Pawarut Jongsirirag729 reviews144 followersFollowFollowJanuary 26, 2026กินเวลาเกือบ 4 ปี ภายหลังจากรวมเรื่องสั้นเล่มแรก “ม้าน้ำบนชิงช้าสวรรค์” ได้ออกมาปะทะกับสมองของนักอ่าน ซึ่งส่งพลังแห่งสัญญะให้ขบคิดหัวเลือดไหล ที่ได้เข้ารอบ Longlist ซีไรต์เรื่องสั้น 2566 จนมาถึงเล่มนี้ รวมเรื่องสั้นเล่มที่สอง “ร่างของสสาร” ที่บรรจุ 14 เรื่องสั้น ที่มีทั้งสิ่งที่ยังคงสานต่อ สิ่งที่หลงหายไป สิ่งใหม่ที่พึ่งค้นพบจากเล่มแรก รวมถึงสิ่งที่ชวนขบคิดเล็กน้อยที่ปรากฎอย่างโดดเด่นในเล่มนี้ครับผมขอเริ่มต้นจากสิ่งที่ยังคงสานต่อจากเล่มแรก มันจะเป็นอะไรไปไม่ได้เลย นอกจากพลังของสัญญะที่พี่ชาคริตยังคงบรรทุกมันมาใส่ในเรื่องสั้นเล่มนี้ด้วย โดยในครั้งนี้มีการปรับเปลี่ยนโหมดให้อ่านได้ “ง่าย” ขึ้นจากเล่มที่แล้วที่จัดหนักจัดเต็มใส่ผู้อ่านอย่างเต็มที่ แต่รอบนี้พี่ชาคริตดูจะใจดีขึ้น ทำสัญญะให้ย่อยง่ายขึ้น เชื่อมโยงกับสิ่งที่ซุกซ่อนในสังคมที่ทุกคนเห็นได้ทั่วไป การขบคิดสัญญะในเรื่องสั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นเกินไปนัก ซึ่งมันส่งผลต่อภาพรวมของเรื่องสั้นทั้งหมดด้วย ทำให้เรื่องสั้นทั้ง 14 ชิ้น ย่อยได้ง่ายและมีความชัดเจนมากขึ้นกว่าเล่มก่อนอย่างเห็นได้ชัดครับการสานต่ออีกอย่างหนึ่ง คือ เรื่องสั้นแทบทุกเรื่องยังคงนำวัตถุดิบในสังคมมาใส่เป็น “สหบท” เหมือนเดิม ซึ่งกลวิธีนี้ดูจะเป็นเอกลักษณ์ลายเซ็นในงานเขียนของพี่ชาคริตไปแล้ว เรียกได้ว่า ข่าวอะไรดังๆ หรือไวรัลอะไรที่มาในช่วงเวลานั้น จะถูกนำมาหยิบจับใส่เป็นมุกหรือกิมมิคน้อยๆ ในเรื่องสั้นเสมอ ในแง่หนึ่งมันทำให้เรื่องสั้นเหล่านี้เป็นหมุดหมายของกาลเวลาที่ทำให้เห็นว่าเหตุการณ์อะไรโดดเด่นขึ้นมาบ้าง แต่ที่ลืมไม่ได้เลย คือ มันทำให้เรื่องสั้นดูสมจริงมากยิ่งขึ้นผ่านการยึดโยงห้วงขณะบางอย่างในสังคมเอาไว้จากสิ่งที่สานต่อ มาสู่สิ่งที่หล่นหายไป ผมคิดว่าสิ่งที่หล่นหายไป คือ ความลาดชันของเรื่องสั้น เพราะเท่าที่ผ่านมา งานหลายชิ้นของพี่ชาคริต มันจะมีออร่าบางอย่างที่ขณะอ่านจะสัมผัสได้ว่าจะต้องหาที่โล่งสบาย บรรยากาศชวนเงียบงันในการเสพงาน เพื่อให้เข้าใจและขบคิดกับงานได้อย่างเต็มที่ แต่เรื่องสั้นในเล่มนี้ไม่ได้มีออร่าแบบนั้นแล้ว มันปรับเปลี่ยนตัวเองเป็นออร่าของความเบาสบาย แต่ไม่ได้เบาโหวงจนเกินไป ยังคงมีทางลาดชันให้ปีนขึ้นไปสู่ยอดเขาอยู่บ้างแม้จะไม่ได้ชันแบบเล่มที่ผ่านมา ซึ่งจะบอกว่าพี่ชาคริตปรับเปลี่ยนวิธีการเขียนให้คล่องตัวเป็นมิตรกับนักอ่านมากขึ้นก็น่าจะพอพูดแบบนั้นได้ แม้ลึกๆ จะยังคิดว่างานแบบดั้งเดิมดูจะเป็นเสน่ห์แบบอินดี้ๆ ที่หายากในงานเขียนยุคนี้ที่ดูจะทำทุกอย่างให้ย่อยง่ายสะดวกรวดเร็ว งานประเภทที่ทำให้เวลาและความคิดช้าลงเลยกลายเป็นยูนิคอร์นที่หาได้ยาก ผมเลยแอบเสียดายที่เขาของยูนิคอร์นดูจะถูกขัดให้กลมมนไม่แหลมเปี๊ยบแบบที่ผ่านมาสิ่งที่หล่นหายได้เก็บขึ้นมาดูแล้ว เลยนำมาสู่สิ่งที่พึ่งค้นพบในงานชิ้นนี้ หากจะพูดแบบตรงไปตรง ก็อาจจะไม่ใช่สิ่งใหม่แกะห่ออะไรขนาดนั้น เพราะมันอาจจะแสดงตัวมาตั้งแต่เล่มที่แล้ว แต่ถูกบดบังผ่านความลาดชันและสัญญะที่มากล้นจนผมไปให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้จนละเลยแหงนมองระหว่างทางที่พี่ชาคริตนำมาใส่ไว้ตั้งแต่แรก นั่นคือ รากแก้วในเรื่องสั้นของพี่ชาคริตครับรากแก้วในเรื่องสั้นของพี่ชาคริตจะไม่ได้พูดถึงเรื่องของฉันและตัวฉันแบบเต็มๆ แต่เป็นการเล่าเรื่องของฉันที่ต้องแปรเปลี่ยนไปจากผลกระทบของผู้อื่นที่กระทำต่อตัวฉัน (เขียนแบบยากๆ เหมือนเล่มแรกของพี่ชาคริต) หรือหากพูดแบบง่ายหน่อย (อย่างในเล่มนี้) เรื่องสั้นแทบทุกเรื่อง ต้องการเล่าถึงผลกระทบของผู้คนรอบตัว ที่ส่งผลกระทบและทำงานหยั่งลึกและเป็นสิ่งที่ใช้นิยามตัวตนข้างในของตัวเอกในเรื่องสั้น เมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนรอบตัวแปรเปลี่ยนไปจากเดิม มันก็ทำให้สิ่งที่หยั่งลึกข้างในเริ่มสั่นไหว นิยามของตัวเอกจึงสั่นพ้องเปลี่ยนแปลงไป เรียกได้ว่า เรื่องสั้นของพี่ชาคริต ยังคงเชื่อมั่นในองค์ประกอบของผู้คนรอบตัว ดังเช่นครอบครัว คนรัก และเพื่อนว่ามีพลังอย่างมากต่อการนิยามคุณค่าของตัวเราเอง หรือหากพูดแบบวิชาการหน่อย ก็คงเทียบเคียงได้ว่า เรื่องสั้นของพี่ชาคริต ยังคงเชื่อมั่นว่ามนุษย์ไม่ใช่สัตว์ที่จะอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายโดยไม่ยึดโยงกับสิ่งใดเลย สังคมและคนรอบข้างคือสิ่งสำคัญที่มนุษย์ใช้ในการนิยามตนเอง ซึ่งสุดท้ายแล้ว เพื่อรักษาเราที่เป็นตัวเรา การดูแลรักษาเอาใจใส่คนที่เรารักและมีคุณค่าต่อเรา จึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่เราไม่ควรจะหลงลืมไปอย่างเด็ดขาด สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญที่สอดแทรกอยู่ในเรื่องสั้นของพี่ชาคริตแทบทุกเรื่อง มากน้อยแตกต่างกันออกไปตามแต่ประเด็นอื่นๆ ที่ถูกเล่ามาพร้อมกันกับรากแก้วรากนี้ แต่ไม่ว่าจะยังไงมันต้องมีสิ่งนี้เป็นแกนหลักของเรื่องเล่าอยู่เสมอ นอกจากพลังของผู้คนรอบข้างแล้ว ความเป็นไปอื่นๆที่เกิดขึ้นภายนอกจิตใจก็ดูเป็นสิ่งที่ไม่เคยถูกละเลยหายไปจากงานของพี่ชาคริตเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การเคลื่อนไหวร่างกาย ต้นไม้ใบหญ้า ลมฟ้าลมฝน มักจะเป็นสิ่งที่ถูกบรรยายอย่างละเอียดยิบเสมอ (จนบางครั้งก็แบบพี่ไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้) จนเราเห็นภาพอย่างชัดเจนว่าตัวละคร ฉากหรือทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวกำลังดำเนินไปอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ดูจะขาดหายไปจากงานทุกวันนี้ที่เน้นการลงลึกถึงความคิดและจิตใจของตัวละครมากกว่าปัจจัยภายนอก จนบางเรื่องบางราวเหมือนเรานั่งอ่านเรื่องสั้นที่ตัวละครนั่งอยู่ในห้องกรีนสกรีนที่นักอ่านต้องไปต่อเติมฉากของเรื่องสั้นเอาเอง งานของพี่ชาคริต จึงเกาะเกี่ยวอยู่กับสองยุคสมัยอย่างชัดเจน อย่างยุคคลาสสิคที่พูดถึงพลังภายนอกอย่างสังคมรอบตัว และยุคสมัยปัจจุบันที่พลังของข้างในอย่างตัวฉันและฉันคือสิ่งที่ต้องนำเสนอมาถึงส่วนสุดท้าย สำหรับสิ่งที่ชวนขบคิดเล็กน้อยที่พบเห็นจากงานเล่มนี้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากสไตล์การอ่านของผมเอง คือ ผมไม่ค่อยถูกจริตเท่าไหร่นักกับวิธีการเขียนของพี่ชาคริตในเล่มนี้ (หากจำไม่ผิด รวมถึงเล่มก่อนด้วย) ที่ใช้จังหวะการเขียนแบบประโยคหรือวลีสั้นๆ /เคาะ/ ประโยคหรือวลีๆสั้น /เคาะ/ ในแทบทุกเรื่องสั้นเลย ผมคิดว่าการก่อตัวของอารมณ์ความรู้สึกในการอ่านงานซักชิ้นหนึ่ง ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ การก่อร่างอารมณ์ความรู้สึกที่ต้องอาศัยจังหวะของการบรรยายที่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาประมาณนึงในการก่อร่างมันขึ้นมา พูดง่ายๆ ว่าเหมือนการถักเชือกของความรู้สึกที่มันต้องใช้เวลาในการซ้ายทบขวา ขวาทบซ้ายหรือร้อยเงื่อนเพื่อให้กลายเป็นเชือกเส้นยาวที่ความรู้สึกนึกคิดสามารถก่อตัวได้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อการถักเชือกเส้นนี้มัน ถักๆ หยุดๆ ไม่ต่อเนื่อง ทำให้จังหวะหรือความรู้สึกของการเสพชิ้นงานมันถูกขัดตลอดเวลา แม้���อนจบมันจะกลายเป็นเชือกเส้นสมบูรณ์ไม่ได้แตกต่างกัน แต่เชือกเส้นนี้ก็ดูจะขรุขระ ไม่เรียบเนียนรัดแน่นแบบการถักทอที่ไม่ถูกขัดจังหวะไป ซึ่งเรื่องนี้เป็นสไตล์และลางเนื้อชอบลางยาอย่างแท้จริงครับ เพราะหลายท่านก็อาจจะชอบแบบสั้นๆกระชับเป็นจังหวะอย่างในวิธีการเขียนของพี่ชาคริตเหมือนกันและไม่ชอบการบรรยายยาวๆเพราะดูจะน่าเบื่อน้ำท่วมทุ่งไม่กระชับก็เป็นไปได้ จุดนี้เลยเป็นส่วนที่ชวนขบคิดและแลกเปลี่ยนทิ้งท้ายเอาไว้ว่าแต่ละท่านชื่นชอบ “จังหวะ” ของเรื่องเล่าแบบไหน สปีดของการอ่านเป็นเพซอะไร เพราะผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเพซของเรื่องสั้นในเล่มนี้ ถ้าคนที่ชอบก็จะชอบมันจริง และถูกอกถูกใจจังหวะการเล่าแบบนี้อย่างแน่นอนทั้งหมดทั้งมวลของสิ่งที่ผ่านมา สิ่งที่เป็นไป และสิ่งที่ชวนขบคิด ก่อตัวผสมผสานกลายเป็น “ร่างของสสาร” เรื่องสั้นเล่มที่สองของพี่ชาคริต แก้วทันคำ เล่มนี้เองครับ มารอดูกันต่อว่าเล่มที่ 3 ในภายภาคหน้าจะเป็นยังไงต่อไป ผมค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะมีมาแน่มานอน เพราะพี่ชาคริตหยุดเขียนงานไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่เข้าเส้นพี่ชาคริตไปแล้วละครับปล.เท่าที่อ่านแบบไวๆ ไม่พบคำผิดนะครับ เพราะถ้าพบ พี่ชาคริตน่าจะต้องถูกตรึงกางเขนแห่รอบเมืองตรังเป็นแน่แท้thai
นวกานต์ ราชานาค16 reviewsFollowFollowFebruary 3, 2026ชื่อเล่มก็ตั้งคำถามแล้ว ว่ามันคืออะไร ?...เปิดมาเรื่องแรกว่าด้วยนักเขียนที่พยายามเอาคดีดาราดังเสียชีวิตมาเป็นวัตถุดิบเขียนเรื่องสั้น ซึ่งเรื่องแรกนี้เองที่เป็นเหมือนการบอกใบ้กับผู้อ่านว่า สิ่งที่จะได้เจอต่อจากนี้ คือการที่ผู้เขียนหยิบยก, อ้างอิง, ตัดตอน, ตีความ จากเรื่องราวอื่น (สสาร) มาประกอบสร้างเป็นเรื่องสั้น (ร่าง) เรื่องใหม่ให้ผู้อ่านได้ตีความ.ใช่ครับ 'ต้องตีความ' .งานของคุณชาคริตเรียกร้องการตีความไม่มากก็น้อย .เราจะแค่เคี้ยวคำเพื่อรับรสชาติแล้วคายทิ้งเลยก็ได้ หรือเราจะเคี้ยวมัน กลืนลงกระเพาะ ย่อยแล้วย่อยอีก ด้วยเอนไซม์การเมือง, เอนไซม์ประวัติศาสตร์, เอนไซม์จิตวิทยา เพื่อให้กลุ่มคำเหล่านั้นแตกสลายกลายเป็นสารอาหารไปเลี้ยงสมองก็ได้เช่นกัน.และเมื่อนั้นเราจะได้พบกับร่างอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ร่างของความเจ็บปวด, ร่างของความสุข, ร่างของความถวิลหา กระทั่งร่างของสุรชัย แซ่ด่าน .....ในฐานะที่อ่านงานของคุณชาคริตมาหลายเล่ม ผมพบว่าเล่มนี้มีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น อารมณ์ของเรื่องก็มีความหลากหลาย ทั้งชวนขบขัน ชวนแขยง ซึ้ง เศร้า มากันหลายรสชาติมาก การตีความในเล่มก็มีหลายระดับ บางเรื่องแค่สังเกตและเปรียบเทียบ บางเรื่องอาจต้องอาศัยความรู้ทางประวัติศาสตร์ร่วมด้วย ใครสนุกกับการแทนค่าสัญญะ เล่มนี้ก็ตอบโจทย์ครับ.เล่มนี้ยังมีงานทดลองหลากรูปแบบที่ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ ทั้งการตัดปะเอาเรื่อง non-fiction แทรกเข้ามา หรือการใช้ภาพถ่ายเล่าเรื่อง ...ในเรื่องของมาตรฐานการทำงานถ้าเป็นชื่อของ 'ชาคริต แก้วทันคำ' ต้องบอกว่าไว้ใจได้ครับ ใส่ใจทุกรายละเอียดในการเลือกคำ การหยิบมาใช้โดยรวมแล้วนี่คืองานมาตรฐานสูง ส่วนรสชาติจะถูกใจไหม อันนี้ก็แล้วแต่รสนิยม .....ในทางวิทยศาสตร์ 'สสาร' หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีมวลและต้องการพื้นที่ในการดำรงอยู่ รวมเรื่องสั้นเล่มนี้คือการหา 'ร่าง' ให้กับสสารเหล่านั้น หนึ่งเพื่อให้พวกมันมีพื้นที่ในการดำรงอยู่ สองเพื่อให้ผู้อ่านทราบถึงการมีอยู่ของพวกมันได้ชัดเจนขึ้น และสามเพื่อเป็นการเก็บรักษาเรื่องราวของยุคสมัยอันกระจัดกระจายให้เป็นรูปเป็นร่าง
TONG .278 reviews5 followersFollowFollowFebruary 3, 2026#SheflReview ร่างของสสารรวมเรื่องสั้นเชิงความเรียงหลากเรื่องอันว่าด้วยห้วงหนึ่งของชีวิตมนุษย์ไม่รู้ว่าควรจะรีวิวเล่มนี้ยังไง เพราะเอาเข้าจริงคือแทบไม่รู้เรื่องอะไรเลยเรื่องแรกของรวมเรื่องสั้นจะเป็นตัวกำหนดโทนและความคาดหวังของเล่มแต่เรื่องแรกของเล่มนี้ผลักเราออกจากเรื่องอยู่พอตัว จับใจความได้ยากอาจจะเพราะด้วยสำนวน วิธีการเล่าเรื่อง บทบรรยายที่ไม่ได้แบ่งวรรคตอนออกเป็นแนวกนะแสสำนึกซึ่งไม่ใช่แนวถนัดทำให้ตามติดอะไรได้ไม่ทันไม่ชอบเรื่องสั้นเรื่องแรกเลย ไม่ชอบแนวคิดว่าของสกปรกจะทำให้ตลกเลยทำให้รู้สึกตั้งแง่กับเรื่องสั้นอีกหลายเรื่องหลังจากนั้นอยู่เนือง ๆมีแค่ไม่กี่เรื่องที่รู้สึกโอเค แต่ยังไม่มีเรื่องไหนที่ชอบมาก ๆ เป็นพิเศษเป็นงานเขียนที่แปลก และอาจจะแหวกจากแนวที่อ่านได้ถนัดไปพอตัว5/10 .
ดินสอ สีไม้1,083 reviews181 followersFollowFollowJanuary 29, 2026รวมเรื่องสั้นที่หลากหลายแต่ก็มีวิธีเล่าที่เป็นธีม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมองเห็นได้ร่างของสสารเป็นหนังสือที่ผู้เขียนเล่าเรื่องได้เก่งหลายเรื่องเริ่มต้นจากอะไรไม่รู้แต่กลับดึงดูดให้เราติดตามความอะไรไม่รู้นั้นไปจนจบเพลิดเพลิน สนุกไปกับอรรถรส ภาษา เรื่องราวบางเรื่องเต็มไปด้วยเรื่องราวของคนพื้นถิ่นในยุคร่วมสมัยตัวละครเป็นคนเหนือใต้อีสานได้สมบทแม้แต่ตอนจบ ก็ยังเป็นจบอย่างมีชั้นเชิงสะกิดอารมณ์บางเรื่อง ก็สร้างเซอร์ไพรส์เล็กๆ น้อยๆ แบบไม่มีบทสรุปมันเป็นหนังสือที่เราเริ่มต้นอ่านอย่างไม่คาดหวังแต่กลับสร้างความสุข ความสนุก และรอยยิ้มให้เราหลังอ่านจบมันไม่ใช่หนังสือตลก ออกจะเสียดสีสังคมด้วยซ้ำในบางเรื่องแต่ผู้เขียนมีอารมณ์ขัน และเข้าใจสอดแทรกมันเข้าไประหว่างเรื่อง ระหว่างเล่มเป็นหนังสือที่น่าสนใจ และแนะนำให้อ่านค่ะ ^^2026 thai