Jump to ratings and reviews
Rate this book

บ้านนี้ไม่มีรัก : วิกฤตการดูแล การล้มล้างระบบครอบครัว และ Birthcare Center

Rate this book
ทลายมายาคติของครอบครัวแสนสุข ผ่านบทวิเคราะห์หนังและซีรีส์อย่าง Parasite, Squid Game และอื่นๆ สู่การออกแบบที่ขยายให้การดูแล ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของแม่หรือพ่อ
‘บ้านนี้ไม่มีรัก’ รับวันสตรีสากล
วิกฤตการดูแล การล้มล้างระบบครอบครัว และ Birthcare Center โดย สรวิศ ชัยนาม

“เมื่อคำว่า 'รัก' กลายเป็นกับดัก 'การมีลูก' คือเรื่องสยองขวัญบทใหม่ และ ‘บ้าน' ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป”

ในยุคที่ทุนนิยมแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของชีวิต แม้แต่พื้นที่ที่ดูอบอุ่นที่สุดอย่าง 'บ้าน" และ "ความรักของแม่ก็ไม่อาจรอดพ้นจากการถูกกัดกินจนบิดเบี้ยว หนังสือเล่มนี้จะพาคุณไปสำรวจวิวัฒนาการของครอบครัวและรื้อถอนภาพมายาคติ 'ครอบครัวแสนสุข’ ที่สะกดเราทุกคนไว้

ผู้เขียนตั้งคำถามและท้าทายความเชื่อเดิมของเราที่มีต่อครอบครัว ภาระหน้าที่ในการดูแลและการผลิตซ้ำทางสังคม รวมถึง วิกฤตการดูแลที่กำลังทวีความรุนแรงอย่างเงียบเชียบ พร้อมเจาะลึกสภาวะ ‘นรกโซซ็อน’ และวิกฤตทางสังคมผ่านเลนส์ป๊อปคัลเจอร์เกาหลี ตั้งแต่ความโหดร้ายใน Squid Game และ Parasite สู่หายนะใน Concrete Utopia ไปจนถึงตลกร้ายที่ขำไม่ออกใน Birthcare Center

‘บ้านนี้ไม่มีรัก’ ไม่ได้แค่วิเคราะห์ถึงความพังพินาศของครอบครัวภายใต้ระบบทุนนิยม แต่ยังนำเสนอทางออกแบบถึงราก ทางออกที่ไม่ได้มุ่งทำลายความรัก ความสัมพันธ์หรือพรากครอบครัวไปจากใคร แต่คือการ ‘ขยาย’ ครอบครัวออกไปเพื่อทำให้ การดูแลกลายเป็นเรื่องของส่วนรวม

--

“พวกคอมมิวนิสต์จ้องจะเล่นคนในบ้านคุณ” “ได้สิ เข้ามาเลย!”

“สัจนิยมแบบครอบครัว”

“สตรีนิยมของคน 1%”

นรกโชซ็อน พิมพ์เขียวที่โลกกำลังตามรอย

Birthcare Center ซีรีส์ระทึกขวัญที่ชวนตั้งคำถามเรื่องการผลิตซ้ำทางสังคม
ความเป็นแม่และความแปลกแยก

240 pages, Paperback

Published January 1, 2026

Loading...
Loading...

About the author

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
2 (18%)
4 stars
8 (72%)
3 stars
1 (9%)
2 stars
0 (0%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 5 of 5 reviews
Profile Image for Makmild.
847 reviews235 followers
May 12, 2026
**คำเตือน : หนังสือเล่มนี้ประกอบไปด้วยซีรี่ย์เกาหลีจำนวนมาก อ่านแล้วกรี๊ดตามไม่ไหว ฉันดูครบทุกเรื่องได้อย่างไร (ยกเว้นเรื่องใหญ่สุดคือเรื่องในปกหนังสือ lol)

บ้านนี้ไม่มีรักพูดถึงประเด็นของครอบครัวที่ไม่ได้มีแค่แสนสุข แต่แบกรับเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังแสนสาหัญ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของแม่ที่ต้องเลี้ยงลูก หรือลูกที่ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ในวัยชรา และพวกเราก็รู้กันดีว่าปัญหาพวกนี้มันหนักหนาขนาดไหน คำถามคือ มันเป็นหน้าที่ของครอบครัวเท่านั้นหรือที่ต้องดูแลกันและกัน? พอพูดแบบนี้ปุ๊บ ไอ้ลูกเนรคุณณณณณณณณณ พี่ ฟังผมก่อน

ในช่วงแรกของหนังสือจะอธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า "ทำไมครอบครัวคือชื่อที่เราตังให้กับวิกฤตการดูแล" ซึ่งเราชอบมากเลย สักเมื่อสี่ห้าปีก่อน เราเคยโดนมิตรสหาย (ก็ยังนับเป็นเพื่อนนะ) ฝ่ายทุนนิยมพูดประมาณว่า ถ้าโอเคกับคอมมิวนิสต์ก็หมายถึงเราจะทำให้ทรัพย์สินเป็นส่วนรวม รวมไปถึงแฟนของเราด้วยนะ ตอนนั้นก็งง งงจริงแบบ กูว่ามันไม่น่าใช่นะ มึงน่าจะเข้าใจอะไรผิด แต่ก็ไม่รู้จะเถียงยังไง ความรู้น้อย ตอนนี้รู้ละจะตอบอะไร แต่ไม่ตอบหรอก เปิดหน้าที่สิบให้อ่าน อะ กลับมาประเด็นหนังสือ ในช่วงต้นคือการอธิบายหัวข้อว่าทำไมครอบครัวเดี่ยวแบบที่เป็นอยู่มันเป็นปัญหาอย่างไร ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร และผลเสียของมันคืออะไร เรียกได้ว่าสร้างกรอบความคิดใหม่เรื่องครอบครัวในแบบคอมมิวนิสต์ที่ถูกต้อง (ไอ้อันบนมันสมกับเป็นฝ่ายขวาที่ไม่อ่านหนังสือจริงๆ)

ในส่วนที่สองเป็นช่วงเอากรอบข้างบนมาวิเคราะห์บริบทในหนังต่างๆ (จริงก็มีหนังทั้งเล่ม) โดยมีซีรี่ย์เรื่อง Birthcare center เป็นหลัก (ไม่เคยดู) โดยส่วนตัวแล้วเป็นส่วนที่เราชอบน้อยกว่าช่วงแรก อาจจะเพราะคิดว่า argument ที่จริงจังขนาดนี้คงยากจะเป็นจริงมันเลยอยู่ได้ในซีรี่ย์ แต่ก็พอเข้าใจว่าซีรี่ย์เกาหลีเป็นอะไรที่เหมาะกับการวิเคราะห์ จะมีประเทศไหนที่ฉายภาพทุนนิยมดิสโทเปียฝั่งตะวันออกไปมากกว่าเกาหลีอีกละ (ญี่ปุ่นนี่ยังไม่ใช่ มันยังมีภาพลักษณ์แบบฮีลใจหลงเหลืออยู่บ้างแม้จะเล็กน้อยด้วยคัลเจอร์ แต่เกาหลีคือ จะส่งออกแม้กระทั่งเรื่องทุนนิยมที่กดขี่ ซึ่งก็ดี)

ตอนอ่านช่วงที่สองเรานึกถึงข้อคิดของมิตรสหาย (คนละคนกับข้างบน) เรื่องการดูแลที่มากไปกว่าแค่ในครอบครัว แต่คือการดูแลแบบชุมชน ไม่ใช่ตลาดหรือทุนมารองรับการดูแล ปัจเจกไม่ใช่คำตอบของการดูแลกันและกัน เราคิดว่าในสังคมบ้านนอก (บ้านเราเอง) มันยังมีสายใยของการดูแลอยู่บ้าง (เหลือน้อยแล้วในรุ่นเรา แต่เรายังทันเห็นรุ่นพ่อกับแม่) คำว่าเด็กคนนึงทั้งหมู่บ้านช่วยกันเลี้ยงไม่เกินจริง บ้านไหนใครมีคนแก่ คนบ้านข้างๆ ก็จะเข้าไปช่วยดูในกรณีที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ คำว่าชุมชนจึงเป็นเหมือนครอบครัว และเราคิดว่า ในแง่นึงมันก็ขยายคำว่าครอบครัว แต่ในอีกแง่นึง คนเมือง หรือจะพูดอีกว่า คนหนุ่มสาว (โหยแก่) เกลียดภาวะแบบนี้ มิติของการดูแลที่ขยายมากกว่าครอบครัวมันนำมาซึ่งสายสัมพันธ์ที่น่ารำคาญด้วยเช่นกัน (ป้าข้างบ้านเป็นต้น) มันเป็นภาวะที่ทุนนิยมทำให้เราปัจเจกรู้สึกว่าเราดูแลตัวเองได้ พึ่งพาตัวเองได้ จนกระทั่งรำคาญสายสัมพันธ์ไป กว่าจะรู้ตัวว่าสายไป เพราะเงินไม่พอในการเลี้ยงดูตัวเอง (และครอบครัว) มันก็หมดตาข่ายสังคมตรงนี้ไปแล้ว เศร้ามาก

Profile Image for Pawarut Jongsirirag.
738 reviews149 followers
April 6, 2026
อยากจะกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลกว่า หนังสือเล่มนี้ของ อ.สรวิศ อ่านง่ายครับ (น้ำตาจะไหลจริงๆ)

แม้มันจะไม่ได้เป็นซีรีย์ต่อกันก็ตาม แต่ผมก็นับหนังสือเล่มเล็กบางของ อ.สรวิศ ที่ออกมาเฉลี่ยปีเล่มสองปีเล่ม ว่าเป็นซีรีย์
“ฝ่ายซ้ายโยนคำถาม” ที่ทำหน้าที่ชักชวนให้ฉุกคิดและตั้งคำถามต่อสังคมและทุนนิยมอยู่เสมอ

ตั้งแต่ ทำไมต้องตกหลุมรัก ที่ตั้งคำถามกับความรักในสังคมทุนนิยม เมื่อโลกซึมเศร้าที่ชวนให้คิดถึงสาเหตุของความซึมเศร้าที่สังคมอาจไม่เคยนึกถึง เพราะเราต่างขาดพร่อง ที่ชูประเด็นของเอนจอยเมนท์ พลังอำนาจที่แฝงอยู่ในตัวเราที่ทำให้อนุรักษ์นิยมและทุนนิยมยังคงมีพลังเสมอ

มาจนถึงเล่มนี้ “บ้านนี้ไม่มีรัก” ที่ชวนตั้งคำถามว่า แท้ที่จริงแล้ว หน่วยของสังคมที่เล็กที่สุดและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดอย่าง บ้าน อาจจะไม่ได้สวยงามอย่างที่เขาว่ากัน เพราะไม่แน่ว่า บ้านอันแสนงามหลังนี้อาจจะเป็นตัวการสำคัญที่สูบพลังกายและเวลาของคนในครอบครัวจนเหือดแห้ง เพื่อทำให้ทุนนิยม และเสรีนิยมใหม่ยังคงเบ่งบานและงอกเงยอยู่ตราบจนทุกวันนี้

เนื้อหาของเล่มยังคงแบ่งเป็นสองส่วนเหมือนเดิม คือ บทวางทฤษฎีและข้อโต้แย้งต่างๆ แล้วค่อยปิดท้ายด้วยบทวิเคราะห์ผ่านสื่อร่วมสมัยอย่างหนังและซีรีย์เพื่อแสดงให้เห็นว่า ประเด็นในบทแรกนั้น มันทำงานและมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร

ในส่วนเนื้อหา บอกตามตรงว่า ผมไม่กล้าสรุปเลย กลัวผิด (ฮา) แต่อย่างหนึ่งที่ค่อนข้างมั่นใจคือ ประเด็นที่ อ.สรวิศนำเสนอในเล่มนี้ ค่อนข้างเข้าใจง่าย และเห็นภาพได้เลยในทันที

อาจารย์พยายามชี้ให้เห็นว่า บ้าน เป็นอาวุธสำคัญอย่างหนึ่งของระบบทุนนิยมและเสรีนิยมใหม่ ในการผลิตซ้ำคุณค่าและหน้าที่ของความเป็นผู้หญิงว่าจะต้องมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร จะต้องเป็นแม่ที่ดี จะต้องเป็นเมียที่ดีอย่างไร ซึ่งการออกแบบโมเดลที่เกิดขึ้น นอกจากจะเป็นการกดทับภายใต้ระบบชายเป็นใหญ่เพื่อเป็นพลังให้ทุนนิยมอีกต่อหนึ่งแล้ว มันยังเป็นการออกแบบระบบ “หลังบ้าน” เพื่อสร้างทีมงานในการดูแลผู้ชายที่จะออกไปเป็นทัพหน้า ของการทำงานในโลกทุนนิยม เพื่อทำให้ระบบทุนนิยมยังคงเดินหน้าต่อไปได้

ที่แย่ยิ่งกว่านั้น และเป็นหัวใจของหนังสือเล่มนี้ คือ ระบบความคิดในเรื่องบ้าน ทำให้เกิดปัญหาสำคัญ 2 อย่าง คือ การแยกครอบครัวของ “เขา” กับครอบครัวของ “เรา” ออกจากกัน และสืบเนื่องให้การดูแลคนในครอบครัว กลายเป็นหน้าที่ของครอบครัวนั้นเพียงอย่างเดียว พูดง่ายๆว่า ครอบครัวใครครอบครัวมัน ดูแลกันเอง ก่อเกิดเป็นหน้าที่อันสิ้นหวังของคนในครอบครัวนั้นเอง

ทั้งการแยกขาด และหน้าที่ของใครของมัน เป็นสิ่งที่เกื้อหนุนและส่งเสริมกันตลอดเวลา ความรู้สึกของการแบ่งแยกทำให้เราสนใจเพียงครอบครัวของเรา และเข้าใจว่าหน้าที่การดูแลคนในสังคม หากผู้ที่ต้องการดูแลอยู่ในครอบครัวใด ก็เป็นหน้าที่ของครอบครัวนั้นเท่านั้นที่จะต้องดูแลสมาชิกของตนเอง ตัวฉันเองที่ไม่ใช่คนในครอบครัวของเขา ไม่มีหน้าที่ใดๆแม้แต่เพียงนิดเดียวที่จะต้องไปช่วยดูแล คนในครอบครัวอื่นเลย

การแยกขาดและโดดเดี่ยวนี้เอง นำมาสู่คำถามสำคัญว่า ระบบแบบนี้ มันคือสิ่งที่ควรจะเป็น และเราควรรักษามันไว้หรือไม่

อาจารย์ต้องการตั้งคำถามง่ายๆ ว่า มันจะดีกว่าไหม หากเ��าเปลี่ยนแปลงระบบของบ้านซึ่งนำไปสู่ภาพจำและการรับรู้ ที่แยกขาดบ้านของใครของมันออกไป รื้อร้างและสร้างใหม่ให้เป็นระบบ บ้านและครอบครัวของเราทุกคนอันเป็นสากล (ใครสนใจเรื่องความเป็นสากล อ่านได้จากเล่มเพราะเราต่างขาดพร่องได้) ที่คนทุกคนต่างเป็นสมาชิกในบ้านเดียวกัน ช่วยเหลือดูแลทุกคนในสังคมด้วยกัน ไม่ใช่โยนภาระและหน้าที่การดูแลให้เป็นเรื่องของสมาชิกในบ้านใครบ้านมัน ซึ่งสุดท้ายแล้วมันก็มักจะตกไปอยู่ในมือของหญิงสาวในบ้านหลังนั้น ก่อรูปเป็นงานที่ไม่มีค่าแรง ไม่มีใครสนใจและเหลียวแล จนอาจจะถูกมองว่า การดูแล ไม่ใช่ “งาน” เสียด้วยซ้ำ จึงไม่จำเป็นต้องมีค่าตอบแทน หรือคุณค่าใดๆให้ต้องเชิดชูแม้แต่น้อย ซึ่งการแก้ปัญหานี้ หรือพูดง่ายๆว่า การทำหน้าที่ดูแลให้ดีจะต้องทำยังไง ระบบทุนนิยมย่อมให้คำตอบง่ายๆว่า คุณก็ซื้อสินค้านี้ซิ ซื้อบริการนี้ซิ แล้วทุกอย่างจะดีเอง

แต่ใดๆคือ ไอ้ชิบหาย มันจะดีกี่โมงก่อน....

ไอ้ปัญหาชวนอ่อนล้าข้างต้นนี้เอง อ.สรวิศ ยังตั้งคำถามต่อไปอีกว่า สิ่งนี้หรือไม่ที่กำลังกัดกร่อนพลังและจิตใจของคนจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ยิ่งในสภาวะปัจจุบันที่ครอบครัวยิ่งเล็กลงและคนไม่อยากมีลูกกันมากขึ้น สมาชิกในการดูแลคนในครอบครัวก็ยิ่งมีจำนวนน้อยลงไปอีก หรือหากมีลูก การเลี้ยงดูบุตรในสมัยนี้ก็เหนื่อยยากแสนเข็ญกว่ายุคสมัยไหน โดยเฉพาะการเลี้ยงดูเด็ก กลายเป็นภาระหน้าที่เฉพาะพ่อและแม่ (หรืออาจจะแค่แม่) ของเด็กคนนั้นเท่านั้น การลงทุนทั้งเงินและเวลาจึงยิ่งสาหัสสากรรจ์อย่างหนัก ในยุคสมัยที่ทุนนิยมกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด และเสรีนิยมใหม่ดูจะกลายเป็นลาสบอสที่เหยียบย่ำทุกคนจนแทบไม่มีใครเอาชนะได้เลย

ประเด็นข้างต้นที่ อ.โยนเข้ามา ผมว่ามันค่อนข้างท้าทาย และดูจะคัดง้างกับความคิดความเชื่อของสังคมในสมัยนี้เป็นอย่างมากเลย นี่ยังไม่นับว่า หนังสือยังพยายามให้เราลองนึกภาพสังคมที่ไม่มี ระบบบ้านและครอบครัว ดังเช่นที่เป็นอยู่นี้ ผมมั่นใจเลยว่า เรานึกภาพไม่ออกหรอก ว่ามันจะเป็นอย่างไร ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นอุปสรรคสำคัญ เช่นเดียวกับการนึกภาพว่าหากโลกไม่มีทุนนิยมแล้วจะเป็นอย่างไร การนึกภาพไม่ออก หรือไม่แม้แต่จะพยายามนึกภาพนี้เอง ทำให้เราไม่กล้าฉีกระบบนี้หรือลองเปลี่ยนแปลงระบบอย่างที่เป็นอยู่ ต้องตกอยู่พลังของ “สัจนิยมแห่งทุน” ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความภาพของความจริงแท้ที่ทุนใช้เวลาสร้างมาอย่างยาวนานลงได้เลย (ใครสนใจสัจนิยมแห่งทุน อ่านได้จากเล่มโลกซึมเศร้าเด้อครับ)

ความต้องการทลายภาพจำและกระตุ้นให้เราลองมองโลกแบบใหม่ เป็นเสน่ห์ที่สำคัญมากในหนังสือของ อ.สรวิศ ซึ่งไม่ปฏิเสธเลยว่า การนำเสนอสิ่งที่ดูใหม่เช่นนี้ให้สังคมไทย (แต่อาจไม่ใหม่ในสังคมโลก) มันเรียกร้องพลังและความตั้งใจในการอ่านและทำความเข้าใจอยู่มากทีเดียว แต่เล่มนี้อาจจะพิเศษหน่อย เพราะผมคิดว่ามันอ่านง่ายที่สุดในเล่มก่อนหน้าทั้งหมดของ
อ.สรวิศแล้วละครับ

หลังจากเหนื่อยยากในส่วนต้นแล้ว อ. ก็พักเบรกแล้วชวนเราวิเคราะห์หนัง และซีรีย์มากกกกกกกกมาย (ซึ่งในเล่มนี้ดูจะเน้นหนักไปในทางเกาหลี) ว่าไอ้ระบบ “คุณดูแลคนของคุณไป” มันกำลังสร้างปัญหาอะไรในสังคมซึ่งถูกนำฉายให้เห็นผ่านหนังสือและซีรีย์ทั้งที่นำเสนอแบบตรงไปตรงมา และสอดแทรกเป็นม่านหลังฉากให้คนดูได้ลองค้นหา

ผมว่าในท้ายที่สุดแล้ว หนังสือเล่มนี้หรือรวมไปถึงเล่มอื่นๆ ของ อ.สรวิศ หากเราเชื่อว่ามันคือหนังสือสังคมศาสตร์ มันจะชวนให้เราคิดใหม่ทำใหม่ต่อคุณค่าและหน้าตาของสังคมแบบกลับด้าน และกลายเป็นโมเดลในการเปลี่ยนแปลงสังคมที่เราอยู่นี้ให้ดีขึ้นต่อไป แต่หากเราเชื่อในอีกรูปแบบหนึ่งว่ามันคือเรื่องของพวกฝ่ายซ้าย มันทำไม่ได้หรอก อย่างมากก็เป็นได้แค่นิยายไซไฟ แบบหนังและซีรีย์จำนวนมากที่ อ. ได้นำมาวิเคราะห์ในหนังสือ เราก็อาจจะมองว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันไกลตัวที่ไม่อาจเป็นความจริงได้ อย่างดีที่สุดก็เป็นเพียง ภาพฝันกลางวันอันล่องลอย ที่เช้าวันหนึ่งเราจิบกาแฟราคาแพงอยู่ที่บ้านและนึกถึงเรื่องพวกนี้เพียงชั่วแวบหนึ่งแล้วจางหายไป กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมเหมือนวันและวันที่ผ่านมา โดยหวังว่าทุกอย่างที่เราทุ่มเทให้ระบบในวันนี้ จะออกผลกำไรงอกงามคุ้มทุนให้แก่เราในวันข้างหน้า

ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ระหว่างการคิดว่าทฤษฎีของฝ่ายซ้ายเป็นเพียงความเพ้อฝัน กับระบบทุนนิยมจะตอบแทนเราอย่างคุ้มค่า อย่างไหนดูจะเป็นนิยายไซไฟมากกว่ากันแน่

ขอให้เป็นวันที่ดีในยุคสมัยแห่งทุนครับ
Profile Image for lostlessboy*.
122 reviews62 followers
April 16, 2026
หนังสือที่ช่วยให้มองครอบครัวตามความเป็นจริง ไม่ได้เลวร้ายสุดขั้วจนอยู่ด้วยกันไม่ได้และไม่ได้ดีเลิศเต็มไปด้วยความรัก

บ้านนี้ไม่มีรัก บอกเล่าทฤษฎีฝ่ายซ้ายคอมมิวนิสต์ที่ทำให้เรามองความเป็นครอบครัวตามความเป็นจริงมากขึ้น สารภาพบาปว่าเป็นคนอ่านหนังสือ...เอาเป็นว่าไม่ต้องเต็มไปด้วยทฤษฎี แต่นอนฟิคชั่นปกติเรายังอ่านไม่ค่อยจบ แต่พออ่านเล่มนี้แล้วเปลี่ยนมุมมองต่อหนังสือแนวนี้ไปเลยหลักๆ เพราะอ่านง่าย ถ้ามีศัพท์หรือยกทฤษฎีอะไรมาผู้เขียนก็มีการยกตัวอย่างบ้างเป็นการอธิบายหรือไม่ก็เป็นภาพยนตร์ให้เราเข้าใจได้ตลอดเล่ม

มีพาร์ทที่อ่านแล้วอินมากๆ ด้วยโดยเฉพาะส่วนวิกฤตการดูแล เราในฐานะลูกชายที่ต้องดูแลแม่ที่เสมือนติดเตียงควบคู่ไปกับน้องชายที่เป็นออทิสติก พอได้อ่านเล่มนี้แล้วก็เปิดมุมมองอะไรหลายอย่าง ที่สำคัญที่สุดเลยคือเป็นการยืนยันว่าสิ่งที่เราทำ เราดูแลอยู่ มันคือการทำงานอย่างหนึ่ง ที่ทั้งหนัก เหนื่อย และสังคมรวมถึงคนในครอบครัวก็ไม่ค่อยเห็นค่า ไม่ได้ค่าตอบแทน หนังสือคือบอกเล่าแทนใจเราเลย อีกส่วนที่เห็นด้วยมากคือการวิพากษ์ครอบครัวควบคู่ไปกับความเชื่อและโลกแบบทุนนิยมว่ามันทำงานเชื่อมโยงและเอื้อต่อกันยังไง ถ้าไม่ล้มล้างครอบครัวก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงระบบทุนนิยมที่ขับเคลื่อนโลกในขณะนี้ได้ ถามว่ามันสุดโต่งไหมก็สุดโต่งแหละเพราะใช้คำว่าล้มล้างระบบครอบครัวเลยนะ แต่ทุนนิยมเองแม่งก็สุดโต่งเหมือนกัน ดังนั้นถ้าจะปรับเปลี่ยนระบบ ส่วนตัวก็คิดว่าคงต้องอาศัยความสุดโต่งแบบที่ผู้เขียนนำเสนอเช่นเดียวกัน (ตอนอ่านก็มีเอาไปนอนคิด พยายามคิดหาหนทางที่ประนีประนอมแบ่งรับแบ่งสู้แต่ก็ยังคิดไม่ตก)

หลายพาร์ททำให้คิดถึงบุคคลในครอบครัวตัวเอง เช่น มีการนำเสนอเรื่องการมองโลกในแง่ดีที่โหดร้าย ผู้เขียนยกตัวอย่าง 'ถึงชีวิตจะแต่งงานจะห่วย ก็ยังดีกว่าเป็นโสด' คือนึกถึงแม่ตัวเองเลย เป็นความเชื่อฝังในหัวแม่ที่อธิบายเหตุผลของการไม่หย่าขาดจากพ่อ และในพาร์ททฤษฎีสตรีนิยมที่วิพากษ์การนำเสนอครอบครัวเดี่ยวโดยเฉพาะแบบอเมริกันดรีม ที่ผู้หญิงต้องลงแรงทั้งการเลี้ยงลูก งานภายในบ้านอยู่ฝ่ายเดียว โดยที่คิดว่าทำไปด้วยความรัก ความอยากจะทำ เป็นหน้าที่ ก็อดนึกถึงแม่ไม่ได้อีกเช่นกัน

ใดๆ อ่านพาร์ทหลักส่วนที่สองของหนังสือแล้วจอยมากๆ เพราะเป็นการนำเอาภาพยนตร์และซีรีส์ (หนักไปทางเกาหลี) มาเล่าอธิบายเพื่อทำให้เราเห็นตัวอย่างจากพาร์ทแรกที่เป็นทฤษฎีเพียวๆ ยกตัวอย่างหนักไปทางแนวดิสโทเปียซึ่งก็ยิ่งทำให้เราเห็นว่า ถ้าหากปล่อยให้กลไกและความเชื่อแบบโลกทุนนิยมรันต่อไปแบบนี้ อนาคตสิ่งที่ผู้คนและสถาบันอย่างครอบครัวต้องเผชิญจะวิกฤตขนาดไหนได้เป็นอย่างดี
Profile Image for anima40.
2 reviews1 follower
April 6, 2026
มันคือ communist& feminist manifesto ที่ประกาศสงครามกับ "ครอบครัวเดี่ยว" (nuclear family) ในฐานะแหล่งผลิตซ้ำทางสังคมที่ค้ำจุนโครงสร้างทุนนิยมและการกดขี่เพศหญิง

สิ่งที่น่าสนใจคือมันออกมาในเวลาที่ผมรู้สึกว่าเหมาะเจาะพอดี ในช่วงเวลาที่การถกเถียงเรื่องครอบครัวเกิดขึ้นมากมาย ทุกวี่วันทั้งในเฟสบุ๊คและ X ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่อึดอัดกับครอบครัว ต้องการให้พ่อแม่พร้อมทางด้านการเงินก่อนค่อยมีลูก การที่ลูกต้องมาเป็นเดอะแบกดูแลคนในบ้านจนขาดอิสรภาพ ผู้ปกครองที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่ลำพังเพราะลูกหลานต้องทำงาน เรียนหนังสือจนเลือดตาแทบกระเด็น รวมไปถึงการที่คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีบุตรเพราะสภาพสังคม โดยเฉพาะในประเทศไทย
สรวิศชี้ให้เห็นว่าปัญหาทั้งหมดทั้งมวลก็มีที่มาจากครอบครัวเดี่ยวภายใต้กลไกของระบอบทุนนิยม ซึ่งไม่เคยเป็นสิ่งที่ว่างเปล่าไร้ความหมาย แต่สอดไส้อุดมการณ์วิธีคิดที่แบ่งแยกแต่ล่ะครอบครัวออกจากกัน การส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นเฉพาะครอบครัวผ่านสายเลือดทางพ่อยืนยันถึงการครอบครองความมั่งคั่งแต่ภายในครอบครัว ในทางตรงกันข้าม ก็ทิ้งปัญหาของโลกไว้กับความรับผิดชอบส่วน"ครอบครัว" ของผู้ไม่มีอันจะกิน

เมื่อไม่ใช่ปัญหาของรัฐในการต้องมารับผิดชอบคนในครอบครัวท่าน ก็เป็นพื้นที่ให้ทุนนิยมเข้ามาแก้ปัญหา ผ่านการสร้างแพ็คเกจการดูแลปัญหาในครอบครัวมาขายคนอย่างเรา ๆ สรวิศเรียกมันว่า เศรษฐกิจการดูแล (care economy) ยิ่งคนในครอบครัวเดี่ยวบกพร่องในหน้าที่การดูแล ใส่ใจครอบครัวมากเท่าไหร่ เสรีนิยมใหม่กลับยิ่งขายได้มากเท่านั้น เช่นประกันสุขภาพ เงินกู้เพื่อการศึกษา หรือบ้านพักคนชรา เมื่อไม่มีปัญญาจะซื้อหามาได้ และไม่มีเวลาจะดูแลครอบครัว น้ำหนักของโลกมันก็กดลงบนตัวของผู้ดูแลครอบครัว ทั้งกายและใจ สรวิศเน้นย้ำว่าการดูแลเป็นงานที่หนัก และภายใต้วิธีคิดแบบครอบครัวเดี่ยว คุณจะไม่ได้อะไรตอบแทน แม้แต่คำสรรเสริญเยินยอให้กับการดูแลคนในครอบครัว ถึงแม้ว่าคนในครอบครัวจะดีกับเรา แต่ระบบครอบครัวเดี่ยวนั่นแหละที่จะทำร้ายผู้ดูแลในท้ายที่สุด!

ด้วยความที่หนังสือมีลักษณะกระตุ้นเร้าสันดานดิบมาร์กซิสในตัวเรา มันก็ทำงานในระดับความรู้สึกและประสบการณ์ของเรา ในวัย 28ปี ที่เริ่มจะต้องคิดภาพรวมของบ้านและครอบครัว ในบริบทโลกที่ผันผวนมากมาย เอาตัวเองให้รอดยังยาก ก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงคนรอบตัวอยู่เสมอ มันคงจะดีกว่าหากการดูแลกันไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะครอบครัว แต่เป็นเรื่องส่วนรวมที่ช่วยกันเข้ามาดูแลเด็ก ผู้ใหญ่ รวมทั้งกันและกัน สิ่งที่อยากเห็นอาจเป็นแค่ก๊งกาแฟ ก๊งน้ำชาตามแต่ล่ะท้องถิ่น ที่ผู้ใหญ่มักไปรวมตัวแบบสมัยก่อน ซึ่งหายากในกรุงเทพยุคปัจจุบัน การช่วยกันสอดส่องดูแลกลายเป็นสินค้ามีราคา ภายในหนังสือ สรวิศได้ชี้ให้เห็นถึงงานศึกษาหลักฐานถึงรูปแบบทางสังคมอื่น ๆ ที่การดูแลเป็นเรื่องของส่วนรวม หาใช่ความรับผิดชอบส่วนบุคคล เช่นชุมชนโบราณที่เคยอาศัยอยู่ที่ชาทัลฮายึค (catalhoyuk) ที่ไม่ปรากฏหลักฐานการสืบสายเลือดผ่านทางพ่อหรือแม่ ลักษณะของครอบครัวจึงเป็นครอบครัวขยายที่ไม่เกี่ยวพันทางสายเลือด แสดงให้เห็นลักษณะของการดูแลบุตรร่วมกันโดยไม่เกี่ยงสายเลือด เปิดให้เห็นความเป็นไปได้ในการนิยามครอบครัวไปในแนวทางอื่นที่เราต่างสามารถจะดูแลกันและกันได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง โดยเฉพาะในห้วงเวลานี้ ที่ปัจเจกนิยมผงาดง้ำค้ำโลก เผื่อที่โลกอันโดดเดี่ยวจะเหงาน้อยลงไปได้บ้าง
Profile Image for Kin.
519 reviews165 followers
April 6, 2026
อยากเรียกงานประเภทนี้ว่าเป็น cinemato-communism คือเป็นคอมมิวนิสม์แบบมีภาพยนตร์เป็นฐาน 55555 ใครชอบเล่มก่อนๆ ของ อ.สรวิศ น่าจะชอบ เพราะสไตล์การเขียนการวิเคราะห์นี่คงเส้นคงวาเป็นอย่างยิ่ง

หนังสือแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนที่ชอบคือส่วนแรกที่เป็นเหมือนๆ manifesto ที่ชวนทบทวนข้อถกเถียงเรื่องความ(ไม่)จำเป็นของครอบครัว(เดี่ยว)และสถานะของมันในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ที่หลุดไปเลยคือส่วนหลังที่มีความเป็น cinemato-communism สูงมากๆ ตอนแรกคิดว่าหนังสือจะเสนอแนวคิดเรื่อง "Birthcare Center" แต่กลายเป็นว่าคำนี้คือชื่อหนังอีกเรื่องซึ่งจะถูกวิเคราะห์ไว้ในส่วนสัก 20% ท้ายๆ ก็เลยแอบเสียดายตรงนี้พอสมควร

เอาจริงๆ ผมคิดว่า เนื้อหาส่วนแรกมีประโยชน์มากๆ สำหรับใครที่ไม่เคยอ่านข้อถกเถียงพวกนี้มาก่อนเลย (ครอบครัว ความรัก การดูแลในมุมฝ่ายซ้าย/คอมมิวนิสม์) เพราะหนังสือสรุปดีเบทหลักๆ ได้กระชับและอัพเดทมากๆ จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็น intro to "red care" ที่ดีที่สุดที่เรามีในภาษาไทย ที่สำคัญคือมันชี้ให้เห็นจุดร่วมกันของฝ่ายซ้ายและสตรีนิยม แบบที่ไปไกลกว่าข้อถกเถียงที่เราได้ยินกันทุกวันนี้ในสื่อกระแสหลักทั้งหลายทั้งปวงด้วย

ความรู้สึกตกค้างอย่างหนึ่งซึ่งจริงๆ ไม่ใช่สาระหลักของหนังสือ แต่เป็นประเด็นหลักอย่างหนึ่งร่วมกันของงานเขียนธีม "การล้มล้างระบบครอบครัว" แบบฝ่ายซ้ายก็คือ เอาจริงๆ พวกเขาไม่ได้เชียร์ให้เรา "ล้มล้าง" และสิ่งที่อยากจะ "ล้มล้าง" ก็ดันไม่ใช่ "ระบบครอบครัว" จริงๆ ด้วย

หมายความว่า คำว่า "ล้มล้าง" (abolition) ของนักคิดกลุ่มนี้เป็นเรื่องของการยกเลิก-รักษา-ยกระดับ(ต่อยอด)เสียมากกว่า สุดท้ายงานประเภทนี้เจอปัญหาเดียวกัน คือคำมันไม่ทำงานกับสาธารณะ สุดท้ายเลยต้องมานั่งอธิบายว่าเวลาพูดว่า "ล้มล้าง" (abolition) เราไม่ได้หมายถึงทำลายให้สิ้นซากนะ แต่เราเสนอให้ยกเลิกสิ่งที่เป็นปัญหา และรักษาสิ่งที่ดี จากนั้นก็ต่อยอดมันไปในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม

ทำนองเดียวกัน "ระบบครอบครัว" ที่เป็นปัญหาจริงๆ ก็ไม่ได้ใช่ "ครอบครัว" ทั้งหมดบนโลก แต่คืออุดมคติของความเป็นครอบครัวเดี่ยวอันแสนสุขแบบพ่อ-แม่-ลูกแบบอเมริกันชน ซึ่งไทยเรารับมาเต็มๆ โดยไม่ทันสังเกต

ข้อเสนอนี้มีรากฐานยาวนาน มีเหตุมีผล มีประเด็นมากๆ อยากเชียร์ให้ทุกคนไปอ่านโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเห็นด้วย อย่างไรก็ตาม อยากโน้ตส่วนตัวว่าอ่านไปประเด็นนี้ก็ยิ่งชัด คือสุดท้ายอุปสรรคของฝ่ายซ้ายสายนี้ก็คือภาษานี่เอง

คำว่า "ล้มล้างระบบครอบครัว" นี่ไม่รู้จะสื่อสารและทำ���านในพื้นที่อื่นๆ ยกเว้นในหมู่นักคิดนักเขียนและนัก(อยาก)ปฏิวัติยังไง และสุดท้ายแทบทุกเล่มก็ต้องกลับมาย้ำว่า "abolition" ไม่ใช่แค่การล้มล้าง และครอบครัวที่เราเห็นว่าเป็นปัญหาก็ไม่ใช่ครอบครัวทุกแบบนะ ฯลฯ

สำคัญกว่านั้น หนังสือไม่ได้เสนอให้เรา "ล้มล้างระบบครอบครัว" เสียด้วย เป้าหมายจริงๆ คือการสร้างระบบความสัมพันธ์รูปแบบอื่นๆ ที่การดูแล (care) เป็นงานระดับชุมชน พวกเรา-ดูแล-ใส่ใจ-กันและกัน คือการชี้ให้เห็นว่า คำว่า "การดูแล" (care) นี่เป็นการเมืองเป็นอย่างยิ่ง และควรฉวยชิงมาจากคนที่ทำให้คำนี้กลายเป็นงานไร้(มูล)ค่าและแปลงมันให้กลายเป็นบริการอย่างหนึ่งซึ่งสุดท้ายวางอยู่บนฐานของปัจเจกสุดโต่งและการเติบโตของกำไรอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

โน้ตถึงเนื้อหาส่วนหลังไว้นิดเดียวว่า ถ้าใครชอบอ่านการวิเคราะห์ภาพยนตร์ก็คงสนุก ผมติดอย่างเดียวคือ พอภาพยนตร์กลายเป็นเครื่องมือและเนื้อหาสาระหลักของการคิดถึงโลกหลังการล่มสลายของครอบครัว(เดี่ยว) มันเลยดู "เบาบาง" และ "แฟนตาซี" เหลือเกินสำหรับข้อเสนอที่ราดิคัลระดับนี้
Displaying 1 - 5 of 5 reviews