Pawarut Jongsirirag738 reviews149 followersFollowFollowApril 3, 2026รวมข้อเขียนต่างกรรมต่างวาระ (แต่ไม่ต่างประเด็น) เล่มที่สองของคุณไอดา ผมว่าเล่มนี้คุณไอดา เลือกข้อเขียน 2 ชิ้น ที่ไม่ว่าประเด็นหรือน้ำเสียงมีความแซ่บซี๊ดเอามามัดรวมกัน ซึ่งความแซ่บนี้มีความเผ็ดร้อนซู๊ดซ๊าดกว่าเล่มโฟนี่มากเลยทีเดียวสำหรับข้อเขียนชิ้นแรก “สิรินธวรรณา ป้าริตต้ากับป้าอุ๊” งานชิ้นนี้เป็นบทบรรยายที่คุณไอดาไปพูดในคาบเรียนของคณะสังวิท มธ เมื่อปี 2567 ว่าด้วยเรื่อง การเขียนงานด้านมานุษยวิทยาอย่างไรให้มนุษย์อ่านเข้าใจ บทบรรยายสุดแซ่บชิ้นนี้ ยกงานเขียนของผู้หญิง 4 ท่าน มาเปรียบเทียบกัน ซึ่งไม่ใช่การเปรียบเทียบเฉพาะงานเขียนเท่านั้น แต่ยังเป็นการลากวงการงานเขียนด้านมานุษยวิทยา มาตบกลางสี่แยกพร้อมเอาสปอตไลท์ฉายลงไปแบบจี้ถึงอณูอีกด้วย งานชิ้นนี้ ต้องการแสดงให้เห็นว่าวงการมานุษยวิทยาที่อ้างว่าต้องการผลิตงานเพื่อทำความเข้าใจมนุษย์ด้วยกันนั้น มันมีความย้อนแย้งในตัวเองยังไง เพราะในความพยายามทำความเข้าใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองนั้น เสี้ยวหนึ่ง (ไม่ว่าจะโดยจงใจหรือไม่ก็ตาม) มันก็เป็นการทำความเข้าใจพร้อมกับการจัดลำดับความสูงต่ำของมนุษย์ไปในคราวเดียวกันด้วย ซึ่งการจัดลำดับนี้เอง ก็ไม่ได้จัดลำดับในมิติของวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ในตัวชิ้นงานเองก็ยังถูกวงการจัดลำดับและจำแนกผ่านตัวผู้เขียนชิ้นงาน ว่างานทั้งหลายทั้งมวลนี้นับเป็นงานมานุษยวิทยาได้หรือไม่ พูดง่ายๆ ว่า งานชิ้นนี้ต้องการตั้งคำถามว่า เพราะปัจจัยหรือเหตุผลอันใดที่งานเขียนเรื่องของมนุษย์ บางชิ้นได้รับสิทธิให้ใส่คำว่า “วิทยา” ต่อท้าย แต่งานบางชิ้นอาจไม่มีสิทธิแบบนั้น ความตลกร้ายที่สำคัญในงานชิ้นนี้ คือ ในขณะที่เนื้อหาของการบรรยาย เป็นการค่อยๆปอกเปลือกวงการจากคนวงนอก และแสดงให้เห็นว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้งานบางชิ้น “เป็น” และ “ไม่เป็น” แต่ถึงกระนั้นในทางกลับกัน ในความไม่เป็นแบบที่งานชิ้นนี้กำลังชี้ให้เราเห็น เราในฐานะผู้อ่านเอง สามารถมองงานชิ้นนี้ว่า “เป็น” งานเขียนด้านมานุษยวิทยาเสียเองได้หรือไม่ เพราะเอาเข้าจริง งานชิ้นนี้ก็ดูจะเข้าองคืประกอบของการเป็นแบบที่เนื้อหาต้องการจะสื่ออยู่เหมือนกันเพราะหากอ่านงานชิ้นนี้แบบถอยออกมาก้าวหนึ่ง จะพบว่าตัวงานไม่ได้กำลังพูดถึงงานเขียนของผู้หญิง 4 คนเท่านั้น แต่ยังมีผู้หญิงคนที่ 5 อย่างคุณไอดาเอง ที่เราผู้อ่านก็กำลัง “อ่าน” งานเขียนอยู่เช่นเดียวกัน แล้วเราในฐานะผู้อ่านจะจัดวางตำแหน่งแห่งหนของงานเขียนชิ้นนี้ให้อยู่ในหมวดหมู่ไหนกันดี เป็นงานบรรยายทั่วไปในคาบเรียนหนึ่ง หรืองานชิ้นนี้ก็เป็นงานด้านมานุษยวิทยาอีกชิ้นได้เหมือนกัน หากความเข้าใจแบบเด็กน้อยหอยเชอรี่ หอยแครง ของผมไม่ผิดเพี้ยนไปนัก งานชิ้นใดก็ตามที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้น เห็นเลือดเห็นเนื้อ ไม่ว่ามนุษย์คนนั้นจะมีตำแหน่งแห่งที่ใดบนโลกใบนี้ โดยเป็นการทำความเข้าใจเพื่อเข้าใจไม่ว่าจะในมิติใดก็ตาม งานชิ้นนั้นก็ควรที่จะได้รับสิทธิให้มีคำว่า “วิทยา” ต่อท้ายได้แน่นอน หรือความเป็นจริงแล้วความเข้าใจของผมอาจเป็นเพียงความโง่เขลาของคนนอกวงการ เพราะแค่เงื่อนไขข้างต้นคงยังไม่เพียงพอ มันยังต้องมีเงื่อนไขอื่นอีกมากมาย ถึงจะได้รับสิทธิที่จะให้เข้าไปอยู่ในวงการ (หรือวงใน) มานุษยวิทยาได้ ส่วนคำตอบจะเป็นแบบไหน ผมก็คงไม่อาจรู้ได้ เพราะอย่างที่บอกไป ผมมันแค่หอยเชอรี่ หอยแครง ลอยละล่องตุ๊บป่องอยู่ในน้ำ จะมาเข้าใจวงกี้วงการอะไรพวกนี้ได้อย่างไรกันละครับ ใครอยากจะเข้าใจมากขึ้นซักนิดซักหน่อย ก็อยากให้ลองไปงานชิ้นนี้กันดูผ่านความแซ่บซี้ดจากวงการมานุษยวิทยาแล้ว มาดูงานชิ้นที่สอง “ผิดพาน” กันบ้างดีกว่าครับ งานชิ้นนี้เป็นงานเขียนลงวารสารใต้ดินฉบับ under teen forever ในปี 2558 ที่นำมาปรับปรุงใหม่ โดยคุณไอดา เล่าถึงช่วงเวลาที่เป็นคณะกรรมการคัดเลือกงานเรื่องสั้นพานแว่นฟ้า ทำให้มีโอกาสได้เห็นงาน “แปลกๆ” หลายชิ้นที่นำมาสู่คำถามว่า งานประเภทนี้ มันมีที่ทางหรือคุณค่าอย่างไรหรือไม่ ในวงการวรรณกรรม โดยเฉพาะงานสายรางวัลข้อเขียนชิ้นนี้ เบื้องต้นดูท่าคงจะไม่แซ่บซี๊ดแบบชิ้นก่อน แต่พอพลิกหน้าแล้วหน้าเล่า ก็พบว่าซี๊ดแซ่บไม่ต่างจากงานชิ้นแรกเลย แค่ซู๊ดปากกันคนละแบบเท่านั้นเองคุณไอดา นำตัวบทงานสองสามชิ้นขึ้นมาโชว์ให้เห็นถึงความแปลกแปร่งไม่ลงกรอบของงานสายรางวัล โดยยกตัวอย่างตัวบทพร้อมความคิดเห็นของคุณไอดาแทรกประกอบไปกับตัวบทด้วยดูเผินๆ งานชิ้นนี้ดูจะธรรมดา ธรรมดา เหมือนเป็นบทวิจารณ์วรรณกรรมทั่วไปที่พบเห็นได้ในนิตยสาร หรือสื่อแขนงอื่นๆแต่พอลองอ่านงานชิ้นนี้ แบบ Close Read (พิมพ์เองยังรู้สึกเท่) ก็เห็นถึงความน่าสนใจอย่างหนึ่ง ซึ่งนำมาสู่คำถามง่ายๆว่า “งานเขียนที่ดี ต้องมีรูปร่างหน้าตาแบบไหน”ข้อเขียนชิ้นนี้อาจจะแค่ต้องการนำงานนอกระบบสายพานการผลิตสู่โพเดี้ยมรับรางวัล มาโชว์ให้ดูว่าตัวบทเหล่านี้ก็น่าสนใจไม่หยอกนะ แต่โทษที ไม่ได้รางวัลหรอกนะ ซอรี่ ซอรี่ เอาไว้ว่ากันใหม่ แต่ช้าก่อนมิตรสหาย....ผมบอกเลยว่า ในความซอรี่ซอรี่เนี่ยแหละที่น่าสนใจ เพราะมันชวนให้ตั้งคำถามว่า เอ้า แล้วทำไมงานพวกนี้ถึงต้องถูกคัดออกไปด้วย (วะ) สำหรับคำตอบของคำถามที่ดูจะคลิเช่นี้ ผมอยากให้ลองไปอ่านจากงานชิ้นนี้กันเอาเองนะครับ ว่าท้ายที่สุดแล้วคุณไอดาพาเราไปสู่คำตอบนี้อย่างไร ไม่มากก็น้อย น่าจะถูกใจมิตรสหายหลายท่าน ที่ผมนึกหน้าออกเลยว่า ตอนอ่านงานชิ้นนี้ต้องมีตบเข่าฉาดเบาๆกันบ้างแหละหน่า แบบว่าโดนใจกันไม่น้อยเลยทีเดียวงานทั้งสองชิ้นในหนังสือเล่มนี้ ก็ยังคงคอนเซปของการชวนให้คิดใหม่ หรือหากพูดแบบวิชาการเท่ๆหน่อย ก็คงเป็นงานแบบพวก “หลัง…” หรือ “Post” อะไรซักอย่าง ซึ่งถ้าจะต้องนิยามสไตล์แบบ “หลัง” ผมคิดว่างานของคุณไอดาคงจะเป็นงานประเภท “หลังระบอบคุณค่า” ที่ทำให้คุณค่าที่คนนั้นคนนี้กำหนดมาให้ ต้องถูกนำมาปอกเปลือกกันใหม่ เพื่อหาคุณค่าที่แท้จริงที่ถูกทำให้ลืมเลือนลบหายไป งานของคุณไอดา เป็นงานประเภทนี้เสมอมาครับปัจฉิมลิขิต. ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหนังสือเล่มนี้ แต่แปลกใจยังไงไม่รู้ เวลาอ่านงานเขียนของคุณไอดาทุกครั้ง จะอ่านโดยเสมือนกับได้ยินคุณไอดามาบรรยายข้อเขียนชิ้นนี้ให้ฟัง ทั้งน้ำเสียงและจังหวะคือมาครบถ้วนชัดเจน ใครไม่เคยฟังแนะนำว่าในยูทูปมีวีดีโอการบรรยายย้อนหลังของคุณไอดาในบางงานให้ดูนะครับ ดูแล้วอาจจะได้ซึมซับจังหวะและน้ำเสียงมาแบบผมก็เป็นด้ายยยยย
Paquan Kan16 reviews15 followersFollowFollowApril 19, 2026บันทึกความรู้สึกหลังอ่าน เขียนเราเลือกเล่มนี้เพรา���เห็นว่ามีอะไรเกี่ยวกับมานุษยวิทยาและมีแมวบนปก คงจะเป็นงานกึ่งวิชาการที่เล่าเรื่องการบันทึกภาคสนามอะไรทำนองนี้ แต่ 'เขียน' เป็นการตั้งข้อสังเกตและคำถามต่อสถานะ/ฐานะของงานเขียนและคนเขียน ในเล่มมี 2 เรื่องคือ (1) สิรินธรวรรณา ป้าริตต้ากับป้าอุ๊ และ (2) ผิดพาน โดยรวม เราชอบวีธีการเล่าที่เหมือนเรื่องซ้อนเรื่อง หยิบเรื่องหนึ่งมาผ่าให้ดูว่ามีอะไรซ่อนอยู่บ้าง สิ่งที่เลือกเขียน ความคิด ภาษาในการเล่าเรื่อง โดยเฉพาะมิติพื้นเพภูมิหลังของคนเขียนที่ทำให้งานถูกยอมรับหรือมีที่ทางในสังคมแบบไหนยังไง อ่าน เขียน ไปก็ทำให้เราตั้งคำถามว่าถ้าเราอ่านของทุกคนที่ถูกเลือกมาโดยไม่รู้ชื่อ ไม่รู้สถานะ/ฐานะของพวกเขา เราจะยังให้คุณค่างานแต่ละชิ้นอย่างที่เป็นอยู่ไหม (ออกตัวว่า)ในฐานะอดีตนักศึกษาที่เคยเรียนกับ อ.สายพิณ ดีใจกับรุ่นน้องได้ฟังบรรยายผู้เขียน เขียนในคลาสด้วย เพลินมาก สนุกมาก รวดเดียวจบ
Bannarot93 reviews7 followersFollowFollowApril 8, 20265ความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลหลังการอ่านเขียน นอกจากการสำนึกและสำเหนียกกับอภิสิทธิ์ทางการอ่านและการเขียนที่ตนมีโอกาสที่จะมีด้วย ‘บาปกำเนิด’ ทางชนชั้น อภิสิทธิ์ที่สามารถมีเวลามากพอได้อ่าน มีเวลาเหลือเพราะไม่ต้องทุ่มทั้งวันหน้าดำหน้าแดงลงแรงให้ได้เงินมาแค่ประทังค่าอาหารไปวันๆ อีกอย่างที่หวนคิดได้คือการกลับมาตั้งคำถามกับตำแหน่งแห่งที่ของการเขียน เราไม่ใช่นักเขียนข้อนั้นจริงอยู่ แต่มันพานให้นึกถึงงานเขียนทั้งหลายแหล่ที่เราได้อ่าน อันเป็นงานที่เรามีตำแหน่งแห่งที่มากพอที่จะ ‘ชายตาแล’ แล้วพูดถึงมันอย่างเป็นคุ้งเป็นแคว หลายครั้งก็กระดากที่พูดถึงมันแบบเข้าใจทั้งที่บางครั้งก็ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัวว่าตัวเอง ‘ไม่เข้าอกเข้าใจ’ มันได้อย่างจริงแท้ เพราะโดยกำพืดก็จะไม่มีวันรู้สึกรู้สาได้แบบนั้นแน่ๆงานทั้งสองชิ้นที่คุณไอดาจับมาวางคู่กันนี้เขียนห่างกันราวทศวรรษแต่พูดถึงหัวข้อและอารมณ์ความรู้สึกในทำนองเดียวกัน ชิ้นหนึ่งว่าด้วยมานุษยวิทยาของการเขียนงานมานุษยวิทยา ที่หยิบจับงานของผู้หญิงสี่คนมาวางเรียงกัน คนหนึ่งเป็นเจ้าหญิง คนหนึ่งเป็นนักเขียนหญิงรากหญ้า อีกสองคนเป็นคุณป้าที่แค่ฟังเรื่องเล่าจากคุณไอดาก็รู้สึกนับถือใจพวกแกสองคน หนึ่งเป็นนักวิชาการที่สะท้อนตัวเองได้อย่างตระหนักในที่ทางของตัวเอง สุดท้ายเป็นสามัญชนคนธรรมดาที่ก็ไม่มีโอกาสที่จะมีการศึกษาในระบบมาก แต่หัวใจธรรมดาก็เขียนมันออกมาอย่าง “การบอกตรงๆ ว่ามันไม่มี” (มันไม่มีอะไรเลยจริงๆ ทั้งตำแหน่งแห่งที่และความชอบธรรมอันใดในคนธรรมดา) — เป็นงานที่อ่านแล้วเห็นว่ามานุษยวิทยาอันเป็นศาสตร์ว่าด้วยการทำความเข้ามนุษย์นั้นมันมีกลไกทางธรรมชาติของการศึกษาที่จะทำให้ ‘เข้าอกเข้าใจมนุษย์’ ไม่เหมือนกัน มันมาพร้อมกับว่าใครเป็นผู้เล่า วิทยฐานะ ชนชั้น เพศ ทุกสิ่งอย่างของผู้เล่าที่เมื่อลงไปในสนามก็ล้วนแต่เป็นปัจจัยทั้งสิ้นว่าจะเข้าอกเข้าใจมนุษย์ในสนามนั้นแบบไหน สายตาที่มอง การปรับตัวและปฏิกิริยาต่อสนาม ตลอดจนการสะท้อนย้อนคิดถึงตัวเองก็สัมพันธ์กับปัจจัยข้างบนทั้งหมดอีกชิ้นคือการพูดถึงเรื่องสั้นในงานรางวัลวรรณกรรมพานแว่นฟ้า ที่ช่วงเวลาหนึ่ง ‘ส่งเสริม’ ให้กับงานเขียนที่ว่าด้วยประชาธิปไตย ซึ่งคุณไอดาได้เป็นหนึ่งในอนุกรรมการตัดสินเรื่องสั้น (ในปีหนึ่งที่เกิดเหตุดราม่ากรรมการชุดเก่าออกหม แล้วตั้งข้อสังเกตถึงที่ทางของเรื่องสั้นกลุ่มหนึ่งอันมีรูปแบบวิธีการเขียนและเนื้อหาที่จำเพาะนอกเหนือจาก ‘มาตรฐาน’ อันน่าหดหู่ของรางวัลวรรณกรรมในประเทศนี้ประมาณหนึ่ง แต่ดันเป็นภาพตัวแทนความเป็นอื่นที่กระทบกระเทียบ ‘ประชาธิปไตยแบบไทยๆ’ ได้ดีประมาณหนึ่งเช่นกัน แต่มากกว่านั้นคือ ที่ทางของคนเขียนที่สะท้อนออกมาจากงานต่างหาก เพราะแต่ละชิ้นที่ยกมามันเขียนจากประเด็นอันแทบจะปัจเจก เล็กจ้อย ดิบแต่สามัญ อันน่าจะเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ของประเทศนี้จะรู้สึก เป็นงานเขียนที่ “คุณ(และดิฉัน)ไม่มีปัญญาเขียนอะไรแบบนี้ได้หรอก” เพราะการไม่เคยผ่านโลกเช่นนั้นมาก็อาจเป็นส่วนหนึ่ง แต่บางคนและบางแห่งก็คือความคับแคบทื่อมะลื่อของวิธีคิด อันเป็นเหตุให้งานพวกนี้ไม่ได้อยู่ในสายตา เพราะมันเป็นอื่นมากกว่ามาตรฐานความเป็นอื่นที่จะยอมรับได้ (ขำแห้งๆ กับกรณีที่กรรมการชุดเก่าปฏิเสธต้นฉบับบางชิ้นที่เขียนด้วยลายมือ เพียงเพราะกฎ —ข้อกีดกันทึ่มๆ— เขียนไว้)ทั้งสองชิ้นเป็นข้อเขียนที่ทำให้เห็นความเป็นการเมืองของการเขียน ซึ่งจริงๆ มันสามัญมากเลยในการเรียนวรรณกรรมที่ผ่านมาว่างานเขียนมันไม่เคยเป็น ‘แค่’ ข้อเขียน และหวังว่าใครที่ได้อ่าน (และอยากให้ได้อ่านครับ) จะพอนึกออกว่าเราสมาทานแนวทางการเขียนเช่นไร