Pawarut Jongsirirag705 reviews138 followersFollowFollowJanuary 4, 2026หากหนังสือเล่มนี้เป็นอาหาร พ่อครัวก็ดูสนุกกับการปรุงและจัดจานอย่างมากเลยละครับเป็นรวมเรื่องสั้นที่แบ่งออกเป็น 3 Part 3 Style ที่มีความเหมือนและความแตกต่างผสมอยู่ด้วยกันPart แรก อายุเยาวเรศฝัน เป็นส่วนที่ตัวเอกของเรื่องเป็นเด็กจนถึงช่วงวัยรุ่นซักหน่อย ซึ่งเรื่องราวในแต่ละเรื่องสั้นก็สอดคล้องกันไปกับการที่ตัวเอกเป็นเด็ก อย่างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว มุมมองที่มีต่อพ่อแม่หรือผู้ที่เลี้ยงดูตนเอง โดยเล่าผ่านมุมมองของบุคคลที่ 1 อย่างตัวเด็กเอง ว่าพวกเขามองและพิจารณาสิ่งรอบตัวเหล่านี้อย่างไรPart สอง ถูกทำให้ไม่ได้ยิน ส่วนนี้สำหรับผมคือเรื่องเล่าที่เน้นที่ผัสสะของตัวละคร โดยในส่วนนี้มีทั้งหมด 3 เรื่องสั้น ซึ่งทั้งสามเรื่องเล่าผัสสะ อย่าง การมอง การฟัง และการพูด ผัสสะเหล่านี้ทำงานกับตัวเอกอย่างไร การรับรู้ที่เรารับรู้ผ่านผัสสะมานั้นเป็นความจริงอย่างที่มันเป็น หรือเป็นความจริงที่เกิดจากการที่เราสร้างมันขึ้นเพื่อตอบสนองต่อตัวของเราเองPart สุดท้าย ประเทศสัจนิยมมหัศจรรย์ สำหรับส่วนสุดท้ายก็เป็นไปอย่างชื่อที่ชัดเจนมาก คือ การเล่าเรื่องสั้นด้วยองค์ประกอบของสัจนิยมมหัศจรรย์ โดยเป็นการเล่าเรื่องการเมือง (ผมว่า Part นี้เน้นการเมืองชัดเจนมากที่สุด) ผ่านความพิลึกพิลั่นมหัศจรรย์จนไม่รู้ว่าการเมืองของเรานั้นมันดูมหัศจรรย์มากหรือน้อยไปกว่าการเล่าด้วยสัจนิยมมหัศจรรย์เลยเมื่อมองภาพรวมทั้ง 3 Part เรื่องสั้นของคุณชาคริต เน้นหนักไปที่เล่าโดยสอดแทรกสัญลักษณ์ให้คนอ่านได้ตีความ เราจะพบกับสัญลักษณ์ต่างๆมากมายปะปนไปในทุกเรื่องสั้น ในมุมหนึ่งมันทำให้เรื่องสั้นทุกเรื่องดูมีมิติการตีความว่าเราจะอ่านเพียงชั้นแรกโดยอ่านแค่เรื่องเล่าว่ามันพูดถึงอะไรก็เพียงพอแล้ว หรือเราจะอ่านผ่านชั้นที่สอง อ่านอย่างผู้ที่แวะมาตีความทุกสัญลักษณ์ในแต่ละเรื่องว่ามันกำลังเป็นภาพแทนของเรื่องเล่านั้นอย่างไร มันสำคัญและส่งผลอย่างไรต่อตัวเรื่องเล่านั้นเอง ซึ่งถ้าใครชอบการอ่านในรูปแบบนี้ ผมว่าจะสนุกกับงานชิ้นนี้ไม่ยากนัก แต่หากไม่ได้ต้องการความเหนื่อยยากโลดโผนจากการต้องตีความ ก็จะพบว่ามันเป็นรวมเรื่องสั้นที่หนักและเหนื่อยอยู่มากทีเดียว เพราะไม่ใช่ว่าเรื่องสั้นแต่ละเรื่องจะมีโทนหรือลักษณะการเขียนการใช้สัญลักษณ์ที่แตกต่างกัน แต่ทุกเรื่องคือ การลงมือทำอาหารของพ่อครัวที่ใส่วัตถุดิบแบบจัดเต็ม พอมันถูกปรุงออกมาในรูปแบของเรื่องสั้น เลยทำให้รู้สึกว่ามันเหนื่อยเกินไปในการอ่าน อ่านจบซักเรื่องก็รู้สึกอยากวางพักซักหน่อย ก่อนจะมาเปิดอ่านใหม่อีกครั้ง หากมีการเว้นว่างหรือเปลี่ยนรูปแบบการเล่าบ้างก็จะทำให้การอ่านลื่นขึ้นมากเลยครับ พูดง่ายๆว่า ถ้าเล่มนี้เป็นอาหารฟูลคอร์ส ก็เป็นคอร์สที่ทุกจานคือ Main ไม่มีน้ำซุป ไม่มีของว่างหรือของหวานใดๆแทรกระหว่างจานเลยอีกประเด็นที่น่าพูดคุย หรืออาจจะเป็นคำถามทิ้งท้ายไว้มากกว่า คือ หนังสือรวมเรื่องสั้นนั้น ควรจะเป็นการรวมเรื่องสั้นที่มีอารมณ์ของเรื่องเล่าไปในทิศทางเดียวกันหมดหรือเปล่าที่เป็นคำถามเพราะผมคิดว่ามันไม่ได้มีคำตอบถูกผิดสำหรับคำถามนี้ บางคนอาจชอบเรื่องที่ทิศทางหรือโทนของเรื่องเป็นอย่างเดียวกันหมด เพื่อให้ได้ดำดิ่งไปในเรื่องสั้นได้อย่างเต็มที่ ซึ่งม้าน้ำบนชิงช้าสวรรค์เล่มนี้คือรวมเรื่องสั้นประเภทนี้ครับ ต่ำหรับผม ผมชอบงานรวมเรื่องสั้นที่มีหลากหลายอารมณ์ หลากหลายรูปแบบการเขียนมากกว่า เพราะง่ายๆเลย คือ มันทำให้ไม่เบื่อไปเสียก่อน การอ่านอะไรที่รู้สึกว่ามันทำงานกับเราเหมือนเดิมเรื่อยๆ ก็ทำให้รู้สึกหนักหัวไปอยู่ซักหน่อย อย่างเช่นว่า ทุกเรื่องในเล่มจำเป็นต้องอ้างอิงหรือพูดถึงการเมืองมั้ย ทุกเรื่องต้องจบแบบเศร้าหรือเปล่า หรือหากพูดถึงหนังสือเล่มนี้ ก็อาจพูดได้ว่า ทุกเรื่องต้องไปในโทนเศร้าและดำดิ่งลงไปในการเมืองเสมอขนาดนั้นหรือไม่ เพราะผมมองว่าด้วยรูปแบการเขียนของคุณชาคริต สามารถขยายขอบเขตการเล่าเรื่องไปได้อีกไกลมาก ไม่จำเป็นต้องเล่าด้วยรูปแบบนี้อย่างเดียว ซึ่งน่าจะทำให้งานที่ออกมามีความหลากหลายและสีสันมากกว่าเดิมแน่นอนปล.เรื่องที่ผมชอบมากที่สุดในเล่ม คือ ถูกทำให้ไม่ได้ยิน กับ ไร้ ผมว่าสองเรื่องนี้กลมกล่อมที่สุดแล้สในรูปแบบของเรื่องสั้น ส่วนเรื่องที่มีพลังพอที่จะนำไปขยายต่อเป็นเรื่องยาว คือ ย์ลษิมุงน (ใช่ครับนี่คือชื่อตอน) เพราะเรื่องนี้ยังอะไรให้เล่าได้อีกเยอะ เลยแอเสียกายที่มันกลายเป็นเรื่องสั้น เลยรีบเล่ารีบจบไปหน่อย ไม่อย่างงั้นมันน่าจะเป็นเรื่องที่ออกแบบให้ไปได้หลายทิศทาง จะสยองขวัญก็ได้ แฟนตาซีก็ได้ หรือจะเป็นสัจนิยมมหัศจรรย์แท้ๆไปเลยก็ยังได้ครับ