ่งนับเป็นการด้อยค่าชาวบ้านต่างจังหวัดเป็นอันมาก คือมันก็เป็นจริงแหละที่เสียงซื้อมันก็ได้บ้างไม่ว่าจะเป็นชาวอะไร แต่การที่ไปแปะว่าพวกเค้าผิดโง่ รับเงินแล้วกา เป็นการด้อยค่าเค้าอย่างมาก อันที่จริงการเข้ามาของคุณทักษิณถือเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการแจกแจงงบประมาณประเทศเป็นการบายพาสผลประโยชน์สู่รอบนอกเมืองหลวง เค้าจะได้คะแนนเสียงมันก็ไม่ได้น่าแปลกใจอะไร ไม่ชอบใจอย่างมากกับการไปด่าว่าเค้าแค่ซื้อเสียงก็ได้มา
.
อ่านแล้วไปต่อด้วย การก่อตัวของระบอบฉันทามติภูมิพล ของคุณ อาสา คำภา ก็จะเห็นภาพการต่อตัวตรงนี้ชัดครับ ผมคิดว่าอาจารย์อาสา แกวิเคราะห์ได้ลึกว่าอาจารย์ธงชัยหรอกนะครับ มองตัวละครเหล่านั้น ทั้งเจ้า ทหาร ขุนนาง ข้าราชการ เป็นตัวเล่นทางประวิติศาสตร์ ที่มีเป้าหมายของตน ที่ต้องการทำตามเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของตนมากกว่า จึงเห็นโครงร่างการก่อตัวของพวกเขาโดยไม่ได้มีอารมณ์โกรธแค้นเจือมาในตัวอักษรเหมือนอาจารย์ธงชัยในเล่มนี้(แหม จริงๆมันก็น่าแค้นอยู่แหละครับ)
.
เล่มนี้มีการแบ่งบทความเป็น 3 บท ประชาธิปไตยแบบไทย, รัฐประหาร, สังหารหมู่
โดยอธิบายให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงการแตกแยกกัน การะปะทะกัน การต่อสู้กัน การแตกแยก รวมตัวกัน ของแต่ละกลุ่มอำนาจ ตั้งแต่ปี 2475 มาถึง 2516 ประชาชนคิดว่าชนะและก็มาถูกสังหารหมู่ในปี 19 ซึ่งอาจารย์เองก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย
หนังสือเล่มนี้ทำให้เราเห็น "ช้างสองตัวในห้องการเมืองไทยกับสภาวะปฏิเสธความเป็นจริง" มีช้างสองตัวที่ประชันกำลังในห้องเราแต่เราดันไม่เห็นมัน ตัวหนึงคือฝ่ายนิยมเจ้า กับอีกฝ่ายคือฝ่ายตรข้ามอุดมการณ์นิยมเจ้า
.
สิ่งที่ชอบในเล่มนี้ การเล่าให้เห็นถึงพลังของกลุ่มการเมืองทั้งสองฝั่ง ที่พยายามสถาปณา "ความเหนือการเมือง" ให้กับระบบกษัตรย์ จากระบอบที่กษัติรย์ที่ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ คือ เหนือการเมือง ในลักษณะที่ "อย่าเข้ามายุ่งไม่ใช่เรื่องของท่าน" เป็น เหนือกว่าในรูปแบบ "ท่านอยู่สูงกว่านะ การเมื่องต้องต่ำกว่าท่าน" ทำให้เราเห็นพัฒนาการของการต่อสู้ทางความคิดหลัง 2475 จากที่ฝ่ายนิยมเจ้าสู้กลับประชาธิปไตยด้วย "กบฏบวรเดช" พยายามหมุนาฬิกากลับมาแต่ก็ไม่สำเร็จ ผู้ก่อการต้องหนีไป ในหลวง ร.7 ก็ต้องสละราชสมบัติไป จากนั้นพวกนิยมเจ้าเปลี่ยนแผนการ นำโดยบุคคลที่อาจารย์ศึกษาเป็นพอเศษคือพระองค์เจ้าธานีนิวัตเป็นคนสำคัญในการสถาปณาอำนาจนำของพวกเจ้าหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เปลี่ยนจากอย่ามายุ่งเป็นสูงกว่าการเมือง การสถาปณาอำนาจ จากที่แทบไม่มีอำนาจอะไรเลยของพวกเจ้าจนมาเห็นถึงการมีอำนาจนำหนัง 14 ตุลา การช่วงชิงความทรงจำ ในเล่มเราเห็นถึงงานหนังสือบางเล่มการตีความนอกเหนือไปจากรัฐธรรมนูญที่ พระเจ้าอยู่หัวร.9 ก็ยังทรงเห็นด้วยอีก (พระราชอํานาจ ประมวล รุจนเสรี) การสร้างวาทะกรรมทำการเมืองให้มันสะอาด เป็นการสร้างความสกปรกให้นักการเมืองและสถาปันการเมืองทันที จากนั้นเมื่อมีสิ่งสกปรกย่อมต้องมีสิ่งเปรียบเทียบคือสิ่งที่สะอาด ก็มีการโยนกลับไปให้ฝ่ายเจ้าว่านี่สิ่สะอาด เช่นวาทกรรม "นักการเมืองยืนปลาพระราชายื่นเป็ด" เป็นการด้อยค่าความเชื่อมั่นต่อสถาบันสภาของเราอย่างเป็นระบบ อาจารย์เห็นว่าเราควรยึดมั่นในสถาบันการเมือง ไม่ใช่ออกห่างจากสถาบันการเมืองไป ให้พลังกับฝ่ายช้างอีกตัวในห้องที่รอรับผลประโยชน์อยู่ จนก่อร่างจนมั่นคง มีการสั่งสมบารมีจนเราพูดถึงไม่ได้ แม้มันจะไม่ได้ผิดกฎหมาย 112 ด้วยซ้ำ แต่ด้วยบารมีที่ครอบคลุมทำให้เราต้องทำการ self-censorship ตัวเองเพื่อความปลอดภัยตัวเอง (จะเห็นว่าหลังปี 2020 พลังที่ปกคลุมนี้เริ่มจางไปบ้างแล้ว เราเริ่มพูดเรื่องเจ้ากันเยอะขึ้น เราเริ่มเห็นช้างแล้ว!!!)
.
ความคิดที่ผมคิดว่าสำคัญสุดในเล่มนี้ และเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย คือ ลัทธิผลลัพธ์นิยม กับการล้มล้างประชาธิปไตย เพราะนักการเมืองมันฉ้อฉล เราจึงต้องทำทุกอย่างเพราะขจัดมันออกไปจะเห็นได้ชัดในยุครัฐบาลคุณทักษิณ "เพราะทักษิณมันโกง เราเลยต้องล้มมันด้วยวิธีการใดๆก็ได้" นี่เป็นผลของพวกผลลัพธ์นิยม pragmatics คือต้องการแค่ผลลัพธ์ที่ต้องการ โดยไม่สนวิธีการ ถ้าปัญหาตั้งต้นคือ รัฐบาลที่มาจากรประชาธิปไตยมันบ้าอำนาจจริง ทางแก้ของคุณ คือการพยายามทำให้ รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยกลับสู่ร่องสู่รอยไม่ใช่หรือ แต่พวกผลลัพธ์นิยมกลับเลือกที่จะล้มล้างประชาธิปไตยไปก่อน ด้วยวิธีการใดก็ได้เพราะแค่จะกำจัดคุณทักษิณ(ทำขนาดนั้นเพื่อแค่เนี้ยอะนะ)
สิ่งที่เป็นปัญหา= รัฐบาลเป็นประชาธิปไตยแต่ในรูปแบบ ไม่เป็นประชาธิปไตยพอในการปฎิบัติงาน
สิ่งที่ต้องการ = รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย
ทางแก้ปัญหาที่เลือก = ล้มล้างประชาธิปไตย เปิดช่องให้อำนาจนอกประชาธิปไตยเข้ามามีบทบาท
ปัญหาของผลลัพธ์นิยมในทุกวันนี้ยังมีอยู่ หลังจากอาจารย์เขียนมาเป็นสิบปี ผมคุยกับเพื่อนๆเค้าก็ยังคิดเลยว่าทำยังไงก็ได้ขอแค่ให้นายกประยุทธ์ออกไป ปัญหาเดิมที่อาจารย์เขียนเลยครับ แค่เปลี่ยนตัวละครไป และคุณประยุทธ์อาจจะเป็นเผด็จการซ่อนรูป แต่การมที่เอาอะไรก็ได้ขอให้เป็นคนเก่งมาเอาคุณประยุทธ์ออกไปก็พอ จะทำให้ประเทศเข้าสู่ลูปเดิม และอาจจะก่อปัญหาการออกห่างจากประชาธิปไตยของเราต่อเป็นงูกินหาง
.
อีกสิ่งที่ชอบในงานชิ้นนี้คือ มายาคติเรื่องการซื้อเสียง เพราะเพื่อไทยมันซื้อเสียงมันเลยได้เป็นรัฐบาลไง ซึ่งนับเป็นการด้อยค่าชาวบ้านต่างจังหวัดเป็นอันมาก คือมันก็เป็นจริงแหละที่เสียงซื้อมันก็ได้บ้างไม่ว่าจะเป็นชาวอะไร แต่การที่ไปแปะว่าพวกเค้าผิดโง่ รับเงินแล้วกา เป็นการด้อยค่าเค้าอย่างมาก อันที่จริงการเข้ามาของคุณทักษิณถือเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการแจกแจงงบประมาณประเทศเป็นการบายพาสผลประโยชน์สู่รอบนอกเมืองหลวง เค้าจะได้คะแนนเสียงมันก็ไม่ได้น่าแปลกใจอะไร ไม่ชอบใจอย่างมากกับการไปด่าว่าเค้าแค่ซื้อเสียงก็ได้มา
.
อ่านแล้วไปต่อด้วย การก่อตัวของระบอบฉันทามติภูมิพล ของคุณ อาสา คำภา ก็จะเห็นภาพการต่อตัวตรงนี้ชัดครับ ผมคิดว่าอาจารย์อาสา แกวิเคราะห์ได้ลึกว่าอาจารย์ธงชัยหรอกนะครับ มองตัวละครเหล่านั้น ทั้งเจ้า ทหาร ขุนนาง ข้าราชการ เป็นตัวเล่นทางประวิติศาสตร์ ที่มีเป้าหมายของตน ที่ต้องการทำตามเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของตนมากกว่า จึงเห็นโครงร่างการก่อตัวของพวกเขาโดยไม่ได้มีอารมณ์โกรธแค้นเจือมาในตัวอักษรเหมือนอาจารย์ธงชัยในเล่มนี้(แหม จริงๆมันก็น่าแค้นอยู่แหละครับ)
September 22, 2015
ยอดเยี่ยมในมุมมองและการวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ที่ทำให้เห็นช้างตัวใหญ่สองตัวในห้อง (สังคมไทย) ที่คนในสังคมพยายามทำเป็นมองไม่เห็น ด้วยอาการป่วยทางจิตแบบปฏิเสธความจริง
หนังสือสำคัญเล่มนี้เปิดตาผู้อ่านให้เห็นบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่นั่งบนยอดสุดของระบอบการเมือง แต่ส่งอิทธิพลแรงกล้าเป็นเวลายาวนาน ก่อให้เกิดอาการวิปริตวิปลาสในสังคมไทยอย่างรุนแรงในทศวรรษนี้.
หนังสือสำคัญเล่มนี้เปิดตาผู้อ่านให้เห็นบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่นั่งบนยอดสุดของระบอบการเมือง แต่ส่งอิทธิพลแรงกล้าเป็นเวลายาวนาน ก่อให้เกิดอาการวิปริตวิปลาสในสังคมไทยอย่างรุนแรงในทศวรรษนี้.
June 27, 2023
เนื้อหาภายในเล่มแบ่งออกเป็น 4 ภาค แต่ละภาคอาจมีเนื้อหาที่เหลื่อมซ้อนทับกันถึงช่วงประวัติศาสตร์ที่ไกลกว่านั้น แต่ผมจะขอจับประเด็นเน้นดังต่อไปนี้คือ คือ
1.ประชาธิปไตยแบบไทย (ที่จะมีพูดถึงปัญหาความคิดของม็อบ พธม. เสื้อเหลือง ช่วงก่อนปี 49)
2.รัฐประหาร (หรือก็คือพูดถึงสาเหตุและผลกระทบของเหตุการณ์ 19 กันยาฯ 49)
3.สังหารหมู่ (หรือก็คือพูดถึงการสลายการชุมนุม นปช. คนเสื้อแดง เมษา-พฤษภา เลือด ปี 53) และ
4.เปลี่ยน(ไม่)ผ่าน ([ที่ในระหว่างบรรทัด?]จะพูดถึงช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์/อำนาจนำเก่า สู่รัฐบาลยิ่งลักษณ์/อำนาจนำใหม่ หลังปี 53)
.
[จะเป็นไปได้ไหมว่าเล่มนี้กำลังคาดถึงช่วงกำลังจะเปลี่ยนรัชสมัยด้วย??]
.
ประเด็นสำคัญหนึ่งที่งานชิ้นนี้พยามจะถกเถียง/เล่นด้วยก็คือคำว่า "กษัตริย์เหนือการเมือง" ซึ่งตรงนี้เราก็จะได้เห็นในภาพหน้าปกที่มีภาพคำที่นูนออกมา และสีเหลือที่สื่อถึงกษัตริย์รัชกาลก่อน
คำว่า "เหนือ" นั้น ถ้าไม่นับความหมายทางทิศเหนือ (north) ในภาษาไทยมันก็จะยังมีความหมายอีก 2 ความหมายหลัก
หลักการที่ว่ากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง หลักการนี้ก็มีอยู่ในทางสากล และก็เป็นที่เข้าใจและยอมรับได้ เพราะในหลักการสากลนั้นกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองหมายถึง พ้นเหนือ (above; overhead) ไม่มียุ่งเกี่ยว/ไม่ไปข้องแวะการเมือง
ขณะที่ในไทย แม้แต่เดิมจะมีความพยามสถาปนาหลักการข้างต้นนี้ แต่ก็มีกลุ่มบางกลุ่มที่พยามตีความหรือสร้างให้ความหมายคำนี้ใหม่ คือกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองหมายถึง อำนาจเหนือ (superior; above) ครอบงำ/ควบคุมการเมือง
.
จะดีกว่าไหม ที่เราอาจจะไม่ชอบรัฐบาลทักษิณก็ได้ แต่เราจะต้องไม่ไปเล่นนอกเกม ล้มระบอบประชาธิปไตย
จะดีกว่าไหม ที่เราจะต้องระวังวิธีคิดเรื่องประชาธิปไตยใสสะอาด ปราบปรามนักการเมือง จนไปดึกอำนาจนอกเข้ามา
จะดีกว่าไหม ที่เราจะต้องพยามทำความทำความเข้าใจวัฒนธรรมนักเลงและสันติอหิงสาใหม่ เพื่อให้เข้าใจคนที่ภูมิหลังไม่เหมือนเรา
จะดีกว่าไหมที่เราจะต้องเผชิญหน้า หันมาพูดสิ่งที่เราแกล้งทำเป็นไม่เห็น/ไม่อยากพูด เพื่อหาทางออกร่วมกัน ไม่ให้ปัญหาบานปลายขึ้นไปอีก
.
จากที่เราได้เห็นในสารบัญทั้ง 4 ภาคนั้น เราจะสามารถกล่าวได้ไหมว่า หรือนี่ก็คือผลงานหลักที่กษัตริย์พยามจะแทรกแทรงอยู่เหนือการเมืองไทยมาโดยตลอด
.
1.ประชาธิปไตยแบบไทย (ที่จะมีพูดถึงปัญหาความคิดของม็อบ พธม. เสื้อเหลือง ช่วงก่อนปี 49)
2.รัฐประหาร (หรือก็คือพูดถึงสาเหตุและผลกระทบของเหตุการณ์ 19 กันยาฯ 49)
3.สังหารหมู่ (หรือก็คือพูดถึงการสลายการชุมนุม นปช. คนเสื้อแดง เมษา-พฤษภา เลือด ปี 53) และ
4.เปลี่ยน(ไม่)ผ่าน ([ที่ในระหว่างบรรทัด?]จะพูดถึงช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์/อำนาจนำเก่า สู่รัฐบาลยิ่งลักษณ์/อำนาจนำใหม่ หลังปี 53)
.
[จะเป็นไปได้ไหมว่าเล่มนี้กำลังคาดถึงช่วงกำลังจะเปลี่ยนรัชสมัยด้วย??]
.
ประเด็นสำคัญหนึ่งที่งานชิ้นนี้พยามจะถกเถียง/เล่นด้วยก็คือคำว่า "กษัตริย์เหนือการเมือง" ซึ่งตรงนี้เราก็จะได้เห็นในภาพหน้าปกที่มีภาพคำที่นูนออกมา และสีเหลือที่สื่อถึงกษัตริย์รัชกาลก่อน
คำว่า "เหนือ" นั้น ถ้าไม่นับความหมายทางทิศเหนือ (north) ในภาษาไทยมันก็จะยังมีความหมายอีก 2 ความหมายหลัก
หลักการที่ว่ากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง หลักการนี้ก็มีอยู่ในทางสากล และก็เป็นที่เข้าใจและยอมรับได้ เพราะในหลักการสากลนั้นกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองหมายถึง พ้นเหนือ (above; overhead) ไม่มียุ่งเกี่ยว/ไม่ไปข้องแวะการเมือง
ขณะที่ในไทย แม้แต่เดิมจะมีความพยามสถาปนาหลักการข้างต้นนี้ แต่ก็มีกลุ่มบางกลุ่มที่พยามตีความหรือสร้างให้ความหมายคำนี้ใหม่ คือกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองหมายถึง อำนาจเหนือ (superior; above) ครอบงำ/ควบคุมการเมือง
.
จะดีกว่าไหม ที่เราอาจจะไม่ชอบรัฐบาลทักษิณก็ได้ แต่เราจะต้องไม่ไปเล่นนอกเกม ล้มระบอบประชาธิปไตย
จะดีกว่าไหม ที่เราจะต้องระวังวิธีคิดเรื่องประชาธิปไตยใสสะอาด ปราบปรามนักการเมือง จนไปดึกอำนาจนอกเข้ามา
จะดีกว่าไหม ที่เราจะต้องพยามทำความทำความเข้าใจวัฒนธรรมนักเลงและสันติอหิงสาใหม่ เพื่อให้เข้าใจคนที่ภูมิหลังไม่เหมือนเรา
จะดีกว่าไหมที่เราจะต้องเผชิญหน้า หันมาพูดสิ่งที่เราแกล้งทำเป็นไม่เห็น/ไม่อยากพูด เพื่อหาทางออกร่วมกัน ไม่ให้ปัญหาบานปลายขึ้นไปอีก
.
จากที่เราได้เห็นในสารบัญทั้ง 4 ภาคนั้น เราจะสามารถกล่าวได้ไหมว่า หรือนี่ก็คือผลงานหลักที่กษัตริย์พยามจะแทรกแทรงอยู่เหนือการเมืองไทยมาโดยตลอด
.
December 21, 2020
เป็นหนังสือแนววิเคราะห์ประวัติศาสตร์การเมืองยุคใหม่ เป็นการรวมบทความของ อ.ธงชัย ที่เขียนในปี 2547-2555
หนังสือจะว่าด้วยช้าง 2 ตัว ที่ไม่มีใครเห็น
มาจากสำนวน ”ช้างในห้อง” (Elephant in the room) ที่แปลว่า มีช้างตัวบะเริ่มอยู่ในห้อง แต่ไม่มีใครเห็นและพูดถึงมัน ซึ่งคือสภาวะปฏิเสธความจริง
แต่ในสังคมไทยมี ช้างอยู่ 2 ตัวที่ไม่มีใครพูดถึงมัน ทำเหมือนไม่มีอยู่ แล้วปล่อยให้ผ่านไป
ช้างตัวแรกคือ ระบอบกษัตริย์ และ อุดมการณ์กษัตริย์นิยม
ช้างตัวที่สองคือ ฝ่ายที่วิพากษ์และตั้งคำถามต่ออุดมการณ์กษัตริย์นิยม
หนังสือเขียนได้น่าสนใจว่า ช้าง 2 ตัวนี้เป็น 2 ด้านของเหรียญเดียวกัน คือ เพราะมีช้างตัวที่1 เลยทำให้ ช้างตัวที่2 ปรากฏออกมา
สังคมเราอยู่ในบรรยากาศที่มีการปราบปราม รวมถึงการ self-censorship ที่ทำให้คนไม่กล้าพูดถึงช้างทั้ง 2 ตัว
ส่วนตัวมองว่า หนังสือเขียนได้เป็นกลางนะ วิเคราะห์ทุกฝั่งอย่างนักวิชาการ ผิดถูกก็อยู่ที่คนอ่านจะคิด แต่นั่นหล่ะ ผมว่า คำว่าเป็นกลางมันก็อยู่ว่าเราอยู่ข้างไหน ถ้าเรายืนอยู่ขวาหน่อย ตรงกลางก็ถูกมองว่าซ้าย ถ้าเรายืนซ้ายหน่อย ตรงกลางก็กลายเป็นอยู่ขวา
ระหว่างอ่านเองก็พยายามเถียงคนเขียนไปเรื่อยๆ ซึ่งก็พบว่าสนุกดี ซึ่งเทคนิคการอ่านแล้วเถียงคนเขียนเนี่ย ได้มาจาก Bill Gate ลองใช้มาซักพักแล้วพบว่าทำให้อ่านแล้วสนุกขึ้น 555
เป็นหนังสือที่อ่านแล้วอยากบอกว่า หนัก-แน่น-เหนื่อย
คือเป็นหนังสือที่วิเคราะห์ประวัติศาสตร์การเมือง ที่มีเนื้อหาหนักๆ แบบอัดแน่น อ่านแล้วเหนื่อย
แบบว่าคนเขียนเค้าเขียนเชิงวิชาการ ไม่ได้กะให้อ่านง่ายเลย 555
จริงๆหนังสือแนวนี้ ขึ้น best seller อยู่หลายสำนักนะ และเห็นว่าคนที่ซื้อไปอ่านส่วนนึงก็เป็นเด็กด้วย ทำให้ผมรู้สึกดีใจนะ ที่เด็กไทยมีนิสัยรักการอ่านได้ขนาดนี้ เพราะหนังสือแบบนี้มันไม่ใช่หนังสืออ่านเล่นๆ คนจะอ่านได้มันต้องเป็นนักอ่านระดับนึงเลย
สรุป ไม่แนะนำให้อ่าน ถ้าไม่ได้สนใจการเมือง เพราะหนักไป แต่ถ้าอยากอ่านบทความเชิงวิชาการของประวัติศาสร์การเมือง เพื่อจะได้เห็นภาพของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็อ่านได้ครับ
ปล. ผมติดเล่มนี้มาก ถือเดินไปอ่านที่ทำงาน มีคนมาหยิบดูบอกว่า อ่านไรอ่ะ พอเห็นปกเค้าก็โยนลงแล้วบอกว่า ไม่เอาๆไม่คุย ... นี่ไง ช้าง2ตัวในห้อง
หนังสือจะว่าด้วยช้าง 2 ตัว ที่ไม่มีใครเห็น
มาจากสำนวน ”ช้างในห้อง” (Elephant in the room) ที่แปลว่า มีช้างตัวบะเริ่มอยู่ในห้อง แต่ไม่มีใครเห็นและพูดถึงมัน ซึ่งคือสภาวะปฏิเสธความจริง
แต่ในสังคมไทยมี ช้างอยู่ 2 ตัวที่ไม่มีใครพูดถึงมัน ทำเหมือนไม่มีอยู่ แล้วปล่อยให้ผ่านไป
ช้างตัวแรกคือ ระบอบกษัตริย์ และ อุดมการณ์กษัตริย์นิยม
ช้างตัวที่สองคือ ฝ่ายที่วิพากษ์และตั้งคำถามต่ออุดมการณ์กษัตริย์นิยม
หนังสือเขียนได้น่าสนใจว่า ช้าง 2 ตัวนี้เป็น 2 ด้านของเหรียญเดียวกัน คือ เพราะมีช้างตัวที่1 เลยทำให้ ช้างตัวที่2 ปรากฏออกมา
สังคมเราอยู่ในบรรยากาศที่มีการปราบปราม รวมถึงการ self-censorship ที่ทำให้คนไม่กล้าพูดถึงช้างทั้ง 2 ตัว
ส่วนตัวมองว่า หนังสือเขียนได้เป็นกลางนะ วิเคราะห์ทุกฝั่งอย่างนักวิชาการ ผิดถูกก็อยู่ที่คนอ่านจะคิด แต่นั่นหล่ะ ผมว่า คำว่าเป็นกลางมันก็อยู่ว่าเราอยู่ข้างไหน ถ้าเรายืนอยู่ขวาหน่อย ตรงกลางก็ถูกมองว่าซ้าย ถ้าเรายืนซ้ายหน่อย ตรงกลางก็กลายเป็นอยู่ขวา
ระหว่างอ่านเองก็พยายามเถียงคนเขียนไปเรื่อยๆ ซึ่งก็พบว่าสนุกดี ซึ่งเทคนิคการอ่านแล้วเถียงคนเขียนเนี่ย ได้มาจาก Bill Gate ลองใช้มาซักพักแล้วพบว่าทำให้อ่านแล้วสนุกขึ้น 555
เป็นหนังสือที่อ่านแล้วอยากบอกว่า หนัก-แน่น-เหนื่อย
คือเป็นหนังสือที่วิเคราะห์ประวัติศาสตร์การเมือง ที่มีเนื้อหาหนักๆ แบบอัดแน่น อ่านแล้วเหนื่อย
แบบว่าคนเขียนเค้าเขียนเชิงวิชาการ ไม่ได้กะให้อ่านง่ายเลย 555
จริงๆหนังสือแนวนี้ ขึ้น best seller อยู่หลายสำนักนะ และเห็นว่าคนที่ซื้อไปอ่านส่วนนึงก็เป็นเด็กด้วย ทำให้ผมรู้สึกดีใจนะ ที่เด็กไทยมีนิสัยรักการอ่านได้ขนาดนี้ เพราะหนังสือแบบนี้มันไม่ใช่หนังสืออ่านเล่นๆ คนจะอ่านได้มันต้องเป็นนักอ่านระดับนึงเลย
สรุป ไม่แนะนำให้อ่าน ถ้าไม่ได้สนใจการเมือง เพราะหนักไป แต่ถ้าอยากอ่านบทความเชิงวิชาการของประวัติศาสร์การเมือง เพื่อจะได้เห็นภาพของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็อ่านได้ครับ
ปล. ผมติดเล่มนี้มาก ถือเดินไปอ่านที่ทำงาน มีคนมาหยิบดูบอกว่า อ่านไรอ่ะ พอเห็นปกเค้าก็โยนลงแล้วบอกว่า ไม่เอาๆไม่คุย ... นี่ไง ช้าง2ตัวในห้อง
This entire review has been hidden because of spoilers.
October 16, 2020
ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง เป็นหนังสือรวมบทความว่าด้วยประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกุูลที่เขียนขึ้นระหว่างปี 2547 - 2555 โดยผู้เขียนต้องการฉายภาพประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยในมุมมองที่กว้างขึ้น อาจารย์ธงชัยวิเคราะห์ให้เห็นการต่อสู้ต่อรองของผู้เล่นมากหน้าหลายตาในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย ทั้งสถาบันกษัตริย์ ฝ่ายนิยมเจ้า คณะราษฎร กองทัพ ฝ่ายเสรีนิยม
ในช่วงระยะเวลา 72 ปีของประชาธิปไตย ผู้เล่นมากหน้าหลายตาดังกล่าวผลัดกันแพ้ผัดกันชนะ บางช่วงร่วมมือกัน บางช่วงต่อสู้กัน จนกลายมาเป็นประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองในปัจจุบัน
หนังสือเล่มหนาและราคาไม่ถูก ถ้าไม่คิดจะเปิดหูเปิดตาจริง ๆ คงไม่มีใครซื้ออ่าน แต่หากเล่าเนื้อหาโดยสรุปคือคำว่า #อยู่เหนือการเมือง ถูกดัดแปลงและนำมาใช้ในความหมายใหม่ด้วยมันสมองของฝ่ายนิยมเจ้าในช่วงหลังปี 2475 และสภาวะนั้นดำรงอยู่อย่างทรงพลานุภาพจนถึงปัจจุบัน
แนะนำให้อ่านเหมือนเราเกิดในอีก 500 ปีข้างหน้า แล้วย้อนมาอ่านประวัติศาสตร์ปัจจุบันแบบคนนอก เช่นเดียวกับเวลาอ่านสามก๊ก ซึ่งเราคงไม่อินถึงขนาดยอมตายแทนโจโฉ หรือกอบกู้ราชวงศ์ฮั่นแทนฮ่องเต้ที่ไม่สนใจราชการแบบเล่าเสี้ยนใช่ไหม
ในช่วงระยะเวลา 72 ปีของประชาธิปไตย ผู้เล่นมากหน้าหลายตาดังกล่าวผลัดกันแพ้ผัดกันชนะ บางช่วงร่วมมือกัน บางช่วงต่อสู้กัน จนกลายมาเป็นประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองในปัจจุบัน
หนังสือเล่มหนาและราคาไม่ถูก ถ้าไม่คิดจะเปิดหูเปิดตาจริง ๆ คงไม่มีใครซื้ออ่าน แต่หากเล่าเนื้อหาโดยสรุปคือคำว่า #อยู่เหนือการเมือง ถูกดัดแปลงและนำมาใช้ในความหมายใหม่ด้วยมันสมองของฝ่ายนิยมเจ้าในช่วงหลังปี 2475 และสภาวะนั้นดำรงอยู่อย่างทรงพลานุภาพจนถึงปัจจุบัน
แนะนำให้อ่านเหมือนเราเกิดในอีก 500 ปีข้างหน้า แล้วย้อนมาอ่านประวัติศาสตร์ปัจจุบันแบบคนนอก เช่นเดียวกับเวลาอ่านสามก๊ก ซึ่งเราคงไม่อินถึงขนาดยอมตายแทนโจโฉ หรือกอบกู้ราชวงศ์ฮั่นแทนฮ่องเต้ที่ไม่สนใจราชการแบบเล่าเสี้ยนใช่ไหม
January 2, 2021
คิดว่าอ่านช้าไปนิดเมื่อเทียบกับปรากฏการณ์ที่คนในสังคมตาสว่างกันขนาดนี้ แต่คิดว่าเป็นการดีที่จะได้พินิจใคร่ครวญมองระบอบประชาธิปไตยของไทยที่ผิดเพี้ยนอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั้งในประเด็นการเปลี่ยน(ไม่)ผ่านของระบบการปกครอง รัฐประหาร ทักษิณ เสื้อแดง ความล้มเหลวของศาลยุติธรรม สถาบันกษัตริย์ ฯลฯ เราชอบบทที่นำเสนอช้างสองตัวในห้อง คิดว่าเห็นภาพชัดมากๆ
พูดเลยว่าไม่ใช่หนังสือที่อ่านง่าย เหมือนอ่านหนังสือสอบตลอดเวลา แน่นหนักและเหนื่อยมาก ต้องมีพื้นความรู้เรื่องประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาประมาณนึง (เล่มจวบจันทร์ฯอ่านง่ายกว่ามาก) แต่ถ้าใครที่ติดตามอ่านการเมืองมาเยอะๆ แล้วไปอ่านเล่มนี้เพื่อทบทวนความรู้ก็ดีนะ รู้สึกว่าได้ประเด็นและแง่มุมใหม่ๆ มาคิดเสริมเยอะ อย่างเรื่องมุมมองของนักประวัติศาสตร์ของอาจารย์ธงชัยที่น่าสนใจ การให้พิจารณาถึงปัจจัยโดยรอบ รวมถึงประวัติศาสตร์ไทยที่ไม่สามารถแบ่งแยกกระแสสังคมได้แยกชัดขนาดนั้น มันทั้งปะปนทับซ้อนกันอยู่ แต่คุ้มค่ามากที่ได้อ่าน
พูดเลยว่าไม่ใช่หนังสือที่อ่านง่าย เหมือนอ่านหนังสือสอบตลอดเวลา แน่นหนักและเหนื่อยมาก ต้องมีพื้นความรู้เรื่องประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาประมาณนึง (เล่มจวบจันทร์ฯอ่านง่ายกว่ามาก) แต่ถ้าใครที่ติดตามอ่านการเมืองมาเยอะๆ แล้วไปอ่านเล่มนี้เพื่อทบทวนความรู้ก็ดีนะ รู้สึกว่าได้ประเด็นและแง่มุมใหม่ๆ มาคิดเสริมเยอะ อย่างเรื่องมุมมองของนักประวัติศาสตร์ของอาจารย์ธงชัยที่น่าสนใจ การให้พิจารณาถึงปัจจัยโดยรอบ รวมถึงประวัติศาสตร์ไทยที่ไม่สามารถแบ่งแยกกระแสสังคมได้แยกชัดขนาดนั้น มันทั้งปะปนทับซ้อนกันอยู่ แต่คุ้มค่ามากที่ได้อ่าน
December 14, 2018
A top 5 books of my reading in this year
October 20, 2020
คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์
May 13, 2021
ผ่านไปเป็นสิบปี ประเทศไทยยังวนเวียนอยู่ที่เดิม บางบทความยังสดใหม่ราวกับเขียนถึงเรื่องราวในปัจจุบัน (พ.ค.64) โดยเฉพาะกรณี ม.112
ด้วยความที่เป็นหนังสือรวมบทความจากต่างกรรมต่างวาระ ตั้งแต่ปี 2547-2555 ทำให้ท่วงทำนองในแต่ละบทมีความแตกต่างกัน อ่านแล้วได้อรรถรสหลากหลายอารมณ์ แต่เรื่องราวยังร้อยเรียงอยู่บนแกนเรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งพออ่านแล้วก็ยังรู้สึกร่วมสมัย และทำให้มีความเข้าใจเหตุการณ์อย่างได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เห็นด้วยอย่างยิ่งที่อาจารย์ชวนให้เราลองมองเรื่องราววันนี้จะอนาคตอีก 50 ปีข้างหน้า หลายเรื่องหลายคนจะเป็นเรื่องตลกและเรื่องเศร้า ม.112 อาจจะกลายเป็นตำนานขำขันในวงเหล้า รอยัลยิสต์หลายคนจะกลายเป็นปิศาจในคราบนักบุญ และนักโทษในคุกหลายคนจะกลายเป็นวีรบุรุษ.
ด้วยความที่เป็นหนังสือรวมบทความจากต่างกรรมต่างวาระ ตั้งแต่ปี 2547-2555 ทำให้ท่วงทำนองในแต่ละบทมีความแตกต่างกัน อ่านแล้วได้อรรถรสหลากหลายอารมณ์ แต่เรื่องราวยังร้อยเรียงอยู่บนแกนเรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งพออ่านแล้วก็ยังรู้สึกร่วมสมัย และทำให้มีความเข้าใจเหตุการณ์อย่างได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เห็นด้วยอย่างยิ่งที่อาจารย์ชวนให้เราลองมองเรื่องราววันนี้จะอนาคตอีก 50 ปีข้างหน้า หลายเรื่องหลายคนจะเป็นเรื่องตลกและเรื่องเศร้า ม.112 อาจจะกลายเป็นตำนานขำขันในวงเหล้า รอยัลยิสต์หลายคนจะกลายเป็นปิศาจในคราบนักบุญ และนักโทษในคุกหลายคนจะกลายเป็นวีรบุรุษ.
April 24, 2021
เป็นหนังสือที่ดีมาก ๆ เล่มหนึ่งในปีนี้เลย ที่เห็นหักไป 1 ดาว เพราะเราไม่คุ้นกับสำนวนแบบนี้เท่าไหร่ประกอบกับเป็นเนื้อหาที่เราเองก็ไม่ได้มีความรู้มากนัก ทำให้รู้สึกว่าอ่านยากพอสมควรเลย กว่าจะอ่านจบใช้เวลาเกือบ 2 เดือน อ่าน ๆ ไปสักพักต้องหยุดมาประมวลผลก่อนถึงจะกลับไปอ่านต่อได้
ยกเล่มนี้ให้เป็นเล่มที่เปิดโลกการเมืองของเราเลย
ยกเล่มนี้ให้เป็นเล่มที่เปิดโลกการเมืองของเราเลย
May 7, 2021
1 ใน 5 หนังสือประวัติศาสตร์ การเมืองไทยที่ควรอ่าน ดีมาก อธิบายเหตุการณ์ได้ดี เรียบเรียงภาษาเชิงวิชาการออกมาได้อย่างไม่น่าเบื่อ ประทับใจทุกบท แต่ชอบจริงๆคือ บทเรื่องช้าง วิจารณ์ฟ้าได้ถึงใจดินมาก และชอบอีกอัน(ขอแถม) คือเรื่องบทเรียนความรุนแรง ที่เล่าถึง movement คนเสื้อแดง เข้าบุกรพ.จุฬา ตาสว่างโจ้งมาก อยากหาอ่านเกี่ยวกับชุมนุมนปช. สมัยก่อนเลย ดูแบบคนละเรื่องกับที่สื่อรายงานตอนเราเป็นเด็กเลย
January 15, 2017
เป็นหนังสือที่ดีมาก สวนกลับ และตุ้นให้คิดถึงระบบกษัตริย์ที่เป็นอยู่ปัจจุบันว่าเป็นสถาบันการเมืองอย่างหนึ่ง ซึ่งชาวไทยอาจจะมองไม่เห็น
This entire review has been hidden because of spoilers.
Displaying 1 - 14 of 14 reviews














