Jump to ratings and reviews
Rate this book

พ่อแม่ในตัวเรา: เรื่องราวของความโกรธ เกลียด และการคืนดี

Rate this book
หนังสือ “พ่อแม่ในตัวเรา: เรื่องราวของความโกรธ เกลียด และการคืนดี”
เกิดขึ้นจากการสังเกตเห็น ‘ปรากฏการณ์’ ที่ลูกๆ
จำนวนไม่น้อยในสังคมยุคใหม่ แสดงออกให้เห็นว่าพวกเขามีปัญหากับพ่อแม่
ที่จริงแล้ว ทั้ง ‘ประสบการณ์’ และ ‘มวลอารมณ์’ ของพ่อแม่
คือสิ่งที่ส่งต่อมายังลูกทั้งในรูปแบบที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว
เราแต่ละคนได้รับ ‘มรดกทางอารมณ์’ จากคนรุ่นก่อน ไม่ว่าเราจะเป็นคนน่ารัก
มองโลกในแง่ดี ยิ้มง่าย มองโลกใสๆ หรือกลัว โกรธ และความเจ็บปวดก็ตาม
สิ่งเหล่านี้ถูกส่งต่อได้หลากหลายวิธี ทั้งผ่านพันธุกรรมและการเลี้ยงดู
และจะชวนคุณไปดูว่า พ่อแม่ที่ ‘เป็นพิษ’ กับลูก คือพ่อแม่แบบไหน อะไรคือ
‘เงามืด’ ในจิตใจของเราที่เราเก็บงำซ่อนเอาไว้ลึกล้ำ
แต่ส่งผลต่อแง่มุมทางจิตใจของเรา อะไรคือ ‘บาดแผล’
ที่ซ่อนอยู่ในเงามืดนั้น

นี่คือหนังสือที่จะชวนคุณไป ‘สำรวจ’ ดูว่า มนุษย์เราสามารถมี ‘บาดแผล’
และ ‘ความลับ’ ในครอบครัวที่ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ในเรื่องไหนบ้าง
และสิ่งเหล่านั้นสามารถหล่อหลอมชีวิตเราได้อย่างไร

การ ‘คืนดี’ ไม่ใช่การลบเลือนความเจ็บปวด
หรือทำเสมือนว่าบาดแผลเหล่านั้นไม่เคยมีอยู่จริง ตรงกันข้าม
การคืนดีคือการเผชิญหน้าความเจ็บปวดนั้น
ด้วยวิธีที่ละเมียดละไมและซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของเราเอง

เราทุกคนล้วนได้รับสืบทอด ‘มรดก’ ทางอารมณ์มาจากครอบครัวของเรา
มันอาจมาในรูปของความลับ ความเศร้าลึก
หรือบาดแผลทางใจที่ไม่ได้รับการเยียวยา

การเป็นพ่อแม่ให้ตัวเอง จึงหมายถึงการ ‘เลี้ยงดู’ ตัวเองใหม่ เพื่อให้เรา ‘เติบโต’
อีกครั้ง โดยได้รับสิ่งที่เด็กน้อยคนนั้นควรได้รับ ทั้งความรัก ความเคารพ และ
‘ศักดิ์ศรี’ แห่งความเป็นมนุษย์

240 pages, Paperback

Published September 25, 2025

2 people are currently reading
33 people want to read

About the author

12 เรื่อง ที่คุณไม่จำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับ โตมร ศุขปรีชา

1. เขาเป็นคนเกลียดกลัวแมลงสาบอย่างยิ่ง เพราะค่ำคืนหนึ่ง มีผู้ทำกระป๋องยาฆ่าแมลงหกลงไปในกล่องลึกลับใกล้ห้องนอน ในกล่องนั้นเป็นที่สิงสถิตของแมลงสาบ พวกมันจึงกรูกันออกมาในยามค่ำคืนขณะที่เขานอนหลับ พวกมันไต่หน้า แขน ตัว ยั้วเยี้ยอยู่ในความมืด เขาต้องเอาผ้าห่มมาคลุมตัว แล้วร้องตะโกนให้คนมาช่วย

2. หนังสือเล่มแรกของเขา มีชื่อว่า 'กาแฟและชา หมาและแมว' รวบรวมงานเขียนยุคแรกของเขาเอาไว้ ตั้งแต่ก่อนหน้าจะมาเป็นบรรณาธิการนิตยสาร GM อยู่นานถึง 13 ปี

3. เขาชอบการเดินทางและสังเกตสังกาชีวิตผู้คน หนังสือที่เขาเขียนจึงมีเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางอยู่หลายเล่ม อาทิเช่น 'ผู้ปูโต๊ะกับลมหมอ : การเดินทางธรรมดาในห้าทวีป' 'เดินทางระหว่างหู' แต่ในบรรดาหนังสือที่เขาเขียนทั้งหมด มีเพียงเล่มเดียวที่เขียนขึ้นใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นสารคดีกึ่งเรื่องแต่งที่พาไปสำรวจวิธีคิดของคนญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่น ชื่อ ‘ย่องเบาเข้าญี่ปุ่น’

4. งานเขียนที่เขาชอบเขียนอีกประเภทหนึ่ง คืองานว่าด้วยชีวิต จึงมีหนังสืออย่าง 'Mailbox' ที่เขาเขียนจดหมายถึงผู้คนมากมาย หรือ 'วาระสุดท้าย' ที่พาผู้อ่านไปสำรวจช่วงสุดท้ายในชีวิตของผู้คนและสิ่งต่างๆ นอกจากชีวิตผู้คน เขายังชอบสังเกตชีวิตสัตว์ และมีผลงานรวมเล่มสารคดีเกี่ยวกับชีวิตสัตว์อย่าง 'โลกใหญ่ใบมด' ที่เคยได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 100 หนังสือดีในทางวิทยาศาสตร์ด้วย

5. Genderism เป็นงานเขียนอีกเล่มหนึ่งที่ผู้อ่านหลายคนชื่นชอบ งานชุดนี้เกิดขึ้นเพราะคำท้าทายของบรรณาธิการอย่างอธิคม คุณาวุฒิ ว่าเขาจะสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆของสังคมไทยโดยผ่านกรอบการมองเรื่องเพศได้ไหม เขารับคำท้านั้น จึงก่อให้เกิดคอลัมน์ชื่อเดียวกัน และกลายมาเป็นหนังสือชื่อเดียวกัน

6. ดูเหมือนเขาจะเขียนงานแนว Non Fiction มามาก ในบรรดาหนังสือที่เขาเขียนทั้งหมด มีเพียงเล่มเดียวที่เป็นรวมเรื่องสั้น มีชื่อว่า ‘หญิงสาวผู้ตกหลุมรักฯ’ ชื่อเต็มๆของหนังสือเล่มนี้คือ หญิงสาวผู้ตกหลุมรัก 'พระพุทธเจ้าฯ' ซึ่งหมายถึงหญิงสาวผู้ตกหลุมรักหนังสือชื่อ The Buddha of Suburbia อันเป็นหนังสือของฮานิฟ คุเรชิ โดยเนื้อหาของเรื่องสั้นในเล่ม เกี่ยวพันกับความรักต้องห้ามอันหลากหลาย

7. นอกจากงานเขียน เขาทำงานแปลมากเล่ม ตั้งแต่ผลงานเล่มแรกอย่าง Kitchen Confidential ของเชฟแอนโธนี บอร์เดน, South of the Borders, West of the Sun (การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก) ของฮารูกิ มุราคามิ, One Flew Over the Cuckoo's Nest (ข้ามผ่านพันธนาการ) ของเคน คีซีย์, An Edible History of Humanity (ประวัติศาสตร์กินได้), Onward (ถอยไปข้างหน้า) ของโฮเวิร์ด ชูลทซ์, The Sense of an Ending (ณ ที่สิ้นสุดของบางสิ่ง) ของจูเลียน บาร์นส์ เป็นต้น

8. เขาไม่เคยตอบได้เลยว่าชอบทะเลหรือภูเขามากกว่ากัน เขาเคยคิดว่าถ้าตายไป อยากถูกฝังเอาไว้บนภูเขาที่มีหน้าผาอยู่ติดกับทะเล แต่เขารู้ว่ามันคงไม่อาจเป็นจริงได้ เนื่องจากที่ดินประเภทที่ว่า คงราคาแพงมหาศาล

9. เขาคิดว่าชีวิตนั้น ยิ่งอยู่ก็ยิ่งตระหนักว่ามันมีเหตุผลในตัวเองน้อยลงเรื่อยๆ แต่บางเหตุผลที่ยังเหลืออยู่ คือการมีชีวิตอยู่เพื่อเล่นบอร์ดเกม

10. ช่วงขวบปีหลังๆ เขาหันมาทำงานโทรทัศน์ อย่างรายการ 'วัฒนธรรมชุบแป้งทอด' ทางช่อง ThaiPBS ซึ่งได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ ทำให้บางครั้งเขาก็คิด-ทำหนังสือมาทั้งชีวิต แทบไม่เคยได้รับรางวัลอะไรเลย เป็นแต่กรรมการ (เช่น รางวัลวรรณกรรมเยาวชนแว่นแก้ว, รางวัลเซเวนบุ๊คส์, รางวัลซีไรต์) แต่พอทำโทรทัศน์เพียงปีเดียว ก็ได้รับรางวัลเลย เช่นนี้หมายความว่า...

11. กีฬาที่เขาชอบที่สุด ไม่ว่าจะเล่นหรือดู คือเทนนิส นักเทนนิสที่เขาโปรดปรานมากที่สุด คือกุยเยร์โม คอร์เรีย ชาวอาร์เจนตินา เป็นนักเทนนิสที่เก่งคอร์ตดินที่สุดในยุคก่อนนาดาล เฟรนช์โอเพ่นปี 2004 คือฝันร้ายของเขา เพราะคอร์เรียเข้าชิงกับแกสตอง เกาดิโอ ทุกคนในโลกเชื่อว่าคอร์เรียชนะแน่นอน เขาถ่างตาดู แต่แล้วคอร์เรียก็เจ็บ ทำให้พ่ายแพ้ไป คืนนั้นเขานอนไม่หลับ ถ้าหลับเมื่อไหร่ก็ฝันร้าย เขาจึงหลับๆตื่นๆจนถึงเช้า และเสียใจยิ่งนักที่คอร์เรียมา ‘แขวนแร็กเก็ต’ ด้วยการเล่นที่เมืองไทย แต่เขาไม่รู้ข่าว เลยไม่ได้ไปดู แต่แอบเชื่อว่าที่คอร์เรียเลือกมาแขวนแร็กเก็ตที่เมืองไทย เพราะเขาเคยเขียนอีเมลไปให้กำลังใจและบอกว่าเป็นแฟนเทนนิสจากไทย แต่ที่จริงคอร์เรียอาจอยากมาเที่ยวพัทยาก็ได้ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้เขาใช้จักรยานเป็นยานพาหนะ เลิกใช้รถยนต์ และหันมาวิ่งอย่าง (ค่อนข้าง) จริงจัง

12. ตอนเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขาไม่ชอบเชียงใหม่เลย แต่ตอนนี้ เขากลับปลูกบ้านไว้ที่นั่น (โดยไม่รู้ว่าบ้านอยู่ใกล้กับแนวรอยเลื่อนของแผ่นดินไหว) อยากไปนั่งๆนอนๆอยู่ที่นั่น แต่พอไปแ

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
12 (54%)
4 stars
4 (18%)
3 stars
6 (27%)
2 stars
0 (0%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 4 of 4 reviews
Profile Image for lostlessboy*.
109 reviews50 followers
October 27, 2025
หนังสือที่งดงาม สื่อถึงความเป็นมนุษย์ ลึกซึ้ง ทั้งปลอบโยน เข้าใจ และชี้ให้เห็นว่าเรายังมีพลังและเป็นอิสระจากอดีตและพ่อแม่ที่เป็นพิษได้

พ่อแม่ในตัวเรา เป็นบทความที่เล่าถึงความโกรธ ความเกลียด และการคืนดี โดยเน้นในเรื่องของบาดแผลในใจ การถูกปฏิบัติที่ส่งผลด้านลบต่อใจไม่ว่าจะด้วยความหวังดี รู้ตัว หรือไม่รู้ตัวจากพ่อแม่ ในเล่มจะแบ่งเป็น 7 บท ผู้เขียนเรียงร้อยแต่ละบทได้อย่างดีเยี่ยม มีการยกเคสประกอบการอธิบายซึ่งทำให้เราเห็นภาพทั้งในแง่ของความเข้าใจในตัวบทความและเห็นภาพของตัวเองทั้งในความทรงจำหรือแม้กระทั้งเราในตอนที่กำลังอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่ ทำให้เราค่อยๆ เข้าใจเหตุที่เกิด สิ่งที่เรากำลังเผชิญ ไปจนถึงชี้ทางในการเยียวยารักษา make peace กับความเป็นพ่อแม่ที่ยังคงอยู่ในตัวเรา

เราเองก็เป็นคนที่มีบาดแผลจากพ่อและแม่ ไม่ต่างจากคนอื่นๆ เราคิดว่าการอ่านหนังสือเล่มนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการเริ่มต้นทำให้เรายอมรับความรู้สึกไม่ดี ไม่ชอบ รวมถึงพฤติกรรมที่พ่อแม่เคยทำต่อเรา ซึ่งอาจขัดแย้งต่อคำสอนของศาสนาและสังคมที่มุ่งเน้นความกตัญญู เราว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นในกระบวนการสร้างความสงบในใจ เรายอมรับว่าเราไม่ชอบพ่อตั้งแต่จำความได้ พ่อเป็นคนที่เจ้าชู้ มีบ้านเล็กบ้านน้อย และใช้แต่อารมณ์มาโดยตลอดแม้แต่ปัจจุบัน เราไม่ชอบแม่ที่เคยปล่อยให้เราต้องเผชิญหน้าทั้งกับพ่อและน้องออทิสติกในวัยเด็กที่เราเองก็ไม่ได้แข็งแรง แต่ก็ต้องแบกรับความรับผิดชอบนี้ พออ่านหนังสือเล่มนี้ก็ทำให้เรายอมรับกับตัวเองได้ ที่สำคัญผู้เขียนยังชี้ช่องทางสว่างให้ว่าถ้าเรายังเจ็บปวดกับบาดแผลและความทรงจำในอดีต เราจะจัดการยังไง ไม่ว่าจะผ่านการอ่านการเขียน การเข้าพบนักจิตบำบัด ที่ทั้งหมดเป็นการทำเพื่อให้เราตระหนักรู้ว่าปัจจุบันเรายังแก้ไข มีพลัง เลือกเส้นทางของตัวเองโดยไม่ต้องติดกำดักของตัวเองในอดีตโดยเฉพาะจากผลของการกระทำของพ่อแม่ที่เป็นพิษ

เป็นหนังสือที่เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ นับถือผู้เขียนที่ถ่ายทอดออกมาได้แม้จะเป็นในรูปแบบบทความความเรียงซึ่งน่าจะเป็นวิธีที่ส่วนตัวเราอ่านแล้วไม่ค่อยอิน แต่เล่มนี้กลับให้ผลตรงกันข้าม คือเรารู้สึกเข้าใจตัวเองมากขึ้น โอบกอด และอยากจะเขียนเพื่อเยียวยาตัวเองอีกครั้ง เราว่าการที่หนังสือสักเล่มจะทำให้เราลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงลงมือทำสิ่งใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ยากมาก แต่เล่มนี้มีพลังมากพอให้เรารู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองในทางที่ดีขึ้น อยากลงมือเขียน อยากไปเที่ยวต่างจังหวัดฟื้นฟูตัวเองคนเดียว จนไปถึงอยากกลับไปพบกับกระบวนการบำบัดกับนักจิตอีกครั้ง

เราว่าคนที่มีบาดแผลกับพ่อแม่ควรอ่านสักครั้ง คนที่คิดว่าตัวเองไม่มีก็ควรอ่านเพื่อสร้างความเข้าอกเข้าใจในเรื่องนี้ เพราะเชื่อว่าคนรอบตัวเราต้องมีใครสักคนที่มีบาดแผลที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นไม่มากก็น้อย การสร้างความตระหนักรู้เป็นสิ่งสำคัญ อยากชวนให้อ่านเล่มนี้กันเยอะๆ ครับ
Profile Image for Tanaporn Simcharoen.
92 reviews1 follower
January 3, 2026
เราเกลียดพ่อแม่ไม่ได้หรอก ไม่ใช่เพราะผิดบาปหรือความกตัญญู แต่เพราะเราจะพบพ่อแม่ในตัวเราเสมอ
Profile Image for MonoNoAware.
266 reviews36 followers
November 7, 2025
มนุษย์ต่างมีบาดแผลและความลับเป็นของตัวเอง และไม่ใช่ทุกครอบครัวจะเป็นเซฟโซนที่ดี หรือบางครอบครัวที่ (เหมือนจะ) ดี ก็อาจมี toxic parents แบบไม่รู้ตัว แถมถ่ายทอดมาสู่ตัวเราแบบไม่รู้ตัว

เล่มนี้ควรอ่านมากทั้งคนที่มี toxic parents และ คนที่คิดว่าตัวเองมีครอบครัวเป็นเซฟโซน นอกจากทำให้เข้าใจตัวเอง เข้าใจพ่อแม่แล้ว เราก็อาจจะสามารถเข้าใจผู้อื่นได้ลึกซึ้งขึ้น
Profile Image for Nopadol Rompho.
Author 4 books388 followers
October 28, 2025
ที่เราเป็นอย่างที่เราเป็นในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งมาจากพ่อแม่เรา หนังสือเล่มนี้ทำให้เราเข้าใจตัวเองและเข้าใจพ่อแม่เราได้ดีขึ้น
Displaying 1 - 4 of 4 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.