booonus13 reviewsFollowFollowJuly 9, 2026⊹ ࣪ ˖ วันเดียวจบ อ่านเพลินมาก ⭐️🏡🎈สำหรับใครที่ชอบดูหนัง อินซึ้งไปกับตัวละคร เราว่าคุณน่าจะลองอ่านเล่มนี้ดู ไม่ชอบก็อยากให้ลองส่งต่อให้คนอื่นดูก่อน ..”พวกเราไม่ใช่คนน่ากลัว แต่โลกต่างหาก ที่กลัวสำหรับคนแบบนี้“.ไม่รู้จะเริ่มรีวิวยังไงเลย เรื่องราวพาเราดำดิ่งไปหลายมิติมาก ๆ หนึ่งสิ่งที่เหมือนกันเลยคือ (อิงจากคำโปรยหลังเล่ม ไม่สปอยล์)“ความปราถนาที่อยากจะ ฆตต” ของตัวละครในเรื่อง คือ เรารู้สึกว่า ถ้าในโลกความเป็นจริง เรื่องราวทั้งหมด มันลงเอย สะสางจบเหมือนในเรื่องจะดีมาก แต่พอเราอ่านจบ ครุ่คริ่นเราก็รู้ว่าชีวิตภายนอกไม่ได้สวยหรูแบบนั้น ยังมีผู้คนที่ suffer จากการ ถูกริดรอนสิทธิ ทารุณ ต่าง ๆ เฉกเช่นในหนังสือเล่มนี้ (เราขอไม่ลงดีเทล แต่มี tw เตือนไว้หน้าแรก ๆ ในเล่ม ) ..เหมือนได้ดูหนังเรื่องนึงเลย ระหว่างเราอ่านตัวอักษรบนหน้า จินตานาการก็ฉายภาพขึ้น หรือเพราะเป็นคนชอบหนังแนว coming of age, drama ฉายเป็นฉากต่อฉาก เราไม่ค่อยได้รับexperience แบบนี้มากเท่าไหร่ในเล่มที่เคยอ่าน ๆ มา แต่เล่มนี้ทำงานกับเราได้ หรือ อาจเจอแนวที่ชอบอาจเพราะเราอ่านถูก timing พอดี รึเปล่า ตอนดิ่งดาวน์ :).. พออ่านจบรู้เลยจะติด top 3 หนังสือของ ps คือแบบ เราอยากให้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ได้ลองอ่านเล่มนี้สักครั้ง- ลองฟังเสียงลมหายใจริดรอนสุดท้ายของคนที่ปราถนาจะไม่อยากอยู่แล้ว เล่มนี้ทำให้เราได้คิดอะไรหลายอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเยอะมาก สอนข้อคิดในการ เป็นผู้ฟังที่ดี การไม่รีบ judge การไม่เป็น people pleaser มากไป และการ ใจดีกับตัวเอง เราเดาว่า ผู้แต่งคงมีความเป็น infj ในเรื่องสูงมาก but that’s not the point อย่างที่เราบอกไป เล่มนี้ “อ่านได้ทุกคน“ คุณจะได้สัมผัสทั้ง drama, mystery, romcomที่ใส่มาไม่ให้ตึงเครียดเกิน ตอนอ่านทั้งเรื่องคือ📉📉📈📉📈📈📈📈📉📉 😭เป็นเล่มที่อ่านติดมือมาก อยากกอดพวกแกทุกคน อยากส่งต่อความรู้สึกห่วงใยให้คนที่กำลังประสบพงเจอ และกำลังอ่านรีวิวของเราอยู่ตอนนี้ด้วย เก่งมากเลยนะ❤️🩹🫂 อย่างที่บทสรุปบอก ”ความตายไม่อาจจางหายไป แต่เป็นทางเลือกสุดท้าย ที่สงบ เมื่อใจเราไม่อยากสานต่ออะไรแล้ว“ ไว้ไปหาของอร่อยกินนะ
SunflowerRead57 reviews1 followerFollowFollowApril 29, 2026เรื่องราวของ “ปราณ” เด็กหนุ่มที่สูญเสียครอบครัวทั้งหมดจากอุบัติเหตุในคราวเดียว สิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่แค่ความว่างเปล่า แต่คือความรู้สึกผิดที่ตัวเองยังมีชีวิตอยู่ต่อไปปราณมีความสามารถพิเศษในการมองเห็น “สีของอารมณ์” ของผู้คน และสีที่เขามองเห็นจากตัวเองในกระจก คือสีของความหมดอาลัยตายอยาก — สีที่มีเพียงคนที่ไม่อยากอยู่ต่อแล้วเท่านั้นจะมีหลังงานศพ เขาใช้ชีวิตจมอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำของทุกคนในครอบครัวจนกระทั่งวันหนึ่ง เพื่อนมาหา… และปราณเห็น “สีเดียวกันนั้น” จากตัวของเพื่อนเขาจึงตัดสินใจทำบางอย่างเพื่อช่วยชีวิตคนตรงหน้าจากบ้านที่เคยเป็นที่เก็บความทรงจำค่อย ๆ กลายเป็น “ที่พักใจ”และในที่สุด ก็กลายเป็นเซฟเฮาส์ของคนที่ไม่อยากอยู่ต่อไป แต่ก็ยังไม่อยากตาย———————————นี่คือนิยายที่เรียกได้ว่า “อบอุ่น” และ “ฮีลใจ”ถ้าไม่นับรวมบาดแผลลึก ๆ ของตัวละครแต่ละคนที่ต้องเผชิญอยากเตือนไว้นิดนึงว่า 2–3 บทแรกค่อนข้างทริกเกอร์ โดยเฉพาะกับคนที่เคยสูญเสียคนในครอบครัว เพราะมันพาเราดิ่งไปพร้อมกับตัวละครแบบไม่ปรานี แต่ถ้าผ่านช่วงนั้นมาได้ เรื่องจะค่อย ๆ เปิดไปสู่ชีวิตและบาดแผลของตัวละครอื่นแทนสิ่งที่เราชอบมากคือ หนังสือเล่มนี้ “ไม่สั่งสอน”มันไม่ได้พยายามบอกว่าคนที่อยากตายควรคิดยังไง หรือควรเข้มแข็งแบบไหนไม่มีการลดทอนความเจ็บปวดของใครไม่มีการเปรียบเทียบว่าใครทุกข์มากกว่าใครมันเป็นสิ่งที่คนที่เคยอยู่จุดนั้นเค้าคุยกันจริง ๆหนังสือเล่มนี้ยังทำให้เรารู้สึกว่า“ครอบครัว” ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่เราเกิดมาแล้วได้มาเท่านั้นแต่เป็นสิ่งที่เราสามารถ “เลือกสร้าง” ได้ผ่านความสัมพันธ์ การอยู่ข้างกัน และการหยิบยื่นสิ่งเล็ก ๆ ให้กันในวันที่ยากที่สุดรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างการที่ปราณมีเงินจากประกันชีวิตของครอบครัวยิ่งทำให้ “เซฟเฮาส์” แห่งนี้ดูเป็นไปได้จริงมากขึ้นเพราะในโลกความเป็นจริงการมีที่ปลอดภัย มีอาหาร มีน้ำและมีใครสักคนรออยู่มันคือความหรูหราสำหรับคนที่กำลังจะพัง(บ้าเอ้ย… สุดท้ายเราก็แพ้ให้ทุนนิยมอยู่ดี)———————————สรุปโดยรวม นี่คืออีกหนึ่งเล่มที่ “ครบรส” มากตัวละครทุกตัวมีที่มา มีบาดแผล และมีบทสรุปของตัวเองและสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือสายตาของนักเขียนที่มองเห็น “ความงามของเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิต”ซึ่งเป็นความสามารถที่น่าอิจฉามากจริง ๆใครชอบรีวิว แวะมาทักทายกันได้ที่ช่องทานตะวันอ่าน ในทุกแพลตฟอร์มค่ะ 🌻
chapterly75 reviews1 followerFollowFollowReadJuly 16, 2026น้องเชปเตอร์อ่านจบแล้วนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ เพราะไม่รู้จะหยิบความรู้สึกตรงไหนมาเล่าก่อนดี หนังสือเล่มนี้พาเราเดินเข้าไปในหัวใจของผู้คนหลายคนที่กำลังแบกบาดแผลเอาไว้ แต่ละคนมีเหตุผล มีอดีต และมีความเจ็บที่แตกต่างกัน จนบางครั้งเราก็เผลอถามตัวเองว่า ถ้าชีวิตจริงมีโอกาสให้ทุกคนได้เจอทางออกแบบในหนังสือก็คงดี เพราะในโลกข้างนอก ยังมีคนอีกมากที่ต้องเผชิญกับการถูกทำร้าย การถูกมองข้าม และความเหนื่อยล้าที่ไม่มีใครมองเห็นระหว่างอ่าน น้องเชปเตอร์รู้สึกเหมือนกำลังดูภาพยนตร์ดี ๆ สักเรื่อง ทุกฉากค่อย ๆ ฉายขึ้นในหัวโดยไม่ต้องพยายามเลย ทั้งบรรยากาศ สีหน้า น้ำเสียงของตัวละคร มันไหลลื่นจนลืมไปว่ากำลังอ่านหนังสืออยู่ มีทั้งช่วงที่อบอุ่น มีรอยยิ้มเล็ก ๆ ให้หายใจได้บ้าง ก่อนจะพาเรากลับไปเจอความจริงที่หน่วงหัวใจอีกครั้ง จังหวะของเรื่องทำงานกับอารมณ์ได้ดีมาก จนวางไม่ลง เพราะอยากรู้ว่าท้ายที่สุดแล้วคนเหล่านี้จะพาตัวเองไปถึงตรงไหนสิ่งที่น้องเชปเตอร์ชอบที่สุดคือ หนังสือไม่ได้พยายามบอกว่าความเศร้าจะหายไป หรือทุกอย่างจะจบลงอย่างสวยงาม แต่มันค่อย ๆ เตือนว่า เราไม่มีทางรู้เลยว่าคนตรงหน้าผ่านอะไรมาบ้าง จึงไม่ควรรีบตัดสินใครจากช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เราเห็น มันยังทำให้ย้อนกลับมามองตัวเองว่า หลายครั้งเราพยายามเป็นคนที่ทุกคนพอใจ จนลืมถามหัวใจตัวเองว่าเหนื่อยหรือยังพอปิดเล่ม น้องเชปเตอร์ไม่ได้จำแค่เนื้อเรื่อง แต่จำความรู้สึกที่หนังสือทิ้งไว้ มันเป็นความเงียบที่ไม่ได้น่ากลัว แต่ชวนให้หันกลับมาดูแลตัวเองมากขึ้น และอยากส่งต่อความอ่อนโยนให้คนรอบข้างมากกว่าเดิม ถ้าช่วงนี้หัวใจของใครกำลังหนัก หนังสือเล่มนี้อาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาทุกอย่าง แต่บางที...มันอาจทำให้รู้สึกว่าบนโลกใบนี้ ยังมีคนที่เข้าใจความรู้สึกนั้นอยู่เหมือนกัน