Jump to ratings and reviews
Rate this book

เกียวโตซ่อนกลิ่น

Rate this book
เกียวโตซ่อนกลิ่น
Kyoto: Hidden Sense
残り香を秘めた京都
เรื่องสั้นขนาดยาวสามภาษา (ไทย-อังกฤษ-ญี่ปุ่น)

“เขากลับมาเอนตัวลงนอนบนเตียง นาฬิกาบนโต๊ะหัวเตียงบอกเวลาตีสี่ห้าสิบหกนาที เขาเหยียดแขนออกไป ลากมือไปมาช้าๆ กลางอากาศ อะไรเล่าที่ไหลลึกเงียบเชียบอยู่ภายในเกียวโต มันจะเหมือนน้ำมันดินเหนียวหนืดและดินโคลนขุ่นข้นหรือไม่ มันจะอุ่นและร้อนไหม หรือว่าเย็นเยียบ มือของวารีสางผ่านความมืดคลุมเครือ สัมผัสหนืดหยุ่นมีแรงต้านเริ่มจับตัวแข็งขึ้น มันสากและอุ่นผะผ่าว กลายเป็นกำแพง

เหตุที่เขาสะดุ้งตื่นเพราะฝันเห็นกำแพง กำแพงค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาหาตัวเขา ค่อยๆ โอบล้อมเข้ามา เคลื่อนเข้ามาอย่างช้าๆ ไม่เร่งร้อน แต่หนักแน่นแน่วแน่ เป็นกำแพงเก่าแก่ เช่นซากโบราณสถานอย่างเมืองสุโขทัยหรือไม่ก็เมืองเก่าอยุธยา กำแพงอิฐเผาสีแดงส้ม ถูกลมกัดเซาะเป็นรูพรุนด้วยกาลเวลา อิฐก่อเรียงขัดขนัดแน่นโบกด้วยปูนผสมน้ำอ้อย กรุ่นกลิ่นดินเผาอ่อนๆ หวานลึกในคอเมื่อได้กลิ่น ไม่เชิงว่าเป็นกลิ่นหอม แต่เป็นกลิ่นอับแห้ง กาลเวลาทำให้กลิ่นเดิมมันเหือดไป เป็นกลิ่นเฝื่อนของดอกบัวแห้งผสมกลิ่นเถ้าธูป ถ้าจะระบุให้ชัดเพราะวารีเคยดม – กลิ่นเถ้ากระดูกของพ่อ – และนี่เองคือกลิ่นกับสัมผัสของกำแพงในความฝันเมื่อครู่”

ส่วนหนึ่งใน เกียวโตซ่อนกลิ่น



“เรื่องการร่วมเพศไม่ได้เป็นสิ่งเดียวที่เกียวโตซ่อนกลิ่นได้สะกดทับไว้ ความผิดหวังและการกดกลั้นทางการเมืองเป็นอีกประเด็นที่เห็นได้ชัด ผมไม่แปลกใจที่วารีไม่ร้องไห้ ไม่มีน้ำตา เพราะเขาได้ให้ทุกอย่างทั้งหมดแก่พ่อของเขาแล้ว รวมถึงจิตวิญญาณ ผมมั่นใจว่าไม่ได้เป็นการบังเอิญเลยที่ม่อนเอ่ยถึงยานอวกาศหลายครั้ง เขามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะหลีกหนีออกจากความพิลึกพิลั่นในประเทศ วารี ม่อน และพวกเราหลายๆ คนต่างค้นพบในวันหนึ่งว่าเราเป็นมนุษย์ต่างดาว (หรือสัตว์พิเศษ) เราอาศัยอยู่ ณ ดาวรูปด้ามขวานหรือหัวช้างที่ถูกจามออกจากร่าง ออกจากสิ่งที่เรียกว่าโลก กลายเป็นวัตถุเคว้งคว้างในอวกาศ”

คำนิยมโดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

170 pages, Hardcover

First published October 1, 2014

44 people want to read

About the author

อุทิศ เหมะมูล เกิดเมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2518 ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เรียนชั้นประถมที่โรงเรียนแสงวิทยา ชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนแก่งคอย มีใจรักชอบการวาดรูป แต่ด้วยบิดาวาดหวังให้เป็นวิศวกร จึงแอบไปสมัครสอบเรียนศิลปะที่แผนกศิลปกรรม สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมา และสอบเข้าคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ) กรุงเทพฯ ยังความปลาบปลื้มให้บิดาเป็นอย่างมาก

ปี 2542 ได้ร่วมงานกับฟิล์มไวรัส ดวงกมลฟิล์มเฮาส์ จัดฉายหนังตามสถานศึกษาต่างๆ และได้มีหนังสั้นเป็นของตัวเองชื่อ พิภพบรรฑูรย์ อีกทั้งจับพลัดจับพลูได้เป็นผู้กำกับศิลป์ ภาพยนตร์ไทยเรื่อง ดอกไม้ในทางปืน กำกับภาพยนตร์โดยมานพ อุดมเดช

ปี 2543 เริ่มเขียนบทความทางภายนตร์ให้กับนิตยสาร Movie Time ระหว่างนั้นเขียนเรื่องสั้นไปด้วย เรื่องสั้นเรื่องแรกที่ได้รับการตีพิมพ์ชื่อ เลือน: จุดจบของนามอันเป็นอื่น ที่สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ต่อมาใน ปี 2547 พิมพ์นวนิยายเรื่องแรก ระบำเมถุน ปี 2548 ตีพิมพ์รวมเรื่องสั้น ปริมาตรรำพึง (ผ่านเข้ารอบ 20 เล่มสุดท้ายรางวัลซีไรต์

ปี 2549 ตีพิมพ์นวนิยาย กระจกเงา / เงากระจก (ผ่านเข้ารอบ 15 เล่มสุดท้ายรางวัลซีไรต์) ปี 2551 ตีพิมพ์รวมเรื่องสั้น ไม่ย้อนคืน และบทวิจารณ์ภาพยนตร์ OUTSIDER IN CINEMA

ปี 2552 นวนิยาย “ลับแล, แก่งคอย” ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี พ.ศ. 2552

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
20 (25%)
4 stars
22 (28%)
3 stars
26 (33%)
2 stars
3 (3%)
1 star
7 (8%)
Displaying 1 - 9 of 9 reviews
Profile Image for top..
511 reviews117 followers
June 2, 2018
round 2

ผมหยิบเล่มนี้มาอ่านอีกครั้งระหว่างเดินทางในคามาคุระ-โตเกียว โดยไม่ทันคาดคิดว่าความมหัศจรรย์บางอย่างจะดึงให้ผมได้พบกับคนคนนึงในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับความสัมพันธ์ของวารี-โทโมะ

ึิคืนสุดท้ายในแดนอาทิตย์อุทัย ผมเจอเขาในบาร์แจ๊ซเล็กๆ แห่งหนึ่งย่านคิจิโจจิ เขาเป็นคนแปลกหน้าชาวญี่ปุ่นที่พูดภาษาอังกฤษได้ดี เราสนทนากันถูกคอ ถามถึงเหตุผลที่เลือกมาที่นี่ ถามชื่อนักดนตรีแจ๊ซ/คลาสสิคที่ชอบ เพลงที่ฟังบ่อยๆ และก่อนบาร์ปิด เขาเซอร์ไพรส์ผมที่เล่นเครื่องดนตรีอะไรไม่เป็นสักอย่าง ด้วยการออกไปเดี่ยวเปียโนเพลงโปรดให้ฟัง

"นี่คือของขวัญสำหรับการพบกันของเรา เห็นว่าคุณชอบเพลงนี้"

ผมไม่มีทางลืมท่วงทำนองหม่นเศร้าของบทเพลง Merry Christmas Mr. Lawrence ที่เขาพร่างพรมมันออกมาทั่วทุกอณูอากาศในคืนนั้นได้

เราฝ่าลมเย็นยามดึกของเดือนพฤษภาไปต่อกันที่บาร์ฮาวาย เขาขอยืมคีย์บอร์ดจากเจ้าของร้านมาเล่นโชว์ผมอีกหลายเพลง

"ทอปซังต้องชอบแน่ๆ เรามี taste เหมือนกัน"

เขาพูดย้ำอยู่เรื่อยๆ และยังคงเล่นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ my foolish heart - bill evans, Kiki's delivery service, Laputa, Howl's moving castle, Princess mononoke, My neighbor totoro ไปจนถึง City Hunter, Ghost in the Shell, Paprika, Yusef Lateef, Debussy, Fly me to the moon บางทีเขาใช้คำพูดอธิบายความรู้สึกที่มีต่อเพลงนั้น บางครั้งเขาปล่อยให้ดนตรีทำหน้าที่ของมัน ซึ่งเพลงท้ายสุดเป็นอีกหนึ่งเพลงที่เขานิ่งให้เราฟัง และผมรักมันมาก

the name of life - Inochi no Namae, Joe Hisaishi (Spirited Away)

ผมชอบมองเวลาที่เขาเล่นเปียโน ชอบเวลาที่ทึกทักเอาเองว่าผมต้องชอบเพลงนี้เพลงนั้น ชอบเวลาที่เขาเปลี่ยนเพลงเล่นทันทีที่ผมทำหน้างงๆ และชอบเวลาที่เขาหน่วงเล่นให้ช้าลง เพราะผมบอกอยากให้ช้าลง

"you're my conductor hahaha"

จากนั้น เขาจึงเล่น First Love ของอุทาดะ แล้วบอกเล่าเรื่องราวแก่ผม บอกผมว่าเขาอายุเท่าไร บอกผมว่าเขาเพิ่งแต่งงานได้สองเดือน บอกผมว่าเขากำลังจะมีลูกสาวที่น่ารัก และบอกด้วยว่าเขากำลังจะย้ายไปอยู่ที่ฟุกุโอกะ บ้านเกิดภรรยา

เราเดินมาด้วยกันจนถึงหน้าโรงแรม Kichijoji Daiichi เขาชักชวนให้ผมติดต่อหาหากมาโตเกียว ถ้ายังไม่ลงใต้ เขาสัญญาจะมาเล่นเปียโนให้ฟังอีก ผมรับปาก เราจากกันง่ายๆ ตรงนั้น ผมเดินเข้าโรงแรม หยิบวอร์คแมนที่ให้เขายืมไปกดเล่นในบาร์มาเสียบหูฟัง แน่ะ ไม่ยอมปิดเพลงให้ด้วย ผมเดินฟัง Arabesque no. 1 Andantino con moto ของเดอบุซซี่ที่เขาเปิดค้างไว้ด้วยความดังระดับ 20 จนถึงห้อง

เมื่อล้มตัวลงนอน แปลกที่ผมยังคงได้ยินเสียงเพลงคริสต์มาสซึ่งมาก่อนกาลของ Ryuichi Sakamoto ล่องลอยอยู่รอบด้าน ราวกับเหล่าดาวเทียมปลดประจำการลอยตัวไร้จุดหมาย รอวันร่วงหล่นเป็นพายุฝนดาวตก




----------------

first view 18-19 Sep 2016 3*

ตั้งใจอ่านแบบไม่สนสัญลักษณ์อะไรทั้งสิ้น ผลที่ได้ก็ยังรู้สึกถึงความบันเทิงของมันอยู่ดี ในแง่ของการบรรยายความด้านสถานที่ สำหรับคนที่มีความหลังกับเกียวโต มีร่องรอยยังหลงเหลือกับทางเดินเลียบแม่น้ำทาคาเสะแล้ว มันทำให้อารมณ์เหงาปลิดปลิวพรั่งพรูมาก เหมือนตัวเองกำลังเดินตามโทโมะซังไปใกล้ๆ หัวใจของผมลอยล่อยไปข้างๆ คุณ จะขึ้นเขาคุรามะ หรือจมมิดหายไปกับสายน้ำคาโมะ ผมก็จะไม่หลีกหนี

เสียที่สั้นไปหน่อย และระทมเกินไป การขาดหายไปโดยที่ไม่รู้มันเศร้าและไร้ความหวังให้ดำรงชีวิตต่อนะ
Profile Image for Afew*.
207 reviews30 followers
January 23, 2022
เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์อันแสนสั้นของชายชาวไทยกับหนุ่มชาวญี่ปุ่น ส่วนตัวอ่านจบแล้วรู้สึกเฉยๆ อาจจะเพราะมันสั้นด้วยแหละ อ่านจริงๆแค่ 60 กว่าหน้าเอง แต่เพราะความสั้นนี้แหละเลยคิดว่าคงจะหยิบมาอ่านซ้ำได้อีกบ่อยๆ
Profile Image for Jessada_K.
135 reviews21 followers
September 12, 2016
วารี = น้ำ ซึ่งน้ำสามารถตีความหมายเป็นสัญลักษณ์ของเพศหญิงได้

ส่วนตัวงานพูดถึงเพศสภาพและการเมืองที่ถูกกดทับของการแสดงออก และสัญลักษณ์ของน้ำที่สื่อถึงเพศหญิงที่คุณอุทิศตั้งใจให้ดูแปลกแยกและแตกต่างทางสัญลักษณ์เชิงสังคม ซึ่งตัวพ่อนั้นก็อาจเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่ก้าวล้ำไปสู่จุดๆหนึ่งของสิ่งหนึ่งที่น่าพอจะเข้าใจได้ และตัวละครอย่าง โทโมะ (ซึ่งภาษาญี่ปุ่นหมายความว่า เพื่อน) ก็ดูจะถูกทำให้หายไปเมื่อใช้สัญลักษณ์การลุกไล่ของคลื่นน้ำ และจำนวนตัวเลข 112 ก็ส่อความหมายของอำนาจ

จุดสุดท้าย วารี ซึ่งโดดเดี่ยวและเคว้งคว้างอยู่ในความพิลึกพิลั่นของเหตุการณ์ต่างๆ อย่างกับมนุษย์ต่างดาวที่หลงเข้ามาอยู่ในดาวเคราะห์ใบหนึ่งที่เขาไม่รู้จัก
Profile Image for Nuttawat Kalapat.
690 reviews47 followers
March 20, 2024
เหมือนคนในเรื่องจะสำคัญกว่าสถานที่ แต่ชอบครับอ่านเพลิน
Profile Image for Metavee.
8 reviews1 follower
November 11, 2014
There's a thing inside Tomo that similar me a lot. I don't know why but I feel it. I need to book a one-way ticket to Kyoto right now.
Profile Image for Fon.
66 reviews13 followers
October 18, 2014
อ่านเกียวโตซ่อนกลิ่นของคุณอุทิศ เหมะมูลจบแล้ว แอบยิ้มกับบางข้อความที่เผยความคิดของตัวละคร บังเอิญ(หรือเปล่า?)ที่พี่เจ้ย อภิชาติพงศ์เป็นผู้เขียนคำนิยม เพราะเราก็เคยยิ้มงุงิแบบนี้มาแล้วตอนดูสัตว์ประหลาด
เรื่องสั้นกะทัดรัดที่ร้อยรัดเหตุการณ์ต่างๆ ไว้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลา การชุมนุมที่แยกราชประสงค์ มาตรา 112 แผ่นดินไหวและซึนามิที่โทโฮขุ ฯลฯ
คิดว่าต้องอ่านซ้ำเพื่อทำความเข้าใจเหตุการณ์ส่วนตัวของตัวละครกับเหตุการณ์ภายนอกที่ส่งผลต่อตัวละครอีกที ดูเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคล (วารีกับพ่อ วารีกับโทโมะ วารีกับแม่) และบุคคลกับรัฐ
Profile Image for Kaitong Kook Kook.
3 reviews
August 3, 2015
ผมยิ้มเมื่ออ่านจบ มันไม่ใช่การประทับยิ้มบนใบหน้าด้วยความดีใจหรือรู้สึกยินดีอะไร แต่มันรู้สึกร่วมกับตัวละครมากกว่าคือ ปลงไปกับความเศร้า พอแล้ว พอเถอะ เรื่องสั้นขนาด100+หน้า(เฉพาะภาษาไทย) กับเรื่องราวแห่งการรำลึกถึง การถูกตรา ยึดตรึงกับอดีตที่ผูกใจเจ็บเอาไว้ แล้วแทรกด้วยเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศที่ชอบปิดปากการตั้งคำถามของผู้คน.....ผมไม่อยากให้เรื่องมันจบแค่นี้ มันควรยาวกว่านี้ มันสั้นเกินไป ด้วยความที่เป็นเรื่องสั้น มันทำให้อารมณ์ผมเหมือนตกวูบไปเช่นเดียวตอนที่บ้านเกิดของโทโมะโดนสึนามิถล่ม ในขณะเดียวกันก็รู้สึกใจหายไม่ต่างอะไรกับวารี...เหมือนกับความรู้สึกมันเว้าแหว่งไปเสียดื้อๆ มันน่าเศร้านะ
Profile Image for Gib.
13 reviews
December 10, 2014
เป็นไปได้มั้ยที่ไม่เคยดูหนังของเจ้ย แต่อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วอยากแนะนำต่อว่าเหมือนดูหนังของเจ้ย ฮ่าๆๆ
และความที่มันเป็นเกียวโต ทำให้นึกถึงหนังญี่ปุ่นเรียบเฉื่อย แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้เรียบเฉื่อยนะ ฮ่าๆๆ งงมั้ยนิ
ฉากของเรื่องร่วมสมัยมาก และแอบอยากอ่านวิทยานิพนธ์ของวารีนะ :)
Displaying 1 - 9 of 9 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.