Jump to ratings and reviews

Homebound วารินกลับบ้าน

ทั้งที่เป็นเมืองที่ทำใจรักไม่ลง
แต่ในแง่หนึ่ง เราก็คล้ายกันมากจนแทบแยกไม่ออก

วาริน’ กลับกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกในรอบแปดปี เพื่อเผชิญหน้ากับความทรงจำฝุ่นเกาะในบ้านหลังเก่า การกลับมากวนความหลังตกตะกอนให้รู้สึกหนักอึ้งในใจอีกครั้ง มหานครเปลือกแข็งยังคลุ้งอวลไปด้วยความรู้สึกรักไม่ได้เกลียดไม่ลง เมื่อเมืองนี้ผลักให้เขาและอีกหลายล้านคนเป็นอื่นในบ้านที่ไม่อาจเรียกว่าบ้าน

แล้วความบังเอิญก็พัด ‘ธีร์’ เพื่อนสมัยเรียนมหาลัยที่วารินเคยแอบปลื้มให้ได้เจอกัน จากนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังแตกกิ่งผลิใบในมหานครไร้ราก ที่จะบอกเขาว่า ‘บ้าน’ อาจไม่ใช่สถานที่อย่างที่เคยเข้าใจ

320 pages, Paperback

Published January 1, 2026

Loading...
Loading...

About the author

basil w.

1 book

Ratings & Reviews

What do you think?

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
9 (16%)
4 stars
14 (25%)
3 stars
20 (36%)
2 stars
8 (14%)
1 star
4 (7%)
Displaying 1 - 17 of 17 reviews
Profile Image for YuzuChu.
404 reviews51 followers
May 9, 2026
เป็นความพยายามนำเสนอความเฮงซวยของกรุงเทพอย่างผิวเผิน พื้น ๆ ควบคู่ไปกับความรักอันเบาบางอย่างน่าใจหาย

เกริ่นก่อนเลยว่าฉันอ่านนิยายแนว ๆ วิพากษ์วิจารณ์กรุงเทพไม่ค่อยรอดว่ะ คงเพราะโดยเนื้อแท้ฉันไม่ใช่คนกทม.ด้วยแหละ ก็เลยเป็นฟีลแบบ สิ่งที่เธอคิดว่าลำบาก คนที่อื่นเขาไม่ลำบากเลยติ?555 แต่สำหรับรีวิวนี้ ฉันจะพยายามตัด what about me syndrome ออกไปให้มากที่สุดนะ จะพยายามเข้าใจว่าเล่มนี้โฟกัสที่ตัวกรุงเทพอย่างเดียวเท่านั้น

(ที่บอกอยากตัด what about me syndrome ออกไป เพราะฉันไม่ใช่คนกรุงเทพไง และต้องยอมรับว่านอกจากจะเป็นเมืองที่ไม่โรแมนติกแล้ว กรุงเทพคือเมืองที่น่าหมั่นไส้มาก ๆ ในสายตาคนจังหวัดอื่น แน่นอนว่าฉันพูดถึงเมือง คนไม่ต้องร้อนตัวให้มากนักหรอก ไม่ได้ว่าคุณ และการที่ได้เห็นเรื่องนี้พยายามบอกเล่าความเฮงซวยอย่างการนั่งวิน รถไฟฟ้าราคาแพง ผังเมืองแน่มากเลยคับ ผมกับแฟนเคยเรียนที่ออสเตรเลียและฝรั่งเศส กรุงเทพถือว่าเข้าขั้นบัดซบ มันจะทำให้ฉันเผลอเบ้ปากแล้วแซะในใจตลอดทางว่าผังเมืองจังหวัดอื่นดีมากมั้ง ที่อื่นมีรถไฟฟ้ามั้ง ที่อื่นเลือกผู้ว่าได้มั้ง ซึ่งฉันจะพยายามหลีกเลี่ยงถ้อยคำแบบนี้ให้มากที่สุด เพราะเข้าใจว่าทางคนเขียนอยากโฟกัสกับกรุงเทพแค่อย่างเดียวจ้ะ)

แล้วเรื่องนี้เปิดเรื่องมาแบบ โห คนทำงานด้านสื่อกับนักเรียนกฎหมายอะ ฉันนั่งหลังตรงเลยเว้ย ตบมือตบแก้มแบบ ได้ ๆๆ โอเค เรื่องนี้จะเล่นการเมืองใช่มั้ยยย ได้แก ฉันจะได้สลับโหมดตัวเองกลับไปเป็นนักศึกษาตรงสายสมัยเอ๊าะ ๆ 555 ยอมรับว่าคาดหวังพอสมควร เพราะฉันชอบอ่านนิยายรักแนว ๆ SOL ควบคู่ไปกับการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองด้วย แต่เล่มนี้อ่านแล้วเข้าขั้นผิดหวังอยู่

ทั้งที่นักเขียนก็แนะนำตัวเองในตอนจบเล่มนะว่าเขาเป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิดเลยมั้ง เคยไปเรียนต่อนอกแล้วกลับมาทำงานด้านนโยบาย ซึ่งในส่วนนี้ก็จะเป็นประสบการณ์คล้าย ๆ ตัวเอกทั้ง 2 ในเรื่อง เลยพอจะจับจุดได้ว่าอาจเป็นเรื่องแรก ๆ ของเขาหรือเปล่า? เพราะแต่ละสิ่งอย่างที่เขียนออกมา ทำให้ฉันแอบสงสัยว่าวารินกำลังคาดหวังอะไรกับกรุงเทพวะ ฉันยังไม่เห็นความคิดโดยเนื้อแท้ของเขาเลย เห็นแต่ถ้อยคำยอดฮิตที่คนใน x เขาพูดกันว่ากรุงเทพเปลี่ยนไปแบบใดน่ะ

พออ่านเผิน ๆ เลยเหมือนฉันได้สรุปเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพจากใน x ย่อมาอยู่ในนิยายเรื่องนี้อะ ทุกประเด็นที่ฉันเคยปัด ๆ ผ่านตาทางโซเชียล มีครบจบในเล่มนี้หมด

เขาพยายามจะพูดหลายอย่างมาก กรุงเทพมันแย่ น้ำขัง ฝนตกรถติด เหลื่อมล้ำ ค่าครองชีพต้อยต่ำ ผังเมืองห่วย คนพยายามวิ่งเติบโตไขว่คว้าความสำเร็จ รวมไปถึงประเด็นเรื่องความรักที่ลึกซึ้งใช้ได้ คือพระเอกอย่างธีร์แกสงสัยว่าทำไมรักมันต้องไป way โรแมนติกตลอดเลย เอาจริงฉากนี้ถ้าจะให้ธีร์ตั้งคำถามถึงรักว่าต้องโรแมนติกไปเสียทุกครั้งเลยเหรอที่เกิดรัก งั้นไอ้ป้ายไวนิลบอร์ดโฆษณาที่คุณเคยเกริ่นว่าทำกรุงเทพมัวหมองแต่แรกน่ะ ใส่คลิปคู่จิ้นขายจิ้นเข้าไปให้ตัวละครได้ถกกันนาทีนั้นเลยก็ได้ ซึ่งมันไม่มี ประเด็นป้ายโฆษณาถูกใช้ไปกับประเด็นนายทุนหมดละ เลยไม่เหลือเอามาให้ธีร์ได้ยกตัวอย่างความคิดของเขาเลย

เอาจริงก็แอบกังวลแหละว่าเรื่องนี้ต้องการจะสื่ออะไร สิ่งที่เขาอยากชูอยากพูดถึงมันเยอะเกินอะ คำว่า 'กรุงเทพ' มันกว้างไปสำหรับสารหรือประเด็นที่เขาอยากจะสื่ออยู่นะ แล้วเขาก็จะพยายามเกริ่นความลำบากในกรุงเทพ ควบคู่ไปกับชีวิตที่ดีโคตร ๆ ของ 2 ตัวเอกอะ

คุณบอกว่าการจราจรมันแย่ รถไฟฟ้าคือสิ่งที่เผยให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำ เหนื่อยจังต้องมาเบียดเสียดในรถไฟฟ้าบนถนนที่รถติดเป็นล้านอีกละ แง ๆ แต่ตัวเอกก็สบายดีมีเงินขึ้นรถไฟฟ้าทุกคน อีกคนมีรถขับด้วยซ้ำ วินมอไซค์ถึงจะถูกกล่าวถึงบ่อย ๆ แต่ก็มาแบบผิวเผินมาก Grab และ Taxi ถูกพูดถึงรองลงมา ทั้งที่ฉันว่าความเลวร้ายขั้นสุดของขนส่งสาธารณะในเมืองกรุงมันคือ...

รถเมล์ต่างหาก

ให้ทายว่าคนเขียนพูดถึงรถเมล์มั้ย อ๋อไม่ ไม่เลยแม้แต่คันเดียว รถเมล์ร้อน รถเมล์แอร์ แถมโคตรของโคตรไม่ตรงเวลา เลขสายก็จำยากฉิบหาย โห นี่คือสิ่งที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำได้ดียิ่งกว่ารถไฟฟ้าที่นาน ๆ ทีจะเปิดให้ขึ้นฟรีแล้วต้องมีดราม่าเหม็นกลิ่นคนจนอีกอะ เศษเงินในมือถ้าเพิ่มอีกบาทสองบาท นั่นหมายความว่าการเดินทางของคุณอาจสบายขึ้นอีกนิดนึงอะ คุณจะได้เห็นทั้งมนุษย์เงินเดือน เด็กนักเรียน สาวโรงงาน แม่ค้า ทุกคนรวมตัวเบียดเสียดอยู่ในรถเมล์ อยู่บนพื้นดิน ใช้เวลาบนท้องถนนแล้วเจอรถติดยิ่งกว่าการเงยหน้าขึ้นมองรถไฟฟ้าอีกมั้ง

คนเขียนไม่กล้าผลักให้ 2 ตัวเอกต้องจนตรอกหรือเผชิญความลำบากแต่อย่างใด ดังนั้นการกล่าวถึงปัญหาในเรื่องเลยดูให้ฟีลเหล่าชนชั้นกลางค่อนไปทางสูงที่แวะถ่ายรูปภาพรถติด ฝนตกลงไอจี คิด caption เท่ ๆ ติดการเมืองคนรุ่นใหม่หน่อย ๆ เอาให้ดูมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบเบา ๆ ในช่วงที่กรุงเทพกำลังลงเลือกตั้งผู้ว่ากทม.คนใหม่ สร้างภาพให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ และหัวหน้าในออฟฟิศได้เห็นว่าเค้าไม่ได้ ignore การเมืองนะคับพี่ ๆ 🥹 อะไรทำนองนั้น

แล้วมลพิษทางสายตาในเรื่อง = ป้ายโฆษณาที่มีเกลื่อน?555 เอาจริงมันใช่ แต่จะดีมากถ้าคุณลงลึกแล้วมีเหตุผลให้มากกว่านี้ เขียนอ้างอิงเพิ่มเติมอีกหน่อยว่าของพวกนี้มันมลพิษทางสายตายังไง มันผลักไปพูดประเด็นเรื่องวัตถุนิยมได้เพิ่มอีกประเด็นเลยแหละ

แล้วเขาเกริ่นเรื่องปมหนัก ๆ ของตัวละครวารินน้อยไปอะ กลายเป็นว่าซีนที่เพื่อนเป็นห่วง กลัวปรับตัวไม่ได้ เห็นรินใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้อย่างดีก็สบายใจ ฉันก็เผลอดคิดขึ้นมาเลยว่ากรุงเทพมันอยู่ยากขนาดนั้นเลยอ่อวะ อยู่ยากกว่าฝรั่งเศสอีกเรอะ55555 มาอยู่ศรีสะเกษ อยู่อุบล ไม่มีรถไฟฟ้า หาวินแทบไม่เจอ รถเมล์ไม่ต้องพูดถึง วารินมันอยู่ไม่ได้เลยมั้งน่ะ (ซึ่งอันนี้เริ่มเข้าข่าย what about me syndrome ของฉันละ555)

ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้มีการเล่นประเด็นเรื่องเกย์กับความคาดหวังในครอบครัวด้วย คือพอเกริ่นว่าวารินห่างญาติ มันก็ไม่ได้มีซีนคาดหวังซีนอะไรให้เห็นใจเขามากมายง่ะ นักเขียนก็ตีความกรุงเทพได้ variety มาก ไอ้ที่เอามาก็หลายประเด็นเกิ๊นน จับจุดไม่ถูกทั้งคนเขียนและคนอ่านเลย แตะประเด็นนั้น ถีบประเด็นนี้ ชิมประเด็นโน้น ไปไม่สุดสักทาง หยิบ ๆ จับ ๆ จิ้ม ๆ อยู่นั่น จนมาถึงจุดที่ฉันหลับตาถอนหายใจแบบ เอ้อออ นั่นไง แวะมาแตะประเด็น Asexual ด้วยจนได้555 มาอีกแล้วกับนิยายไทป์ที่รวมทุกประเด็น 108 อย่างของทวิตเตอร์สู่รูปเล่ม

คือจะไม่ว่าอะไรเลยนะถ้าทุกอย่างถูกปรุงออกมาอย่างกลมกล่อม แต่เรื่องนี้มันยังไม่กลมกล่อมพออะ ยังไม่อร่อย อาจขอแนะนำให้นักเขียนสโคปประเด็นที่อยากเขียนให้เล็กลงกว่านี้อะ ฉันเคยเห็นเขียนแนววิพากษ์วิจารณ์กรุงเทพมาเยอะมาก บางคนเขารู้ตัวว่าปัญหาในกรุงเทพมันเยอะ เขาไม่สามารถใส่ใจและพูดได้อย่างทั่วถึงทุกประเด็นแน่นอน เลยเลือกจับจุดแค่ 1 หรือ 2 ปัญหาแล้วเอามาบอกเล่าเคล้าคลอไปกับเนื้อเรื่อง เป็นอะไรที่ playsafe แต่ผลงานที่ได้ถือว่าส่วนใหญ่แล้วออกมาในรูปแบบที่น่าพึงพอใจ กับสามารถเจาะลึกสื่อสารถึงประเด็นในเรื่องได้แบบครบจบค่ะ การพูดถึงภาพรวมและแตกย่อยหลายประเด็นเป็นเรื่องดีนะ แต่มันจะดีถ้าคุณ 'มือถึง' แล้วเอาอยู่อะ

ต้องยอมรับว่าในวันนี้ คุณนักเขียนยังมือไม่ถึงจริง ๆ พัฒนาต่อไปค่ะ

แต่จุดที่ฉันชอบคือประเด็นที่ให้ตัวละครอย่างธีร์พูดออกมาตรง ๆ เลยว่าในสังคมนี้ เขามีแต้มต่อมากกว่าเพราะเคยคบผู้หญิงมาก่อนคบผู้ชาย แบบ เออ ฉันก็ลืมคิดไปเลยว่าพวกที่ชอบอะไรตรงตามมาตรฐานสังคมมาก่อน ดูจะเป็นที่ยอมรับได้ในสังคมมากกว่าคนเป็นเกย์แท้ ๆ เกย์เลือดบริสุทธิ์รู้ตัวแต่เด็กโดยกำเนิดอะ อันนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจดี

แล้วพระเอกทั้ง 2 คนน่ะ เกริ่นมาซะดิบดีว่าทำงานสายกฎหมาย อีกคนเป็นนักข่าว ส่วนอีกคนทำงานด้านนโยบาย แต่ก็เหมือนมีหน้าที่แค่บอกเล่าความฉิบหายในเมืองกรุงเฉย ๆ ทั้งที่พวกคุณอยู่ในจุดที่เป็นกระบอกเสียงและแก้ไขได้อะ พออาชีพของทั้ง 2 ถูกเกริ่นมาราวกับว่าแค่อยากให้พวกตัวเอกมีงานทำดูไม่ว่างงานเฉย ๆ ฉันร้องเห้ยเลยนะ แบบ เอ๊า พูดถึงอาชีพตัวเองแค่นี้เองเรอะ

แล้วตอนจบฉันก็นึกว่าจะปิดท้ายประมาณว่า เมืองห่วย แต่คนตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเขาจะพยายามช่วยให้เมืองไม่เฮงซวยเกินไป แอบแวบ ๆ เกริ่นไปหาเรื่องสายงานนโยบายของตัวเอก กับสายงานกฎหมายของพระเอกที่ไม่อยากทำงานรับใช้พวกทุนใหญ่ ขออยู่กับชาวบ้านและปัญหาปากท้องซะหน่อย เพราะจุดที่ตัวเอกทั้ง 2 อยู่ อยู่ในจุดที่สร้างความเปลี่ยนแปลงและแรงกระเพื่อมต่อสังคมได้ดีพอสมควรเลย

แต่กลับกลายเป็นว่าตอนจบ ดันเกริ่นแค่ว่าวารินได้กลับบ้านแล้วซะงั้น

เออช่างเหอะ เผลอคาดหวังไปเองแหละ ก็เห็นหน้าที่การงานดูเป็นสายช่วยสังคมเนาะ55555

ส่งท้าย พูดตามตรง คำตามจากสนพ.ในท้ายเล่มน่ะ ยังสื่อถึงความเป็นกรุงเทพได้ดีกว่าที่คนเขียนเขียนมาตลอดทั้งเรื่องซะอีก

ส่งท้าย 2 ลืมพูดเรื่อง part ความรักในเรื่อง ฉันไม่อินจนลืมพูดถึงเลยอะ555
Profile Image for lostlessboy*.
128 reviews68 followers
February 5, 2026
3.5

นิยายเควียร์ชนชั้นกลางที่เฮลตี้ดีต่อใจ นำเสนอความสัมพันธ์ที่อบอุ่น ชวนให้รู้สึกใจเบาและอมยิ้มไปตลอดเล่ม

วารินกลับบ้าน เล่าเรื่องของวารินชายหนุ่มที่บินลัดฟ้าหลังเรียนจบจากฝรั่งเศส กลับมาที่กรุงเทพฯ ณ เมืองหลวงแห่งนี้เขามีโอกาสได้พบกับธีร์เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยที่เขาเคยแอบชอบ จนพัฒนาเป็นความสัมพันธ์พิเศษ ไปพร้อมๆ กับการปรับตัว การเผชิญหน้ากับอดีต และการยอมรับความเปลี่ยนแปลงด้วยการโอบกอดทั้งจากตัวเองและจากอีกฝากฝั่งจากคนรัก

ถ้าจะบอกว่าการได้อ่านนิยายเล่มนี้ก็ประหนึ่งการได้กลับบ้านในรูปแบบหนึ่ง เป็นบ้านทางใจที่เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ ไม่ตัดสินกัน ก็คงไม่เป็นการกล่าวเกินจริง ผู้เขียนถ่ายทอดเรื่องราวออกมาอย่างราบเรียบทว่าเต็มไปด้วยความอบอุ่น ชอบความสัมพันธ์ของวารินและธีร์มากๆ การได้อ่านไดอาล็อกเวลาสองตัวละครนี้คุยกันคือทำให้ใจเบา อมยิ้ม มีความสุข แต่ที่ชอบกว่านั้นคือในโลกทัศน์ตัวตนของเขาทั้งสอง แม้ไม่สมบูรณ์แบบ มีบาดแผลจากอดีตที่ต้องแบกรับและเผชิญหน้า แต่พวกเขาก็ทำไปด้วยความเข้าอกเข้าใจทั้งในตัวเองและกับอีกฝ่าย มันเลยกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ผลิบานงดงามทั้งให้เกียรติกันและกัน ไม่เร่งเร้า อีกทั้งยังเป็นพลังโอบกอดให้แต่ละฝ่ายได้เติบโตขึ้นไม่ว่าจะในแง่การเผชิญหน้ากับอดีต ไปถึงการเติบโตทางจิตวิญญาณ

ชอบอีกที่ตัวละครรายล้อมพวกเขาไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อน พ่อแม่พี่น้อง ญาติที่อยู่ที่ฝรั่งเศส ต่างเป็นคนที่คบหาแล้วอบอุ่นหัวใจ คือมันเต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ (ต้องใช้คำนี้อีกกี่รอบนะ 55) ทัศนคติทุกตัวละครรวมทั้งตัวเอกคือดีหมดเลย ไม่ติดอคติเรื่องเพศวิถี ห่วงใยต่อกันและกัน แบบ Wholesome มากๆ แต่ในอีกแง่เราก็รู้สึกว่าพอเจอแต่ตัวละครแบบนี้เยอะๆ ความเข้าอกเข้าใจก็เหมือนจะกลายเป็นมายเซ็ตหลักที่เหล่าตัวละครเกือบทั้งเรื่องมี จนเรารู้สึกว่ามันคล้ายกันไปหมดและบางจังหวะก็ดูจะทำใจให้เชื่อไม่ลงบ้างเหมือนกัน แต่พออ่านที่ผู้เขียนบอกไว้ในคำตามว่าเป็นความตั้งใจของผู้เขียนที่อยากเขียนให้ตัวละครเควียร์รักและมีความสุขกันได้ ก็อยากบอกว่าทำได้และทำถึง

ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเพิ่มเติมอีกนิดคือความเข้มข้นในการวิพากษ์วิจารณ์กรุงเทพฯ คือผู้เขียนก็มีเปรยผ่านความรู้สึกของตัวละครไว้บ้าง ว่าเป็นเมืองที่ไม่น่าอยู่ยังไง อากาศไม่โอเคขนาดไหน รับใช้ทุนนิยม รวมถึงสภาพสังคมที่พยายามตั้งบรรทัดฐานให้เราไม่เป็นตัวเอง แต่ระหว่างการเล่าเราก็ไม่เห็นความยากลำบากในการอาศัยอยู่ในเมืองนี้ของทั้งสองตัวละครสักเท่าไรเลย มันเลยรู้สึกย้อนแย้งนิดนึง คืออยากให้เอาแก่นนี้มาเล่นล้อกับความสัมพันธ์ให้มากและเข้มข้นกว่านี้ จะดีมากๆ เลย
Profile Image for iamkiko.
31 reviews11 followers
February 25, 2026
รักในเมืองหลวงที่อ่านแล้วเฮลตี้ต่อใจแต่ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ให้จดจำ อ่านแล้วชอบกลางๆ แต่มันไม่มีอะไรติดค้างหลงเหลือในใจ ถ้าไม่คิดมากหรือเป็นคนชนชั้นกลางค่อนไปทางสูงก็คงชอบ แต่กลับกันถ้าไม่ใช่อ่านแล้วคงมีจุดเอ๊ะและไม่ได้เชื่อในสิ่งที่จะหนังสือจะสื่อ เพราะแตะประเด็นผิวเผิน ไม่สุด tell but not show แบบกรุงเทพเเม่งห่วย แต่ชีวิตก็ยังดี ไม่มีผลกระทบอะไร

วันก่อนโน้นเพิ่งเจอที่เค้าบอกทัศนคติคนเขียนจะมีโผล่มาในงานเขียนของเค้า และทัศนคติของคนเขียนวารินกลับบ้านก็โผล่มาให้เห็นเต็มงานเลยว่าที่จริงอาจไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองพยายามจะเล่าด้วยซ้ำ
Profile Image for Poomreads.
57 reviews4 followers
March 10, 2026
ผิดหวังอยู่นะเล่มนี้ การเล่าประเด็นต่างๆขาด depth เสน่ห์ของเซตติ้งกับตัวละครมันเลยหายไป บทพูดโต้ตอบกันและ inner monologue ในหลายส่วนที่ได้อ่านไปเหมือนดูการ์ตูนช่อง 9 คือมันไม่สมจริง ไม่ซื้อว่านี่คือตัวละครวัยทำงาน
Profile Image for middaydreamer.
144 reviews11 followers
August 23, 2026
mixed feelings มาก ชอบ theme การได้กลับบ้าน ได้เจอคนที่เป็นบ้าน บ้านคือคนที่ยึดโยงกัน อะไรแบบนี้นะ แต่รู้สึกว่าบางไดอาล็อกดู forced มากจนดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ ดูเป็นสิ่งที่จะพิมพ์ในเน็ตแต่ยังไม่ใช่อะไรที่จะพูดออกมาโต้งๆ บางอย่างก็ดูขัดแย้งกันเองยังไงก็ไม่รู้ แล้ว element กรุงเทพในเรื่องที่ใส่มามันแอบดูยัดๆ อาจจะเพราะว่าเรามีทัศนคติต่อกรุงเทพที่ไม่เหมือนกับที่เค้าพยายามจะสื่อมาในเรื่องเท่าไหร่ บางอันเลยอ่านแล้วรู้สึกว่าไม่เห็นด้วย 555555 คือเข้าใจปัญหาที่พยายามจะสื่อในเรื่อง ก็เห็นด้วยในบางจุดที่ว่าบ้านเราไม่ได้สนับสนุน ไม่ได้พัฒนาตรงนี้ แต่ก็แอบรู้สึกว่ามันไม่ได้มีแต่ด้านลบเสมอไป ความเละเทะวุ่นวายของกรุงเทพนี้ก็กลายมาเป็น sense of home ที่ทำให้เราคิดถึงได้เหมือนกัน มันก็มีอะไรอีกหลายอย่างที่เมืองอื่นให้เราไม่ได้ บวกกับคิดว่าถ้าจะนำเสนอปัญหาของกรุงเทพจริงๆ มีปัญหาของคนที่ไม่ใช่ชนชั้นกลางค่อนบนที่หนักกว่านี้อีกมาก เลยเหมือนไปไม่สุดสักทาง
5 reviews1 follower
April 6, 2026
แม้ว่าจะได้สัมผัสกับเรื่องราวความเฮงซวยของกทม. ด้วยตัวเองอยู่แล้วทุกวัน แต่มันน่ามหัศจรรย์ใจมากที่เรากลับไม่เชื่อในสิ่งที่นักเขียนพยายามบอก พยายามสื่อเลย ไม่เก็ทในสิ่งที่นักเขียนะยายามจะสื่อสารแม้ว่าเราจะพบเจอมันด้วยตัวเองทุกวัน บทพูดก็ยิ่งดูไม่สมจริงเอาเสียมาก ๆ
Profile Image for Tiide.
15 reviews
April 7, 2026
ก็ยังสงสัยว่าวารินจะกลับบ้านทำไม ในเมื่อบ้านเกิดของวารินดูจะไม่มีอะไรน่าอยู่เลย แต่ก็นะ.. คนชั้นกลางค่อนไปทางสูงอย่างวาริน อย่างน้อยก็มีเงินมีความรู้มากพอที่จะใช้ชีวิตดี ๆ ได้อย่างลงตัวในเมืองนี้แหละมั้ง
Profile Image for TONG ..
379 reviews12 followers
February 9, 2026
#ShelfReview homebound วารินกลับบ้าน
การบังเอิญพบกันของ วาริน แฃะ ธีร์ ในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยมลพิษ
เป็นหนังสือแนวเศษเสี้ยวชีวิตที่เสนอเศษเสี้ยวชีวิตออกมาได้โอเคดี
อาจคาดหวังการวิพากษ์เมืองหลวงมากกว่านี้อีกหน่อยที่ทำให้เฟลเล็ก ๆ
เพราะคาดหวังว่าเมืองหลวงจะเป็นตัวเอกที่มามีส่วนสำคัญมากกว่านี้
ความสัมพันธ์ตัวละครเล่าได้โอเคดี ไม่หวือหวา เรียบง่าย เฮลตี้ ดีต่อใจ
อ่านแล้วได้มุมยิ้ม ๆ เยอะ ได้ข้อคิดและประโยคหลาย ๆ อย่างที่จริงพอตัว
อาจจะไม่ได้ใหม่สดในแง่เนื้อเรื่อง การเล่าที่เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ โทนนิ่ง ๆ
แต่ก็มุมมองความสัมพันธ์ที่ดี เป็นหนังสือที่อ่านแล้วไม่เครียด เพลิน ๆ
6/10 .
Profile Image for arthoreads.
29 reviews4 followers
August 24, 2026
"...เพราะหากไร้ซึ่งคนสำคัญและความสัมพันธ์แสนทรงคุณค่าแล้ว ก็คงไม่มีอะไรที่ยึดโยงให้สามารถเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าบ้านได้อีกต่อไป"

งานเขียน slice of life ที่จริงใจและอบอุ่นหัวใจที่สุดเล่มหนึ่ง ที่ทุกคนควรค่าแก่การได้อ่าน เราชอบการยึดโยงและผสานเรื่องราวความสัมพันธ์สุด safezone ท่ามกลางชีวิตความเป็นคนเมือง และความรู้สึกของการเป็นอื่นรวมถึงคนนอกมากๆ อีกทั้งการรังสรรค์ตัวละครให้เป็นดั่ง green flag ของกันและกัน ช่างชุบชูใจ ในวันที่อ่อนล้าจากการใช้ชีวิตจริงๆ
.
จุดที่โดดเด่นที่สุดของงานเขียนชิ้นนี้คือพาร์ทความสัมพันธ์ที่พยายามก่อร่างสร้างตัวท่ามกลางชีวิตคนในเมืองใหญ่ ท่ามกลางความวุ่นวายและอ่อนล้าจากภาระหน้าที่การงาน การได้สัมผัสเรื่องราวของทั้ง 2 ตัวละครอย่าง วาริน และ ธีร์ เป็นดั่งช่วงเวลาความรู้สึกนุ่มฟู เราชอบบทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขามากๆ และเราก็มั่นใจมากๆ ว่ามันเป็นสิ่งที่ควรค่าจะเกิดขึ้นในทุกๆ ความสัมพันธ์เลยล่ะ
.
มี 3 สิ่งใหญ่ๆ ที่ทำให้เราชอบงานเขียนเล่มนี้ อย่างแรกคือการเชื่อมความหมายระหว่าง 'การเป็นคนนอก' และ 'การเป็นอื่น' เข้าไว้ด้วยกัน ท่ามกลางเส้นเรื่องที่เราจะได้ค่อยๆ เห็นตัวละครทั้งสองช่วยกันฟื้นฟูหัวใจที่บอบซ้ำจากความทรงจำที่ร้าวราน มิติของตัวละครในเรื่องจึงงดงามและน่าเอาใจช่วยมากๆ
.
อย่างต่อมาคือการบรรยาย 'ชีวิตท่ามกลางเมืองใหญ่' นอกเหนือจากที่งานเขียนจะนำเสนอเรื่องของความสัมพันธ์แล้ว ยังอัดแน่นไปด้วยการวิพากษ์คุณภาพชีวิตของประชากรในมหานคร นำเสนอภาพของสิ่งที่คนเมืองกรุงต้องประสบพบเจอ ต้องดิ้นรนและต่อสู้ ทั้งจากตัวเมืองหรือการดำเนินชีวิตตามแต่เลือกได้ก็ตามที เราชอบที่เรื่องราวไม่ romanticize ชีวิตในเมืองกรุง แต่เป็นเพียง setting หนึ่งที่ตัวละครต้องใช้ชีวิตเท่านั้น
.
สิ่งสุดท้ายที่ชอบ คือการที่งานเขียนเล่มนี้เป็นเควียร์อันอบอุ่นที่งดงามมากๆ เรารักความเป็นมนุษย์ของตัวละครในเรื่องจัง ไม่ใช่แค่เฉพาะ วาริน และ ธีร์ แต่รวมไปถึงครอบครัวของทั้งคู่ด้วย การได้เห็นกลุ่มคนที่มี empathy เต็มเปี่ยม ห้อมล้อม และส่งเสริมความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ช่างเป็นโชคดีที่ไม่ควรจะหาได้ยากเลยในสังคมของเราจริงๆ
.
โดยรวมเป็นงานเขียน slice of life ในมวลบรรยากาศที่ผลักให้เราได้พักผ่อนใน safezone ของความสัมพันธ์ และตัวละครที่เป็นดั่ง green flag ที่อาจหาไม่ได้ง่ายๆ ในสังคมแห่งนี้เท่าไหร่ เป็นอีกเล่มที่อยากเชียร์ให้ได้อ่านครับ
Profile Image for Thitiwut Srisaengkaew.
3 reviews
April 22, 2026
เปิดเรื่องมาไม่ค่อยจะรีเลตเท่าไหร่ แต่อ่านต่อไปได้เพราะชอบบรรยากาศที่เคลื่อนไปช้า ๆ อุ่น ๆ จนบางช่วงก็แอบหาวอยู่เหมือนกัน ต้องยอมรับว่าเคมีของตัวละครหลักช่วยพยุงเรื่องไว้ได้ดี เป็นความสัมพันธ์ที่มีความจักจี้นิด ๆ ทำให้เลิฟไลน์ยังพอดึงความสนใจให้อ่านต่อไปได้ ยังพอน่าติดตามว่าความสัมพันธ์จะเป็นไปยังไงต่อ

ประเด็นสังคมที่ใส่มา ทั้งเรื่องเพศ ทุนนิยม สุขภาพจิต สภาพแวดล้อม สังคม ครอบครัว คือมีครบจนรู้สึกว่า เยอะ รับรู้ได้ว่าอยากพูดหลายเรื่อง แต่หลายประเด็นยังไปไม่สุด เลยออกมาเหมือนเป็นกิมมิคมากกว่าจะพัฒนาเป็นน้ำหนักของเรื่องจริง ๆ

สิ่งที่ทำให้อ่านสะดุดคือตัวละครและไดอะล็อก บางช่วงตัวละครให้ความรู้สึกเหมือนวุ้น คือมันไม่ชัดเจนพอให้แยกออกว่าใครเป็นใคร เสียงพูดและบุคลิกยังไม่เด่น ทำให้เวลามีบทสนทนาสลับกันไปมา ต้องคอยย้อนอ่านอยู่บ่อย ๆ ว่าประโยคนี้ใครเป็นคนพูด ซึ่งกระทบกับจังหวะการอ่านพอสมควร หรือแม้กระทั่งตัวเอก 2 ตัวคุยกัน บางครั้งก็ยังมีสับสนบ้างเลย

เรื่องอารมณ์ หลายฉากรู้สึกว่ามันน่าจะพาไปได้ไกลกว่านี้ ทั้งจากคำพูดของตัวละครหรือจังหวะของเหตุการณ์ แต่สุดท้ายดันจบไปเสียอย่างนั้น เลยทำให้อารมณ์ไม่ทันได้ก่อตัวหรือทิ้งน้ำหนักไว้กับคนอ่านเท่าที่ควร

อีกจุดคือจังหวะการเล่าเรื่องที่ตัดฉับค่อนข้างถี่ และมีการข้ามเวลาเป็นช่วงยาวโดยไม่ได้มีิะไรเชื่อมมากพอ เลยทำให้ความต่อเนื่องของเรื่องสะดุด ต้องคอยตั้งหลักใหม่กับบริบททุกครั้งที่ขึ้นฉากใหม่

โดยรวมเป็นเรื่องที่มีบรรยากาศและความสัมพันธ์ของตัวละครหลักที่น่าสนใจ แต่ในแง่การนำเสนอประเด็นแฝง การเล่าเรื่องและการควบคุมองค์ประกอบต่าง ๆ ยังรู้สึกว่าไปได้ไม่สุดเท่าที่ควร พออ่านจบก็เลยเฉย ๆ ไม่ได้มีอะไรตราตรึงใจขนาดนั้น แต่ก็รู้สึกว่าอ่านได้ ไม่แย่ เรื่องช้า ๆ เหมาะสำหรับคนไม่รีบ 3.5
Profile Image for Nine P.
23 reviews1 follower
July 4, 2026
3.5 Slice of life ของ middle class วัยทำงาน คนสองคนที่มี trauma ความเบื่อหน่ายในชีวิต มาเจอกัน เป็น safe zone และเติมเต็มชีวิตของกันและกัน

ดำเนินเรื่องเรื่อยๆ ละมุนๆ แต่มีความสมจริงมาก ส่วนตัวคิดว่าบทบรรยายเยอะไป tell more than show โดยเฉพาะพาร์ทสอน ข้อคิด หรือติสภาพของกรุงเทพ อยากให้มัน tell หรือเหมือนมโนสำนึกมากกว่านี้ มันแอนพยายามมากไปนิดตามความรู้สึกส่วนตัว

ส่วนตัวไม่ได้คาดหวังการเล่าเรื่องพาร์ทติหรือบ่นสภาพกรุงเทพมหานครมากนัก แต่พาร์ทอธิบายว่าทำไมรินไม่รู้สึกว่ากรุงเทพคือบ้าน ก็ไม่ได้โดดเด่นมากเท่าที่คาดไว้ จากใจคนที่ย้ายถิ่นฐานมาต่างประเทศ แล้วกรุงเทพคือแห่งพักพิงชั่วคราว แอบผิดหวังในส่วนนี้
This entire review has been hidden because of spoilers.
Profile Image for Znschlein .
2 reviews
August 16, 2026
เราอายุเท่าๆวารินและอยู่ต่างประเทศมาเข้าปีที่ 9 นานๆทีจะกลับไทย เราสามารถรีเลตกับเรื่องราวและความคิดของวารินได้เกือบทั้งหมด ทั้งความคิดที่มีต่อเมือง การเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไปและการปรับตัว (ถ้าจะต้องกลับไปอยู่ไทย) 

การเล่าเรื่องอาจจะเนือยๆ และยืดยาวไปบ้างบางจุด แต่รวมๆ เราชอบนะ มันช้า แต่อบอุ่น เล่มนี้สำหรับเราเป็นแนว slice of life ที่เข้าถึงได้ มีจุดให้รีเลต ได้ความรู้สึกค่อยๆรัก และได้รับความรักกลับมา

แต่บางจุดที่ยกความสัมพันธ์หรืออารมณ์ของตัวละครมาเปรียบกับกรุงเทพแบบลอยๆ ก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าจะสื่อถึงอะไร

แต่สรุปแล้วเล่มนี้เราว่าฮีลใจมาก จะกลับมาอ่านอีกครั้งถ้าเราคิดถึงประเทศไทย และคนที่ไทยนะ
Profile Image for Indigoblue.
16 reviews1 follower
September 22, 2026
สมกับเป็นกทmalls เมืองไร้รากพอ ๆ กับเรื่องราวความรักของธีและวารินที่อ่านจบแล้วไม่หลงเหลือความรู้สึกใด ๆ ไว้นอกจากความอุ่นบาง ๆ ที่ค่อย ๆ จางและสุดจะเลือนลาง เหมือนการใช้ชีวิตในกทmallsที่เพียงผ่านมาและผ่านไปในแต่ละวัน

เรื่องราวของคน mid class สองคนที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายตื่น ทำงาน กลับบ้าน นอน ชีวิตวนลูปในเมืองอันเงียบเหงา
เป็นนิยาย Slice of Life เรื่องราวของสองคนนี้ที่มาทำให้เราอบอุ่นหัวใจนั่งอ่านไปยิ้มไป เรื่องราวอันเรียบง่ายไม่หวือหวา เป็นเรื่องราวของคนสองคนที่เหมือนจิ๊กซอที่เข้าคู่กัน ที่มาอุดรอยรั่วและบาดแผลภายในจิตใจของกันและกันให้วันต่อไปมีความหมายในเมืองที่ไร้ซึ่งความโรแมนติกนี้
Profile Image for ปลาทู คือแมว.
91 reviews1 follower
June 29, 2026
พยายามมาก... ยาว ยืด บางอย่างไม่ต้องเล่าก็วนอยู่นั่น ฉากที่เล่าส่วนใหญ่ไม่ได้นำพาไปสู่บริบทที่สำคัญอะไรเลย กว่าจะเข้าเรื่องคนอ่านอย่างฉันหมดใจจะทนละ ลำบากลำบนยิ่งกว่าเดินบนฟุตบาทกลางแดดประเทศไทย อ่านไปเกิดคำถามไปว่าฉันต้องสนใจเรื่องของพวกแกด้วยหรือ? ช่างหัวพระนายมันซิ ถ้าใครชอบสำนวนสไตล์วายวัยรุ่นวอนน่าบีจะซีเรียส ชอบเสพการเล่าเรื่องแบบสนุกของเขาอยู่คนเดียว และอยากฟังคนบ่นกรุงเทพฯ แบบไร้แก่นสาร ไปพร้อมกับเซ็ตติ้งวงการกฎหมายที่ยัดใส่มาแบบจะมีหรือไม่มีก็ได้ เชิญค่ะ คุณมาถูกทางแล้ว เรามาผิดเอง
Profile Image for Palm Poramet.
3 reviews1 follower
April 17, 2026
หน้า 271 บรรทัดที่ 8 นับจากบรรทัดสุดท้าย สะกด “ธีร์” เป็น “ธีรื” 🥲
Profile Image for naaaaayyyyyya.
8 reviews
July 13, 2026
What a perfect timing when I found this book at the right time, I flew back here in Bangkok, like, four days after landing. Even though I left only 5 months ago, I think I completely understand how Warin feels.

I lowkey do not get the vibe of the character. It’s too gloomy for me [sometimes I hate this behaviour as well]. However, I think the way Warin’s background was executed is quite good for me. It’s understandable. And there are other sides of Warin which let us know that he can express himself [his cuteness] with his inner circle only. :)

The biggest part of Homebound / วารินกลับบ้าน is the place – Bangkok. 8 years is long enough to see those differences, especially for a place like Bangkok. 8 years ago, Scala was still there, Emsphere might be in the design phase, and Benjakitti park hadn’t opened the new area yet. Things changed all the time. And for people who live in European cities, it’s easier to see big differences like a lot of highways, many high-rise buildings, and an abundance of LED screens. Those developments driven by capitalism without any compensation for local / or community-focused are changing their identity. I get the idea of globalisation or modernisation, but is it better if we shift some kind of development, like bottom-up more than top- down? There’s no right answer for city development, I know, but please do not let those investors do whatever they want. Otherwise, Bangkok will no longer be home for us.

[Personally] I was once asked by a friend of mine if I felt settled down yet, two weeks after I moved. And I asked her how she feels about the city she has been living in for her whole life, and she said both love and hate. As same as me, when my classmates said they wanted to go to BKK, I always asked WHY? But after that, I took only 2 days to decide if I’m gonna fly back or not, even though I have only a month free from studying. And I’m here now. Once we’ve got to know the city already, we know both advantages and disadvantages. We know where to go when we feel down, and where the place that can ruin our day is. We hate the weather here, and also the transportation system, but we know where the recommended places are when foreigners ask. I think this is how we call it home. 30 years living here, we know it all too well.
Displaying 1 - 17 of 17 reviews