What do you think?


ทารุณนิทาน: สรรนิพนธ์
ทารุณนิทาน: สรรนิพนธ์ (Contes cruels: Selections) รวม 10 สุดยอดเรื่องสั้นของ ออกุสต์ วีลิเยรส์ เดอ ลีส์-ลด็อง (August Villiers le L'Isle Adam) นักประพันธ์เอกชาวฝรั่งเศสจากปลายศตวรรษที่ 19
แม้ผลงานของวีลิเยร์จะสืบวงศ์วานมาจากเรื่องสั้นของโพ (Poe) แต่วีลิเยร์ก็ได้ต่อเติมเสริมแต่งพัฒนาจนมีเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นภาวะหลอกหลอน-ซ้ำเหตุการณ์ หรือความเป็นอนันตภาพ (infinity) ที่ส่งทอดอิทธิพลไปถึงฆอร์เก ลุยส์ บอร์เกส (Jorge Luis Borges) อแล็ง รอบบ์-กรีเยต์ (Alain Robbe-Grillet) หรือสตีเฟน ดิกสัน (Stephen Dixon)
จุดเด่นของผลงานที่ภายหลังถูกเรียกเป็นแนวย่อย (sub-genre) ว่า ทารุณนิทาน (conte cruel) นั้นมีลักษณะร่วมกันในเรื่องของความระทึก (thrill) ที่คลี่คลายตัวไปสู่ความระทึกทางปัญญา หรือแนวคิดเชิงนามธรรม (เช่นกรณีที่เราพบเห็นได้ในเรื่องสั้นจำนวนหนึ่งของบอร์เกส) ขับเน้นให้เราเห็นความยอกย้อนไม่ลงรอยระหว่างโลกความจริงที่ปรากฏตรงหน้า เป็นสภาวะละล้าละลังอันคลุมเครือที่กลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจนักอ่าน
ทารุณนิทาน: สรรนิพนธ์ ประกอบด้วย 10 เรื่องสั้น
• เวร่า Véra (1874)
• คลับคลา A s'y méprendre! (1875)
• ไฟเย็น Sentimentalisme (1876)
• เสียงสาธารณ์ Vox Populi (1880)
• บุปผาหม่น Fleurs de ténèbres (1880)
• อาคันตุกะหนึ่งราตรี Le Convive des dernières fêtes (1874)
• รำลึกเร้น Souvenirs occultes (1878)
• ลบฟ้า L'Affichage céleste (1873)
• เวอร์ฌินีกับปอล Virginie et Paul (1874)
• หญิงไร้นาม L'inconnue (1876)
ทารุณนิทาน: สรรนิพนธ์ แปลโดย ธีรัชต หวังวิศาล ผู้อยู่เบื้องหลังเพจ "แปลโดยนัย" ที่นำเสนอผลงานแปลของนักเขียน-กวีจากศตวรรษที่ 19 มาอย่างจริงจังและต่อเนื่องยาวนาน
แม้ผลงานของวีลิเยร์จะสืบวงศ์วานมาจากเรื่องสั้นของโพ (Poe) แต่วีลิเยร์ก็ได้ต่อเติมเสริมแต่งพัฒนาจนมีเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นภาวะหลอกหลอน-ซ้ำเหตุการณ์ หรือความเป็นอนันตภาพ (infinity) ที่ส่งทอดอิทธิพลไปถึงฆอร์เก ลุยส์ บอร์เกส (Jorge Luis Borges) อแล็ง รอบบ์-กรีเยต์ (Alain Robbe-Grillet) หรือสตีเฟน ดิกสัน (Stephen Dixon)
จุดเด่นของผลงานที่ภายหลังถูกเรียกเป็นแนวย่อย (sub-genre) ว่า ทารุณนิทาน (conte cruel) นั้นมีลักษณะร่วมกันในเรื่องของความระทึก (thrill) ที่คลี่คลายตัวไปสู่ความระทึกทางปัญญา หรือแนวคิดเชิงนามธรรม (เช่นกรณีที่เราพบเห็นได้ในเรื่องสั้นจำนวนหนึ่งของบอร์เกส) ขับเน้นให้เราเห็นความยอกย้อนไม่ลงรอยระหว่างโลกความจริงที่ปรากฏตรงหน้า เป็นสภาวะละล้าละลังอันคลุมเครือที่กลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจนักอ่าน
ทารุณนิทาน: สรรนิพนธ์ ประกอบด้วย 10 เรื่องสั้น
• เวร่า Véra (1874)
• คลับคลา A s'y méprendre! (1875)
• ไฟเย็น Sentimentalisme (1876)
• เสียงสาธารณ์ Vox Populi (1880)
• บุปผาหม่น Fleurs de ténèbres (1880)
• อาคันตุกะหนึ่งราตรี Le Convive des dernières fêtes (1874)
• รำลึกเร้น Souvenirs occultes (1878)
• ลบฟ้า L'Affichage céleste (1873)
• เวอร์ฌินีกับปอล Virginie et Paul (1874)
• หญิงไร้นาม L'inconnue (1876)
ทารุณนิทาน: สรรนิพนธ์ แปลโดย ธีรัชต หวังวิศาล ผู้อยู่เบื้องหลังเพจ "แปลโดยนัย" ที่นำเสนอผลงานแปลของนักเขียน-กวีจากศตวรรษที่ 19 มาอย่างจริงจังและต่อเนื่องยาวนาน
272 pages, Paperback
Published January 1, 2025
About the author
Auguste de Villiers de l'Isle-Adam
261 books103 followersJean-Marie-Mathias-Philippe-Auguste, comte de Villiers de l'Isle-Adam (7 November 1838 – 19 August 1889) was a French symbolist writer.
Ratings & Reviews
Friends & Following
Create a free account to discover what your friends think of this book!
Community Reviews
Displaying 1 - 5 of 5 reviews
February 19, 2025
งานของวิลีเยรส์ ทำให้ผมนึกถึงงานของ โพ ในเวอร์ชั่นไม่ได้เน้นความสยองขวัญ แต่ขับเน้นถึงอารมณ์ของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งรอบตัว ผ่านผัสสะต่างๆที่ไม่อาจเชื่อถือได้ ทำให้มนุษย์ต้องดำรงอยู่ในความไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลา
รวมเรื่องสั้นของวิลีเยรส์เล่มนี้ ค่อนข้างหลากหลายในเชิงของลูกเล่นและสารที่ตัวบทของมันต้องการสื่อออกมา
วิลีเยรส์ดูจะถนัดนักกับการใช้วิธีการเปรียบเทียบของสองสิ่งเพื่อขับเน้นความหมายที่ซ่อนตัวอยู่ของสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะความรัก และความตาย และความสิ้นหวัง ดูจะเป็นวัตถุดิบหลักในเรื่องสั้นแทบทุกเรื่องของวิลีเยรส์
เริ่มต้นด้วย “เวรา” เรื่องสั้นที่โดดเด่นที่สุดเรื่องหนึ่งในเล่มนี้ ที่เล่าถึงความรักที่ถูกพลัดพรากไปด้วยความตาย และชายผู้ไม่อาจปล่อยวางความรักนี้ได้แม้ความตายจะช่วงชิงลมหายใจของคู่รักไปแล้ว เรื่องนี้อุดมไปด้วยบรรยากาศทุกข์โศกระทมทวย ที่มีฉากเป็นปราสาทที่มืดทึม ที่ทำให้นึกถึงงานของโป ในแบบที่ไม่สยองขวัญ แต่เหมือนเรื่องเล่ารักอาลัยที่ทำให้นึกถึงหนังของ Roger corman ผู้นำเรื่องสั้นของโพไปทำเป็นหนังหลายต่อหลายเรื่อง
ถัดจาก เวรา ผมพบว่าเรื่องสั้นหลายเรื่องต่อมาดูจะเน้นย้ำถึงความตายและการสูญเสียในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป อย่าง “คลับคลา” ที่นำความตายมาเปรียบเทียบกับชีวิตที่ยังมีลมหายใจแต่ก็เหมือนกับตายแล้วทั้งเป็น หรือ “ไฟเย็น” ที่นำความตายมาถักทอเป็นอาภรณ์ของกวี ความตายจึงอาจไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจแต่คือจุดสูงสุดที่กวีจักมอบให้ หรือ “บุปผาหม่น” ที่ความตาย และความรักอาจไม่ใช่สองสิ่งที่แตกต่าง แต่คือ เหรียญคนละด้านของกันและกัน และปิดท้ายด้วย “อาคันตุกะหนึ่งราตรี” ที่นำความตายมาผูกโยงกับวิปลาสผ่านความคลั่งไคล้ที่ยากจะถอนตัว แต่ผู้ที่ลุ่มหลงหรือผู้ที่เพิกเฉย ใครกันแน่คือผู้ร้ายในเรื่องเล่านี้
นอกจากความตายแล้ว เรื่องสั้นอื่นๆ ก็ยังคงขับเน้นอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ในด้านอื่นเพื่อตอกย้ำความขบขันและความไม่แน่นอนของชีวิตเช่นเดียวกัน อย่าง “เสียงสาธารณ์” ที่เล่าด้วยความเย้ยหยันมาเยาะเย้ยความไร้แก่นสารของการเมือง หรือ “รำลึกเล้น” และ “ลอยฟ้า” ที่นำเอาความถือดีของมนุษย์มาเสียดสีให้เห็นว่ามันเป็นเพียงความโง่เขลาของชีวิตที่สุดท้ายแล้วเป็นเพียงเกราะป้องกันเพื่อไม่ให้ตระหนักได้ว่าชีวิตของเราแท้จริงมันไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากความว่างเปล่า และ “เวอร์ฌินีกับปอล” ที่นำเอาความตลกร้ายของความรักที่มักอ้างตนว่าสูงส่งมาล้อเล่นกับเงินตราว่าสิ่งใดกันแน่ที่สูงส่งกว่ากัน และสุดท้าย “หญิงไร้นาม” ที่เป็นเรื่องสั้นที่โดดเด่นอีกเรื่องหนึ่ง ที่เล่าถึงความรักที่ไม่อาจสมหวังเพียงเพราะฝั่งหนึ่งคือมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์
เรื่องสั้นทั้งหมดของวิลีเยรส์ ด้านหนึ่งคือความเชื่อมั่นในมนุษย์ที่ทุกชีวิตต่างมีอิสระของตนเอง แต่อิสระที่ได้รับมานี้ กลับถูกติดอยู่ในกรอบของรูปรสกลิ่นเสียง ที่ไม่อาจเอาแน่เอานอนได้ สิ่งที่ผัสสะได้รับมาอาจไม่ใช่ความจริงของสิ่งนั้นๆ สิ่งเดียวที่อาจแน่แท้ในเรื่องสั้นทั้งหมดของวิลีเยรส์ น่าจะเป็นอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ เป็นสิ่งเดียวที่ดูจะเชื่อถือได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากมนุษย์อย่างแท้จริง แท้จริงยิ่งกว่าสิ่งอื่น แท้จริงยิ่งกว่าอิสระเสรีที่ถูกกักขังภายในกล่องผัสสะของมนุษย์
เป็นรวมเรื่องสั้นอายุอานามกว่า 100 ปี ที่น่าสนใจมากทีเดียวครับ
รวมเรื่องสั้นของวิลีเยรส์เล่มนี้ ค่อนข้างหลากหลายในเชิงของลูกเล่นและสารที่ตัวบทของมันต้องการสื่อออกมา
วิลีเยรส์ดูจะถนัดนักกับการใช้วิธีการเปรียบเทียบของสองสิ่งเพื่อขับเน้นความหมายที่ซ่อนตัวอยู่ของสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะความรัก และความตาย และความสิ้นหวัง ดูจะเป็นวัตถุดิบหลักในเรื่องสั้นแทบทุกเรื่องของวิลีเยรส์
เริ่มต้นด้วย “เวรา” เรื่องสั้นที่โดดเด่นที่สุดเรื่องหนึ่งในเล่มนี้ ที่เล่าถึงความรักที่ถูกพลัดพรากไปด้วยความตาย และชายผู้ไม่อาจปล่อยวางความรักนี้ได้แม้ความตายจะช่วงชิงลมหายใจของคู่รักไปแล้ว เรื่องนี้อุดมไปด้วยบรรยากาศทุกข์โศกระทมทวย ที่มีฉากเป็นปราสาทที่มืดทึม ที่ทำให้นึกถึงงานของโป ในแบบที่ไม่สยองขวัญ แต่เหมือนเรื่องเล่ารักอาลัยที่ทำให้นึกถึงหนังของ Roger corman ผู้นำเรื่องสั้นของโพไปทำเป็นหนังหลายต่อหลายเรื่อง
ถัดจาก เวรา ผมพบว่าเรื่องสั้นหลายเรื่องต่อมาดูจะเน้นย้ำถึงความตายและการสูญเสียในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป อย่าง “คลับคลา” ที่นำความตายมาเปรียบเทียบกับชีวิตที่ยังมีลมหายใจแต่ก็เหมือนกับตายแล้วทั้งเป็น หรือ “ไฟเย็น” ที่นำความตายมาถักทอเป็นอาภรณ์ของกวี ความตายจึงอาจไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจแต่คือจุดสูงสุดที่กวีจักมอบให้ หรือ “บุปผาหม่น” ที่ความตาย และความรักอาจไม่ใช่สองสิ่งที่แตกต่าง แต่คือ เหรียญคนละด้านของกันและกัน และปิดท้ายด้วย “อาคันตุกะหนึ่งราตรี” ที่นำความตายมาผูกโยงกับวิปลาสผ่านความคลั่งไคล้ที่ยากจะถอนตัว แต่ผู้ที่ลุ่มหลงหรือผู้ที่เพิกเฉย ใครกันแน่คือผู้ร้ายในเรื่องเล่านี้
นอกจากความตายแล้ว เรื่องสั้นอื่นๆ ก็ยังคงขับเน้นอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ในด้านอื่นเพื่อตอกย้ำความขบขันและความไม่แน่นอนของชีวิตเช่นเดียวกัน อย่าง “เสียงสาธารณ์” ที่เล่าด้วยความเย้ยหยันมาเยาะเย้ยความไร้แก่นสารของการเมือง หรือ “รำลึกเล้น” และ “ลอยฟ้า” ที่นำเอาความถือดีของมนุษย์มาเสียดสีให้เห็นว่ามันเป็นเพียงความโง่เขลาของชีวิตที่สุดท้ายแล้วเป็นเพียงเกราะป้องกันเพื่อไม่ให้ตระหนักได้ว่าชีวิตของเราแท้จริงมันไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากความว่างเปล่า และ “เวอร์ฌินีกับปอล” ที่นำเอาความตลกร้ายของความรักที่มักอ้างตนว่าสูงส่งมาล้อเล่นกับเงินตราว่าสิ่งใดกันแน่ที่สูงส่งกว่ากัน และสุดท้าย “หญิงไร้นาม” ที่เป็นเรื่องสั้นที่โดดเด่นอีกเรื่องหนึ่ง ที่เล่าถึงความรักที่ไม่อาจสมหวังเพียงเพราะฝั่งหนึ่งคือมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์
เรื่องสั้นทั้งหมดของวิลีเยรส์ ด้านหนึ่งคือความเชื่อมั่นในมนุษย์ที่ทุกชีวิตต่างมีอิสระของตนเอง แต่อิสระที่ได้รับมานี้ กลับถูกติดอยู่ในกรอบของรูปรสกลิ่นเสียง ที่ไม่อาจเอาแน่เอานอนได้ สิ่งที่ผัสสะได้รับมาอาจไม่ใช่ความจริงของสิ่งนั้นๆ สิ่งเดียวที่อาจแน่แท้ในเรื่องสั้นทั้งหมดของวิลีเยรส์ น่าจะเป็นอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ เป็นสิ่งเดียวที่ดูจะเชื่อถือได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากมนุษย์อย่างแท้จริง แท้จริงยิ่งกว่าสิ่งอื่น แท้จริงยิ่งกว่าอิสระเสรีที่ถูกกักขังภายในกล่องผัสสะของมนุษย์
เป็นรวมเรื่องสั้นอายุอานามกว่า 100 ปี ที่น่าสนใจมากทีเดียวครับ
March 19, 2025
ชั้นสูงเกินไป ตอนนี้ยังอ่านแล้วไม่เข้าใจความลึกซึ้งของเรื่องราว แต่ภาษาแปลดีมากจ้า
March 2, 2026
#ทารุณนิทาน เรื่องสั้นคลาสสิก ซึ่งลีลาเขียนหม่นมัว ไวป์ไม่ปลอบโยนแต่สะกดสายตาด้วยภาษาทรงเสน่ห์ชวนหลงใหล พูดเรื่องชีวิต ชนชั้น ความรัก ความตาย แม้ความหมายบางตอนดูคลุมเครือชวนขบคิด แต่ระหว่างอ่านคือจมดิ่งดุจต้องมนตร์ ผ่านถ้อยคำแปลไทยอันสละสลวยที่อ่านแล้วราวกับได้เต้นรำไปกับตัวอักษร
.
.
รวม 10 เรื่องสั้นของออกุสต์ วิลีเยรส์ (เขียนตั้งแต่ปี1870 อายุ150กว่าปีแล้ว) มีไวป์การเล่าและประเด็นที่สื่อไปในทางเสียดสีสังคม ตลกร้ายปนเศร้า ความสวยงามแฝงไว้ในความตาย ลึกลับซ่อนนัย ในบรรยากาศความกอธิค ผ่านจินตนาการอันพันลึกคาบเกี่ยวไปกับความเป็นจริงที่ตัวละครเผชิญ
ตัวละครมักเป็นขุนนาง หรือศิลปิน เป็นผู้มีฐานะมีอำนาจทางสังคม แต่ในใจคนเหล่านี้กลับเปราะบาง ว่างเปล่า ไม่แน่นอน เรื่องราวที่ทั้งยอกย้อนสะท้อนปัญหาสังคมยุคนั้น ความเหลื่อมล้ำ ความเห็นแก่ตัวของผู้คน ภาวะติดอยู่ในปมใจ บางเรื่องชวนให้ละเหี่ยใจ บ้างระทึกซ่อนปมชวนครุ่นคิด บ้างคลี่คลาย
อย่างการเปิดตอนแรกด้วยตอน เวร่า ก็พบว่าภาษาเขียนนั้นสวยมาก เหมือนโน้ตเปียโนที่มีจังหวะจะโคนเสนาะหู เทียบเป็นการอ่านก็พริ้งแพร้วทางสายตา แม้เป็นเพียงการเล่าถึงเหตุการณ์ไม่กี่อย่าง คือบทพร่ำพรรณนาของ โรเกต ขุนนางผู้เสียภรรยา และเขาเมนนิเฟสต์ว่าจะได้เจอกับเธอขาอีกสักครา
ซึ่งตอนเวร่าเป็นตอนที่เราชอบสุด เล่าตั้งแต่การพบรักกัน บรรยายเสน่ห์ของเวร่า ครองรักกันจนความตายมาพรากจากและสภาพจิตใจหลังจากนั้นของโรเกต /ตอน คลับคลา : ตัวเอกเดินทางไปดูสถานที่ปลงศพ ดั่งชวนให้ปล่อยวาง แสดงภาพให้เห็นว่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ไร้อิสระก็เหมือนตายไปแล้ว
ไฟเย็น : นำประเด็นความตายมาถกเถียง คนธรรมดาหรือกวี ใครกันที่จะสื่อถึงความรู้สึกของมนุษย์ได้ดีกว่า ความตายคือสิ่งที่ศิลปินพึงระลึกในแง่มุมของตน /บุปผาหม่น : ดอกไม้ในงานศพที่ถูกขายให้ชายหนุ่มนำเอาไปมอบให้สาวที่อยากพิชิตใจ คนละกาลเทศะแต่ตัวดอกไม้ก็ได้ทำหน้าที่ของมัน
เสียงสาธารณ์ : เรื่องโทนเสียดสีว่าด้วยเสียง ความคอนทราสของเสียงคนยากจนขอทานชราคู่ขนานไปกับเสียงโห่ร้องซ้องเชียร์ของเหล่าผู้คนที่สรรเสริญการเมืองระบบรัฐ /เวอร์ฌินีกับปอล : คือการลอบพบกันของสองหนุ่มสาววัยเยาว์ คำพูดจาเหมือนท่วงทำนอง เหมือนทั้งสองละครเวทีในโรงอุปรากร
อาคันตุกะหนึ่งราตรี : หลังเจอกันในงานสวมหน้ากาก สาวเจ้าได้นัดเจอหนุ่มชั้นสูงคนหนึ่งอีกครั้ง แต่กลับพบเจอความวิปลาสอันซุกซ่อนในฉากหน้าดูดี เป็นตอนที่ยาวสุดในเล่ม เต็มไปด้วยจังหวะการชั่งใจว่าจะเพิกเฉยหรือจับผิด และด้วยอำนาจทางสังคมทำให้คนคนหนึ่งกระทำการสามานย์ได้อย่างลอยตัว
ตอน รำลึกเร้น ตอน ลบฟ้า : สมบัติที่เปลี่ยวดายของกษัตริย์ทั้งหลายที่ถูกลืม และ การอยากค้นพบบางสิ่งที่ดูยิ่งใหญ่เกินตัว พอไปถึงจุดนั้นได้ ข้อครหาทุกสิ่งหายไปจริง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยืนจ้องตากับความว่างเปล่า ทั้งสองตอนแสดงให้เห็นว่าชีวิตคนเรา ถือดีไปก็ไม่พบเจออะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าอีโก้ตน
หญิงไร้นาม : เล่าถึงความรักที่ยากเย็นเกิดจินตนาการระหว่างท่านเคานต์กับมาดามหูหนวกในโรงละครโอเปร่า ท่านเคานต์ผู้เว้าวอนบอกรักเธอ มาดามก็ทำได้เพียงรับฟังว่าเข้าใจถ้อยคำเหล่านั้น เป็นชะตาความรักที่แสนเล่นตลก ทั้งความสูงส่งเงินตราอันมากล้นก็ซื้อความรักไม่ได้ เพราะสาวเจ้าแน่วแน่ถึงเพียงนี้
เป็นการบรรยายความรู้สึกลึกล้ำมากกว่าจะให้เราเข้าใจชัดแจ้ง ซึ่งก็ได้เผยปมเรื่องราว ทั้งการก้าวผ่านและการไม่ก้าวข้าม ทั้งความรุนแรงทางอารมณ์ ความทุกข์ในใจที่ค่อย ๆ เผย ความรักทั้งในคนและชอบในบางสิ่ง ความร้าวรอน ระทม หน้าตรม อกก็ตรม ชะตากรรมของผู้คนที่มาบรรจบและพรากจากสิ่งต่าง ๆ
ภาพรวมเป็นเหล่าเรื่องสั้นที่ดีงามในสุนทรียะทางการอ่าน(เพราะการตีความใช่ว่าจะทำได้หมดจด)ตัวอักษรมีเสน่ห์ดึงดูด ภาษาการเล่าดีมาก ประทับใจสำนวนการแปลที่เสนาะดวงตาชวนติดตรึง ละเอียดลออ แม้จะคลุมเครือในแนวคิดเชิงสัญลักษณ์ แม้พูดถึงความตายความเศร้า ซึ่งก็ไม่ได้เขียนเวย์โหดร้าย ทว่ากลับงดงามจนเผลอหลงใหลในมัน
วรรคที่ชอบ
- ฉันผู้นี้จะไม่ยอมแปดเปื้อนชีวิตตนเพียงเพื่อความรักแค่ครึ่ง และแม้จะเป็นสาวพรหมจรรย์ ฉันคนนี้กลับเป็นแม่หม้ายของความฝัน ฉันต้องการเพียงไม่สมหวังเท่านั้น
- เราต่างอยู่ในตำแหน่งที่ของชีวิตซึ่งชะตาเป็นผู้มอบหมาย และการเล่นให้สมบทบาทชีวิตที่เราได้รับมา นี่มิใช่หน้าที่ซึ่งพวกเราทุกคนพึงต้องกระทำกันดอกรึ
.
.
รวม 10 เรื่องสั้นของออกุสต์ วิลีเยรส์ (เขียนตั้งแต่ปี1870 อายุ150กว่าปีแล้ว) มีไวป์การเล่าและประเด็นที่สื่อไปในทางเสียดสีสังคม ตลกร้ายปนเศร้า ความสวยงามแฝงไว้ในความตาย ลึกลับซ่อนนัย ในบรรยากาศความกอธิค ผ่านจินตนาการอันพันลึกคาบเกี่ยวไปกับความเป็นจริงที่ตัวละครเผชิญ
ตัวละครมักเป็นขุนนาง หรือศิลปิน เป็นผู้มีฐานะมีอำนาจทางสังคม แต่ในใจคนเหล่านี้กลับเปราะบาง ว่างเปล่า ไม่แน่นอน เรื่องราวที่ทั้งยอกย้อนสะท้อนปัญหาสังคมยุคนั้น ความเหลื่อมล้ำ ความเห็นแก่ตัวของผู้คน ภาวะติดอยู่ในปมใจ บางเรื่องชวนให้ละเหี่ยใจ บ้างระทึกซ่อนปมชวนครุ่นคิด บ้างคลี่คลาย
อย่างการเปิดตอนแรกด้วยตอน เวร่า ก็พบว่าภาษาเขียนนั้นสวยมาก เหมือนโน้ตเปียโนที่มีจังหวะจะโคนเสนาะหู เทียบเป็นการอ่านก็พริ้งแพร้วทางสายตา แม้เป็นเพียงการเล่าถึงเหตุการณ์ไม่กี่อย่าง คือบทพร่ำพรรณนาของ โรเกต ขุนนางผู้เสียภรรยา และเขาเมนนิเฟสต์ว่าจะได้เจอกับเธอขาอีกสักครา
ซึ่งตอนเวร่าเป็นตอนที่เราชอบสุด เล่าตั้งแต่การพบรักกัน บรรยายเสน่ห์ของเวร่า ครองรักกันจนความตายมาพรากจากและสภาพจิตใจหลังจากนั้นของโรเกต /ตอน คลับคลา : ตัวเอกเดินทางไปดูสถานที่ปลงศพ ดั่งชวนให้ปล่อยวาง แสดงภาพให้เห็นว่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ไร้อิสระก็เหมือนตายไปแล้ว
ไฟเย็น : นำประเด็นความตายมาถกเถียง คนธรรมดาหรือกวี ใครกันที่จะสื่อถึงความรู้สึกของมนุษย์ได้ดีกว่า ความตายคือสิ่งที่ศิลปินพึงระลึกในแง่มุมของตน /บุปผาหม่น : ดอกไม้ในงานศพที่ถูกขายให้ชายหนุ่มนำเอาไปมอบให้สาวที่อยากพิชิตใจ คนละกาลเทศะแต่ตัวดอกไม้ก็ได้ทำหน้าที่ของมัน
เสียงสาธารณ์ : เรื่องโทนเสียดสีว่าด้วยเสียง ความคอนทราสของเสียงคนยากจนขอทานชราคู่ขนานไปกับเสียงโห่ร้องซ้องเชียร์ของเหล่าผู้คนที่สรรเสริญการเมืองระบบรัฐ /เวอร์ฌินีกับปอล : คือการลอบพบกันของสองหนุ่มสาววัยเยาว์ คำพูดจาเหมือนท่วงทำนอง เหมือนทั้งสองละครเวทีในโรงอุปรากร
อาคันตุกะหนึ่งราตรี : หลังเจอกันในงานสวมหน้ากาก สาวเจ้าได้นัดเจอหนุ่มชั้นสูงคนหนึ่งอีกครั้ง แต่กลับพบเจอความวิปลาสอันซุกซ่อนในฉากหน้าดูดี เป็นตอนที่ยาวสุดในเล่ม เต็มไปด้วยจังหวะการชั่งใจว่าจะเพิกเฉยหรือจับผิด และด้วยอำนาจทางสังคมทำให้คนคนหนึ่งกระทำการสามานย์ได้อย่างลอยตัว
ตอน รำลึกเร้น ตอน ลบฟ้า : สมบัติที่เปลี่ยวดายของกษัตริย์ทั้งหลายที่ถูกลืม และ การอยากค้นพบบางสิ่งที่ดูยิ่งใหญ่เกินตัว พอไปถึงจุดนั้นได้ ข้อครหาทุกสิ่งหายไปจริง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยืนจ้องตากับความว่างเปล่า ทั้งสองตอนแสดงให้เห็นว่าชีวิตคนเรา ถือดีไปก็ไม่พบเจออะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าอีโก้ตน
หญิงไร้นาม : เล่าถึงความรักที่ยากเย็นเกิดจินตนาการระหว่างท่านเคานต์กับมาดามหูหนวกในโรงละครโอเปร่า ท่านเคานต์ผู้เว้าวอนบอกรักเธอ มาดามก็ทำได้เพียงรับฟังว่าเข้าใจถ้อยคำเหล่านั้น เป็นชะตาความรักที่แสนเล่นตลก ทั้งความสูงส่งเงินตราอันมากล้นก็ซื้อความรักไม่ได้ เพราะสาวเจ้าแน่วแน่ถึงเพียงนี้
เป็นการบรรยายความรู้สึกลึกล้ำมากกว่าจะให้เราเข้าใจชัดแจ้ง ซึ่งก็ได้เผยปมเรื่องราว ทั้งการก้าวผ่านและการไม่ก้าวข้าม ทั้งความรุนแรงทางอารมณ์ ความทุกข์ในใจที่ค่อย ๆ เผย ความรักทั้งในคนและชอบในบางสิ่ง ความร้าวรอน ระทม หน้าตรม อกก็ตรม ชะตากรรมของผู้คนที่มาบรรจบและพรากจากสิ่งต่าง ๆ
ภาพรวมเป็นเหล่าเรื่องสั้นที่ดีงามในสุนทรียะทางการอ่าน(เพราะการตีความใช่ว่าจะทำได้หมดจด)ตัวอักษรมีเสน่ห์ดึงดูด ภาษาการเล่าดีมาก ประทับใจสำนวนการแปลที่เสนาะดวงตาชวนติดตรึง ละเอียดลออ แม้จะคลุมเครือในแนวคิดเชิงสัญลักษณ์ แม้พูดถึงความตายความเศร้า ซึ่งก็ไม่ได้เขียนเวย์โหดร้าย ทว่ากลับงดงามจนเผลอหลงใหลในมัน
วรรคที่ชอบ
- ฉันผู้นี้จะไม่ยอมแปดเปื้อนชีวิตตนเพียงเพื่อความรักแค่ครึ่ง และแม้จะเป็นสาวพรหมจรรย์ ฉันคนนี้กลับเป็นแม่หม้ายของความฝัน ฉันต้องการเพียงไม่สมหวังเท่านั้น
- เราต่างอยู่ในตำแหน่งที่ของชีวิตซึ่งชะตาเป็นผู้มอบหมาย และการเล่นให้สมบทบาทชีวิตที่เราได้รับมา นี่มิใช่หน้าที่ซึ่งพวกเราทุกคนพึงต้องกระทำกันดอกรึ
March 27, 2026
อยากโอ้โหให้กับภาษาแปลและเดาว่าจริงๆ เป็นสำนวนภาษาเขียนของผู้แปลเองด้วย เพราะภาษาในเรื่องสั้นและใน "คำเชิญชวนฯ" แทบจะไม่ได้ต่างกันเลย
เฉพาะส่วนคำเชิญชวนฯ สิ่งแรกที่รู้สึกคือการมีวงเล็บคำที่ผู้แปลเขียน/คิดไว้ตลอดทางกลายเป็นข้อเด่นขึ้นมา เพราะเราอยากรู้แทบทุกจุดว่าแต่ละคำที่เลือกใช้ เขากำลังคิดถึงคำว่าอะไรในภาษาอื่น พอวงเล็บหายไปในตัวบทก็รู้สึกเสียดายขึ้นมา หลายคำอยากรู้จริงๆ ว่าต้องฉบับเขียนว่าอะไร เชิงอรรถช่วยได้มาก แต่ก็ยังมีสิ่งที่อยากรู้อีกมากจนอยากไปหาว่าต้นฉบับเขียนว่าอะไร
ในแง่เนื้อหา หนังสือชวนให้นึกถึงสิบกว่าปีที่แล้วที่เริ่มอ่านวรรณกรรมคลาสสิกใหม่ๆ คืองานพวกนี้มีจุดร่วมสำคัญคือมันพาเราย้อนเวลาไปยังที่ที่เราไม่เยี่ยมเยือนจริงๆ ไม่ได้แล้ว ไปพบผู้คน วิธีคิด สถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย เล่มนี้ให้กลิ่นอายแบบนั้นชัดเจนมากๆ และวิธีการเลือกแปลก็ช่วยรักษาความแปลกหน้าพวกนั้นไว้ได้เป็นอย่างดี
วรรณกรรมประเภทนี้ 'สนุก' หรือเปล่าเลยขึ้นอยู่กับว่าอ่านเอาอะไรซะเยอะเหมือนกัน ส่วนตัวรู้สึกสนุกมากๆ ด้วยเหตุผลเดียวกับที่อ่านวรรณกรรมคลาสสิกหลายๆ เรื่องแล้วสนุก คือมันแสดงให้เห็นว่าเราสามารถเล่าเรื่องธรรมดาๆ ที่แทบไม่มีอะไรเลย (แทบทั้งเล่มเล่นกับประเด็นเรื่องความรัก-ความตาย) ด้วยท่องท่าท่องทำนองที่แตกต่างกันได้ขนาดไหน
ตัวอย่างชัดๆ คือเรื่อง "คลับคลา" อ่านจบแล้วตบเข่าฉาด หรือ "ไฟเย็น" ซึ่งยิ่งทำให้รู้สึก "โอ้โห!" เข้าไปใหญ่
รออ่านงานแปลเล่มต่อไปของทั้งผู้เขียนและผู้แปล
เฉพาะส่วนคำเชิญชวนฯ สิ่งแรกที่รู้สึกคือการมีวงเล็บคำที่ผู้แปลเขียน/คิดไว้ตลอดทางกลายเป็นข้อเด่นขึ้นมา เพราะเราอยากรู้แทบทุกจุดว่าแต่ละคำที่เลือกใช้ เขากำลังคิดถึงคำว่าอะไรในภาษาอื่น พอวงเล็บหายไปในตัวบทก็รู้สึกเสียดายขึ้นมา หลายคำอยากรู้จริงๆ ว่าต้องฉบับเขียนว่าอะไร เชิงอรรถช่วยได้มาก แต่ก็ยังมีสิ่งที่อยากรู้อีกมากจนอยากไปหาว่าต้นฉบับเขียนว่าอะไร
ในแง่เนื้อหา หนังสือชวนให้นึกถึงสิบกว่าปีที่แล้วที่เริ่มอ่านวรรณกรรมคลาสสิกใหม่ๆ คืองานพวกนี้มีจุดร่วมสำคัญคือมันพาเราย้อนเวลาไปยังที่ที่เราไม่เยี่ยมเยือนจริงๆ ไม่ได้แล้ว ไปพบผู้คน วิธีคิด สถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย เล่มนี้ให้กลิ่นอายแบบนั้นชัดเจนมากๆ และวิธีการเลือกแปลก็ช่วยรักษาความแปลกหน้าพวกนั้นไว้ได้เป็นอย่างดี
วรรณกรรมประเภทนี้ 'สนุก' หรือเปล่าเลยขึ้นอยู่กับว่าอ่านเอาอะไรซะเยอะเหมือนกัน ส่วนตัวรู้สึกสนุกมากๆ ด้วยเหตุผลเดียวกับที่อ่านวรรณกรรมคลาสสิกหลายๆ เรื่องแล้วสนุก คือมันแสดงให้เห็นว่าเราสามารถเล่าเรื่องธรรมดาๆ ที่แทบไม่มีอะไรเลย (แทบทั้งเล่มเล่นกับประเด็นเรื่องความรัก-ความตาย) ด้วยท่องท่าท่องทำนองที่แตกต่างกันได้ขนาดไหน
ตัวอย่างชัดๆ คือเรื่อง "คลับคลา" อ่านจบแล้วตบเข่าฉาด หรือ "ไฟเย็น" ซึ่งยิ่งทำให้รู้สึก "โอ้โห!" เข้าไปใหญ่
รออ่านงานแปลเล่มต่อไปของทั้งผู้เขียนและผู้แปล
April 16, 2025
เป็นงานที่แปลดี แปลสวยมากจนอาจเรียกได้ว่าสรรนิพนธ์แปลเรื่องนี้ประสบความสำเร็จในการทำภาษาฝรั่งเศสให้เป็นภาษาไทยได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนตัวเรื่องสั้นๆหลายๆเรื่องในเล่มนี้ก็เป็นแบบฉบับของวรรณกรรมยุคลหลังโรแมนติกซึ่งเติบโตมากในศตวรรษที่สิบเก้า โดยไอเดียสำคัญของวรรณกรรมจำพวกนี้ก็คือความพยายามรื้อฟื้นความหมายและความจริงกลับมาอีกครั้งหลังจากวิกฤติทางความเชื่อที่สิ่งซึ่งอยู่เหนือโลกหรือ transcendental Being ถูกตั้งคำถาม/ท้าทาย จนทำให้ระเบียบที่กำกับความจริง/ความดีหายไป โดยทางแก้ของวรรณกรรมแบบหลังโรแมนติกก็คือการสถาปนาระเบียบขึ้นมาใหม่โดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ในแง่นี้ ความจริง/ความดีจึงไม่ใช่สิ่งที่ขึ้นกับระเบียบที่อยู่ภายนอกมนุษย์ แต่เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ใน creative imagination ของมนุษย์ตั้งแต่ต้น
โดยรวมๆไม่ใช่งานที่อ่านง่าย แต่ก็เป็นงานที่ควรค่าที่จะอ่าน โดยส่วนตัวแล้วชอบเรื่องสั้นหลายๆเรื่อง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องสั้นเปิดเล่มนั้นทำงานได้อย่างทรงพลังมากๆ
โดยรวมๆไม่ใช่งานที่อ่านง่าย แต่ก็เป็นงานที่ควรค่าที่จะอ่าน โดยส่วนตัวแล้วชอบเรื่องสั้นหลายๆเรื่อง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องสั้นเปิดเล่มนั้นทำงานได้อย่างทรงพลังมากๆ
Displaying 1 - 5 of 5 reviews






