What do you think?


เปลี่ยนอีสานให้เป็น "ไทย" : อุดมการณ์รัฐชาติกับสำนึกการเมืองของคนที่ราบสูง
หลังเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองสยามใน พ.ศ. 2475 บรรยากาศทางการเมืองของไทยได้เปิดกว้างมากขึ้น กลายเป็นพื้นที่ให้ชาวอีสานเข้ามามีส่วนร่วมและแสดงออกทางการเมืองในฐานะพลเมืองของรัฐไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักการเมืองอีสาน ที่เข้ามาทีส่วนร่วมในเวทีการเมืองระดับชาติ ด้วยการสนับสนุนการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญ และร่วมเสนอแนวทางการพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง ขณะที่กลุ่มชาวบ้านในชนบทภาคอีสานที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงเวทีการเมืองระดับประเทศ ก็แสดงออกถึงความคาดหวังต่อการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผ่านการเคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมือง
แต่การตื่นตัวทางการเมืองของชาวอีสานเหล่านี้ไม่ได้เป็นผลมาจากการเปิดกว้างทางการเมืองหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เท่านั้น ทว่าเป็นพัฒนาการที่มีความต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่เปลี่ยนแปลงสถานภาพของผู้คนและพื้นที่ภาคอีสาน จากปริมณฑลแห่งอำนาจให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาติสมัยใหม่ ผ่านการบูรณาการเชิงอำนาจ การบูรณาการเชิงพื้นที่ และการบูรณาการเชิงความคิด ซึ่งมีการดำเนินการอย่างเข้มข้นนับตั้งแต่ทศวรรษ 2430 เป็นต้นไป เป็นผลให้ผู้คนในภาคอีสานเกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทย ตลอดจนการมีสำนึกทางการเมืองที่นำไปสู่การความเคลื่อนไหว และการแสดงออกทางการเมืองต่างๆ กระทั่งการปกครองแบบประชาธิปไตยส่งผลให้การเมืองไทยเปิดกว้างมากขึ้น ชาวอีสานจึงได้ใช้เวทีการเมืองใหม่เป็นพื้นที่ในการแสดงออก ตลอดจนการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแข็งขันในขบวนการเสรีไทย
แม้ว่าภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ.2490 จะส่งผลให้บทบาทของนักการเมืองอีสานที่มีความโดดเด่น หลายคนต้องถึงจุดจบจากความพยายามกวาดล้างศัตรูทางการเมืองของรัฐบาลทหาร แต่กระนั้นพลังการเคลื่อนไหวของมวลชนในภาคอีสาน ได้ถูกจุดประกายและหยั่งรากลึกลงแล้ว การต่อสู้ของพวกเขายังดำเนินต่อไปจากรุ่นสู่รุ่นตราบที่ระบอบอำนาจนิยมและปัญหาความทุกข์ยากของชาวอีสานยังคงดำรงอยู่
แต่การตื่นตัวทางการเมืองของชาวอีสานเหล่านี้ไม่ได้เป็นผลมาจากการเปิดกว้างทางการเมืองหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เท่านั้น ทว่าเป็นพัฒนาการที่มีความต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่เปลี่ยนแปลงสถานภาพของผู้คนและพื้นที่ภาคอีสาน จากปริมณฑลแห่งอำนาจให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาติสมัยใหม่ ผ่านการบูรณาการเชิงอำนาจ การบูรณาการเชิงพื้นที่ และการบูรณาการเชิงความคิด ซึ่งมีการดำเนินการอย่างเข้มข้นนับตั้งแต่ทศวรรษ 2430 เป็นต้นไป เป็นผลให้ผู้คนในภาคอีสานเกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทย ตลอดจนการมีสำนึกทางการเมืองที่นำไปสู่การความเคลื่อนไหว และการแสดงออกทางการเมืองต่างๆ กระทั่งการปกครองแบบประชาธิปไตยส่งผลให้การเมืองไทยเปิดกว้างมากขึ้น ชาวอีสานจึงได้ใช้เวทีการเมืองใหม่เป็นพื้นที่ในการแสดงออก ตลอดจนการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแข็งขันในขบวนการเสรีไทย
แม้ว่าภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ.2490 จะส่งผลให้บทบาทของนักการเมืองอีสานที่มีความโดดเด่น หลายคนต้องถึงจุดจบจากความพยายามกวาดล้างศัตรูทางการเมืองของรัฐบาลทหาร แต่กระนั้นพลังการเคลื่อนไหวของมวลชนในภาคอีสาน ได้ถูกจุดประกายและหยั่งรากลึกลงแล้ว การต่อสู้ของพวกเขายังดำเนินต่อไปจากรุ่นสู่รุ่นตราบที่ระบอบอำนาจนิยมและปัญหาความทุกข์ยากของชาวอีสานยังคงดำรงอยู่
360 pages, Paperback
Published March 1, 2025
Ratings & Reviews
Friends & Following
Create a free account to discover what your friends think of this book!
Community Reviews
Displaying 1 - 3 of 3 reviews
October 3, 2026
หนังสือว่าด้วยเรื่องราวของการเปลี่ยนพื้นที่ด้านซ้ายของแม่น้ำโขงจาก "ลาว (ด้านซ้ายแม่น้ำโขง" สู่อีสานและมาสู่ไทยที่มีจุดเริ่มต้นจากการ ปฏิรูปการปกครองสมัยรัชกาลที่ 5 สู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองช่วงหลังสงครามโลกที่สอง
หนังสือให้ตัวอย่างชัดเจนทั้งบรรดาคนที่ปรับตัวได้ ได้ผลประโยชน์จากการปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงทั้งสองครั้งกับคนที่ถูกทิ้งจากรัฐทั้งสองครั้ง รวมถึงพลวัตรที่นำพาให้คนทั้งสองกลุ่มมาร่วมกันจนเกิดสำนึกร่วมความเป็นลูกอีสานภายในชาติไทยเหมือนกัน
หนังสือเหมือนจะอ่านยาก แต่เอาจริงก็เหมือนหนังสือแนวนี้เล่มอื่นๆ คือคำนำอ่านยากและชวนให้วางสุดล่ะ พอเข้าบทหนึ่งก็สนุกจนวางไม่ลงเลย
เอาจริงๆ อ่านเล่มนี้ก็เพิ่งรู้ว่าการปฏิรูปสมัยรัชกาลที่ 5 นี่คือรากฐานให้กับเกิดสำนึกร่วมความเป็นชาติ คนอยากจะพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่จนพาไปสู่การอภิวัฒน์สยาม 2475 เหมือนกัน
หนังสือให้ตัวอย่างชัดเจนทั้งบรรดาคนที่ปรับตัวได้ ได้ผลประโยชน์จากการปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงทั้งสองครั้งกับคนที่ถูกทิ้งจากรัฐทั้งสองครั้ง รวมถึงพลวัตรที่นำพาให้คนทั้งสองกลุ่มมาร่วมกันจนเกิดสำนึกร่วมความเป็นลูกอีสานภายในชาติไทยเหมือนกัน
หนังสือเหมือนจะอ่านยาก แต่เอาจริงก็เหมือนหนังสือแนวนี้เล่มอื่นๆ คือคำนำอ่านยากและชวนให้วางสุดล่ะ พอเข้าบทหนึ่งก็สนุกจนวางไม่ลงเลย
เอาจริงๆ อ่านเล่มนี้ก็เพิ่งรู้ว่าการปฏิรูปสมัยรัชกาลที่ 5 นี่คือรากฐานให้กับเกิดสำนึกร่วมความเป็นชาติ คนอยากจะพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่จนพาไปสู่การอภิวัฒน์สยาม 2475 เหมือนกัน
May 31, 2026
หากมองให้ลึกลงไปกว่าบทเรียนประวัติศาสตร์กระแสหลัก เราจะพบว่าเรื่องราวของอีสานคือประวัติศาสตร์ของการเผชิญหน้าระหว่างอำนาจศูนย์กลางกับชีวิตจริงของผู้คนบนที่ราบสูง ไม่ใช่เพียงแค่การผนวกดินแดน แต่หากจะให้เรานิยามให้ชัดขึ้น เราคิดถึงเรื่องอาณานิคมภายใน (Internal Colonialism) ที่รัฐส่วนกลางใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ทั้งภาษา วัฒนธรรม และโครงสร้างเศรษฐกิจ เข้ามาครอบงำพื้นที่ชายขอบ ลดทอนอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้กลายเป็นของรอง และแทนที่ความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิมด้วยเรื่องเล่าแบบรัฐชาติที่มองว่าวัฒนธรรมอื่นด้อยและต้องรอการพัฒนา
มีความเข้าใจผิดชุดหนึ่งที่มักอธิบายว่าสำนึกทางการเมืองของอีสานเริ่มต้นขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 หรือเกิดจากบทบาทของนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ในสภา แต่ในความเป็นจริงการลุกขึ้นคิดและตั้งคำถามของผู้คนบนที่ราบสูงนั้นหยั่งรากลึกมาก่อนหน้านั้นนานแล้ว มันไม่ใช่ความคิดที่เป็นนามธรรมเลยนะ โดยมันเป็นการตอบโต้ต่อรัฐที่ก้าวเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง เมื่อรัฐสยามเริ่มขยายอำนาจผ่านกลไกอย่างที่ว่าการอำเภอ ศาลากลาง การจัดทำทะเบียนราษฎร แผนที่ รถไฟ และโรงเรียน สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ทำให้รัฐมองเห็นชาวบ้าน และในขณะเดียวกันชาวบ้านก็เริ่มมองเห็นรัฐในฐานะอำนาจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
จุดเปลี่ยนสำคัญที่หนังสือเล่มนี้ทำให้เราต้องทบทวน คือการที่รัฐเข้ามาเปลี่ยนนิยามคำว่าประชาชนและวิถีชีวิตที่ควรจะเป็น การเก็บภาษีเป็นตัวเงิน การบังคับให้มีเอกสารยืนยันตัวตน และการวางหลักสูตรการศึกษาแบบเดียวกันทั้งประเทศ คือการสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับชีวิตที่เคยพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก ในยุคที่เงินทองหายาก การที่รัฐบังคับให้ชาวบ้านต้องมีเงินสดเพื่อจ่ายภาษี คือการบีบให้พวกเขาต้องยอมจำนนต่อกลไกของรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ท่ามกลางแรงกดดันนั้นชาวบ้านไม่ได้เงียบอย่างที่รัฐคาดหวัง เมื่อช่องทางตามกฎหมายไม่ตอบสนอง เสียงเหล่านั้นจึงแปรเปลี่ยนจากการร้องขอเป็นการประท้วง นี่คือ การเมืองของคนธรรมดาที่เปี่ยมไปด้วยการต่อรองและความขัดแย้ง ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นรัฐเองก็ไม่สามารถควบคุมได้เสมอไป
อีสานไม่ได้ถูกหลอมรวมให้เป็นไทยอย่างราบรื่นและเบ็ดเสร็จ แต่กลับสร้างสำนึกทางการเมือง รูปแบบการเคลื่อนไหว และตัวแทนในสภาที่แหลมคมขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ ประวัติศาสตร์บทนี้จึงเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่าเหตุใดภาคอีสานจึงยังคงเป็นพื้นที่ที่มีพลังทางการเมืองสูง มีคำถามต่ออำนาจรัฐเสมอ และไม่เคยยอมจำนนต่อความเป็นศูนย์กลางจนถึงทุกวันนี้
มีความเข้าใจผิดชุดหนึ่งที่มักอธิบายว่าสำนึกทางการเมืองของอีสานเริ่มต้นขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 หรือเกิดจากบทบาทของนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ในสภา แต่ในความเป็นจริงการลุกขึ้นคิดและตั้งคำถามของผู้คนบนที่ราบสูงนั้นหยั่งรากลึกมาก่อนหน้านั้นนานแล้ว มันไม่ใช่ความคิดที่เป็นนามธรรมเลยนะ โดยมันเป็นการตอบโต้ต่อรัฐที่ก้าวเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง เมื่อรัฐสยามเริ่มขยายอำนาจผ่านกลไกอย่างที่ว่าการอำเภอ ศาลากลาง การจัดทำทะเบียนราษฎร แผนที่ รถไฟ และโรงเรียน สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ทำให้รัฐมองเห็นชาวบ้าน และในขณะเดียวกันชาวบ้านก็เริ่มมองเห็นรัฐในฐานะอำนาจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
จุดเปลี่ยนสำคัญที่หนังสือเล่มนี้ทำให้เราต้องทบทวน คือการที่รัฐเข้ามาเปลี่ยนนิยามคำว่าประชาชนและวิถีชีวิตที่ควรจะเป็น การเก็บภาษีเป็นตัวเงิน การบังคับให้มีเอกสารยืนยันตัวตน และการวางหลักสูตรการศึกษาแบบเดียวกันทั้งประเทศ คือการสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับชีวิตที่เคยพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก ในยุคที่เงินทองหายาก การที่รัฐบังคับให้ชาวบ้านต้องมีเงินสดเพื่อจ่ายภาษี คือการบีบให้พวกเขาต้องยอมจำนนต่อกลไกของรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ท่ามกลางแรงกดดันนั้นชาวบ้านไม่ได้เงียบอย่างที่รัฐคาดหวัง เมื่อช่องทางตามกฎหมายไม่ตอบสนอง เสียงเหล่านั้นจึงแปรเปลี่ยนจากการร้องขอเป็นการประท้วง นี่คือ การเมืองของคนธรรมดาที่เปี่ยมไปด้วยการต่อรองและความขัดแย้ง ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นรัฐเองก็ไม่สามารถควบคุมได้เสมอไป
อีสานไม่ได้ถูกหลอมรวมให้เป็นไทยอย่างราบรื่นและเบ็ดเสร็จ แต่กลับสร้างสำนึกทางการเมือง รูปแบบการเคลื่อนไหว และตัวแทนในสภาที่แหลมคมขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ ประวัติศาสตร์บทนี้จึงเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่าเหตุใดภาคอีสานจึงยังคงเป็นพื้นที่ที่มีพลังทางการเมืองสูง มีคำถามต่ออำนาจรัฐเสมอ และไม่เคยยอมจำนนต่อความเป็นศูนย์กลางจนถึงทุกวันนี้
May 1, 2025
สนุกมากครับ เล่าได้ละเอียด เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย อ้างอิงครบถ้วน ผมคนใต้อ่านเพลินมากครับ
Displaying 1 - 3 of 3 reviews




