Makmild847 reviews235 followersFollowFollowMay 12, 2026**คำเตือน : หนังสือเล่มนี้ประกอบไปด้วยซีรี่ย์เกาหลีจำนวนมาก อ่านแล้วกรี๊ดตามไม่ไหว ฉันดูครบทุกเรื่องได้อย่างไร (ยกเว้นเรื่องใหญ่สุดคือเรื่องในปกหนังสือ lol)บ้านนี้ไม่มีรักพูดถึงประเด็นของครอบครัวที่ไม่ได้มีแค่แสนสุข แต่แบกรับเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังแสนสาหัญ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของแม่ที่ต้องเลี้ยงลูก หรือลูกที่ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ในวัยชรา และพวกเราก็รู้กันดีว่าปัญหาพวกนี้มันหนักหนาขนาดไหน คำถามคือ มันเป็นหน้าที่ของครอบครัวเท่านั้นหรือที่ต้องดูแลกันและกัน? พอพูดแบบนี้ปุ๊บ ไอ้ลูกเนรคุณณณณณณณณณ พี่ ฟังผมก่อนในช่วงแรกของหนังสือจะอธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า "ทำไมครอบครัวคือชื่อที่เราตังให้กับวิกฤตการดูแล" ซึ่งเราชอบมากเลย สักเมื่อสี่ห้าปีก่อน เราเคยโดนมิตรสหาย (ก็ยังนับเป็นเพื่อนนะ) ฝ่ายทุนนิยมพูดประมาณว่า ถ้าโอเคกับคอมมิวนิสต์ก็หมายถึงเราจะทำให้ทรัพย์สินเป็นส่วนรวม รวมไปถึงแฟนของเราด้วยนะ ตอนนั้นก็งง งงจริงแบบ กูว่ามันไม่น่าใช่นะ มึงน่าจะเข้าใจอะไรผิด แต่ก็ไม่รู้จะเถียงยังไง ความรู้น้อย ตอนนี้รู้ละจะตอบอะไร แต่ไม่ตอบหรอก เปิดหน้าที่สิบให้อ่าน อะ กลับมาประเด็นหนังสือ ในช่วงต้นคือการอธิบายหัวข้อว่าทำไมครอบครัวเดี่ยวแบบที่เป็นอยู่มันเป็นปัญหาอย่างไร ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร และผลเสียของมันคืออะไร เรียกได้ว่าสร้างกรอบความคิดใหม่เรื่องครอบครัวในแบบคอมมิวนิสต์ที่ถูกต้อง (ไอ้อันบนมันสมกับเป็นฝ่ายขวาที่ไม่อ่านหนังสือจริงๆ)ในส่วนที่สองเป็นช่วงเอากรอบข้างบนมาวิเคราะห์บริบทในหนังต่างๆ (จริงก็มีหนังทั้งเล่ม) โดยมีซีรี่ย์เรื่อง Birthcare center เป็นหลัก (ไม่เคยดู) โดยส่วนตัวแล้วเป็นส่วนที่เราชอบน้อยกว่าช่วงแรก อาจจะเพราะคิดว่า argument ที่จริงจังขนาดนี้คงยากจะเป็นจริงมันเลยอยู่ได้ในซีรี่ย์ แต่ก็พอเข้าใจว่าซีรี่ย์เกาหลีเป็นอะไรที่เหมาะกับการวิเคราะห์ จะมีประเทศไหนที่ฉายภาพทุนนิยมดิสโทเปียฝั่งตะวันออกไปมากกว่าเกาหลีอีกละ (ญี่ปุ่นนี่ยังไม่ใช่ มันยังมีภาพลักษณ์แบบฮีลใจหลงเหลืออยู่บ้างแม้จะเล็กน้อยด้วยคัลเจอร์ แต่เกาหลีคือ จะส่งออกแม้กระทั่งเรื่องทุนนิยมที่กดขี่ ซึ่งก็ดี)ตอนอ่านช่วงที่สองเรานึกถึงข้อคิดของมิตรสหาย (คนละคนกับข้างบน) เรื่องการดูแลที่มากไปกว่าแค่ในครอบครัว แต่คือการดูแลแบบชุมชน ไม่ใช่ตลาดหรือทุนมารองรับการดูแล ปัจเจกไม่ใช่คำตอบของการดูแลกันและกัน เราคิดว่าในสังคมบ้านนอก (บ้านเราเอง) มันยังมีสายใยของการดูแลอยู่บ้าง (เหลือน้อยแล้วในรุ่นเรา แต่เรายังทันเห็นรุ่นพ่อกับแม่) คำว่าเด็กคนนึงทั้งหมู่บ้านช่วยกันเลี้ยงไม่เกินจริง บ้านไหนใครมีคนแก่ คนบ้านข้างๆ ก็จะเข้าไปช่วยดูในกรณีที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ คำว่าชุมชนจึงเป็นเหมือนครอบครัว และเราคิดว่า ในแง่นึงมันก็ขยายคำว่าครอบครัว แต่ในอีกแง่นึง คนเมือง หรือจะพูดอีกว่า คนหนุ่มสาว (โหยแก่) เกลียดภาวะแบบนี้ มิติของการดูแลที่ขยายมากกว่าครอบครัวมันนำมาซึ่งสายสัมพันธ์ที่น่ารำคาญด้วยเช่นกัน (ป้าข้างบ้านเป็นต้น) มันเป็นภาวะที่ทุนนิยมทำให้เราปัจเจกรู้สึกว่าเราดูแลตัวเองได้ พึ่งพาตัวเองได้ จนกระทั่งรำคาญสายสัมพันธ์ไป กว่าจะรู้ตัวว่าสายไป เพราะเงินไม่พอในการเลี้ยงดูตัวเอง (และครอบครัว) มันก็หมดตาข่ายสังคมตรงนี้ไปแล้ว เศร้ามาก
Pawarut Jongsirirag738 reviews149 followersFollowFollowApril 6, 2026อยากจะกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลกว่า หนังสือเล่มนี้ของ อ.สรวิศ อ่านง่ายครับ (น้ำตาจะไหลจริงๆ)แม้มันจะไม่ได้เป็นซีรีย์ต่อกันก็ตาม แต่ผมก็นับหนังสือเล่มเล็กบางของ อ.สรวิศ ที่ออกมาเฉลี่ยปีเล่มสองปีเล่ม ว่าเป็นซีรีย์ “ฝ่ายซ้ายโยนคำถาม” ที่ทำหน้าที่ชักชวนให้ฉุกคิดและตั้งคำถามต่อสังคมและทุนนิยมอยู่เสมอตั้งแต่ ทำไมต้องตกหลุมรัก ที่ตั้งคำถามกับความรักในสังคมทุนนิยม เมื่อโลกซึมเศร้าที่ชวนให้คิดถึงสาเหตุของความซึมเศร้าที่สังคมอาจไม่เคยนึกถึง เพราะเราต่างขาดพร่อง ที่ชูประเด็นของเอนจอยเมนท์ พลังอำนาจที่แฝงอยู่ในตัวเราที่ทำให้อนุรักษ์นิยมและทุนนิยมยังคงมีพลังเสมอ มาจนถึงเล่มนี้ “บ้านนี้ไม่มีรัก” ที่ชวนตั้งคำถามว่า แท้ที่จริงแล้ว หน่วยของสังคมที่เล็กที่สุดและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดอย่าง บ้าน อาจจะไม่ได้สวยงามอย่างที่เขาว่ากัน เพราะไม่แน่ว่า บ้านอันแสนงามหลังนี้อาจจะเป็นตัวการสำคัญที่สูบพลังกายและเวลาของคนในครอบครัวจนเหือดแห้ง เพื่อทำให้ทุนนิยม และเสรีนิยมใหม่ยังคงเบ่งบานและงอกเงยอยู่ตราบจนทุกวันนี้เนื้อหาของเล่มยังคงแบ่งเป็นสองส่วนเหมือนเดิม คือ บทวางทฤษฎีและข้อโต้แย้งต่างๆ แล้วค่อยปิดท้ายด้วยบทวิเคราะห์ผ่านสื่อร่วมสมัยอย่างหนังและซีรีย์เพื่อแสดงให้เห็นว่า ประเด็นในบทแรกนั้น มันทำงานและมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ในส่วนเนื้อหา บอกตามตรงว่า ผมไม่กล้าสรุปเลย กลัวผิด (ฮา) แต่อย่างหนึ่งที่ค่อนข้างมั่นใจคือ ประเด็นที่ อ.สรวิศนำเสนอในเล่มนี้ ค่อนข้างเข้าใจง่าย และเห็นภาพได้เลยในทันทีอาจารย์พยายามชี้ให้เห็นว่า บ้าน เป็นอาวุธสำคัญอย่างหนึ่งของระบบทุนนิยมและเสรีนิยมใหม่ ในการผลิตซ้ำคุณค่าและหน้าที่ของความเป็นผู้หญิงว่าจะต้องมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร จะต้องเป็นแม่ที่ดี จะต้องเป็นเมียที่ดีอย่างไร ซึ่งการออกแบบโมเดลที่เกิดขึ้น นอกจากจะเป็นการกดทับภายใต้ระบบชายเป็นใหญ่เพื่อเป็นพลังให้ทุนนิยมอีกต่อหนึ่งแล้ว มันยังเป็นการออกแบบระบบ “หลังบ้าน” เพื่อสร้างทีมงานในการดูแลผู้ชายที่จะออกไปเป็นทัพหน้า ของการทำงานในโลกทุนนิยม เพื่อทำให้ระบบทุนนิยมยังคงเดินหน้าต่อไปได้ที่แย่ยิ่งกว่านั้น และเป็นหัวใจของหนังสือเล่มนี้ คือ ระบบความคิดในเรื่องบ้าน ทำให้เกิดปัญหาสำคัญ 2 อย่าง คือ การแยกครอบครัวของ “เขา” กับครอบครัวของ “เรา” ออกจากกัน และสืบเนื่องให้การดูแลคนในครอบครัว กลายเป็นหน้าที่ของครอบครัวนั้นเพียงอย่างเดียว พูดง่ายๆว่า ครอบครัวใครครอบครัวมัน ดูแลกันเอง ก่อเกิดเป็นหน้าที่อันสิ้นหวังของคนในครอบครัวนั้นเองทั้งการแยกขาด และหน้าที่ของใครของมัน เป็นสิ่งที่เกื้อหนุนและส่งเสริมกันตลอดเวลา ความรู้สึกของการแบ่งแยกทำให้เราสนใจเพียงครอบครัวของเรา และเข้าใจว่าหน้าที่การดูแลคนในสังคม หากผู้ที่ต้องการดูแลอยู่ในครอบครัวใด ก็เป็นหน้าที่ของครอบครัวนั้นเท่านั้นที่จะต้องดูแลสมาชิกของตนเอง ตัวฉันเองที่ไม่ใช่คนในครอบครัวของเขา ไม่มีหน้าที่ใดๆแม้แต่เพียงนิดเดียวที่จะต้องไปช่วยดูแล คนในครอบครัวอื่นเลยการแยกขาดและโดดเดี่ยวนี้เอง นำมาสู่คำถามสำคัญว่า ระบบแบบนี้ มันคือสิ่งที่ควรจะเป็น และเราควรรักษามันไว้หรือไม่อาจารย์ต้องการตั้งคำถามง่ายๆ ว่า มันจะดีกว่าไหม หากเ��าเปลี่ยนแปลงระบบของบ้านซึ่งนำไปสู่ภาพจำและการรับรู้ ที่แยกขาดบ้านของใครของมันออกไป รื้อร้างและสร้างใหม่ให้เป็นระบบ บ้านและครอบครัวของเราทุกคนอันเป็นสากล (ใครสนใจเรื่องความเป็นสากล อ่านได้จากเล่มเพราะเราต่างขาดพร่องได้) ที่คนทุกคนต่างเป็นสมาชิกในบ้านเดียวกัน ช่วยเหลือดูแลทุกคนในสังคมด้วยกัน ไม่ใช่โยนภาระและหน้าที่การดูแลให้เป็นเรื่องของสมาชิกในบ้านใครบ้านมัน ซึ่งสุดท้ายแล้วมันก็มักจะตกไปอยู่ในมือของหญิงสาวในบ้านหลังนั้น ก่อรูปเป็นงานที่ไม่มีค่าแรง ไม่มีใครสนใจและเหลียวแล จนอาจจะถูกมองว่า การดูแล ไม่ใช่ “งาน” เสียด้วยซ้ำ จึงไม่จำเป็นต้องมีค่าตอบแทน หรือคุณค่าใดๆให้ต้องเชิดชูแม้แต่น้อย ซึ่งการแก้ปัญหานี้ หรือพูดง่ายๆว่า การทำหน้าที่ดูแลให้ดีจะต้องทำยังไง ระบบทุนนิยมย่อมให้คำตอบง่ายๆว่า คุณก็ซื้อสินค้านี้ซิ ซื้อบริการนี้ซิ แล้วทุกอย่างจะดีเองแต่ใดๆคือ ไอ้ชิบหาย มันจะดีกี่โมงก่อน....ไอ้ปัญหาชวนอ่อนล้าข้างต้นนี้เอง อ.สรวิศ ยังตั้งคำถามต่อไปอีกว่า สิ่งนี้หรือไม่ที่กำลังกัดกร่อนพลังและจิตใจของคนจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ยิ่งในสภาวะปัจจุบันที่ครอบครัวยิ่งเล็กลงและคนไม่อยากมีลูกกันมากขึ้น สมาชิกในการดูแลคนในครอบครัวก็ยิ่งมีจำนวนน้อยลงไปอีก หรือหากมีลูก การเลี้ยงดูบุตรในสมัยนี้ก็เหนื่อยยากแสนเข็ญกว่ายุคสมัยไหน โดยเฉพาะการเลี้ยงดูเด็ก กลายเป็นภาระหน้าที่เฉพาะพ่อและแม่ (หรืออาจจะแค่แม่) ของเด็กคนนั้นเท่านั้น การลงทุนทั้งเงินและเวลาจึงยิ่งสาหัสสากรรจ์อย่างหนัก ในยุคสมัยที่ทุนนิยมกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด และเสรีนิยมใหม่ดูจะกลายเป็นลาสบอสที่เหยียบย่ำทุกคนจนแทบไม่มีใครเอาชนะได้เลยประเด็นข้างต้นที่ อ.โยนเข้ามา ผมว่ามันค่อนข้างท้าทาย และดูจะคัดง้างกับความคิดความเชื่อของสังคมในสมัยนี้เป็นอย่างมากเลย นี่ยังไม่นับว่า หนังสือยังพยายามให้เราลองนึกภาพสังคมที่ไม่มี ระบบบ้านและครอบครัว ดังเช่นที่เป็นอยู่นี้ ผมมั่นใจเลยว่า เรานึกภาพไม่ออกหรอก ว่ามันจะเป็นอย่างไร ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นอุปสรรคสำคัญ เช่นเดียวกับการนึกภาพว่าหากโลกไม่มีทุนนิยมแล้วจะเป็นอย่างไร การนึกภาพไม่ออก หรือไม่แม้แต่จะพยายามนึกภาพนี้เอง ทำให้เราไม่กล้าฉีกระบบนี้หรือลองเปลี่ยนแปลงระบบอย่างที่เป็นอยู่ ต้องตกอยู่พลังของ “สัจนิยมแห่งทุน” ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความภาพของความจริงแท้ที่ทุนใช้เวลาสร้างมาอย่างยาวนานลงได้เลย (ใครสนใจสัจนิยมแห่งทุน อ่านได้จากเล่มโลกซึมเศร้าเด้อครับ) ความต้องการทลายภาพจำและกระตุ้นให้เราลองมองโลกแบบใหม่ เป็นเสน่ห์ที่สำคัญมากในหนังสือของ อ.สรวิศ ซึ่งไม่ปฏิเสธเลยว่า การนำเสนอสิ่งที่ดูใหม่เช่นนี้ให้สังคมไทย (แต่อาจไม่ใหม่ในสังคมโลก) มันเรียกร้องพลังและความตั้งใจในการอ่านและทำความเข้าใจอยู่มากทีเดียว แต่เล่มนี้อาจจะพิเศษหน่อย เพราะผมคิดว่ามันอ่านง่ายที่สุดในเล่มก่อนหน้าทั้งหมดของ อ.สรวิศแล้วละครับ หลังจากเหนื่อยยากในส่วนต้นแล้ว อ. ก็พักเบรกแล้วชวนเราวิเคราะห์หนัง และซีรีย์มากกกกกกกกมาย (ซึ่งในเล่มนี้ดูจะเน้นหนักไปในทางเกาหลี) ว่าไอ้ระบบ “คุณดูแลคนของคุณไป” มันกำลังสร้างปัญหาอะไรในสังคมซึ่งถูกนำฉายให้เห็นผ่านหนังสือและซีรีย์ทั้งที่นำเสนอแบบตรงไปตรงมา และสอดแทรกเป็นม่านหลังฉากให้คนดูได้ลองค้นหาผมว่าในท้ายที่สุดแล้ว หนังสือเล่มนี้หรือรวมไปถึงเล่มอื่นๆ ของ อ.สรวิศ หากเราเชื่อว่ามันคือหนังสือสังคมศาสตร์ มันจะชวนให้เราคิดใหม่ทำใหม่ต่อคุณค่าและหน้าตาของสังคมแบบกลับด้าน และกลายเป็นโมเดลในการเปลี่ยนแปลงสังคมที่เราอยู่นี้ให้ดีขึ้นต่อไป แต่หากเราเชื่อในอีกรูปแบบหนึ่งว่ามันคือเรื่องของพวกฝ่ายซ้าย มันทำไม่ได้หรอก อย่างมากก็เป็นได้แค่นิยายไซไฟ แบบหนังและซีรีย์จำนวนมากที่ อ. ได้นำมาวิเคราะห์ในหนังสือ เราก็อาจจะมองว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันไกลตัวที่ไม่อาจเป็นความจริงได้ อย่างดีที่สุดก็เป็นเพียง ภาพฝันกลางวันอันล่องลอย ที่เช้าวันหนึ่งเราจิบกาแฟราคาแพงอยู่ที่บ้านและนึกถึงเรื่องพวกนี้เพียงชั่วแวบหนึ่งแล้วจางหายไป กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมเหมือนวันและวันที่ผ่านมา โดยหวังว่าทุกอย่างที่เราทุ่มเทให้ระบบในวันนี้ จะออกผลกำไรงอกงามคุ้มทุนให้แก่เราในวันข้างหน้าผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ระหว่างการคิดว่าทฤษฎีของฝ่ายซ้ายเป็นเพียงความเพ้อฝัน กับระบบทุนนิยมจะตอบแทนเราอย่างคุ้มค่า อย่างไหนดูจะเป็นนิยายไซไฟมากกว่ากันแน่ขอให้เป็นวันที่ดีในยุคสมัยแห่งทุนครับ
lostlessboy*122 reviews62 followersFollowFollowApril 16, 2026หนังสือที่ช่วยให้มองครอบครัวตามความเป็นจริง ไม่ได้เลวร้ายสุดขั้วจนอยู่ด้วยกันไม่ได้และไม่ได้ดีเลิศเต็มไปด้วยความรักบ้านนี้ไม่มีรัก บอกเล่าทฤษฎีฝ่ายซ้ายคอมมิวนิสต์ที่ทำให้เรามองความเป็นครอบครัวตามความเป็นจริงมากขึ้น สารภาพบาปว่าเป็นคนอ่านหนังสือ...เอาเป็นว่าไม่ต้องเต็มไปด้วยทฤษฎี แต่นอนฟิคชั่นปกติเรายังอ่านไม่ค่อยจบ แต่พออ่านเล่มนี้แล้วเปลี่ยนมุมมองต่อหนังสือแนวนี้ไปเลยหลักๆ เพราะอ่านง่าย ถ้ามีศัพท์หรือยกทฤษฎีอะไรมาผู้เขียนก็มีการยกตัวอย่างบ้างเป็นการอธิบายหรือไม่ก็เป็นภาพยนตร์ให้เราเข้าใจได้ตลอดเล่มมีพาร์ทที่อ่านแล้วอินมากๆ ด้วยโดยเฉพาะส่วนวิกฤตการดูแล เราในฐานะลูกชายที่ต้องดูแลแม่ที่เสมือนติดเตียงควบคู่ไปกับน้องชายที่เป็นออทิสติก พอได้อ่านเล่มนี้แล้วก็เปิดมุมมองอะไรหลายอย่าง ที่สำคัญที่สุดเลยคือเป็นการยืนยันว่าสิ่งที่เราทำ เราดูแลอยู่ มันคือการทำงานอย่างหนึ่ง ที่ทั้งหนัก เหนื่อย และสังคมรวมถึงคนในครอบครัวก็ไม่ค่อยเห็นค่า ไม่ได้ค่าตอบแทน หนังสือคือบอกเล่าแทนใจเราเลย อีกส่วนที่เห็นด้วยมากคือการวิพากษ์ครอบครัวควบคู่ไปกับความเชื่อและโลกแบบทุนนิยมว่ามันทำงานเชื่อมโยงและเอื้อต่อกันยังไง ถ้าไม่ล้มล้างครอบครัวก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงระบบทุนนิยมที่ขับเคลื่อนโลกในขณะนี้ได้ ถามว่ามันสุดโต่งไหมก็สุดโต่งแหละเพราะใช้คำว่าล้มล้างระบบครอบครัวเลยนะ แต่ทุนนิยมเองแม่งก็สุดโต่งเหมือนกัน ดังนั้นถ้าจะปรับเปลี่ยนระบบ ส่วนตัวก็คิดว่าคงต้องอาศัยความสุดโต่งแบบที่ผู้เขียนนำเสนอเช่นเดียวกัน (ตอนอ่านก็มีเอาไปนอนคิด พยายามคิดหาหนทางที่ประนีประนอมแบ่งรับแบ่งสู้แต่ก็ยังคิดไม่ตก)หลายพาร์ททำให้คิดถึงบุคคลในครอบครัวตัวเอง เช่น มีการนำเสนอเรื่องการมองโลกในแง่ดีที่โหดร้าย ผู้เขียนยกตัวอย่าง 'ถึงชีวิตจะแต่งงานจะห่วย ก็ยังดีกว่าเป็นโสด' คือนึกถึงแม่ตัวเองเลย เป็นความเชื่อฝังในหัวแม่ที่อธิบายเหตุผลของการไม่หย่าขาดจากพ่อ และในพาร์ททฤษฎีสตรีนิยมที่วิพากษ์การนำเสนอครอบครัวเดี่ยวโดยเฉพาะแบบอเมริกันดรีม ที่ผู้หญิงต้องลงแรงทั้งการเลี้ยงลูก งานภายในบ้านอยู่ฝ่ายเดียว โดยที่คิดว่าทำไปด้วยความรัก ความอยากจะทำ เป็นหน้าที่ ก็อดนึกถึงแม่ไม่ได้อีกเช่นกันใดๆ อ่านพาร์ทหลักส่วนที่สองของหนังสือแล้วจอยมากๆ เพราะเป็นการนำเอาภาพยนตร์และซีรีส์ (หนักไปทางเกาหลี) มาเล่าอธิบายเพื่อทำให้เราเห็นตัวอย่างจากพาร์ทแรกที่เป็นทฤษฎีเพียวๆ ยกตัวอย่างหนักไปทางแนวดิสโทเปียซึ่งก็ยิ่งทำให้เราเห็นว่า ถ้าหากปล่อยให้กลไกและความเชื่อแบบโลกทุนนิยมรันต่อไปแบบนี้ อนาคตสิ่งที่ผู้คนและสถาบันอย่างครอบครัวต้องเผชิญจะวิกฤตขนาดไหนได้เป็นอย่างดี
anima402 reviews1 followerFollowFollowApril 6, 2026มันคือ communist& feminist manifesto ที่ประกาศสงครามกับ "ครอบครัวเดี่ยว" (nuclear family) ในฐานะแหล่งผลิตซ้ำทางสังคมที่ค้ำจุนโครงสร้างทุนนิยมและการกดขี่เพศหญิงสิ่งที่น่าสนใจคือมันออกมาในเวลาที่ผมรู้สึกว่าเหมาะเจาะพอดี ในช่วงเวลาที่การถกเถียงเรื่องครอบครัวเกิดขึ้นมากมาย ทุกวี่วันทั้งในเฟสบุ๊คและ X ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่อึดอัดกับครอบครัว ต้องการให้พ่อแม่พร้อมทางด้านการเงินก่อนค่อยมีลูก การที่ลูกต้องมาเป็นเดอะแบกดูแลคนในบ้านจนขาดอิสรภาพ ผู้ปกครองที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่ลำพังเพราะลูกหลานต้องทำงาน เรียนหนังสือจนเลือดตาแทบกระเด็น รวมไปถึงการที่คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีบุตรเพราะสภาพสังคม โดยเฉพาะในประเทศไทยสรวิศชี้ให้เห็นว่าปัญหาทั้งหมดทั้งมวลก็มีที่มาจากครอบครัวเดี่ยวภายใต้กลไกของระบอบทุนนิยม ซึ่งไม่เคยเป็นสิ่งที่ว่างเปล่าไร้ความหมาย แต่สอดไส้อุดมการณ์วิธีคิดที่แบ่งแยกแต่ล่ะครอบครัวออกจากกัน การส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นเฉพาะครอบครัวผ่านสายเลือดทางพ่อยืนยันถึงการครอบครองความมั่งคั่งแต่ภายในครอบครัว ในทางตรงกันข้าม ก็ทิ้งปัญหาของโลกไว้กับความรับผิดชอบส่วน"ครอบครัว" ของผู้ไม่มีอันจะกินเมื่อไม่ใช่ปัญหาของรัฐในการต้องมารับผิดชอบคนในครอบครัวท่าน ก็เป็นพื้นที่ให้ทุนนิยมเข้ามาแก้ปัญหา ผ่านการสร้างแพ็คเกจการดูแลปัญหาในครอบครัวมาขายคนอย่างเรา ๆ สรวิศเรียกมันว่า เศรษฐกิจการดูแล (care economy) ยิ่งคนในครอบครัวเดี่ยวบกพร่องในหน้าที่การดูแล ใส่ใจครอบครัวมากเท่าไหร่ เสรีนิยมใหม่กลับยิ่งขายได้มากเท่านั้น เช่นประกันสุขภาพ เงินกู้เพื่อการศึกษา หรือบ้านพักคนชรา เมื่อไม่มีปัญญาจะซื้อหามาได้ และไม่มีเวลาจะดูแลครอบครัว น้ำหนักของโลกมันก็กดลงบนตัวของผู้ดูแลครอบครัว ทั้งกายและใจ สรวิศเน้นย้ำว่าการดูแลเป็นงานที่หนัก และภายใต้วิธีคิดแบบครอบครัวเดี่ยว คุณจะไม่ได้อะไรตอบแทน แม้แต่คำสรรเสริญเยินยอให้กับการดูแลคนในครอบครัว ถึงแม้ว่าคนในครอบครัวจะดีกับเรา แต่ระบบครอบครัวเดี่ยวนั่นแหละที่จะทำร้ายผู้ดูแลในท้ายที่สุด!ด้วยความที่หนังสือมีลักษณะกระตุ้นเร้าสันดานดิบมาร์กซิสในตัวเรา มันก็ทำงานในระดับความรู้สึกและประสบการณ์ของเรา ในวัย 28ปี ที่เริ่มจะต้องคิดภาพรวมของบ้านและครอบครัว ในบริบทโลกที่ผันผวนมากมาย เอาตัวเองให้รอดยังยาก ก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงคนรอบตัวอยู่เสมอ มันคงจะดีกว่าหากการดูแลกันไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะครอบครัว แต่เป็นเรื่องส่วนรวมที่ช่วยกันเข้ามาดูแลเด็ก ผู้ใหญ่ รวมทั้งกันและกัน สิ่งที่อยากเห็นอาจเป็นแค่ก๊งกาแฟ ก๊งน้ำชาตามแต่ล่ะท้องถิ่น ที่ผู้ใหญ่มักไปรวมตัวแบบสมัยก่อน ซึ่งหายากในกรุงเทพยุคปัจจุบัน การช่วยกันสอดส่องดูแลกลายเป็นสินค้ามีราคา ภายในหนังสือ สรวิศได้ชี้ให้เห็นถึงงานศึกษาหลักฐานถึงรูปแบบทางสังคมอื่น ๆ ที่การดูแลเป็นเรื่องของส่วนรวม หาใช่ความรับผิดชอบส่วนบุคคล เช่นชุมชนโบราณที่เคยอาศัยอยู่ที่ชาทัลฮายึค (catalhoyuk) ที่ไม่ปรากฏหลักฐานการสืบสายเลือดผ่านทางพ่อหรือแม่ ลักษณะของครอบครัวจึงเป็นครอบครัวขยายที่ไม่เกี่ยวพันทางสายเลือด แสดงให้เห็นลักษณะของการดูแลบุตรร่วมกันโดยไม่เกี่ยงสายเลือด เปิดให้เห็นความเป็นไปได้ในการนิยามครอบครัวไปในแนวทางอื่นที่เราต่างสามารถจะดูแลกันและกันได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง โดยเฉพาะในห้วงเวลานี้ ที่ปัจเจกนิยมผงาดง้ำค้ำโลก เผื่อที่โลกอันโดดเดี่ยวจะเหงาน้อยลงไปได้บ้าง
Kin519 reviews165 followersFollowFollowApril 6, 2026อยากเรียกงานประเภทนี้ว่าเป็น cinemato-communism คือเป็นคอมมิวนิสม์แบบมีภาพยนตร์เป็นฐาน 55555 ใครชอบเล่มก่อนๆ ของ อ.สรวิศ น่าจะชอบ เพราะสไตล์การเขียนการวิเคราะห์นี่คงเส้นคงวาเป็นอย่างยิ่งหนังสือแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนที่ชอบคือส่วนแรกที่เป็นเหมือนๆ manifesto ที่ชวนทบทวนข้อถกเถียงเรื่องความ(ไม่)จำเป็นของครอบครัว(เดี่ยว)และสถานะของมันในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ที่หลุดไปเลยคือส่วนหลังที่มีความเป็น cinemato-communism สูงมากๆ ตอนแรกคิดว่าหนังสือจะเสนอแนวคิดเรื่อง "Birthcare Center" แต่กลายเป็นว่าคำนี้คือชื่อหนังอีกเรื่องซึ่งจะถูกวิเคราะห์ไว้ในส่วนสัก 20% ท้ายๆ ก็เลยแอบเสียดายตรงนี้พอสมควรเอาจริงๆ ผมคิดว่า เนื้อหาส่วนแรกมีประโยชน์มากๆ สำหรับใครที่ไม่เคยอ่านข้อถกเถียงพวกนี้มาก่อนเลย (ครอบครัว ความรัก การดูแลในมุมฝ่ายซ้าย/คอมมิวนิสม์) เพราะหนังสือสรุปดีเบทหลักๆ ได้กระชับและอัพเดทมากๆ จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็น intro to "red care" ที่ดีที่สุดที่เรามีในภาษาไทย ที่สำคัญคือมันชี้ให้เห็นจุดร่วมกันของฝ่ายซ้ายและสตรีนิยม แบบที่ไปไกลกว่าข้อถกเถียงที่เราได้ยินกันทุกวันนี้ในสื่อกระแสหลักทั้งหลายทั้งปวงด้วยความรู้สึกตกค้างอย่างหนึ่งซึ่งจริงๆ ไม่ใช่สาระหลักของหนังสือ แต่เป็นประเด็นหลักอย่างหนึ่งร่วมกันของงานเขียนธีม "การล้มล้างระบบครอบครัว" แบบฝ่ายซ้ายก็คือ เอาจริงๆ พวกเขาไม่ได้เชียร์ให้เรา "ล้มล้าง" และสิ่งที่อยากจะ "ล้มล้าง" ก็ดันไม่ใช่ "ระบบครอบครัว" จริงๆ ด้วยหมายความว่า คำว่า "ล้มล้าง" (abolition) ของนักคิดกลุ่มนี้เป็นเรื่องของการยกเลิก-รักษา-ยกระดับ(ต่อยอด)เสียมากกว่า สุดท้ายงานประเภทนี้เจอปัญหาเดียวกัน คือคำมันไม่ทำงานกับสาธารณะ สุดท้ายเลยต้องมานั่งอธิบายว่าเวลาพูดว่า "ล้มล้าง" (abolition) เราไม่ได้หมายถึงทำลายให้สิ้นซากนะ แต่เราเสนอให้ยกเลิกสิ่งที่เป็นปัญหา และรักษาสิ่งที่ดี จากนั้นก็ต่อยอดมันไปในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิมทำนองเดียวกัน "ระบบครอบครัว" ที่เป็นปัญหาจริงๆ ก็ไม่ได้ใช่ "ครอบครัว" ทั้งหมดบนโลก แต่คืออุดมคติของความเป็นครอบครัวเดี่ยวอันแสนสุขแบบพ่อ-แม่-ลูกแบบอเมริกันชน ซึ่งไทยเรารับมาเต็มๆ โดยไม่ทันสังเกตข้อเสนอนี้มีรากฐานยาวนาน มีเหตุมีผล มีประเด็นมากๆ อยากเชียร์ให้ทุกคนไปอ่านโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเห็นด้วย อย่างไรก็ตาม อยากโน้ตส่วนตัวว่าอ่านไปประเด็นนี้ก็ยิ่งชัด คือสุดท้ายอุปสรรคของฝ่ายซ้ายสายนี้ก็คือภาษานี่เอง คำว่า "ล้มล้างระบบครอบครัว" นี่ไม่รู้จะสื่อสารและทำ���านในพื้นที่อื่นๆ ยกเว้นในหมู่นักคิดนักเขียนและนัก(อยาก)ปฏิวัติยังไง และสุดท้ายแทบทุกเล่มก็ต้องกลับมาย้ำว่า "abolition" ไม่ใช่แค่การล้มล้าง และครอบครัวที่เราเห็นว่าเป็นปัญหาก็ไม่ใช่ครอบครัวทุกแบบนะ ฯลฯสำคัญกว่านั้น หนังสือไม่ได้เสนอให้เรา "ล้มล้างระบบครอบครัว" เสียด้วย เป้าหมายจริงๆ คือการสร้างระบบความสัมพันธ์รูปแบบอื่นๆ ที่การดูแล (care) เป็นงานระดับชุมชน พวกเรา-ดูแล-ใส่ใจ-กันและกัน คือการชี้ให้เห็นว่า คำว่า "การดูแล" (care) นี่เป็นการเมืองเป็นอย่างยิ่ง และควรฉวยชิงมาจากคนที่ทำให้คำนี้กลายเป็นงานไร้(มูล)ค่าและแปลงมันให้กลายเป็นบริการอย่างหนึ่งซึ่งสุดท้ายวางอยู่บนฐานของปัจเจกสุดโต่งและการเติบโตของกำไรอย่างไม่มีวันสิ้นสุดโน้ตถึงเนื้อหาส่วนหลังไว้นิดเดียวว่า ถ้าใครชอบอ่านการวิเคราะห์ภาพยนตร์ก็คงสนุก ผมติดอย่างเดียวคือ พอภาพยนตร์กลายเป็นเครื่องมือและเนื้อหาสาระหลักของการคิดถึงโลกหลังการล่มสลายของครอบครัว(เดี่ยว) มันเลยดู "เบาบาง" และ "แฟนตาซี" เหลือเกินสำหรับข้อเสนอที่ราดิคัลระดับนี้