Bannarot88 reviews5 followersFollowFollowDecember 27, 20255บทบันทึกจากเธอที่เป็นลูกสาวเกี่ยวกับแม่ สาแหรกตระกูลที่เต็มไปด้วยผู้หญิงผู้ผ่านร้อนหนาวมาอย่างสมบุกสมบัน เล่าผ่านปากคำของลูกสาวที่อุทิศทุกลมหายใจเพื่อจะเข้าใจ เพื่อดูแล เพื่อปลอบโยน เพื่อผ่านทุกๆ ความยากลำบาก สำหรับเรามันเรียบง่ายมากในน้ำเสียง แต่มันก็เจ็บปวด เล่าอย่างจริงที่สุด เล่นเอาเราขบคิดกับชีวิตตัวเองไปตลอดที่พลิกหน้ากระดาษตลอดทั้งเล่มนี้คือเล่าเรื่องลูกสาวที่ดูแลแม่ซึ่งเป็นผู้ป่วยจิตเวช ตามมาด้วยอาการแทรกซ้อนจำนวนมาก เธอพยายามจดบันทึกทุกๆ การเปลี่ยนแปลง ทุกๆ ความผิดปกติ เทียวเข้าออกโรงพยาบาลร่วม 20 ปีเพื่อประคับประคองให้แม่ของเธอยังไปได้ต่อ ขณะเดียวกัน ตลอดทั้งเล่มนี้ก็พาเราสำรวจชีวิตของ ’ลูกสาว‘ จำนวนมาก ตั้งแต่รุ่นยาย รุ่นแม่ น้าสาว น้องสาว หลานสาว ตัวเธอเองที่เป็นลูกสาว มากกว่านั้นคือการเป็น ลูกสาวแห่งจีนอพยพ มันเหมือนชายขอบสองชั้นที่ดั้นด้นให้ตัวเองมีชีวิต ทรงจำแหว่งวิ่นตั้งแต่ปีเกิดที่ไม่แน่ชัด การไม่ได้ถูกยอมรับสัญชาติ การถูกผลักให้ออกไปขายเสียงขายร่างกายให้ใครที่ไม่รู้จัก ไปเป็นบ้านเล็ก ไปเป็นรองใครๆ เพียงสิ่งเดียวคือ มีชีวิตต่อไป หลายคนผ่านมันไปได้และหาที่ทางพอที่จะเดินต่ออย่างเท่าทัน แต่ทรงจำมันก็รุนแรงพอที่จะทึ้งสติให้คนที่ใจเจ็บกับมันต้องทรุดโทรมไปเรื่อยๆ มีหลายชั้นของปัญหาที่สลับซับซ้อนในบันทึกนี้ ผู้เขียนเล่าอย่างซื่อ อย่างจริงใจ มันไม่ได้ตีอกชกหัวให้ชะตากรรมของตัวเอง แต่ก็เพราะชีวิตมันเริ่มมาแบบนั้น มันก็ต้องไปต่อแบบนั้นเองนับถือลูกสาวทุกคนที่อาจเต็มใจหรือมิเต็มใจกับการเป็นลูกสาวก็ตามfeature
Surachai Boonyasiri94 reviews2 followersFollowFollowSeptember 7, 2025พอสารทจีนจึงหาหนังสือเข้าเทศกาลอ่าน ตอนแรกคิดว่าเนื้อหาจะเกี่ยวกับอคติทางเพศในครอบครัวคนจีน แต่เฉลยคือไม่ใช่ กลับเป็นบันทึกเรื่องราวของลูกสาว (ผู้เขียน) ที่เล่าย้อนไปสมัยยายของเธอมาเริ่มตั้งรกรากในไทย เรื่อยมาจนถึงสมัยปัจจุบันที่เธอต้องดูแลแม่ผู้ชราที่เป็นผู้ป่วยทางจิตเวชประกอบกับโรคความจำเสื่อม และเรื่องหลังจากนั้น ด้วยความที่เราก็ลูกหลานคนจีน หลายเรื่องเราอ่านแล้วมันก็ดูใกล้ชิด อย่างเรื่องการปิดโรงเรียนจีนในไทย ย่าก็เคยเล่าให้ฟัง ต้องแอบจุดเทียนเรียนเขียนอ่าน บทสวดมนต์มหากรุณาธารณีสูตรเอสี่เคลือบพลาสติกนั่นบ้านเราก็มี แม้กระทั่งตอนที่ผู้เขียนเล่าว่า แม่จำเธอไม่ได้ ถามว่าเธอเป็นใคร เราอ่านแล้วเราก็ตกใจ ย่าเราก็เคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟังเหมือนกัน ว่าอาเหล่าม่าพอแก่ติดเตียงแล้วก็หลงๆ ลืมๆ ถามว่าย่าเป็นใคร พอบอกก็ลูกสาว เหล่าม่าก็ไม่เชื่อ ยังบอกอยู่ว่าลูกสาวฉันมันเก่ง แกไม่ใช่หรอก ตอนย่าเล่าก็คงอดภูมิใจไม่ได้มั้ง แม้ว่าจะเจือๆ ปนๆ ความน่าสลดด้วย เรื่อง palliative care นี่ เราคงพูดเยอะไม่ได้ แต่ถ้าใครผ่านช่วงวัยเวลานั้นมา ก็ตอนอ่านในเล่มคงมีพยักหน้าให้กันบ้าง--a nod of mutual understanding and sympathy คุณไม่รู้หรอกว่าคุณจะสะดุ้งตื่นมาตอนไหนกลางดึก เพราะเสียงดังแปลกๆ หรือเสียงคนโวยวายเรียกให้รีบมาช่วย ของเรายังเบาบางไม่กี่ปี แต่ในหนังสือเราอ่านแล้วได้แต่คิดว่า โอโห นี่มันชีวิตคนที่เข้มแข็งฉิบหายคนหนึ่งเลย ดูแลกันมาเป็นสิบปี อุทิศให้ทั้งการงาน อารมณ์ และเวลา ซึ่งเวลานั่นแหละก็คือชีวิตประเด็นให้พูดมีเยอะ ไม่รู้จะร้อยและเรียงยังไง แต่จะทยอยๆ ทำไปตามกระแสสำนึก1. ชื่อเรื่องที่ว่า เธอคือลูกสาว นี่ ในแง่หนึ่งมันก็ชัดเจนว่าหมายถึงผู้เขียนนั่นแหละ เพราะชีวิตเธอเป็นลูกสาวของแม่ ลูกสาวที่อดทนและดูแลแม่จนถึงวันที่ภาระหน้าที่นั้นสิ้นสุดลง แต่อีกใจนึงตอนเราอ่านแล้วเราก็อดมองไม่ได้ว่า ไม่ใช่แค่ผู้เขียนหรอกที่เป็น 'ลูกสาว' ในเล่มนี้มีลูกสาวเยอะมาก (แม่ที่เธอดูแลอยู่ for example ก็เป็นลูกสาว) และชีวิตของผู้เป็นลูกสาวแต่ละคนก็ถูกผูกด้วยหน้าที่และเส้นสายชะตาชีวิตดีร้ายต่างสีสันกัน 2. ผู้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายทุกคนจะต้องเผชิญหน้ากับความคิดที่ว่า 'ถ้าตัวเองดูแลดีกว่านี้...' อย่างเลี่ยงไม่ได้ พูดกว้างๆ กว่านี้ ประเด็นนี้มันเป็นเหมือนซิลล่ากับคาริบดิส อะ คือถ้าคุณมีคนป่วยนะ คุณเลือกจะไม่ดูแล คนป่วยตาย คนรู้สึกผิดแน่นอน แต่ถ้าคุณเลือกดูแล เอาแบบอุทิศเวลาให้เลย มันเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณเองจะรับมือกับทุกอย่างได้ เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะไม่เผลอระเบิดอารมณ์ใส่คนที่คุณดูแลและรัก และเหตุการณ์พวกนี้เองก็จะกลับมากระหน่ำโบยคุณทีหลัง ไม่ว่าคนอื่นจะชมว่าคุณเก่งหรืออดทนขนาดไหน คุณจะรู้สึกผิดอยู่ดี ถนนทุกสายนำคุณสู่ความรู้สึกผิด จะทำอย่างไรกับความรู้สึกเหล่านั้นได้บ้าง ก็ขอให้โชคดี 555555555 3. ในเล่มมีการหัก expectation คนอ่าน การมาเฉลยบางอย่างทีหลัง การแทรกเนื้อหาจากไดอารี่ผู้เขียนที่ช่วยกำชับ veracity ของหนังสือและทำให้ผู้อ่านเห็นภาพและมี immersion มากขึ้น การเผชิญหน้าต่ออุปสรรคของตัวละคร อย่างหลังนี้คงสำคัญที่สุด เพราะว่า โอโห อุปสรรคเหนื่อยหนักขนาดที่ว่า พอทุกอย่างคลี่คลายลง เราเองที่อ่านมาก็น้ำตาคลอรู้สึกโล่งไปด้วย4. ภาษาเล่าอย่างเรียบง่าย แม่เป็นอะไร ทำอะไร ใครรู้สึกอะไร ต้องพาแม่ไปไหน หมอว่าอย่างไร วันนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ในขณะที่เนื้อหาหนักหน่วงหนักใจ ในแง่หนึ่งที่จะมีอะไรที่น่า celebrate แบบ จากมุมมองเราต่อหนังสือ หรือสิ่งที่หนังสือพยายามทำ มันคงเป็นความสามัญเนี่ยแหละ ทั้งภาษาและอื่นๆ ตอนที่เล่าว่าพาแม่ไปเข้าโรงพยาบาลรัฐพักห้องรวมแล้วแม่ร้องโวยวาย คนที่อยู่ในนั้นก็ไม่ได้โกรธเคือง กลับเห็นอกเห็นใจ หรือเพื่อนบ้านที่ประกอบอาชีพขับแท็กซี่และขายของออนไลน์ เวลาเกิดเรื่องก็จะวิ่งมาช่วย พูดไม่ถูกแฮะ simple storytelling with basic sympathy บางทีมันง่ายเท่านี้เอง ไม่ได้มีอะไรหวือหวาเลย ชีวิตและคนในชีวิตเหล่านั้นก็ล้วนแล้วธรรมดา (ประเด็นเรื่องนี้อาจจะมีแค่เราที่วนกลับมาอ่านรีวิวแล้วเข้าใจว่าตอนนี้คิดอะไรอยู่ 5555555)5. ซึ่งถ้าวรรณกรรมอย่างที่หลายคนอ้างว่าเป็นเครื่องมือสร้าง empathy ได้ เราว่าเล่มเนี้ย ทำได้ และทำได้ดีมาก ส่วนหนึ่งเพราะมันเป็นชีวิตจริง ถึงขนาดที่มีความรู้สึกว่าอยากให้หลายๆ คนได้อ่าน เพราะมันคงช่วยให้เราเข้าใจ 'คนอื่น' ที่มีอยู่มากมายมหาศาลรอบตัวเราได้มากขึ้น เห็นอกเห็นใจ และคงอดทนอดกลั้นต่อกันได้มากขึ้นเมื่อเราเห็นว่าแต่ละคนมี condition ชีวิตที่ต่างกันและต่างกันมากขนาดไหน 6. รูปถ่ายหน้าปกหนังสือที่มีรูปเด็กชาย เขียนชื่อเล่มว่าเธอเป็นลูกสาว และใช่ เด็กชายคนนั้น เธอเป็นลูกสาวจริงๆ
ดินสอ สีไม้1,070 reviews179 followersFollowFollowNovember 4, 2024ภาษาที่เล่า ไม่ได้สละสลวยแบบนักเขียนมืออาชีพแต่เรื่องที่เล่านั้น มีความลึกซึ้งในตัวของมันเองนี่เป็นครั้งแรก ที่เราได้อ่านเรื่องราวการอพยพจากฝ่ายหญิงเป็นการอพยพมาจากเมืองจีน มาโดยลำพัง ไม่มีฝ่ายชายมาด้วยเธอถูกหลอก ถูกกระทำ และตกระกำลำบากมากกว่าสิ่งที่เศร้าที่สุดก็คือ ..ภายใต้เรื่องที่ดูคล้ายนิยายเรื่องนี้ มีเรื่องจริง ชีวิตจริงซ่อนอยู่ ..นอกจากนี้ หนังสือเล่มนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องดูแลบุพการีที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมทั้งในแง่ของการดูแลทางกายภาพและในแง่ของความรู้สึกของผู้ดูแลหนังสือเล่มนี้จะเป็นเหมือนเพื่อนที่เข้าใจคอยให้กำลังใจผู้อ่าน ให้ข้ามผ่านความยากลำบากนั้นไปด้วยกัน2024 thai
pickmegadance1 reviewFollowFollowNovember 10, 2024อันที่จริงผู้เขียนสรุปเนื้อหาอย่างย่นย่อในบทที่หนึ่งทั้งหมดแล้ว แต่เพียงแค่นั้นก็ฮุคเราจนน้ำตาแทบร่วง และยิ่งสั่นสะเทือนมากขึ้นเมื่อย่อหน้าสุดท้ายจบลงไม่ฟูมฟาย ตรงไปตรงมา ผู้เขียนเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย สามัญเหมือนกับชีวิตของเรา ของคุณ หรือของใครก็ตาม บุคคลธรรมดาที่ไม่มีชื่ออยู่ในบทเรียนประวัติศาสตร์ แต่เป็นคนสำคัญของใครสักคนในชีวิตจริง และสำคัญมากพอที่จะเป็นเรื่องเล่าที่ทรงพลังและงดงามไม่รู้จะอธิบายความประทับใจต่อหนังสือเล่มนี้อย่างไรดี เอาเป็นว่าถ้าปีนี้อ่านหนังสือได้เล่มเดียว เราจะอ่านเล่มนี้แหละ
Atisak Chuengpattanawadee26 reviews7 followersFollowFollowNovember 5, 2024บอกเล่าจากลูกสาว ถึงชะตากรรมของบรรดาลูกสาวทั้งหลายจากบทนำ ผู้เขียนไม่ใช่นักเขียนอาชีพ แต่ทำงานในสำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือเล่มนี้ออกมา บก.ขอให้ผู้เขียนบอกเล่าความทรงจำออกมาก่อนที่มันจะแหว่งวิ่นมากไปกว่านี้รูปในปกหนังสือ คือ รูปครอบครัว เป็นรูปตากับยาย เด็กผู้หญิงด้านซ้ายคือ ป้า ส่วนเด็กที่แต่งตัวเหมือนผู้ชายตรงกลาง คือแม่ และยังมีน้าสาวอีกคนที่ไม่ได้อยู่ในรูป ยายถูกครอบครัวที่เมืองจีนขายและส่งตัวมาเมืองไทย แม่เล้าให้ยายกินยาหม้อที่ทำให้เป็นหมัน แม่ ป้า และน้าสาว เป็นลูกบุญธรรมของยาย และไม่ใช่พี่น้องกันเลยส่วนตาในรูปแยกทางกับยาย และยายก็ไปเป็นเมียน้อยของตาอีกคน แม่เป็นเมียน้อยของพ่อน้าสาวเป็นเมียน้อยของน้าเขยผู้เขียนเล่าวันที่แม่สมองเสื่อม ผู้เขียนดีใจที่แม่ได้ลืมเรื่องราวในอดีต แต่เมื่อป่วยหนักขึ้น อดีตที่เก็บงำไว้เนิ่นนานกลับมาหลอกหลอนแม่อีก อดีตที่ทำให้ในศาลเจ้ามีผู้หญิงไปขอพรมากกว่าผู้ชายหนึ่งในสามแรกของหนังสือ บอกเล่าความเป็นมาของครอบครัว เป็นเรื่องราวที่เเหลือเชื่อและสะท้อนใจช่วงต่อมาที่ใช้พื้นที่ไปเกือบทั้งหมด คือ ประสพการณ์การดูแลแม่ที่มีภาวะสมองเสื่อมและจิตเวชที่ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียด และสุดแสนจะจริง ปิดท้ายด้วยความตายของแม่ และชีวิตที่เดินต่อไปยิ่งกว่านิยาย เพราะนี่คือเรื่องจริงผู้เขียนใช้ภาษาในการเล่าที่ธรรมดา เรียบง่าย เล่าเรื่อย ๆ ไม่ดราม่า อ่านง่าย ถึงจะไม่บันเทิงนักชื่อเรื่อง เธอคือลูกสาว กินความหมดจด สำหรับผู้หญิงทุกคนในเรื่องที่แทบไม่เห็นการปรากฏตัวของผู้ชายนอกจากผู้เขียนที่เขียนดีมาก ๆ คาดเดาว่า บก. น่าจะมีส่วนในความเจ๋งของหนังสือเล่มนี้