Pawarut Jongsirirag705 reviews140 followersFollowFollowJanuary 4, 2026มาถึงเล่มที่ 2 ผมคิดว่าในเรื่องเนื้อหา ผมยังคงมีความเห็นเหมือนเล่มแรก คือ อยากให้อ่านแบบตั้งคำถามและคิดตามไปกับข้อเสนอและความเห็นต่างๆที่พี่ชาคริตเสนอ จะทำให้อ่านสนุกขึ้นมาก เพราะผมคิดว่าการเขียนนิยายมันไม่ได้มีวิธีหรือเส้นทางเดียว สิ่งที่พี่ชาคริตเสนอไว้นับเป็นแม่น้ำสายหนึ่งท่ามกลางมหาสมุทรแห่งการเขียนวรรณกรรม ซึ่งมีอะไรอีกมากให้คิดต่าง กลับด้านหรือบุกเบิกเส้นทางใหม่ๆ เพียงแต่ว่า หากพึ่งเป็นนักผจญภัยที่ออกเดินเรือครั้งแรก การมีแม่น้ำนำทางซักสาย และเป็นแม่น้ำที่ไม่ได้เชี่ยวกรากนัก ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของเหล่านักผจญภัยมือใหม่ ที่จะลองออกเดินทางในเส้นทางสายนี้แต่สิ่งที่ผมอยากพูดถึงจริงๆในเล่มนี้ ไม่ใช่เนื้อหาครับ แต่เป็นน้ำเสียงของการเล่าเรื่อง หรือหากพูดอีกแบบหนึ่ง ก็คือ สไตล์การเขียนของพี่ชาคริตที่มีความน่าสนใจไม่แพ้เนื้อหาเลยผมคิดว่าผมอ่านงานพี่ชาคริตมาประมาณนึงทั้งนิยาย ความเรียง และสเตตัสใน Facebook จนพอจะสังเกตถึงน้ำเสียงการเล่าของพี่ชาคริตได้ว่ามีสไตล์การเขียนแบบไหน ซึ่งสไตล์ที่ว่านี้ก็ปรากฏค่อนข้างชัดในหนังสือเล่มนี้และเล่มก่อนหน้าด้วยเช่นกันงานความเรียงของพี่ชาคริต จะเป็นงานที่สร้างระยะกับตัวนักอ่านพอสมควร จะไม่ใช่งานที่มีความขี้เล่น หรือลำลองตีสนิทกับคนอ่านเท่าไหร่นัก จนบางครั้งพลันนึกไปว่าเป็นงานที่เขียนโดย นักวิชาการมากกว่าจะเป็นงานของนักเขียนทั่วไป ที่เล่าเรื่องทั่วไปบ้างหรือเรื่องเฉพาะทางที่ผู้เขียนเองมีความรู้จัดจ้านในเรื่องนี้สไตล์การเขียนในลักษณะนี้ ไม่ได้ใช่เรื่องผิดหรืออะไรนะครับ เพราะงานบางประเภทก็จำเป็นต้องใช้วิธีการเขียนแบบนี้เพื่อให้เข้ากับลักษณะของงานอยู่เหมือนกันเพียงแต่โดยส่วนตัวแล้ว ไม่รู้ว่าคนอื่นจะคิดแบบผมหรือเปล่า ผมคิดว่างานที่มีเนื้อหาในลักษณะแนะนำวิธีหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ควรจะมีกลิ่นอายของความเป็นมิตรและมีความใกล้ชิดกับนักอ่าน ทำให้เป็นงานที่น่ารักและเป็นมิตรกับคนอ่าน น่าจะดีกว่า และยิ่งใกล้ยิ่งชิดมากเท่าไหร่งานนั้นก็จะสามารถเข้าถึงนักอ่านได้มากขึ้น (ไม่นับงานวิชาการจัดๆที่มีกฎบางอย่างครอบไว้อีกที)แต่ในทางกลับกัน พองานมันสร้างระยะห่างจากนักอ่านแทนที่ความใกล้ชิด ด้วย “น้ำเสียง” ของตัวเนื้องานมันเอง มันเลยทำให้งานดูไม่ค่อยเป็นมิตรกับคนอ่านเท่าไหร่ จนไม่แน่ว่า เมื่ออ่านไปเรื่อยๆ แล้วจะทำให้เห็นภาพจำลองของคุณครู หน้าเข้มๆ ที่ถือไม้เรียวรอฟาดก้นนักเรียนที่แอบคุยกันในห้องเรียน แทนที่งานชิ้นนั้น จะทำให้นึกภาพถึงคุณครูใจดีที่จะแจกลูกอมให้เราหากตอบคำถามในชั้นเรียนได้ถูกต้อง หรือหากจะผิดไปบ้างแต่กล้าตอบก็จะได้ลูกอมเช่นกันผมคิดเสมอว่า การอ่านหนังสือซักเล่ม เราไม่ได้อ่าน “ตัวอักษร” เป็นตัวๆเรียงต่อกันอย่างเดียว แต่ตัวอักษรพวกนี้มันสามารถรวมกันและสร้างตัวเองกลายเป็นสิ่งมีชีวิตในจินตนาการ ที่นักอ่านแต่ละคนจะสร้างภาพขึ้นมาแตกต่างกัน ซึ่งสิ่งมีชีวิตนี้จะสะท้อนถึงอารมณ์ความรู้สึก บรรยากาศ รวมถึงความเป็นมิตรหรือความห่างเหินกับตัวนักอ่านเองด้วยซึ่งงานชิ้นนี้สำหรับผม มันดูห่างไกลเกินไปหน่อย ทั้งที่มันควรจะเป็นมิตรมากกว่านี้ เพราะหัวใจของหนังสือเล่มนี้ คือ การเป็นเพื่อนคนหนึ่งของเหล่านักเขียน มาช่วยแนะนำวิธีการเขียนต่างๆ หรือข้อบกพร่องที่นักเขียนอาจพบเจอได้ โดยหวังให้นักเขียนทุกคนสามารถเขียนงานคุณภาพออกมาสู่ตลาดได้อย่างเต็มที่ คิดพล็อตลื่นไหล ไม่พบเจอทางตันของการเป็นนักเขียนอีกต่อไปมิตรสหายคนนั้นเลยน่าจะยิ้มแย้ม โอบไหล่ ตบบ่าให้กำลังใจนักเขียนทุกคน (ที่อ่านหนังสือเล่มนี้)แต่รอยยิ้มนั้น ผมกลับไม่เจอมันเท่าไหร่เลยครับ
นวกานต์ ราชานาค13 reviewsFollowFollowSeptember 22, 2025*** ว่าด้วยการอ่านและการเขียน *** ผลงานเล่มนี้ คุณชาคริต แก้วทันคำ ผู้เขียนเอาประสบการณ์ของตัวเองในฐานะบรรณาธิการ, นักพิสูจน์อักษร และนักเขียน มาแบ่งปันทั้งในแง่ความรู้และความคิดเห็นส่วนตัว แบบไม่หวงวิชา มันไม่ใช่ตำราวิชาการที่จะบอกว่าเราจะต้องเขียนแบบไหน มีขั้นตอนอย่างไร แต่มันเป็นเหมือนสารคดีการทำงานเบื้องหลังในวงการหนังสือมากกว่า...จากชื่อเรื่องที่ใช้ว่า 'ว่าด้วยการอ่านและการเขียน' ผมไม่แน่ใจนักว่าจะให้ความหมายได้ถูกต้องแค่ไหน แต่ขอแยกเขียนถึงตามที่ชื่อหนังสือได้กำกับทิศทางความคาดหวังก่อนเปิดอ่านของนักอ่านอย่างผมนั่นก็คือ 'การอ่าน' และ 'การเขียน' ครับ...1.) การอ่าน'การอ่าน' ในเล่มนี้ หมายถึง การอ่านในฐานะ 'บรรณาธิการ' และ 'นักพิสูจน์อักษร' เป็นสำคัญ แต่ในฐานะที่คุณชาคริต มีหมวกอีกใบที่มักจะสวมไว้บ่อย ๆ คือการเป็น 'นักวิจารณ์' ก็เลยมีความคาดหวังที่อยากจะอ่านเกี่ยวกับ 'วิธีการอ่าน' แบบนักวิเคราะห์-วิจารณ์ด้วย น่าเสียดายที่ตัวอย่างในการอ่านแบบวิเคราะห์วิจารณ์งานเขียน ที่คุณชาคริตมักจะทำได้อย่างน่าทึ่งเป็นประจำนั้น ไม่มีให้อ่านเยอะเท่าไรในเล่มนี้ (คุณชาคริตอาจบอกว่า แค่นี้ก็ใจดีมากแล้วที่แชร์ประสบการณ์ขนาดนี้ ถ้าสนใจจริง ๆ ก็ไปหาอ่านเอาเองบ้างเถอะ 😄)หากตัดความคาดหวังส่วนตัวออกไป ก็จะพบว่าตัวอย่างทั้งหลายในเล่ม ก็สะท้อนให้เห็นว่า 'การอ่าน' มีความสำคัญและจำเป็นกับนักเขียนมากมายแค่ไหนและอย่างไรเอาเป็นว่าแค่นี้ก็มากพอจะหยิบหนังสือเล่มนี้มาเปิดอ่านตัวอย่างจริงทั้งหลายเพื่ออ้างอิงตอนเขียนงานได้เลย...2.) การเขียนส่วนนี้จัดเต็มตามประสบการณ์ของคุณชาคริต ซึ่งในส่วนของความรู้ เช่นคำที่มักเขียนผิด, สำนวนที่มักใช้พลาด, การเลือกปรับใช้คำให้เหมาะสม หรือความกล้าในการแปลประโยคจากภาษาต่างประเทศ ก็ทำให้นักเขียนทั้งหลายได้ประโยชน์กันเต็ม ๆที่โดดเด่นและถูกเน้นหนักในเล่มนี้ก็ว่าด้วยความสำคัญของ 'ฉาก' ที่มักถูกละเลยไปในงานเขียนยุคปัจจุบัน'ฉาก' คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยกำกับอารมณ์และสร้างความมีชีวิตให้กับงานเขียน ที่จะสื่อไปถึงผู้อ่านอย่างมีประสิทธิภาพ.ส่วนในเรื่องของมุมมองความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ถูกยกมาบอกเล่าโดยไม่ยัดเยียดว่าควรทำตามหรือไม่ แต่ให้ไปพิจารณาเอาเอง ซึ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างมาก.อย่างไรก็ตามในส่วนที่เป็นความรู้หนัก ๆ ถูกอัดเข้ามาโดยไม่มีจังหวะผ่อนเลย ซึ่งทำให้อ่านแล้วรู้สึก 'หนัก' หัวได้เหมือนกัน คิดว่าถ้านำเสนอแบบผ่อนคลายกว่านี้ อาจจะทำให้อ่านได้ไหลลื่นกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้ (ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ยากมากที่จะเขียนงานเชิงวิชาการ/สารคดีให้อ่านลื่นไหลและสนุก) แต่ผมก็เห็นความพยายามในการสร้างปฏิสัมพันธ์กั���ผู้อ่านด้วยการมีแบบทดสอบให้ทำ ซึ่งก็ถือว่าแทรกเข้ามาได้เพื่อลดทอนความหนักหนาของเนื้อหาได้พอควร.....แม้จะไม่ใช่คู่มือหรือตำราสำหรับการทำงานเขียน แต่การแชร์ประสบการณ์ในฐานะนักเขียน, นักอ่าน, บรรณาธิการ, นักพิสูจน์อักษร ในเล่มนี้ อัดแน่นไปด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้สนใจงานเขียนแน่นอน.อาจจะอ่านยากในบางส่วน และเป็นความหนักอึ้งในบางช่วงตอน แต่โดยรวมแล้วเล่มนี้ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงสำหรับใครที่คิดจะ 'เขียน' อย่างจริงจัง 😊
ดินสอ สีไม้1,070 reviews179 followersFollowFollowSeptember 21, 2025อีกหนึ่งแง่มุมไอเดีย แด่นักอยากเขียนจะขวนขวายเพื่อมองหา เพื่อฝึกฝน วิถีทางอันเป็นตัวตน2025 thai