Jump to ratings and reviews
Rate this book

Global Economic Wargame: สงครามเศรษฐกิจโลก และทางรอดไทยในยุคทรัมป์ 2.0

Rate this book
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โลกได้เห็นการพลิกเกมหลายตลบระหว่างสหรัฐฯ กับจีน จากจุดที่จีนฟื้นตัวเร็วหลังโควิดในปี 2020 กลับกลายมาเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตในปี 2022 ก่อนที่เศรษฐกิจโลกจะปั่นป่วนไปทุกหย่อมหญ้าหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นกำแพงภาษีในเดือนเมษายน 2025

สภาวการณ์อันสับสนวุ่นวายและพลิกกลับไปกลับมาระหว่างทั้งสองฝ่ายนี้ คือข้อยืนยันว่า โลกเศรษฐกิจหาใช่สนามแข่งขันที่มีผู้ชนะถาวร หากเป็นเกมหักเหลี่ยมเฉือนคมที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และดูเหมือนว่าเรากำลังอยู่ในยุคแห่งการฉีกทิ้งทุกกฎเกณฑ์ที่เคยมีมา ฝืนกฎเศรษฐศาสตร์ตามตำรา สวนทางกฎธรรมชาติที่เคยยึดถือปฏิบัติ

และทั้งหมดนี้กำลังให้กำเนิดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยความไร้ระเบียบ
และไม่มีอะไรแน่นอนตายตัวอีกต่อไป

GLOBAL ECONOMIC WARGAME ผลงานเล่มล่าสุดของอาร์ม ตั้งนิรันดร จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจโลก ไล่ตั้งแต่เกมเขย่าการค้าโลกของทรัมป์ ต่อด้วยเกมความมั่นคงโลกที่โยงกลับมากระทบเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ไปจนถึงเกมการปรับตัวและเดินหน้ารุกของจีน เพื่อรับมือและตอบโต้มาตรการกีดกันของสหรัฐฯ

ก่อนจะปิดท้ายด้วยคำถามสำคัญที่ว่า 'ไทยจะอยู่ตรงไหนในเกมนี้?'

เราจะเป็นเพียงเบี้ยที่ถูกขยับตามแรงกระเพื่อมของเกมใหญ่
หรือเรียนรู้จะขยับมาเป็นผู้เล่น?

192 pages, Paperback

Published October 1, 2025

7 people want to read

About the author

อาร์ม ตั้งนิรันดร สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ปริญญาโทด้านกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศจาก Harvard Law School และปริญญาเอกด้านกฎหมายและการพัฒนาจาก Stanford Law School เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
5 (45%)
4 stars
6 (54%)
3 stars
0 (0%)
2 stars
0 (0%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 2 of 2 reviews
Profile Image for Ohm Samkoses.
192 reviews2 followers
October 30, 2025
Global Economic Wargame - อาจารย์อาร์ม ตั้งนิรันดร์

Review:
- ผมเป็นคนความจำห่วยมากเลยเกลียดวิชาประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์มาก เล่มนี้อยากอ่านเพราะบริบทสังคมปัจจุบัน บวกกับชอบฟังอาจารย์อาร์มพูด (แต่ไม่ค่อยเข้าหัวเพราะความรู้พื้นฐานเรื่องเหล่านี้แย่มาแต่เด็ก)

-ตัดสินใจหยิบเล่มนี้มาอ่าน พบว่า.. เฮ้ย โคตรสนุก.. อ่านรวดเดียวจบ 2 ชม.รวด จำไม่ค่อยได้เหมือนเดิมเลยโน๊ตไว้

-อาจารย์อาร์มไม่อัด theory เยอะมาก แกอธิบายด้วย actions & consequences ทำให้อ่านง่ายมาก

-ประทับใจ เลยขอสรุปไว้

4/5

ส่วนที่ 1: เจาะ Trump & USA

บทที่ 1: ระเบียบโลกใหม่
- 2 ปีนี้ (2025-2026) เป็นปีที่จะกำหนดระเบียบโลกใหม่
- ทรัมป์เตรียมทายาททางการเมืองคือ JD Vance ซึ่งเป็นรองประธานาธิบดี และเป็นเพื่อนสนิทกับทรัมป์ จูเนียร์ โดยอาจจับคู่กันเป็นประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีคู่ใหม่ ซึ่งคู่นี้ไปเจอที่งาน conference แห่งนึงมาโปรโมท World Liberty Token โคตรกาว
- US ต้องการกีดกันจีนออกจากโต๊ะเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเกรงว่าจีนอาจ "กินรวบ" และกุมอำนาจ
- แนวทางเศรษฐกิจโลกจะมุ่งไปในทิศทางของการแยกเป็น 2 วง:
- วงแรก: กลุ่มจีน, บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, แอฟริกาใต้
- อีกวง: สหรัฐฯ, กลุ่มยุโรปและพันธมิตร ซึ่งเป็นกลุ่มเศรษฐกิจใหญ่ในปัจจุบัน ซึ่ง GDP รวมๆแล้วคิดเป็นร้อยละ 70 ของ GDP โลก

บทที่ 2: ทรัมป์มองการค้าโลกต่างจากไบเดนยังไง
- เป้าหมายแรกของทรัมป์: เลิกเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ โดยมองว่าการค้าเสรีเป็นผลร้ายต่อแรงงานอเมริกา
- เป้าหมายที่ 2: รื้อฟื้นอุตสาหกรรมการผลิตครั้งใหญ่ โดยเชิญชวนโรงงานย้ายกลับมาที่สหรัฐฯ เพื่อสร้างงานและลดการพึ่งพาประเทศอื่น
- ปัญหาคือ US ขาดแคลนแรงงานทักษะและค่าแรงสูง จึงต้องใช้ Automation ซึ่งอาจส่งผลร้ายตลาดแรงงาน
- เป็นปัญหาขนาดไหน เป็นระดับความมั่นคงของประเทศเลย US เคยผลิตหน้ากากอนามัยและเครื่องช่วยหายใจเองไม่ได้ในยุคโควิด. แม้แต่ชิ้นส่วนรถถังและอาวุธทางทหารที่เป็นหัวใจของสหรัฐฯ ยังต้องสั่งจากจีน

- เป้าหมายที่ 3: บรรลุ สมดุลการค้า (Trade Balance) กับประเทศต่างๆทั่วโลก
- เป้าหมายสุดท้ายของทรัมป์: แยกขาดจากจีนทางเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์ (Complete Decoupling from China)
- มุมมองของทีมไบเดน: มองว่าเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ไม่ได้มีผลเสีย และเมื่อไม่มีความได้เปรียบด้านค่าแรงและการผลิต ควรยกระดับไปทำภาคอุตสาหกรรมที่สูงกว่า เช่น การเงิน การวิจัยและการพัฒนาแทน

บทที่ 3: Fear Trade Agreement สไตล์ทรัมป์
- กลยุทธ์ของทรัมป์คือ ขึ้นกำแพงภาษีอย่างรุนแรงเพื่อให้คู่ค้าตกใจ เพื่อบีบให้มีการเจรจา แล้วจึงค่อยๆลดลง
- เคยมีกรณีที่ทรัมป์ขู่เก็บภาษีด้วยตัวเลขที่สูงมาก แต่เมื่อเก็บจริงในอัตราที่ลดลง (15-20%) ตลาดหุ้นกลับไม่ได้รับผลกระทบ หรือปรับตัวดีขึ้นด้วยซ้ำ
- การต่อรองเรื่องกำแพงภาษีเพิ่งเริ่มต้นและน่าจะยาว

บทที่ 5: ทำไมการขึ้นกำแพงภาษีสินค้าทั่วโลกถึงตอบโจทย์ทรัมป์
- การซัดจีนอย่างเดียวอาจไม่ง่ายเพราะจีนจะใช้กลยุทธ์ "ทนเจ็บ" และ "ลากยาว" ในการเจรจา
- ทรัมป์ไม่ได้ซัดแค่จีน แต่ซัดทั้งโลกด้วย 3 นโยบาย:
1. ซัดจีนทางอ้อม: เก็บภาษีนำเข้าจากกลุ่ม China Plus One ซึ่งเป็นประเทศที่เป็น Supply Chain ของจีน
2. บีบโรงงานกลับประเทศ: ใช้กำแพงภาษีบีบให้โรงงานสหรัฐฯ ที่อยู่ต่างประเทศกลับมาตั้งฐานผลิตในสหรัฐฯ
3. ชดเชยรายได้รัฐบาล: ลดภาษีเงินได้และภาษีธุรกิจภายในประเทศ แล้วใช้ภาษีศุลกากรจากประเทศคู่ค้ามาทดแทน

บทที่ 6: ทำไมสงครามการค้าไม่กระทบเงินเฟ้อและไม่กระทบตลาดหุ้นสหรัฐ
- แม้จะมีข้อถกเถียงว่าภาษีจะวนกลับมาที่ผู้บริโภคสหรัฐฯ แต่ในความเป็นจริง ผู้ผลิตในจีนต้องยอมหั่นกำไร และผู้นำเข้า/ผู้ค้าปลีกสหรัฐฯ ก็ต้องหั่นกำไรเพื่อแบกรับต้นทุนภาษีเช่นกัน
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ: เคยดิ่งลงเมื่อทรัมป์ประกาศขึ้นภาษี แต่ก็ปรับตัวกลับมา พอทรัมป์เริ่มเก็บภาษีจริง ไม่มีผลกระทบ (zero effect) ตลาดหุ้นกลับทำจุดสูงสุดใหม่ได้

บทที่ 7: หน้าตาดีลระหว่างจีนกับสหรัฐ (The Greatest Deal)
- สิ่งที่สหรัฐฯ ขอจากจีน:
- จีนต้องซื้อของจากสหรัฐฯมากขึ้น
- จีนต้องปราบปรามยาเสพติด Fentanyl อย่างจริงจัง
- จีนต้องเปิดตลาดในภาคบริการ เช่น ด้านประกันภัยและธุรกิจการเงิน
- จีนเข้ามาร่วมลงทุนและถ่ายทอด IP Tech ให้สหรัฐฯ
- จีนต้องซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของสหรัฐฯ ซึ่งยาวของแม่มคือถือเป็น 100 ปี จะบ้าเหรอ (เนื่องจากจีนลดการถือ US Dollar Reserve และเปลี่ยนไปซื้อทองคำ)
- สิ่งที่จีนต้องการจากสหรัฐฯ:
- หยุดขึ้นกำแพงภาษีต่อจีน
- กำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเรื่องความมั่นคง ไม่ใช่เอาบ.จีนในสหรัฐฯ เป็นตัวประกัน
- สหรัฐฯ ต้องปรับกฎเกณฑ์เรื่องการจำกัดการขาย GPU ซึ่งสำคัญต่อเทคโนโลยี AI (esp. Nvidia)
- การตกลงระหว่างสองฝ่ายเป็นเพียง เกมซื้อเวลา เพื่อให้เศรษฐกิจภายในของแต่ละฝ่ายปรับตัว ก่อนจะมีการจุดชนวนซัดกันอีกครั้ง

บทที่ 10: ศิลปะในการคาดเดาไม่ได้
- ทรัมป์ใช้ ความไม่แน่นอน (unpredictability) ของตัวเองเป็นจุดแข็งซึ่งต่างจากไบเดนที่ค่อนข้างเสถียร และสาย play safe อย่างสี่เจิ้นผิงรับมือได้ยาก

บทที่ 11: ทรัมป์, สี จิ้น ผิง, ปูติน
- จีนและรัสเซียต้องการโลกที่มหาอำนาจต่างมีขอบเขตอิทธิพลของตัวเอง (Zone of Influence) โดยจีนต้องการมีอิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยให้สหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้อง

ส่วนที่ 2: เจาะ สี่เจิ้นผิงกับจีน

บทที่ 12: ภูมิภาค, ภูมิศาสตร์, ความมั่นคงจีน
- ซินเจียง: เป็นกันชนสำคัญหากมีการบุกรุกจากภายนอก มีชายแดนติดกับ 8 ประเทศ มีทรัพยากรธรรมชาติ (น้ำมัน) มหาศาล และเป็นพื้นที่ทดลองนิวเคลียร์ของจีน.
- ทิเบต: จีนปล่อยไม่ได้ เพราะจะทำให้อินเดียยึดพื้นที่ราบสูง ซึ่งเป็นสมรภูมิสำคัญ ทิเบตยังเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญ 3 สาย (เหลือง, แยงซี, โขง)
- สหรัฐฯ มีทางออกทะเลทั้งสองฝั่งโดยปราศจากความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน.
- จีนมีทางออกทะเลเพียงฝั่งเดียว คือ ทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ ซึ่งเต็มไปด้วยจุดเปราะบาง (เช่น ข้อพิพาทเรื่องหมู่เกาะกับญี่ปุ่น และปัญหาไต้หวัน).

บทที่ 13: เกมสงครามอิหร่าน
- ช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางผ่านของปริมาณน้ำมันร้อยละ 20 ของโลก.
- กุนซือฝั่งสหรัฐฯมีความเข้าใจผิดว่าหากปิดช่องแคบ จีนจะเสียหายหนักเพราะเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่.
- ความจริงคือ สหรัฐฯ ก็จะเจ็บหนักเพราะราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้น ตลาดหุ้นปั่นป่วน แต่จีนชิลๆพึ่งพาน้ำมันจากอิหร่านเพียงร้อยละ 10 ของปริมาณการใช้ทั้งหมด

บทที่ 14: ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
- มีการเปรียบเทียบความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เป็นสงครามตัวแทน (Proxy War) โดยไทยเป็นพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐฯ และกัมพูชาใกล้ชิดกับจีน.
- ทรัมป์เคยใช้ภาษีศุลกากรกดดันทั้งสองฝ่ายให้หยุดยิง
- สุดท้าย ทั้ง 3 ประเทศ (รวมมาเลเซีย) ได้อัตราภาษีเท่ากันที่ 19% อ่านแล้วรู้สึกว่าอย่างนี้ก็ได้เหรอวะ 55 เป็นตำรวจโลกแล้วเอาผลประโยชน์ทางการค้ามาขู่ ท่านี้คงมีแต่สสหรัฐที่ทำได้

บทที่ 15: Trade and Tech War 2.0
- สงครามการค้าครั้งนี้จะหนักกว่าครั้งก่อน.
- สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะไล่เก็บภาษีกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่มีโรงงานจีน (China Plus One)
- เศรษฐกิจจีนที่ซบเซาลง ทำให้คนทั่วไปรู้สึกว่าผลกระทบจากสงครามการค้าน้อยลงในเชิงจิตวิทยา
- รัฐบาลจีนทุ่มเงินมหาศาลในการพัฒนาเทคโนโลยี (AI) ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจซบเซา
- การใช้ AI จะเพิ่มผลิตภาพ แต่จะส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานจีนที่มีประชากรเยอะ

บทที่ 16: จีนใช้กลยุทธสุมาอี้ในการรับมือสงครามการค้า
- จีนตั้งรับตาม 5 กลยุทธ์สุมาอี้:
1. นิ่งเพื่อรุก รอเพื่อชนะ: ไม่เร่งตอบโต้ แต่ใช้เวลาเสริมเศรษฐกิจภายในและพัฒนา Supply Chain ในประเทศ
2. ซ่อนคมในฝัก: ใช้การสื่อสารคลุมเครือเพื่อรักษาความยืดหยุ่นในการเจรจา
3. สร้างเครือข่ายอำนาจแบบเบื้องหลัง: สร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจอย่างเงียบๆ ผ่านการลงทุนในต่างประเทศ
4. ใช้จิตวิทยากลหมากรุก: แกล้งทำเป็นอ่อนแอ แต่แท้จริงแล้วรอสวน
5. ไม่ต้องชนะทุกสมรภูมิ: ขอชนะในสมรภูมิใหญ่

บทที่ 17: สีจิ้นผิงพบแจ็คหม่า
- สีเจิ้นผิงจัดงานดินเนอร์แล้วชวน Leaders สาย Tech ที่สำคัญมาเข้าร่วมวงโดยตำแหน่งที่นั่งในงานบ่งบอกความสำคัญเลยเป็นที่น่าจับตามอง
- แจ็ค หม่า ถูกเชิญเข้ามาร่วมงานดินเนอร์ (ถือเป็นเซอร์ไพรส์หลังเคยมี Conflict) แต่นั่งในจุดที่ไม่ค่อยเด่น
- อันนี้เพิ่มเติมคือ ผมทราบมาว่าสี่เจิ้นผิงเรียกแจ๊ค หม่าเข้าพบเพื่อมอบหมายให้วางมาตรการตอบโต้ Genius Act ของทรัมป์
- นักธุรกิจที่นั่งในจุดที่โดดเด่นที่สุดคือ เหริน เจิ้งเฟย (Huawei) และ หวาง ชวนฟู (BYD) ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ของจีนที่เน้น Hard Tech และ รถยนต์ EV
- บริษัทเทคโนโลยีใหญ่ที่ไม่มาเข้าร่วมคือ Baidu และ ByteDance (TikTok)
- TikTok ถูกมองว่าไม่ค่อยมี Impact ต่อการวางนโยบายใหม่ของจีน และยังมีประเด็นร้อนแรงในสหรัฐฯ และ Baidu.. ก็คือ Baidu.. 555
- บริษัทน้องใหม่ที่เข้าร่วม สะท้อนยุทธศาสตร์ AI และ Robotics คือ DeepSeek (Generative AI Foundational Model) และ Unitree (บริษัทหุ่นยนต์)

บทที่ 18: แผนกลุ่มเศรษฐกิจโลกของรัฐบาลจีน
- ภาคอสังหาริมทรัพย์จีน (15-30% ของ GDP) ยังไม่ฟื้นตัว.
- วิธีกระตุ้นเศรษฐกิจเดียว: ลงทุนในการผลิต 3 เทคโนโลยีหัวใจหลัก:
◦ โซลาร์เซลล์: จีนผลิต 9 ใน 10 ของกำลังการผลิตโลก
◦ รถ EV: จีนผลิต 2 ใน 3 ของกำลังการผลิตโลก
◦ แบตเตอรี่: จีนผลิต 3 ใน 4 ของกำลังการผลิตโลก.
- แผนการใหญ่ 3 ขั้นของจีน:
1. ทุ่มสุดตัวกับการพัฒนาพลังงานสะอาด
2. เดินหน้าบุกตลาด ประเทศกำลังพัฒนา แทนที่จะบุกตลาดฝั่งสหรัฐฯ และยุโรป
3. กลไกตลาดจะผลักดันให้ชาวตะวันตกต้องยอมรับและเปิดเสรีให้จีน

บทที่ 19: ศึก AI จีน-สหรัฐฯ
- พลังงาน: จีนโดดเด่นในการผลิตพลังงานสะอาดจำนวนมหาศาลที่ AI ต้องการ
- กำลังประมวลผล: สหรัฐฯ เด่น (Nvidia) และกีดกันการขายชิปให้จีน
- Data: จีนมี Data Pool ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (อันนี้แอบไม่เห็นด้วยเพราะอาจารย์อาร์มระบุเจาะจงที่ Facial Recognition ซึ่งเป็นแค่แขนงเดียวของ Computer Vision แต่ถ้านับที่ว่าคนอื่นเข้าถึงข้อมูลจีนได้ยาก แต่จีนแค่ออกมานอกประเทศก็เข้าถึงข้อมูลทั้งโลกได้แล้วก็อาจจะใช่ แต่แค่ในเชิงปริมาณนะ ไม่ใช่เชิงคุณภาพ)
- Foundational Model: สหรัฐฯ เด่น (OpenAI) ส่วนจีนมี DeepSeek ซึ่ง DeepSeek กากกว่าชัดเจนแต่ Breakthrough เรื่อง pre-train ด้วย cost ที่ถูกกว่าอย่างมหาศาล ดังนั้นกากเมื่อเทียบกัน แต่ถ้าเทียบกับ cost แล้ว DeepSeek cost effective กว่า
- Adoption/Application: จีนน่าจะเก่งกว่าในแนว Smart City, Smart Port, Smart Factory, Smart Hospital, Smart Car (อันนี้ไม่ค่อยเห็นด้วย คิดว่าสารพัด Smart พวกนั้นมัน sugar-coat)

บทที่ 20: DeepSeek Moment สำคัญยังไง
- เนื่องจากเป็นส่วนที่ผมสนใจเลยอาจจะ comment เยอะนิดนึงในบทนี้ (แต่ไม่ได้แปลว่าผมถูก และอาจารย์อาร์มผิดนะครับ)
- Deep Seek Moment เป็นปรากฏการณ์ Breakthrough ของ Generative AI ในจีน
- การเทรน Foundational Model ปกติต้องใช้กำลังประมวลผลสูงมาก (เช่น Chat GPT ใช้การ์ดจอ 20,000 ตัว เทรน 20 วันหรือมากกว่า มูลค่ากว่า 20 ล้าน USD ต่อการเทรน 1 ครั้ง)
- DeepSeek สามารถสร้างโมเดลที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน แต่ราคาถูกกว่า 60% โดยใช้เทคนิคหลายอย่าง:
1. Mixture of Expert (MOE): ใช้สมองย่อยหลายตัวในการประมวลผล ทำให้ Computing Power ต่ำลงมากเพราะประมวลผลเฉพาะสมองที่เกี่ยวข้องกับคำถาม ต่างจาก Dense Model อย่าง ChatGPT ต่อให้คำถามง่อยยังไงก็ประมวลผลโดยใช้ทั้งสมอง
2. Quantization Model: ลด Floating Point จาก 16 เหลือ 8 ซึ่งทำให้คำตอบคลาดเคลื่อนเล็กน้อย แต่เพียงพอต่อการตอบคำถามทั่วไป
3. Model Distillation: การลอกคำตอบจากโมเดลครูที่เป็น Open Source (เช่น Meta LLama/ Alibaba Qwen) แทนการเทรนด้วย Data ทั้งก้อน ทั้ง 2 models เป็น Open Source (free-to-use) จึงไม่ผิดอะไร แต่มีคนจับโป๊ะได้ว่าบางครั้ง DeepSeek ก็ตอบเหมือน ChatGPT อย่างมีนัยยะ
4. Data Synthesis: ด้วย Data ที่ limit ในประเทศ DeepSeek ใช้ AI generate data จำลองเพื่อเอามา train model อีกที (ถ้าไม่นับว่าออกนอกประเทศแล้ว download data จาก over internet มาก็ได้น่ะนะ 55)
- Deep Seek Moment คือการยืนยันศักยภาพในด้าน ทรัพยากรมนุษย์ของจีน
- จีนผลิตบัณฑิตปริญญาเอกด้าน STEM (Science, Tech, Engineer, Math) ได้ 2 เท่า ของปริมาณที่สหรัฐฯ ผลิตได้
- Dan Wang เปรียบเทียบ สหรัฐฯ เป็น สังคมนักกฎหมาย ส่วนจีนเป็น สังคมวิศวกร.
- พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีแนวโน้มจะบริหารประเทศโดยใช้วิศวกร ซึ่งชอบ ลงมือทำ (do something).
- ส่วนสหรัฐโฟกัสกับการกำกับและห้ามปราม

ส่วนที่ 3: เจาะทางรอดของไทย
ผมขอข้ามส่วนนี้ไปละกันเพราะผมคิดว่าไทยไม่มีทางรอด ขอเสนอที่อาจารย์อาร์มเขียนไว้เป็น ideal case ที่ดูจากบริบทการปกครองปัจจุบันผมเชื่อว่าไม่มีทางเกิดขึ้น ผมคิดว่าที่อาจารย์เขียนไว้อาจจะเพื่อวัตถุประสงค์ของการเป็น whistleblower ให้คนที่มีอำนาจ หรือคนที่ยังมีความหวังกับประเทศนี้ลุกขึ้นมาร่วมมือกันมากกว่า แต่คนเลวอย่างผมคิดว่าเราหมดหวัง 55..
Profile Image for Chatchawan Puttawong.
7 reviews
November 25, 2025
เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องราวของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ที่มีความเข้มข้นยิ่งกว่าช่วงสมัยรัฐบาลทรัมป์ 1 ความดุดัน ความแข็งกร้าว และผลกระทบจากสงครามการค้าที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย
ระเ
หนังสือเล่มนี้นอกจากจะชี้ให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ วิธีการ และผลกระทบของสงครามการค้าแล้ว หนังสือยังแนะยุทธศาสตร์สำหรับรัฐบาลและนักลงทุนไทย ว่าควรจะทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้ การปรับตัวสู่ระเบียบโลกใหม่ที่จะนำพาไทยไปสู่ดวงจันทร์
Displaying 1 - 2 of 2 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.