lostlessboy*114 reviews55 followersFollowFollowJanuary 8, 2026ความเรียงกึ่งบันทึกที่ถ่ายทอดความคิดที่ตกผลึกได้อย่างงดงาม จริงใจ ผลิบานตลอดการมีชีวิต เป็นหนังสือที่รวบรวมบทบันทึกความคิดที่ตกผลึกของผู้เขียนต่อสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิต ถ่ายทอดมาในรูปแบบประสบการณ์ที่ตอนอ่านให้ความรู้สึกเหมือนมีพี่สาวมาคอยบีบมือ กระซิบข้างหู ฮึบๆ ให้กำลังใจ ในการรับมือกับปัญหา อุปสรรค ความผิดหวังในชีวิต พร้อมเฝ้าบอกเราอย่างไม่ตัดสินทว่าเป็นกันเองว่า ชีวิตนั้นผิดพลาด ล้มเหลวได้ แต่ก็ลุกขึ้นและเริ่มต้นใหม่ได้เหมือนกันชอบที่มันเป็นเรื่องราวที่เล่าผ่านมุมมองของคนธรรมดา (แต่ก็ไม่ธรรมดาเท่าไร เพราะขี่บิ๊กไบค์ เดินเขา วิ่งมาราธอน อยู่สวิต หยอกๆ นะครับ) แล้วเล่าอย่างเรียบง่าย ตรงไปตรงมา คือบางเรื่องเราก็รู้อยู่แล้วแหละว่าชีวิตมันเป็นแบบนี้ เราต้องเจอปัญหาและต้องอยู่กับมันให้ได้ มันคือสัจธรรม แต่พอมันเล่าผ่านประสบการณ์ของผู้เขียน มีรายละเอียด มีดีเทล มีตัวละคร มันทำให้สารที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อกลับงดงามมีพลัง มีหลายประโยคที่เราอ่านทวนหลายรอบเพราะอยากเก็บเกี่ยวมุมมองความคิด ความรู้สึกที่ผู้เขียนถ่ายทอดออกมาเรารู้สึกว่ามันจริงใจดี ที่สำคัญคือพอมันมีพลังของการเป็นเรื่องเล่ามันเลยรู้สึกเข้าถึงง่าย จับต้องได้ เหมาะกับการหยิบไปประยุกต์ใช้กับชีวิตตัวเอง อย่างหลังอ่านจบตอนนี้ก็ยังคิดถึงสูตรมัฟฟินส่วนตัวของตัวเองอยู่เลยชอบอีกที่ผู้เขียนเล่าในหลายบทบาททั้งบทบาทคู่ชีวิต ความเป็นแม่ต่อลูกสาว เป็นลูกสะใภ้กับพ่อตา เป็นหลานของยาย ไปจนถึงบทบาทผู้เขียนที่มีต่อผู้อ่าน เราว่าตรงนี้ดีมากๆ เลยมันทำให้หนังสือเล่มนี้มีมิติ หลากหลายแง่มุม มีความเป็นมนุษย์ และต้องมีสักบทสักตอนแน่ๆ แหละที่รีเลทเข้าถึงผู้อ่านได้บทที่ชอบเป็นพิเศษคงเป็นบทปีกสำรอง เพราะค่อนข้างตรงและรีเลทกับสิ่งที่เผชิญกับชีวิตของตัวเองในตอนนี้ พออ่านบทนี้จบเรารับรู้ได้ถึงพลังและการตัดสินใจที่จะลองเรียนรู้เส้นทางสายใหม่ๆ ความรู้แขนงต่างๆ ที่อาจจะไม่ได้ตรงกับสายและงานที่ทำมา เป็นบทที่อ่านจบแล้วช่วยเพิ่มพลังความกล้าลองกล้าทำให้คนขี้กลัวการเปลี่ยนแปลงแบบเราอยากลองฮึดขึ้นสู้อีกครั้งเลยเป็นหนังสือที่เหมาะกับการอ่านในต้นปี ในบรรยากาศเย็นๆ แบบในตอนนี้มากเลย เป็นอีกเล่มที่รู้สึกดีที่ค้นพบและได้อ่าน
Chontiwat Udomsiripat227 reviews6 followersFollowFollowOctober 4, 2025ผลิบานตลอดการมีชีวิต -- งานเขียนแนว Slice of life โดย 'วันวิสาข์ เดบรุนเนอร์' บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Espresso and Cigarette ที่ฉายภาพชีวิตของตนเองออกมาให้ผู้อ่านได้เห็น ได้รับรู้ และได้สัมผัส ผ่านตัวอักษรที่ให้ความรู้สึกถึงความเป็นกันเองอย่างมาก สำหรับผมมันเหมือนกับ คุณน้ามาเล่าเรื่องชีวิตพร้อมเกร็ดเล็กน้อยให้เราฟัง ไม่ใช่เเค่เล่านะ ยังเเนะนำอะไรดี ๆ ให้เรากลับไปคิดต่อด้วย ชุบชูใจมากเลยการผลิบานนั้นไม่ได้หมายถึงการประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งหมด การผลิบานในบางเรื่องนั้นต้องใช้เวลา ใช้ประสบการณ์ ใช้แรงกายแรงใจ ใช้หยาดเหงื่อ ใช้เลือดเนื้อ ใช้แรงงาน จึงจะผลิบานได้ ดังนั้น บางช่วยจังหวะที่เรากำลังพยายามทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ จงทำต่อไป พยายามต่อไป ถ้าเรายังพยายาม เราก็จะยังไม่แพ้ เหมือนที่คุณวันวิสาข์สอบใบขับขี่ในพาร์ท 'ชัยชนะครั้งถัดไป' ที่ก่อนเราจะสอบผ่าน เราล้วนสอบตกมาก่อน หรือการลงวิ่งฟูลมาราธอนของเพื่อนของคุณวันวิสาข์ในพาร์ท '42.195 กิโลเมตร' ที่สอนให้เราลุยต่อไปจนกว่ามันจะจบ มีจังหวะเดิน จังหวะวิ่ง จังหวะพัก เปรียบเสมือน genre ดนตรีที่สุดท้าย พอวิ่งเข้าเส้นชัย เราจะภูมิใจกับชัยชนะจนลืมความเจ็บปวด ยังมีอีกหลายพาร์ทที่สร้างความดีงามและความประทับใจให้แก่ผม บอกเลยว่าหนังสือเล่มนี้ทำงานกับผมได้ดีมาก ๆ ในช่วงเวลาที่เหนื่อยหน่ายกับวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ผมคงจะตกอยู่ในสภาวะที่กำลังผลิบาน ผมต้องใช้เวลาตรงนี้ เพื่อที่จะผลิบานต่อไปในอนาคต2025
Makmild823 reviews223 followersFollowFollowNovember 25, 2025สารภาพเลยตั้งแต่เปิดบทแรก และหลังจากนั้นทุกบท น้ำตาซึมทุกบท! เปล่าแก มันไม่ได้เศร้า แต่มันเหมือนมีพี่สาวคนโต (ซึ่งฉันก็มี แต่ฉันต้องเป็นคนปลอบพี่ ไม่ใช่พี่ปลอบฉัน 🤣) มาบีบไหล่ ฮึบๆ ชีวิตแบบนี้แหละหนูจ๋า be brave be free นะจะว่าเว่อร์ก็ได้ แต่จังหวะชีวิตช่วงนี้เราต้องการความกล้าหาญในการรับมือกับความกลัวการเปลี่ยนแปลงน่ะ คือ การเปลี่ยนแปลงใครๆ ก็รู้ว่าน่ากลัว แบบว่า แหม รู้มาตั้งนานแล้ว แต่การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงวัยและแต่ละเหตุการณ์ต่างหลกที่ทำให้มันไม่เหมือนเดิม และไม่ใช่ว่าแต่ก่อนเคยทำได้ ตอนนี้จะทำได้เหมือนเดิม เพราะงั้นเลยไม่เหมือนรีวิวหนังสือ 🤣 เหมือนมาเขียนยาวๆ ขอบคุณพี่มดที่เขียนและตีพิมพ์เล่มนี้ออกมา ตอนอ่านบทท้ายที่พี่มดบอกว่า ‘จะมีคนบอกเราเป็นลูกอีช่างสอนมั้ย’ (ไม่ได้ใช้คำนี้นะ 5555) สารภาพบาปว่าตอนแรกก็คิด แต่หัวใจช่วงนี้ก็ต้องการ เลยหยิบมาอ่าน ก่อนพบว่าไม่ใช่ มันก็คือ memior ที่ตกผลึกเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตแล้วเอามาเล่าสู่กันฟังแค่นั้นเองเวลาพี่มดเล่าเรื่องลูกสาว โดยเฉพาะบทสอบใบขับขี่ สิ่งที่เราคิดคือ เราก็นึกถึงพ่อแม่เรา นึกถึงหลานของเราที่จะมองเรา เป็นเหมือนคนตรงกลางที่มองได้รอบตัว ทั้งในฐานะลูกและผู้ใหญ่แล้ว สำหรับเรา เล่มนี้เลยได้มอบเลนส์ที่กว้างในการทำความเข้าใจทั้งตัวเองและคนรอบตัว ขอบคุณพี่มดมากที่เขียนออกมานะคะ อยากโตไปเป็นคนเท่แบบนี้มั่ง 🤣 วิ่งฟลูมาราทอน ขี่บิ๊กไบค์ เดินขึ้นเขา Matterhorn และมีแฟนเป็นสวิต หยอก 555555 แต่จะพยายามหาสูตรมัฟฟินบลูเบอร์รี่ที่อร่อยของตัวเองต่อไปค่ะ 🥹🙏🏻🩷💗💞
eve99 reviewsFollowFollowJanuary 3, 2026ณ สถานที่แห่งหนึ่งที่มีการจัด writing workshop วันนั้นเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ workshop ในวันที่ทุกๆ คนต่างรู้จักกันหมดแล้ว เคยเห็นหน้าค่าตากันผ่านหน้าจอออนไลน์ เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง เสียงพูดคุยอื้ออึง เสียงหัวเราะของแต่ละวงพูดคุยต่างกลบกันไปหมด จนกระทั่งมีผู้หญิงคนหนึ่งก้าวเข้ามาในห้องพร้อมของพะรุงพะรังในมือมากมายจังหวะที่ผู้หญิงคนนั้นก้าวเข้ามาในห้อง ทุกคนต่างส่งเสียงต้อนรับ ผู้หญิงคนนั้นยิ้มกว้างให้กับทุกคนราวกับคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ส่งของฝากมากมายให้คนนั้นคนนี้ พร้อมพูดคุยกันอย่างออกรส เราเองได้แต่มองเพราะตอนนั้นยังไม่รู้จักใครเลย มารู้ทีหลังว่าเราบังเอิญมาจอยคลาสในวันที่เหมือนจะเป็นการ reunion ของนักเรียนคลาสออนไลน์ที่เห็นหน้ากันมา��ลายครั้งแล้ววันนั้นเราได้รับมิตรภาพดีๆ กลับบ้านมาด้วยเยอะมากๆ จนล้นออกมาจนไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหน จนมาถึงวันนี้ มิตรภาพจากห้องเล็กๆ ห้องนั้นก็ยังคงอยู่และผู้หญิงคนนั้นที่ถือข้าวของพะรุงพะรังพร้อมรอยยิ้มคือพี่มด และพี่มดคือเจ้าของผลงานเล่มนี้เราไม่แน่ใจว่าจะพูดได้เต็มปากไหมว่ารู้จักพี่มดเป็นการส่วนตัว เพราะคำว่ารู้จักนั้น ผ่านการพบเจอหน้ากันแบบตัวเป็นๆ เพียงแค่หนึ่งครั้ง แต่กลับรู้สึกถึงความอบอุ่น ความเป็นแม่ เป็นพี่สาว เป็นหัวหน้ากลุ่ม เป็นอะไรหลายๆ อย่างที่สามารถรู้สึกได้จากการที่ได้พูดคุยกับพี่มดเพียงครั้งเดียว และเราเชื่อว่าหลายๆ คนก็รู้สึกเช่นนั้นเมื่อได้อ่านตัวอักษรทั้งหลายที่ถ่ายทอดออกมาจากปลายปากกาของพี่มดเริ่มแรกเลย เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนังสือเล่มนี้เขียนโดยพี่มด ช่วงปี 2025 คือปีที่เราอ่านหนังสือน้อยมากๆ ห่างหายไปจากการอัปเดตหนังสือใหม่ๆ จนกระทั่งช่วงประมาณปลายปีที่ผ่านมา เรากลับมามีไฟในการอ่านอีกครั้ง และก็ได้เห็นหนังสือปกม่วงนี้ผ่านตาเยอะมากๆ จนกระทั่งได้เห็นรีวิวหนึ่ง แล้วได้เห็นชื่อนักเขียนที่คุ้นเคย เราก็เลยกดสั่งโดยทันทีเราตั้งใจอ่านเล่มนี้ช่วงปีใหม่ เชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ของพี่มดต้องให้อะไรกับเราแน่ๆ พอได้รับหนังสือมาก็เห็นว่าเป็นเล่มเล็กๆ บางๆ ก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจเข้าไปใหญ่ว่าอ่านจบทันช่วงปีใหม่แน่นอนพออ่านจบ เรา text หาพี่มดทันทีว่าชอบมากๆ พูดได้เลยว่าเป็น best of 2026 ทั้งๆ ที่เพิ่งอ่านจบได้แค่ 1 เล่มของปีเท่านั้น แต่เรากล้าพูดแบบนั้นเพราะว่าเรา relate กับทุกอย่างที่พี่มดสื่อสารออกในเล่ม และเชื่อว่ามันจะอยู่เป็นข้อคิด คู่คิด เครื่องเตือนใจ และพี่สาวที่จะคอยพูดให้เราฉุกคิดได้ในหลายๆ เรื่องหนังสือเล่มนี้เป็นเหมือน autobiography ของพี่มด บอกเล่าเรื่องราวส่วนตัวพร้อมข้อคิดที่ได้จากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา ทั้งเรื่องครอบครัว สเตฟาน (คู่ชีวิต) น้องมะลิ (ลูกสาว) คุณยาย การวิ่ง และอื่นๆ พี่มดนำเรื่องราวเหล่านั้นมาบอกเล่า พร้อมกับแทรกความคิด ข้อคิดที่ได้รับจากประสบการณ์เหล่านั้นให้เราได้กลับมาฉุกคิดกับตัวเองอีกที ส่วนตัว เมื่อเราอ่านหนังสือและเจอกับเนื้อหาที่ relate กับตัวเรา เรามักจะนำบทความเหล่านั้นกลับมา reflect กับตัวเองว่าเราเป็นแบบนั้นไหม ผ่านเรื่องราวแบบนี้มายังไง และถ้าตัวเราเป็นผู้เล่าหรือเป็นตัวละครเหล่านั้น เราจะทำยังไง ซึ่งในเล่มนี้ เรา relate ได้เกือบจะทั้งหมดด้วยซ้ำ ไม่มากก็น้อยถ้าถามว่าหนังสือเล่มนี้พิเศษยังไง ก็คงจะไม่ตอบว่ามันพิเศษอะไรมากมายหรอก เราอ่านๆ ไปพร้อมกับคิดกับตัวเองว่าทำไมถึงรู้สึกชอบจัง มันพิเศษยังไงนะ ซึ่งก็ได้คำตอบว่ามันไม่ได้พิเศษอะไร ออกจะธรรมดาด้วยซ้ำ แต่ความธรรมดานั้นนั่นแหละ ที่ทำให้มันรู้สึกพิเศษขึ้นมา ความธรรมดา ตรงไปตรงมา และเรียบง่ายของการบอกเล่าและข้อคิดที่พี่มดได้ทิ้งไว้ให้หลังจากอ่านจบ มันทำให้การใช้ชีวิตในวันธรรมดาๆ ของเรามันสงบขึ้นเช่นเดียวกับหลายๆ คน ประโยคที่เราชอบที่สุดคงหนีไม่พ้นประโยคเรียบง่ายจากสเตฟานว่า “ไม่มีใครมีหน้าที่มารับผิดชอบความสุขของใคร” เป็นประโยคที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และจริงที่สุด เราอ่าน 2 บทแรกที่มีสเตฟานเป็นตัวละครหลักในการเล่าเรื่อง พลางคิดว่าสเตฟานนี่ดีจังเลย พี่มดโชคดีจังที่ได้เจอกับสเตฟาน แต่ฉุกคิดอีกที สเตฟานก็โชคดีเช่นกันที่ได้เจอพี่มด คนทั้งคู่ที่คอยซัพพอร์ตส่งเสริมกัน มีแต่จะทำให้ชีวิตคู่ดีขึ้น และเมื่อเจออะไรที่ยากลำบากก็จะจับมือและช่วยกันฝ่าฟันไปให้จงได้ — อ่านไปพลางถอนหายใจอย่างมีความสุขอีกบทที่ชอบก็คือ “42.195 กิโลเมตร” ตัวเลขนี้อาจเป็นตัวเลขที่ดูแปลกๆ สำหรับใครหลายๆ คน อาจไม่เข้าใจว่าระยะนี้มันสื่อถึงอะไร แต่คน 1% ของประชากรโลกเข้าใจตัวเลขนี้เป็นอย่างดี มันคือระยะทำการของการวิ่งมาราธอนนั่นเอง ในขณะที่เราซ้อมเพื่อจะไปมาราธอนแรก เรามีพี่มดเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจเสมอ พี่มดเองก็วิ่งมาราธอนและจบมาหลายรายการ ในช่วงเดียวกันที่เราซ้อม เราได้เห็นการซ้อมของพี่มดที่คอยโพสอัปเดตอยู่เสมอ เราแอบอิจฉาที่พี่มดได้ซ้อมในภูมิประเทศที่เอื้ออำนวย พื้นที่สีเขียวเต็มไปหมด อากาศดี ไม่ร้อนอบอ้าว และไม่ต้องตื่นตี 4-5 เพื่อซ้อมวิ่งให้ทันก่อนแดดเผาทุกๆ ก้าวในการซ้อม นำไปสู่ทุกก้าวในการวิ่งในวันแข่ง ความตื่นเต้น ความกังวล และทุกๆ สิ่งประดังเข้ามาไม่ต่างจากที่พี่มดเล่า การซ้อมที่เหนื่อยยาก วินัยที่ต้องมาพร้อมกับความขยัน การเอาชนะตัวเองให้ได้ในทุกๆ วัน หยาดเหงื่อ น้ำตา ความเมื่อยล้าสะสม ทุกอย่างหมดไปเมื่อเท้าก้าวเข้าเส้นชัย น้ำตาแห่งความภูมิใจ โล่งใจ ดีใจ หรืออะไรก็ตามมันไหลออกมาแบบยั้งไม่อยู่ มีความสุขมากๆ แต่ก็เหนื่อยเหลือเกิน ไม่รู้ว่าวิ่งไปทำไม บอกคนอื่นไปว่าจะวิ่งมาราธอนก็ฟังดูเหมือนคนบ้า แต่สุดท้ายเราสามารถพูดได้ว่าเราเป็น 1% นั้นแล้ว ได้สัมผัสแล้วจริงๆ มันเป็นหนึ่งในประสบการณ์ชีวิตที่เหลือเชื่อ และได้สอนอะไรเราหลายๆ อย่างเช่นกัน — บทนี้อินเป็นพิเศษ ต้องยับยั้งชั่งใจไม่ให้เปิดข้ามไปอ่านบทนี้ก่อนเราหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านในช่วงวันหยุดปีใหม่ ที่ระเบียงบ้าน เงียบสงบ ลมเย็นโชย อาบแดดเช้า แสงรำไร ต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี ช่างเป็นช่วงเวลาที่สงบสุขเหลือเกิน และหนังสือในมือ ณ ช่วงเวลานั้นคงไม่มีอะไรเหมาะไปกว่าเล่มนี้อีกแล้วและเราสามารถพูดได้เลยว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นหนึ่งในไม่กี่เล่มที่เราคิดว่าเราจะกลับมาอ่านซ้ำเมื่อถึงเวลาของมัน อาจจะกลับมาอ่านอีกครั้งในช่วงปีใหม่ หรือช่วงเวลาที่รู้สึกว่าต้องการพี่สาวหรือแม่คอยปลอบใจ ในวันที่อะไรๆ มันดูยาก เราเชื่อเหลือเกินว่าตัวอักษรของพี่มดจะทำให้อะไรหลายๆ อย่างที่ดูจะยากเกินไป ให้มันรู้สึกง่ายขึ้น หรืออย่างน้อยมันจะทำให้เรามีแรงต่อสู้มากขึ้นอีกนิดthe-best
MonoNoAware272 reviews37 followersFollowFollowJanuary 7, 2026หนังสือเล่มบาง สามารถอ่านจบได้ในเพียงเวลาไม่นาน แต่ทิ้งไว้ซึ่งความอบอุ่นใจ ไม่ใช่ How to ไม่ใช่หนังสือปลอบประโลม แต่ผู้เขียนเขียนออกมาจากใจ มันง่ายและซื่อตรง สัมผัสได้ทั้งความเข้มแข็งและเปราะบาง ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่มีหรอกเข้มแข็งตลอดเวลา หรือจะเปราะบางตลอดไป การยอมรับความไม่แน่นอนของชีวิตได้ ทำให้ความรู้สึกในการใช้ชีวิตมันงดงาม ในหนังสือมีประโยคที่ว่า "ดอกไม้ที่บานช้า อย่างไรเสียก็ดีกว่าไม่บาน" ส่วนเราอ่านแล้วก็คิดต่อว่า ดอกไม้ที่บานแล้ว ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วสุดท้ายก็ร่วงโรย มันคือสิ่งที่เราต้องยอมรับlove-life non-fiction
panuchread118 reviews115 followersFollowFollowDecember 16, 2025ดีจังได้อ่านเล่มนี้ช่วงปลายปี อาบอากาศเย็น ๆ ในวันอาทิตย์ที่ไม่ต้องรีบร้อนอะไรนัก เหมือนได้ตกตะกอนหลาย ๆ อย่างไปพร้อมกับเรื่องราวของผู้เขียน ชอบความเบาสบายของทั้งเนื้อหาและน้ำเสียงที่ใช้ในการเล่าเลย ไม่ได้ใกล้ชิดจนดูตีสนิท แต่ก็ไม่ได้ห่างเหินจนเข้าถึงยาก ไม่ได้ผู้ใหญ่จนดูสั่งสอน แต่ก็ไม่ได้เด็กจนรู้สึกว่าไม่มีสาระ เป็นเรื่องราวชีวิตที่เรียบง่ายแต่มีอะไรให้เก็บเกี่ยวตลอดทางเลย อยากเป็นคนช่างสังเกต ใส่ใจรายละเอียด และลึกซึ้งพอที่จะเก็บดีเทลเบี้ยบ้ายรายทางของชีวิตแล้วเอามาตกผลึกจนเขียนหนังสือได้แบบนี้บ้าง ตอนอ่านจบแรก ๆ ก็รู้สึกดีแล้วนะที่ได้อ่าน แต่พอทิ้งเวลามาอีกหลายชั่วโมงก็ยิ่งรู้สึกว่าดีจังน้าาา เหมือนหนังสือยังคอยตามมาปลอบประโลมเราอยู่เลยปล. ชอบประโยคเปิดบทแรก (คู่ชีวิต) สุด ๆ จนต้องถ่ายเก็บไว้ทั้งตอนเปิดบททั้งในเนื้อหา เพราะเพิ่งมีบทสนทนาเรื่องนี้กับเพื่อนไปและมันตรงพอดี เหมือนมายืนยันบทสนทนาของเราในเวอร์ชันที่เรียบเรียงได้สวยงามขึ้น 555555
Lstran Kng39 reviewsFollowFollowNovember 24, 20254.7 คะแนน เป็นหนังสือที่ให้ข้อคิดในเรื่องต่างๆได้ดี เช่น เรื่องความรัก เรื่องแรงบันดาลใจ การใฝ่หาความรู้ ความอดทนพยายามไม่ย่อท้อ การปล่อยวางอีโก้ การยอมรับในความทุกข์ที่เข้ามาในชีวิต ผู้เขียนถ่ายทอดมุมมองเหล่านี้จากประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง โดยรวมๆเป็นหนังสือเล่มเล็กๆที่ดีมาก โดยเฉพาะบทแรกๆ แต่บทท้ายๆเรารู้สึกว่าน่าจะกระชับขึ้นกว่านี้ non-fiction
Nopadol RomphoAuthor 4 books392 followersFollowFollowSeptember 22, 2025เป็นเรื่องราวที่เล่าถึงชีวิตของผู้เขียนที่อ่านแล้วได้ข้อคิดดี ๆ ที่นำไปใช้ต่อได้personal-development
ดินสอ สีไม้1,083 reviews182 followersFollowFollowSeptember 30, 2025ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ที่บานช้าหรือบานเร็วแต่วันหนึ่งจะถึงเวลาของเรา ..เมื่อถึงวันนั้น ..ขอให้จงผลิบาน .. ในหนทางของตนเองดังเช่นที่หนังสือเล่มนี้ได้ผลิบานให้เราชมแล้ว :)2025 thai