Pawarut Jongsirirag705 reviews139 followersFollowFollowOctober 3, 2024เอาจริงๆ ชื่อเรื่องพาให้เป๋อยู่นะครับ ตอนแรกนึกว่าเนื้อหาเกี่ยวกับผู้หญิงโรคจิต กับการรับมือของรัฐภายใต้ความรู้ด้านจิตเวช เรียกว่ากะมาอ่านความบ้าคลั่ง และการต่อสู้ของรัฐเลย แต่จริงๆไม่ใช่แบบนั้นครับเนื้อหาของหนังสือเล่าถึงวิวัฒนาการของความรู้ด้านจิตเวชของไทย ที่มีผลต่อการควบคุม "ความเป็นหญิง" และ "ความเป็นแม่" ตั้งแต่ช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง ถึงประมาณ 2530 ในภาพรวม หนังสือชี้ให้เห็นว่าตลอดระยะเวลาหลายสิบปี รัฐมีความต้องการอย่างมากในการควบคุมผู้หญิงให้เป็น ผู้หญิงที่ดี เป็นแม่ที่ดี เพื่อตอบโจทก์ความต้องการของรัฐในการสร้างความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ รัฐมองว่าประเทศจะเจริญได้ ขึ้นอยู่ที่คุณภาพของประชากร และประชากรทุกคนย่อมเริ่มต้นตั้งแต่การอยู่ในครรภ์มารดา ดังนั้น รัฐจะควบคุมคุณภาพของประชากร ย่อมหนีไม่พ้นการควบคุม มารดา หรือผู้หญิงทุกคนในรัฐให้มีคุณภาพตามสายตาของรัฐ ที่จะส่งผลต่อการมีบุตรที่จะกลายเป็นประชากรคุณต่อไปจุดนี้แหละครับ ที่ความรู้ด้านจิตเวชเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในการกำหนดว่าผู้หญิงที่ดีและไม่ดี เป็นอย่างไร มันทำให้เห็นว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ เมื่อถูกนำไปใช้ภายใต้แนวคิดทางการเมือง มันน่ากลัวและมีอิทธิพลขนาดไหนภายใต้การนำความรู้ไปบงการและควบคุมชีวิตของประชากร สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดมากจากที่หนังสือนำเสนอมา คือ รัฐนี่มันมีปัญหาอะไรกับ มดลูก และจิ๋ม ของผู้หญิงขนาดนั้น คือหากเทียบว่ารัฐเป็นคนซักคน คนคนนี้ๆคือเอฟซีและผู้คลั่งไคล้ในโยนีอย่างสุดใจ ต้องการควบคุมบงการแนบชิดตลอดเวลา ซึงการบงการเนี่ย ก็ไม่ได้มีความสนใจ หรือ ถามผู้ที่ต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมบงการนี่เลยว่าเขาโอเคกับมันมั้ยคุณมีหน้าที่เชื่อฟังและทำตามแค่นั้นพอการที่รัฐนำความรู้ทางจิตเวชมาควบคุม มันน่ากลัวกว่าที่คิดนะครับ ลองนึกภาพว่า หากมีผู้หญิงในช่วงเวลานั้น ทำอะไรผิดไปจากค่านิยมที่รัฐวางกรอบไว้แล้ว ผู้หญิงคนนั้นจะถูกแปะป้ายทันทีว่า มึงป่วย มึงเป็นจิตเภท ต้องได้รับการรักษา ซึ่งการรักษาในสมัยนั้น เราก็รู้ว่ามันไม่ได้วางตัวอยู่ในกรอบของการเคารพสิทธิมนุษยชนอะไรเท่ากับสมัยนี้ ดังนั้น หากไม่นับผู้ที่ป่วยเป็นจิตเภทจริงๆ เราไม่รู้เลยว่ามีคนปกติที่เป็นเพียงผู้หญิงที่มีแนวคิดหรือพฤติกรรมนอกกรอบของรัฐต้องเข้าไปอยู่ภายใต้ร่มของการถูกตีตราว่าเป็นจิตเภทมากน้อยแค่ไหน เพียงเพราะคุณไม่ใช่ "ผู้หญิง" อย่างที่รัฐต้องการให้เป็นนอกจากเนื้อหาในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว หนังสือยังชี้ให้เห็นแม้จะไม่ได้ชัดเจนนัก ว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกนำไปรับใช้อุดมการร์ทางการเมืองมันน่ากลัวขนาดไหน เราต้องไม่ลืมว่าในช่วงเวลานั้น (และอาจจะจะตลอดระยะเวลาหลังปฏิวัติวิทยาศาสตร์) สถานะความรู้ของวิทยาศาสตร์นั้นสูงส่งมาก เรียกได้ว่ามันเบียดขับความรู้ด้านอื่นที่ไม่ได้ถูกต้องตรงกับกรอบของวิทยาศาสตร์ออกไปจนหมด ความรับรู้ของผู้คนจึงชัดเจนมากว่าวิทยาศาสตร์คือ ความถูกต้อง เป็นกลางปราศจากอคติ เพราะมันถูกผลิตโดยกระบวนการที่พิสูจน์มาแล้วว่าจริง แต่ที่เราควรต้องสงสัย และตั้งคำถามต่อตัวความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้นเองว่า มันปราศจากอคติจริงหรือไม่ มันรับใช้อุดมการณ์บางอย่างอยู่หรือเปล่า เพราะหากมันรับใช้อำนาจบางอย่างอยู่ จะกลายเป็นว่าวิทยาศาสตร์จะเปลี่ยนตัวเองเป็นอาวุธที่น่ากลัวที่มีพลังในการบงการและควบคุมมนุษย์ได้อย่างไม่มีที่ติลองนึกว่าภาพว่าหากคุณถูกแปะป้ายไปแล้วว่า เป็นจิตเภท คุณจะเอาอะไรไปสู้ว่าไม่ได้เป็น หากองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์บอกชัดว่า ถ้าคุณมีพฤติกรรมแบบนี้ ๆๆๆๆๆ คือ ใช่ คุณเป็นบ้าแน่นอน ทั้งๆที่องค์ความรู้นี้ไม่ได้ตรงไปตรงมาแต่มีอคติทางเพศปะปนลงไปด้วย หรือพูดง่ายๆคือ มันเป็นวิทยาศาสตร์ที่มีคำตอบวางไว้แล้วหาข้อเท็จจริงไประกบทีหลัง ซึ่งในทุกวันนี้เราอาจเรียกได้ว่าเป็นวิทยาศาสตร์เทียม แต่กว่าเราจะรู้ว่ามันเทียม มันก็ส่งผลเสียไปไม่รู้เท่าไหร่แล้วทำให้นอกจกาความรู้ในเชิงประวัติศาสตรื หนังสือยังทำให้เห็นถึงความน่ากลัวของการหยิบใช้วิทยาศาสตร์ที่มีอคติเรื่องเพศมาเป็นอาวุธในการควบคุมคนหมู่มาก จนมันทำให้หันหลับมามององค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทุกวันนี้เลยว่า มันยังมีเรื่องแบบนี้อยู่อีกหรือไม่ องค์ความรู้ที่มีเรื่องเพศกำกับเป็นพลังอยู่เบื้องหลัง ที่มองดูแวบแรกแล้วก็น่าเชื่อถือมีเหตุผล แต่หากมองดูให้ดีก็จะพบว่า มันไม่ใช่องค์ความรู้ที่บริสุทธิ์ เป็นสากล อย่างที่องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ควรจะเป็นเลยnon-fiction
Drn.Reading66 reviews8 followersFollowFollowDecember 7, 2024#นารีวิปลาส เล่มนี้เป็นการนำเสนอประวัติศาสตร์ของคนชายขอบที่แทบไม่ถูกกล่าวถึงมาก่อน คือ ประวัติศาสตร์ว่าด้วยคนป่วยจิตเวช และเพศหญิง หนังสือเล่มนี้เหมือนย่อยมาจากวิทยานิพนธ์ป.โท ของผู้เขียน แม้เนื้อหาจะเหมือนอ่านงานวิชาการแต่ผู้เขียนเองก็ประมวลออกมาได้อย่างน่าสนใจ เพราะนอกจากบทความทางการแพทย์แล้ว หนังสือยังนำเสนอจิตเวชและเพศหญิงในมุมเชิงประวัติศาสตร์ผ่านเอกสารจดหมายเหตุ บทละครโทรทัศน์ไปจนถึงนวนิยายในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่การจัดการคนบ้าในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่มีสถานกักกัน หรือการสร้างโรงพยาบาล 'หลังคาแดง' มาจนถึงสมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่มีการเผยแพร่ความรู้ทางสุขภาพจิตเป็นวงกว้าง และสมัยช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการผลักดันบทบาทหญิงในฐานะส่วนสำคัญของการสร้างชาติ ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้ช่วยเติมเต็มสิ่งอาจหล่นหายไปนานในประวัติศาสตร์ไทย เพราะนี่คือเสียงของผู้หญิงและผู้ป่วยจิตเวชที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงในเชิงสังคมผ่านภาพการเมืองไทยในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านมา
Bannarot88 reviews5 followersFollowFollowOctober 21, 20245 - ประวัติศาสตร์การแพทย์ในแวดวงวิชาการไทยนับได้ว่ายังเป็นวงศึกษาที่แคบอยู่พอสมควร โดยเฉพาะประวัติศาสตร์เกี่ยวกับงานจิตเวช และโดยเฉพาะในมุมมองทางเพศด้วยแล้ว หนังเล่มนี้จึงเหมือนเป็นการศึกษาแบบในคำนำเสนอที่ว่า "ชายขอบสองชั้น" นารีวิปลาส ศึกษาอาณาบริเวณของคำว่า "บ้า" ในบริบทประวัติศาสตร์ไทยนับตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลที่ 4 ต่อเน่องจนถึงการเข้ามาของการแพทย์สมัยใหม่ และพีคในช่วงยุคพัฒนา (ราวปี 2520) โดยเน้นศึกษาใน "ผู้หญิ���" ซึ่งผู้เขียนมองว่าความรู้จิตเวชเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์อันซับซ้อน ตั้งแต่การผูกโยงอาการทางจิตกับการเป็นประจำเดือน จนค่อยๆ ที่นโยบายรัฐเริ่มเข้ามามีบทบาท เราชอบข้อเสนอหนึ่งของเล่มนี้นะที่บอกว่า ความรู้ทางจิตเวชไม่ได้เข้ามากีดกันว่าใครบ้าเท่านั้น แต่เข้ามาควบคุมความปกติให้เกิดขึ้นในสังคมด้วยนับเป็นงานศึกษาประเด็นเรื่องเพศ จิตเวช และอำนาจความรู้ได้อย่างน่าสนใจครับacademic