Jump to ratings and reviews
Rate this book

Safe House อนุญาตให้เศร้าได้แป๊บนึง

Rate this book
“คนเราชอบมองหาเรื่องมหัศจรรย์ เฝ้ารอให้เกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่กับตัวเอง
แต่จริงๆ ถ้าเราอยู่กับห้วงเวลาปัจจุบันมากพอ
ความมหัศจรรย์มันเกิดตลอดเวลาเลยนะ”

เขียวอมฟ้าคือสดชื่น ชมพูอ่อนคือความสบายใจ ประกายสีทองคือความหวัง ‘ปราณ’ เติบโตมากับการมองเห็นสีของอารมณ์มนุษย์ กระทั่งค้นพบแดงก่ำอมเขียวคล้ำที่แปลความหมายได้ว่าเป็นความรู้สึก ‘อยากตาย’ ไม่เพียงแต่ในเงาสะท้อนของกระจก แต่เป็นบนร่างของผู้คนรอบกาย

คนแล้วคนเล่าที่พบพานผ่านพายุสีเศร้าโศก ปราณชักชวนให้มาอาศัยอยู่ด้วยกันในเซฟเฮ้าส์ที่เคยเดียวดาย พื้นที่ที่แยกขาดจากการเสแสร้งว่าสบายดี พื้นที่ที่อนุญาตให้ได้ร้องไห้และร้าวราน พื้นที่ที่จะเอ่ย ‘ยินดีต้อนรับกลับบ้าน’ แด่ทุกชีวิตที่ไม่มีบ้านให้กลับไป

256 pages, Paperback

Published March 1, 2026

Loading...
Loading...

About the author

Associated Names:
Notthi Sasiwimon (English profile)

นทธี ศศิวิมล เป็นนามปากกาของนทธี ศศิวิมล สุระเดชชะมงคล นักเขียนหญิงชาวไทย

ประวัติส่วนตัว
นทธีเกิดเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2524 บิดาเสียชีวิตตอนอายุแปดขวบ เนื่องจากสมาชิกครอบครัวฝั่งบิดาหลายคนประกอบอาชีพในวงการแพทย์ มารดาจึงผลักดันให้เรียนต่อสาขาพยาบาล หลังจากจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 นทธีจึงเข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ ทว่าหลังผ่านไปหนึ่งปีได้ตัดสินใจลาออกเพราะปัญหาความเครียด

ต่อมานทธีเข้าศึกษาที่คณะวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทว่าเกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตกขึ้นมากะทันหัน ส่งผลให้สถานะการเงินไม่เอื้ออำนวยจนไม่สามารถเรียนต่อได้ นทธีจึงเปลี่ยนมาเรียนคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาไทยแทน

ภายหลังเรียนจบได้เข้าทำงานเป็นครูภาษาไทย ก่อนจะย้ายไปทำงานที่ฝ่ายพิสูจน์อักษร สำนักพิมพ์นานมี หลังจากทำงานอยู่สามปีก็ได้ลาออกเพื่อมาเรียนต่อคณะจิตวิทยาคลินิก มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังสำเร็จการศึกษาก็เริ่มงานเป็นนักจิตวิทยาอยู่ที่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต แต่เพราะปัญหาด้านสุขภาพและตั้งท้องลูกคนแรก จึงตัดสินใจลาออกมาอยู่บ้าน และเริ่มพึ่งพาการเขียนหนังสือเป็นอาชีพหลัก

นทธีสมรสกับจารี จันทราภาในปีพ.ศ. 2557 มีลูกด้วยกันสองคน

ผลงาน
ระหว่างที่ทำงานอยู่สำนักพิมพ์ นทธีลองส่งผลงานเรื่องสั้นเข้าประกวดรางวัลรายอินทร์อะวอร์ดตามคำแนะนำของบรรณาธิการ โดยผลงานเรื่องสั้น 'กระต่ายตายแล้ว' ได้เข้ารอบตีพิมพ์รางวัลนายอินทร์อะวอร์ด รวมเล่มตีพิมพ์ในหนังสือสมภารระดับ 8 (2550) ต่อมาเรื่องสั้น 'ดอยรวก' ได้รับรางวัลชนะเลิศนายอินทร์อะวอร์ดประเภทเรื่องสั้นปี 2551

นอกจากงานเขียนแนวผีสาง-ลี้ลับ ซึ่งทำให้นทธีเป็นที่รู้จักแล้ว นทธียังมีผลงานแนวอื่นอีกด้วย เช่น เต้นรำไปบนท่อนแขนอ่อนนุ่ม (2555) ที่กล่าวถึงบทบาทของผู้หญิงในหลายแง่มุม และจดหมายจากดาวแมว (2568) ที่แสดงถึงความรักความผูกพันระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยง

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
1 (14%)
4 stars
3 (42%)
3 stars
3 (42%)
2 stars
0 (0%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 3 of 3 reviews
Profile Image for booonus.
13 reviews
July 9, 2026
⊹ ࣪ ˖ วันเดียวจบ อ่านเพลินมาก ⭐️🏡🎈
สำหรับใครที่ชอบดูหนัง อินซึ้งไปกับตัวละคร เราว่าคุณน่าจะลองอ่านเล่มนี้ดู ไม่ชอบก็อยากให้ลองส่งต่อให้คนอื่นดูก่อน
.
.”พวกเราไม่ใช่คนน่ากลัว แต่โลกต่างหาก
ที่กลัวสำหรับคนแบบนี้“
.
ไม่รู้จะเริ่มรีวิวยังไงเลย เรื่องราวพาเราดำดิ่งไปหลายมิติมาก ๆ หนึ่งสิ่งที่เหมือนกันเลยคือ (อิงจากคำโปรยหลังเล่ม ไม่สปอยล์)
“ความปราถนาที่อยากจะ ฆตต” ของตัวละครในเรื่อง
คือ เรารู้สึกว่า ถ้าในโลกความเป็นจริง เรื่องราวทั้งหมด มันลงเอย สะสางจบเหมือนในเรื่องจะดีมาก แต่พอเราอ่านจบ ครุ่คริ่นเราก็รู้ว่าชีวิตภายนอกไม่ได้สวยหรูแบบนั้น ยังมีผู้คนที่ suffer จากการ ถูกริดรอนสิทธิ ทารุณ ต่าง ๆ เฉกเช่นในหนังสือเล่มนี้ (เราขอไม่ลงดีเทล แต่มี tw เตือนไว้หน้าแรก ๆ ในเล่ม )
.
.
เหมือนได้ดูหนังเรื่องนึงเลย ระหว่างเราอ่านตัวอักษรบนหน้า จินตานาการก็ฉายภาพขึ้น หรือเพราะเป็นคนชอบหนังแนว coming of age, drama ฉายเป็นฉากต่อฉาก เราไม่ค่อยได้รับexperience แบบนี้มากเท่าไหร่ในเล่มที่เคยอ่าน ๆ มา แต่เล่มนี้ทำงานกับเราได้ หรือ อาจเจอแนวที่ชอบอาจเพราะเราอ่านถูก timing พอดี รึเปล่า ตอนดิ่งดาวน์ :)
.
. พออ่านจบรู้เลยจะติด top 3 หนังสือของ ps คือแบบ เราอยากให้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ได้ลองอ่านเล่มนี้สักครั้ง- ลองฟังเสียงลมหายใจริดรอนสุดท้ายของคนที่ปราถนาจะไม่อยากอยู่แล้ว

เล่มนี้ทำให้เราได้คิดอะไรหลายอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเยอะมาก สอนข้อคิดในการ เป็นผู้ฟังที่ดี การไม่รีบ judge การไม่เป็น people pleaser มากไป และการ ใจดีกับตัวเอง

เราเดาว่า ผู้แต่งคงมีความเป็น infj ในเรื่องสูงมาก but that’s not the point อย่างที่เราบอกไป เล่มนี้ “อ่านได้ทุกคน“ คุณจะได้สัมผัสทั้ง drama, mystery, romcomที่ใส่มาไม่ให้ตึงเครียดเกิน ตอนอ่านทั้งเรื่องคือ📉📉📈📉📈📈📈📈📉📉 😭

เป็นเล่มที่อ่านติดมือมาก อยากกอดพวกแกทุกคน อยากส่งต่อความรู้สึกห่วงใยให้คนที่กำลังประสบพงเจอ และกำลังอ่านรีวิวของเราอยู่ตอนนี้ด้วย เก่งมากเลยนะ❤️‍🩹🫂 อย่างที่บทสรุปบอก
”ความตายไม่อาจจางหายไป แต่เป็นทางเลือกสุดท้าย ที่สงบ เมื่อใจเราไม่อยากสานต่ออะไรแล้ว“ ไว้ไปหาของอร่อยกินนะ
Profile Image for SunflowerRead.
57 reviews1 follower
April 29, 2026
เรื่องราวของ “ปราณ” เด็กหนุ่มที่สูญเสียครอบครัวทั้งหมดจากอุบัติเหตุในคราวเดียว สิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่แค่ความว่างเปล่า แต่คือความรู้สึกผิดที่ตัวเองยังมีชีวิตอยู่ต่อไป

ปราณมีความสามารถพิเศษในการมองเห็น “สีของอารมณ์” ของผู้คน และสีที่เขามองเห็นจากตัวเองในกระจก คือสีของความหมดอาลัยตายอยาก
— สีที่มีเพียงคนที่ไม่อยากอยู่ต่อแล้วเท่านั้นจะมี

หลังงานศพ เขาใช้ชีวิตจมอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำของทุกคนในครอบครัว
จนกระทั่งวันหนึ่ง เพื่อนมาหา… และปราณเห็น “สีเดียวกันนั้น” จากตัวของเพื่อน

เขาจึงตัดสินใจทำบางอย่าง
เพื่อช่วยชีวิตคนตรงหน้า

จากบ้านที่เคยเป็นที่เก็บความทรงจำ
ค่อย ๆ กลายเป็น “ที่พักใจ”
และในที่สุด ก็กลายเป็นเซฟเฮาส์ของคนที่ไม่อยากอยู่ต่อไป แต่ก็ยังไม่อยากตาย

———————————

นี่คือนิยายที่เรียกได้ว่า “อบอุ่น” และ “ฮีลใจ”
ถ้าไม่นับรวมบาดแผลลึก ๆ ของตัวละครแต่ละคนที่ต้องเผชิญ

อยากเตือนไว้นิดนึงว่า 2–3 บทแรกค่อนข้างทริกเกอร์ โดยเฉพาะกับคนที่เคยสูญเสียคนในครอบครัว เพราะมันพาเราดิ่งไปพร้อมกับตัวละครแบบไม่ปรานี แต่ถ้าผ่านช่วงนั้นมาได้ เรื่องจะค่อย ๆ เปิดไปสู่ชีวิตและบาดแผลของตัวละครอื่นแทน

สิ่งที่เราชอบมากคือ หนังสือเล่มนี้ “ไม่สั่งสอน”
มันไม่ได้พยายามบอกว่าคนที่อยากตายควรคิดยังไง หรือควรเข้มแข็งแบบไหน

ไม่มีการลดทอนความเจ็บปวดของใคร
ไม่มีการเปรียบเทียบว่าใครทุกข์มากกว่าใคร

มันเป็นสิ่งที่คนที่เคยอยู่จุดนั้นเค้าคุยกันจริง ๆ

หนังสือเล่มนี้ยังทำให้เรารู้สึกว่า
“ครอบครัว” ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่เราเกิดมาแล้วได้มาเท่านั้น
แต่เป็นสิ่งที่เราสามารถ “เลือกสร้าง” ได้
ผ่านความสัมพันธ์ การอยู่ข้างกัน และการหยิบยื่นสิ่งเล็ก ๆ ให้กันในวันที่ยากที่สุด

รายละเอียดเล็ก ๆ อย่างการที่ปราณมีเงินจากประกันชีวิตของครอบครัว
ยิ่งทำให้ “เซฟเฮาส์” แห่งนี้ดูเป็นไปได้จริงมากขึ้น

เพราะในโลกความเป็นจริง
การมีที่ปลอดภัย มีอาหาร มีน้ำ
และมีใครสักคนรออยู่
มันคือความหรูหราสำหรับคนที่กำลังจะพัง

(บ้าเอ้ย… สุดท้ายเราก็แพ้ให้ทุนนิยมอยู่ดี)

———————————

สรุปโดยรวม นี่คืออีกหนึ่งเล่มที่ “ครบรส” มาก
ตัวละครทุกตัวมีที่มา มีบาดแผล และมีบทสรุปของตัวเอง

และสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ
สายตาของนักเขียนที่มองเห็น “ความงามของเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิต”

ซึ่งเป็นความสามารถที่น่าอิจฉามากจริง ๆ

ใครชอบรีวิว แวะมาทักทายกันได้ที่ช่องทานตะวันอ่าน ในทุกแพลตฟอร์มค่ะ 🌻
Profile Image for chapterly.
75 reviews1 follower
Read
July 16, 2026
น้องเชปเตอร์อ่านจบแล้วนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ เพราะไม่รู้จะหยิบความรู้สึกตรงไหนมาเล่าก่อนดี หนังสือเล่มนี้พาเราเดินเข้าไปในหัวใจของผู้คนหลายคนที่กำลังแบกบาดแผลเอาไว้ แต่ละคนมีเหตุผล มีอดีต และมีความเจ็บที่แตกต่างกัน จนบางครั้งเราก็เผลอถามตัวเองว่า ถ้าชีวิตจริงมีโอกาสให้ทุกคนได้เจอทางออกแบบในหนังสือก็คงดี เพราะในโลกข้างนอก ยังมีคนอีกมากที่ต้องเผชิญกับการถูกทำร้าย การถูกมองข้าม และความเหนื่อยล้าที่ไม่มีใครมองเห็น

ระหว่างอ่าน น้องเชปเตอร์รู้สึกเหมือนกำลังดูภาพยนตร์ดี ๆ สักเรื่อง ทุกฉากค่อย ๆ ฉายขึ้นในหัวโดยไม่ต้องพยายามเลย ทั้งบรรยากาศ สีหน้า น้ำเสียงของตัวละคร มันไหลลื่นจนลืมไปว่ากำลังอ่านหนังสืออยู่ มีทั้งช่วงที่อบอุ่น มีรอยยิ้มเล็ก ๆ ให้หายใจได้บ้าง ก่อนจะพาเรากลับไปเจอความจริงที่หน่วงหัวใจอีกครั้ง จังหวะของเรื่องทำงานกับอารมณ์ได้ดีมาก จนวางไม่ลง เพราะอยากรู้ว่าท้ายที่สุดแล้วคนเหล่านี้จะพาตัวเองไปถึงตรงไหน

สิ่งที่น้องเชปเตอร์ชอบที่สุดคือ หนังสือไม่ได้พยายามบอกว่าความเศร้าจะหายไป หรือทุกอย่างจะจบลงอย่างสวยงาม แต่มันค่อย ๆ เตือนว่า เราไม่มีทางรู้เลยว่าคนตรงหน้าผ่านอะไรมาบ้าง จึงไม่ควรรีบตัดสินใครจากช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เราเห็น มันยังทำให้ย้อนกลับมามองตัวเองว่า หลายครั้งเราพยายามเป็นคนที่ทุกคนพอใจ จนลืมถามหัวใจตัวเองว่าเหนื่อยหรือยัง

พอปิดเล่ม น้องเชปเตอร์ไม่ได้จำแค่เนื้อเรื่อง แต่จำความรู้สึกที่หนังสือทิ้งไว้ มันเป็นความเงียบที่ไม่ได้น่ากลัว แต่ชวนให้หันกลับมาดูแลตัวเองมากขึ้น และอยากส่งต่อความอ่อนโยนให้คนรอบข้างมากกว่าเดิม ถ้าช่วงนี้หัวใจของใครกำลังหนัก หนังสือเล่มนี้อาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาทุกอย่าง แต่บางที...มันอาจทำให้รู้สึกว่าบนโลกใบนี้ ยังมีคนที่เข้าใจความรู้สึกนั้นอยู่เหมือนกัน
Displaying 1 - 3 of 3 reviews