เป็นอีกหนึ่งผลงานที่มีพล็อตเรื่องที่โดดเด่นไม่ซ้ำใครมาก ๆ ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชลนิลเองที่มักจะใส่เรื่องราวเกี่ยวกับธรรมะสอดแทรกเข้ามาในผลงานของตัวเองอย่างแยบยลอยู่เสมอ ทำให้เรื่องนี้ที่เป็นภาคต่อจากเรื่องอาคมจบลงอย่างสมบูรณ์ ปมที่ผู้เขียนใส่เข้ามาในเรื่องช่างเป็นอะไรที่น่าทึ่งจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปรัชญาที่แทรกอยู่ในบทเพลง Scarborough Fair ของ Simon & Garfunkel ได้ถูกนำมาเป็นปริศนาที่ต้องให้ตัวเอกของเรื่องได้ตีความและไขปริศนา ตอนที่อ่านคำตอบของปริศนานี้ก็เป็นอะไรที่ทำให้เราทึ่งมากจริงๆ แบบว่าคิดได้ไงเนี่ย! นอกจากนี้แล้วยังมีเพลง The Sound of Silence จากวงเดียวกันที่ใส่เข้ามาเพื่อสื่อถึงอดีตและตัวตนของตัวละครอื่นที่มีความโดดเด่นไม่แพ้ตัวเอกอีกด้วย ตอนที่อ่านมาถึงช่วงนี้เป็นอะไรที่ทำให้เราตื่นเต้นกับความสดใหม่ของเรื่องราวมากๆ เลยค่ะ แต่น่าเสียดายที่ช่วงกลาง ๆ เรื่องที่มีการเล่าย้อนถึงที่มาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด กลับทำให้เราเริ่มรู้สึกเนือย ๆ เล็กน้อย เพราะคิดว่าเรื่องมันเหมือนจะออกทะเลไปนิด ๆ ซะแล้ว
ด้วยความที่เหมือนว่าผู้แต่งมีการตีกรอบให้กับเรื่องราวในตอนสุดท้ายของเรื่องนี้ไว้แล้ว ทำให้เราแอบผิดหวังเล็กน้อยกับแพทเทิร์นในตอนจบที่ออกมา Happy Ending ตามแบบฉบับนิยายรักทั่วไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเคยชินกับความไม่หวานจากเรื่องก่อน ๆ ของชลนิลเลยรู้สึกว่าจบได้แบบละค้อนละคร ฮ่า ๆ ถ้าเทียบกับอาคมแล้ว เราคิดว่าเรื่องนี้สเกลใหญ่กว่ามาก มีตัวแปรเยอะ ทำให้การควบคุมตัวแปรต่าง ๆ ในเรื่องนี้ยังทำได้ไม่ดีเท่ากับเรื่องอาคม อาจเป็นเพราะต้องตอบโจทย์ผู้อ่านที่กังขาในเรื่องราวจากเรื่องก่อน พอมาเรื่องนี้เลยเขียนให้แทบจะใส่เหตุผลให้กับทุกประเด็นของทุกตัวละครที่เคยทิ้งปมไว้ในอาคม ด้วยความที่เรื่องราวค่อนข้างเยอะเลยทำให้เหตุผลในบางเรื่องดูอ่อนเกินไป ทำให้พออ่านจบแล้วเหมือนอารมณ์ไม่สุดสักทาง บางประเด็นก็กระชับมากเกินไปนิด บางประเด็นก็ดูจงใจใส่เข้ามามากเกินไปหน่อย บางประเด็นก็ยืดเยื้อโดยใช่เหตุ เลยทำให้เราแอบเสียดายตรงจุดนี้ค่ะ
แต่โดยรวมแล้ว ระบำเวท สามารถตอบโจทย์เรื่องราวภาคต่ออาคมได้ดีค่ะ การวางพล้อต การดำเนินเรื่อง และแง่คิดต่าง ๆ ผู้แต่งผูกโยงได้อย่างน่าทึ่งมาก แต่ถ้าถามว่าตัวเราเองว่าชอบมั้ย คิดว่าเราประทับใจเรื่องอาคมมากกว่าค่ะ
ให้คะแนนความชอบที่ 4/5