What do you think?


คิดถึงทุกปี
"คิดถึงทุกปี" เป็นมากว่าเรื่องสั้น หรือหนังสือ คำนี้อาจสะท้านสะเทือนหัวใจของใครบางคน
รวมเรื่องสั้นอารมณ์รักขมๆ จำนวน 9 เรื่องที่กินใจนักอ่านมากว่าสิบปี ไม่ว่าจะเป็นหัวใจนกปรอด งางอน นครคนดี สัตว์ 2 นอ คิดถึงทุกปี สารนาถ งามแสงดาว ตาหมาหมวก มหกรรมขายทอดตลาด "ถูก" ที่สุดในโลก และเพิ่มเติมด้วย คำตาม สุดพิเศษจาก "มุกหอม วงษ์เทศน์" ในชื่อเรื่อง คิดถึงทั้งปี คุณได้จะได้สัมผัสทั้งอารมณ์ที่เศร้า เหงา ประทับใจ และงดงาม เป็นเรื่องสั้นที่ให้ข้อคิดดีๆ ภายใต้ความแสนจะโรแมนติกที่ผู้เขียนบรรจงถ่ายทอดอย่างนิ่มนวล!
รวมเรื่องสั้นอารมณ์รักขมๆ จำนวน 9 เรื่องที่กินใจนักอ่านมากว่าสิบปี ไม่ว่าจะเป็นหัวใจนกปรอด งางอน นครคนดี สัตว์ 2 นอ คิดถึงทุกปี สารนาถ งามแสงดาว ตาหมาหมวก มหกรรมขายทอดตลาด "ถูก" ที่สุดในโลก และเพิ่มเติมด้วย คำตาม สุดพิเศษจาก "มุกหอม วงษ์เทศน์" ในชื่อเรื่อง คิดถึงทั้งปี คุณได้จะได้สัมผัสทั้งอารมณ์ที่เศร้า เหงา ประทับใจ และงดงาม เป็นเรื่องสั้นที่ให้ข้อคิดดีๆ ภายใต้ความแสนจะโรแมนติกที่ผู้เขียนบรรจงถ่ายทอดอย่างนิ่มนวล!
320 pages, Paperback
First published September 1, 2013
About the author
บินหลา สันกาลาคีรี
21 books53 followersบินหลา สันกาลาคีรี เป็นนามปากกาของ วุฒิชาติ ชุ่มสนิท เป็นนักประพันธ์ไทยได้รับรางวัลซีไรต์
วุฒิชาติเกิดที่จังหวัดชุมพรเมื่อพ.ศ. 2508 จบชั้นมัธยมจากโรงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา เข้าเรียนที่ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ไม่จบการศึกษา แต่ทำงานหนังสือมาตลอด เป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ หัวหน้ากองบรรณาธิการ และเป็นนักเขียนเต็มเวลา เขียนเรื่องสั้น นิยาย วรรณกรรมเยาวชน และสารคดีท่องเที่ยว เรื่องราวส่วนใหญ่ของเขาเป็นเรื่องที่เก็บเกี่ยวจากการเดินทาง (หลายครั้งมีจักรยานเป็นพาหนะ) ด้วยความที่อยู่ไม่เป็นที่เขาจึงนิยามตนเองว่าเป็นเกสต์ไรเตอร์ (guest writer - นักเขียนรับเชิญ) ซึ่งพักอาศัยอยู่ตามเกสต์เฮาส์ (guest house) ซึ่งเขาบอกว่า “ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่ปลูกบ้าน เพราะกลัวว่าจะต้องอยู่กับตรงนั้นนานเกินไป มีภาระต้องผ่อน ต้องอดทนกับสิ่งที่แวดล้อมนานเกินไป การที่ผมเช่าบ้านอยู่ผมเปลี่ยนแปลงตนเองง่ายกว่า”
ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการนิตยสารไรเตอร์ นิตยสารวรรณกรรมรายเดือน ร่วมกับวรพจน์ พันธุ์พงศ์
วุฒิชาติเกิดที่จังหวัดชุมพรเมื่อพ.ศ. 2508 จบชั้นมัธยมจากโรงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา เข้าเรียนที่ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ไม่จบการศึกษา แต่ทำงานหนังสือมาตลอด เป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ หัวหน้ากองบรรณาธิการ และเป็นนักเขียนเต็มเวลา เขียนเรื่องสั้น นิยาย วรรณกรรมเยาวชน และสารคดีท่องเที่ยว เรื่องราวส่วนใหญ่ของเขาเป็นเรื่องที่เก็บเกี่ยวจากการเดินทาง (หลายครั้งมีจักรยานเป็นพาหนะ) ด้วยความที่อยู่ไม่เป็นที่เขาจึงนิยามตนเองว่าเป็นเกสต์ไรเตอร์ (guest writer - นักเขียนรับเชิญ) ซึ่งพักอาศัยอยู่ตามเกสต์เฮาส์ (guest house) ซึ่งเขาบอกว่า “ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่ปลูกบ้าน เพราะกลัวว่าจะต้องอยู่กับตรงนั้นนานเกินไป มีภาระต้องผ่อน ต้องอดทนกับสิ่งที่แวดล้อมนานเกินไป การที่ผมเช่าบ้านอยู่ผมเปลี่ยนแปลงตนเองง่ายกว่า”
ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการนิตยสารไรเตอร์ นิตยสารวรรณกรรมรายเดือน ร่วมกับวรพจน์ พันธุ์พงศ์
Ratings & Reviews
Friends & Following
Create a free account to discover what your friends think of this book!
Community Reviews
Displaying 1 - 17 of 17 reviews
January 11, 2015
สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดในงานเขียนของนักเขียนรางวัลซีไรต์คนนี้คือภาษานมเนย
แปลกใจมาก ปกติไม่ค่อยอ่านหนังสือหรือวรรณกรรมภาษาไทย คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษมากกว่ามาโดยตลอด (และไม่ชอบออกนอก comfort zone) และเวลาเรียนวิชาแปลที่คณะอักษรฯ อาจารย์ก็จะเน้นย้ำเสมอว่าเวลาแปล อย่าติดสำนวนภาษาอังกฤษมาด้วย อย่าให้มันมีกลิ่นนมเนย ให้แปลออกมาเป็นภาษาไทยจริงๆ เช่น It's not easy. ไม่ควรแปลว่า "มัน"ไม่ง่ายเลย อะไรทำนองนี้ หรือแบบ I did this only to find that... ก็ไม่ควรแปลว่า "เพื่อที่จะพบว่า" ซึ่งทั้งสองโครงสร้างนี้ปรากกฎให้เห็นในเรื่องสั้นหลายๆเรื่องในเล่มนี้ เลยอดคิดไม่ได้ว่า จริงๆแล้วนักเขียนไทยเค้าไม่ได้ใส่ใจเรื่องการใช้ภาษาไทยที่เป็นภาษาไทยขนาดนั้นแล้วหรอ (แล้วคุณบินหลาเป็นนักเขียนซีไรต์ด้วยนะแก)? หรือมีแต่คณะอักษรที่ค่อนข้างเข้มงวดกับเรื่องนี้?
(ว้าย ไม่เคยเขียนรีวิวภาษาไทยมาก่อน เขินจุง)
เล่มนี้มีเรื่องสั้น 9 เรื่อง ส่วนใหญ่อ่านแล้วแบบต้องเกาหัวแกรกๆ ไม่ใช่เพราะโง่และไม่เข้าใจนะ แต่มันค่อนข้างแตกต่างจากพวก literary fiction ของฝรั่งที่เราคุ้นเคยมากๆ (จากการเรียนเอกอังกฤษที่อักษรมาสามปีกว่า) พวกที่แบบมี "consistent" themes, allegory, allusion, metaphors พวกที่แบบตีความได้สามสิบล้านเลเยอร์น่ะ แล้ววรรณคดีที่ดังๆและได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าของเค้าส่วนใหญ่แล้วมันมี element พวกนี้ที่ปรากฏตลอดทั้งเรื่อง นี่ก็ประหลาดใจอีกที่เรื่องสั้นในเล่มนี้บางทีก็ใช้ literary devices พวกนี้ แต่ประเด็นคือมันไม่ consistent อะ เหมือนเอามาใช้แค่ให้จบประโยคนั้นแล้วปล่อยไป เรื่องมันเลยหาความหมายที่ลึกกว่าที่มันพรีเซ้นท์ให้เราไม่ได้อะ แล้วบางทีก็ขัดแย้งในตัวเองด้วย (บางทีเราก็คิดนะว่าชีวิตเราคงง่ายขึ้นถ้าไม่เคยเรียนพวกทฤษฎีแบบ deconstruction แบบว่าเราไม่อาจมองข้ามข้อบกพร่องเช่น inconsistencies, self-contradiction, overlaps, unstable meanings ในตัวบทได้ พอเจอปุ๊ปจะเริ่มตะหงิดๆ ฮ่าๆ) แล้วหลายเรื่องตอนจบแบบ didactic เลยไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่ชอบเรื่องที่แอบจิกกัดสังคมนะ เช่นเรื่องนครคนดี หรือสัตว์2นอ แต่ก็ยังอดรู้สึกไม่ได้ว่า Is this what you would really call "well-written"? The ideas are there, but the execution? หรือเรากำลังเอามาตรฐานฝรั่งมาเป็นกรอบ แล้ววรรณคดีที่ดีมีมาตรฐานเดียวกันหมดหรือเปล่า หรือเราโง่และไม่เข้าใจเองเลยคิดว่าเค้าทำได้ไม่ดีขนาดนั้น? อันนี้ก็ไม่รู้นะ จริงๆก็อ่านเพลินทั้งเล่มแหละ แต่ด้วยความเคยชิน พอรู้ว่าจะอ่านแนว literary fiction เราเลยพยายามหาความหมายของตัวบทมากไปหน่อย ทั้งๆที่บางทีอาจจะไม่มีอะไรใต้พื้นผิวก็ได้นะ
เรื่องที่ชอบที่สุดในเล่มนี้คือ คิดถึงทุกปี สารนาถ และงามแสงดาว โดยเฉพาะงามแสงดาว ทั้งสามเรื่องนี้มีสิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกันคือ เป็นเรื่องที่สะท้อนความจริงของชีวิตที่มันแม่ง messed up และไม่ได้สวยอย่างที่เราอยากให้เป็น ชอบอ่านเรื่องแนวนี้อยู่แล้ว และในสามเรื่องนี้มีไอเดียและธีมที่เริดอยู่ เช่นความรัก vs การถนอมน้ำใจ, การมีอำนาจ แต่เอาอำนาจนั้นไปตักตวงผลประโยชน์จากคนอื่นเพราะมันง่ายกว่าการทำให้สังคมดีขึ้น หรือเรื่องสังคมทุนนิยมที่ไร้ซึ่งศีลธรรม, การละทิ้งชีวิตเก่า(และคนในชีวิตนั้น)เพื่ออนาคตที่(คิดไปเองว่าจะ)ดีขึ้น เพื่อตามความฝันของตัวเอง โดยไม่คิดถึงว่าคนที่เราทิ้งไว้ข้างหลังนั้นจะรู้สึกอย่างไร (เชี่ยยยยยยยยยย) เรื่องเกี่ยวกับสายใยครอบครัว และการที่คนจากรุ่นสู่รุ่นก้าวผ่านประสบการณ์หลายๆอย่างในแบบเดียวกันและทำผิดพลาดในเรื่องเดียวกัน ยอมรับว่าคุณบินหลาเขียนสามเรื่องนี้ได้ดีมากๆ
หยิบเรื่องนี้มาอ่านเพราะเป็นหนึ่งในตัวเลือกของหนังสือที่จะต้องแปลส่งเป็น final project วิชา advanced translation thai-english
แปลกใจมาก ปกติไม่ค่อยอ่านหนังสือหรือวรรณกรรมภาษาไทย คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษมากกว่ามาโดยตลอด (และไม่ชอบออกนอก comfort zone) และเวลาเรียนวิชาแปลที่คณะอักษรฯ อาจารย์ก็จะเน้นย้ำเสมอว่าเวลาแปล อย่าติดสำนวนภาษาอังกฤษมาด้วย อย่าให้มันมีกลิ่นนมเนย ให้แปลออกมาเป็นภาษาไทยจริงๆ เช่น It's not easy. ไม่ควรแปลว่า "มัน"ไม่ง่ายเลย อะไรทำนองนี้ หรือแบบ I did this only to find that... ก็ไม่ควรแปลว่า "เพื่อที่จะพบว่า" ซึ่งทั้งสองโครงสร้างนี้ปรากกฎให้เห็นในเรื่องสั้นหลายๆเรื่องในเล่มนี้ เลยอดคิดไม่ได้ว่า จริงๆแล้วนักเขียนไทยเค้าไม่ได้ใส่ใจเรื่องการใช้ภาษาไทยที่เป็นภาษาไทยขนาดนั้นแล้วหรอ (แล้วคุณบินหลาเป็นนักเขียนซีไรต์ด้วยนะแก)? หรือมีแต่คณะอักษรที่ค่อนข้างเข้มงวดกับเรื่องนี้?
(ว้าย ไม่เคยเขียนรีวิวภาษาไทยมาก่อน เขินจุง)
เล่มนี้มีเรื่องสั้น 9 เรื่อง ส่วนใหญ่อ่านแล้วแบบต้องเกาหัวแกรกๆ ไม่ใช่เพราะโง่และไม่เข้าใจนะ แต่มันค่อนข้างแตกต่างจากพวก literary fiction ของฝรั่งที่เราคุ้นเคยมากๆ (จากการเรียนเอกอังกฤษที่อักษรมาสามปีกว่า) พวกที่แบบมี "consistent" themes, allegory, allusion, metaphors พวกที่แบบตีความได้สามสิบล้านเลเยอร์น่ะ แล้ววรรณคดีที่ดังๆและได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าของเค้าส่วนใหญ่แล้วมันมี element พวกนี้ที่ปรากฏตลอดทั้งเรื่อง นี่ก็ประหลาดใจอีกที่เรื่องสั้นในเล่มนี้บางทีก็ใช้ literary devices พวกนี้ แต่ประเด็นคือมันไม่ consistent อะ เหมือนเอามาใช้แค่ให้จบประโยคนั้นแล้วปล่อยไป เรื่องมันเลยหาความหมายที่ลึกกว่าที่มันพรีเซ้นท์ให้เราไม่ได้อะ แล้วบางทีก็ขัดแย้งในตัวเองด้วย (บางทีเราก็คิดนะว่าชีวิตเราคงง่ายขึ้นถ้าไม่เคยเรียนพวกทฤษฎีแบบ deconstruction แบบว่าเราไม่อาจมองข้ามข้อบกพร่องเช่น inconsistencies, self-contradiction, overlaps, unstable meanings ในตัวบทได้ พอเจอปุ๊ปจะเริ่มตะหงิดๆ ฮ่าๆ) แล้วหลายเรื่องตอนจบแบบ didactic เลยไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่ชอบเรื่องที่แอบจิกกัดสังคมนะ เช่นเรื่องนครคนดี หรือสัตว์2นอ แต่ก็ยังอดรู้สึกไม่ได้ว่า Is this what you would really call "well-written"? The ideas are there, but the execution? หรือเรากำลังเอามาตรฐานฝรั่งมาเป็นกรอบ แล้ววรรณคดีที่ดีมีมาตรฐานเดียวกันหมดหรือเปล่า หรือเราโง่และไม่เข้าใจเองเลยคิดว่าเค้าทำได้ไม่ดีขนาดนั้น? อันนี้ก็ไม่รู้นะ จริงๆก็อ่านเพลินทั้งเล่มแหละ แต่ด้วยความเคยชิน พอรู้ว่าจะอ่านแนว literary fiction เราเลยพยายามหาความหมายของตัวบทมากไปหน่อย ทั้งๆที่บางทีอาจจะไม่มีอะไรใต้พื้นผิวก็ได้นะ
เรื่องที่ชอบที่สุดในเล่มนี้คือ คิดถึงทุกปี สารนาถ และงามแสงดาว โดยเฉพาะงามแสงดาว ทั้งสามเรื่องนี้มีสิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกันคือ เป็นเรื่องที่สะท้อนความจริงของชีวิตที่มันแม่ง messed up และไม่ได้สวยอย่างที่เราอยากให้เป็น ชอบอ่านเรื่องแนวนี้อยู่แล้ว และในสามเรื่องนี้มีไอเดียและธีมที่เริดอยู่ เช่นความรัก vs การถนอมน้ำใจ, การมีอำนาจ แต่เอาอำนาจนั้นไปตักตวงผลประโยชน์จากคนอื่นเพราะมันง่ายกว่าการทำให้สังคมดีขึ้น หรือเรื่องสังคมทุนนิยมที่ไร้ซึ่งศีลธรรม, การละทิ้งชีวิตเก่า(และคนในชีวิตนั้น)เพื่ออนาคตที่(คิดไปเองว่าจะ)ดีขึ้น เพื่อตามความฝันของตัวเอง โดยไม่คิดถึงว่าคนที่เราทิ้งไว้ข้างหลังนั้นจะรู้สึกอย่างไร (เชี่ยยยยยยยยยย) เรื่องเกี่ยวกับสายใยครอบครัว และการที่คนจากรุ่นสู่รุ่นก้าวผ่านประสบการณ์หลายๆอย่างในแบบเดียวกันและทำผิดพลาดในเรื่องเดียวกัน ยอมรับว่าคุณบินหลาเขียนสามเรื่องนี้ได้ดีมากๆ
หยิบเรื่องนี้มาอ่านเพราะเป็นหนึ่งในตัวเลือกของหนังสือที่จะต้องแปลส่งเป็น final project วิชา advanced translation thai-english
May 19, 2020
อ่านงานของบินหลา สันกาลาคีรี มาเป็นเล่มที่สี่แล้วตั้งแต่เริ่มรู้จักเขาจาก "เจ้าหงิญ" แล้วตามมาด้วย"หลังอาน" "บินทีละหลา" และเล่มนี้ "คิดถึงทุกปี" ซึ่งรวบรวมเรื่องสั้นตั้งแต่ปี2536-2539 ในแต่ละสถานที่แตกต่างกันไปเข้าด้วยกัน ทำให้มีอารมณ์หลากหลายในการอ่านแต่ละเรื่อง แต่ถ้าตอนที่ชอบที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องเริ่มต้นนั่นคือ หัวใจนกปรอด เพราะได้เคยเห็น "ทุ่งดอกฝ้ายทะเล" เช่นเดียวกับนกปรอดตัวนั้น จุดที่ท้องฟ้า แผ่นดิน ผืนน้ำมาบรรจบกัน ซึ่งมีอยู่จริง ฉันไม่คิดว่าระหว่างที่ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่ ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างฉันจะได้เห็นอย่างที่นกปรอดเห็นเช่นกัน อิ่มดวงตาอิ่มดวงใจ
"เมื่อมองลงเบื้องล่างก็เห็นเมฆเป็นแผ่นเดียวกับแผ่นดิน เป็นหนึ่งเดียวกับผืนน้ำ ลอยสล้างขาวเป็นปุยอยู่ในทะเล ดอกแล้วดอกเล่าราวกับทุ่งนั่นคือทุ่งดอกไม้สวรรค์...สีปุยฝ้าย"น.30
ดินแดนแห่งนั้นมีอยู่จริงๆครับ
ลองหามาอ่านดูกันนะครับ
"เมื่อมองลงเบื้องล่างก็เห็นเมฆเป็นแผ่นเดียวกับแผ่นดิน เป็นหนึ่งเดียวกับผืนน้ำ ลอยสล้างขาวเป็นปุยอยู่ในทะเล ดอกแล้วดอกเล่าราวกับทุ่งนั่นคือทุ่งดอกไม้สวรรค์...สีปุยฝ้าย"น.30
ดินแดนแห่งนั้นมีอยู่จริงๆครับ
ลองหามาอ่านดูกันนะครับ
July 4, 2016
รวมเรื่องสั้นที่มีคละเคล้ากันไป บางเรื่องทำให้เราเกิดการตั้งคำถามต่างๆนานาและมากมายว่าแท้จริงแล้ว เราคิดและรู้สึกเช่นเดียวกับตัวละครตัวนั้นด้วยหรือเปล่า แต่ก็มีบางเรื่องที่เราอ่านจบแล้วอยากเดินเข้าไปกอดพ่อให้แน่นกว่าเดิม
April 7, 2024
มีเนื้อหาให้ขบคิด...แต่บางบท.ก็ไม่เข้าใจ เป็นเรื่องสั้น หลายๆเรื่อง นี่ชอบเรื่องเกี่ยวกับสัตว์รู้สึกได้ผจญภัยดี ตอนที่ ชอบที่สุดคือ งางอน สัตว์สองนอ คิดถึงทุกปี และนครคนดี
รีวิวตอนที่ชอบ งางอน : เรื่องของพรานที่ถูกนายทุนขู่ให้ไปฆ่าช้างดุร้าย เพื่อเอางา แต่ว่าช้างตัวนั้นเป็นเพื่อนรักกับพราน ...ชอบตรงหักมุมได้สะใจดี สะท้อนระบบนายทุน ถ้าพรานทุกคนตั้งสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้องได้ดั่ง ใจ พวกนายทุนคงหมดไปแล้วแหละ
สัตว์สองนอ : พรานไพรวัลย์ (คนเขียนน่าจะตั้งใจเขียนให้เป็นชื่อ เดียวกับรพินทร์ ไพรวัลย์ พระเอกในเพชรพระอุมา) กับเพื่อนนัก ข่าวติดเหล้า เข้าป่าไปเพื่อล่าแรด แต่เป็นการล่าเพื่อปกป้อง ไม่ได้ ฆ่า อันนี้น่าสนใจคนเขียนเปรียบเทียบ นอแรดคือภัยที่มาสู่แรด ส่วน Id และ ego ของมนุษย์ก็คือภัยเช่นกัน ดังนั้นควรจะต้องตัดมันทิ้ง ละนิสัยแย่ๆของตัวเองไปบ้างนั่นเอง...
คิดถึงทุกปี : ครอบครัวที่ดูสมบูรณ์แบบแท้จริงแล้ว คือความ พยายามทะนุถนอมหัวใจกันก็ได้ เหนือยิ่งกว่าความรัก จริงๆตอนนี้ มันเข้าใจง่ายด้วยแหละ ชอบการเปรียบเทียบดอกตาเบบูย่า ที่ ออกดอกครั้งเดียวแต่ต้องรักษาให้มันมีชีวิตอยู่รดน้ำทั้งปี เปรียบกับ ชีวิตที่ไม่อยากจะต้องอดทนเพื่ออะไรขนาดนี้ก็ได้ และก็ชอบเรื่องที่ บอกว่า บางคนต้องทำเพื่อรักษาน้ำใจคนที่รักและรักษาระยะห่างกับ คนที่ไม่ได้รัก คนเดียวกันด้วย งงไหม นี่อ่านแล้วก็งงไปเหมือน กัน5555
สุดท้าย นครคนดี : ชอบเรื่อง มันลึกซึ้งดี เปลี่ยนเทียบกับอะไรๆใน บ้านเมืองที่ยกย่องคนดี แต่คนดีเหล่านั้นต้องตายเพื่อแลกมา มี ความพลิกกลับของนิยาม คนดีกับคนเลว โดยทั่วไป คนเลวจะเป็นผู้ โดนตัดสินความผิดมากกว่าคนดี แต่ถ้ากลับกันล่ะ ถ้าโลกทำให้คน ดีโดนกำจัด จะเกิดอะไรขึ้น ทุกคนต้องเป็นคนเลว อะไรๆมันผิด เพี้ยนไปหมด ชอบคำที่ว่า จะไปด้วยกันไหม หรือจะรอเป็นคนดี? หมายถึง จะไปจากที่นี่ หรือจะยอมตาย...
รีวิวตอนที่ชอบ งางอน : เรื่องของพรานที่ถูกนายทุนขู่ให้ไปฆ่าช้างดุร้าย เพื่อเอางา แต่ว่าช้างตัวนั้นเป็นเพื่อนรักกับพราน ...ชอบตรงหักมุมได้สะใจดี สะท้อนระบบนายทุน ถ้าพรานทุกคนตั้งสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้องได้ดั่ง ใจ พวกนายทุนคงหมดไปแล้วแหละ
สัตว์สองนอ : พรานไพรวัลย์ (คนเขียนน่าจะตั้งใจเขียนให้เป็นชื่อ เดียวกับรพินทร์ ไพรวัลย์ พระเอกในเพชรพระอุมา) กับเพื่อนนัก ข่าวติดเหล้า เข้าป่าไปเพื่อล่าแรด แต่เป็นการล่าเพื่อปกป้อง ไม่ได้ ฆ่า อันนี้น่าสนใจคนเขียนเปรียบเทียบ นอแรดคือภัยที่มาสู่แรด ส่วน Id และ ego ของมนุษย์ก็คือภัยเช่นกัน ดังนั้นควรจะต้องตัดมันทิ้ง ละนิสัยแย่ๆของตัวเองไปบ้างนั่นเอง...
คิดถึงทุกปี : ครอบครัวที่ดูสมบูรณ์แบบแท้จริงแล้ว คือความ พยายามทะนุถนอมหัวใจกันก็ได้ เหนือยิ่งกว่าความรัก จริงๆตอนนี้ มันเข้าใจง่ายด้วยแหละ ชอบการเปรียบเทียบดอกตาเบบูย่า ที่ ออกดอกครั้งเดียวแต่ต้องรักษาให้มันมีชีวิตอยู่รดน้ำทั้งปี เปรียบกับ ชีวิตที่ไม่อยากจะต้องอดทนเพื่ออะไรขนาดนี้ก็ได้ และก็ชอบเรื่องที่ บอกว่า บางคนต้องทำเพื่อรักษาน้ำใจคนที่รักและรักษาระยะห่างกับ คนที่ไม่ได้รัก คนเดียวกันด้วย งงไหม นี่อ่านแล้วก็งงไปเหมือน กัน5555
สุดท้าย นครคนดี : ชอบเรื่อง มันลึกซึ้งดี เปลี่ยนเทียบกับอะไรๆใน บ้านเมืองที่ยกย่องคนดี แต่คนดีเหล่านั้นต้องตายเพื่อแลกมา มี ความพลิกกลับของนิยาม คนดีกับคนเลว โดยทั่วไป คนเลวจะเป็นผู้ โดนตัดสินความผิดมากกว่าคนดี แต่ถ้ากลับกันล่ะ ถ้าโลกทำให้คน ดีโดนกำจัด จะเกิดอะไรขึ้น ทุกคนต้องเป็นคนเลว อะไรๆมันผิด เพี้ยนไปหมด ชอบคำที่ว่า จะไปด้วยกันไหม หรือจะรอเป็นคนดี? หมายถึง จะไปจากที่นี่ หรือจะยอมตาย...
This entire review has been hidden because of spoilers.
November 16, 2020
หนังสือที่เป็นเหมือน safe zone ของเรา บางทีไม่รู้จะทำอะไร หรือไม่สบายใจ อยากลืมความทุกข์ใจ ก็มักจะหยิบเล่มนี้มาอ่าน เอาจริงๆน่าจะอ่านเกิน 10 รอบเลยด้วยซ้ำ อ่านจนหนังสือเยินเลย เป็นรวมเรื่องสั้นหลายเรื่องที่บางเรื่องก็เสียดสีสังคม บางเรื่องพูดถึงเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ตลอดจนเรื่องความยุ่งยากของความสัมพันธ์
เรื่องคิดถึงทุกปีที่เป็นชื่อเล่มพูดถึงมิติของความสัมพันธ์ที่ซ้อนทับกันอยู่ ตั้งคำถามเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ต่างๆ เรื่องนครคนดีที่โคตรจะเซอร์เรียล ผู้เขียนเสียดสีเรื่องการเป็น 'คนดี' ในเมืองสุดประหลาดที่มีอนุสาวรีย์ของ 'คนดี' ตั้งอยู่ทุกหย่อมหญ้า หรือเรื่องสุดท้ายที่เป็นเรื่องของพระเจ้า ซาตาน และมนุษย์มาพบกันในวันที่พระเจ้าเหนื่อยล้ากับความเป็นไปบนโลกจนอยากจะละสังขาร
เราชอบหลายเรื่องมาก แต่เอาจริงๆคือชอบทุกเรื่องเลยนั่นแหละ รู้สึกว่าคนเขียนเขาครีเอทดีแล้วก็เป็นคนมีอารมณ์ขันเล็กๆด้วย ไม่ใช่ในเชิงแบบปล่อยมุกตลกขำก๊าก ออกแนวแบบตลกร้าย ironic ไรงี้ บางเรื่องอ่านแล้วแอบหัวเราะหึๆ บางเรื่องอ่านแล้วทิ้งมวลบางอย่างไว้ในใจ เราซื้อหนังสือนี้มานานแล้วนะ ประมาณ 5-6 ปีได้มั้ง ตอนอ่านครั้งแรกกับตอนอ่านครั้งล่าสุดก็ไม่เหมือนเดิม ได้อะไรกลับมาใหม่อีกเรื่อยๆ เรื่องที่ไม่เข้าใจก็เข้าใจขึ้น ยกตัวอย่างคือเรื่องสารนาถ เมื่อ 5 ปีก่อนเราไม่เข้าใจเลยว่าผู้เขียนจะสื่ออะไร เลยกลายเป็นเรื่องที่เราชอบน้อยที่สุดเมื่ออ่านครั้งแรก แต่พอกลับมาอ่านอีกรอบในหลายปีต่อมา เรื่องนี้กลับกลายเป็นเรื่องที่กระแทกใจเราอย่างแรง ตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายของโลกใบนี้ได้อย่างเจ็บแสบ หนังสือเล่มนี้อยู่ข้างๆเราเสมอขณะที่เรากำลังเติบโต เหมือนมันเป็นมาตรวัดว่าเราเข้าใจโลกใบนี้มากขึ้นขนาดไหนแล้ว
เรื่องคิดถึงทุกปีที่เป็นชื่อเล่มพูดถึงมิติของความสัมพันธ์ที่ซ้อนทับกันอยู่ ตั้งคำถามเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ต่างๆ เรื่องนครคนดีที่โคตรจะเซอร์เรียล ผู้เขียนเสียดสีเรื่องการเป็น 'คนดี' ในเมืองสุดประหลาดที่มีอนุสาวรีย์ของ 'คนดี' ตั้งอยู่ทุกหย่อมหญ้า หรือเรื่องสุดท้ายที่เป็นเรื่องของพระเจ้า ซาตาน และมนุษย์มาพบกันในวันที่พระเจ้าเหนื่อยล้ากับความเป็นไปบนโลกจนอยากจะละสังขาร
เราชอบหลายเรื่องมาก แต่เอาจริงๆคือชอบทุกเรื่องเลยนั่นแหละ รู้สึกว่าคนเขียนเขาครีเอทดีแล้วก็เป็นคนมีอารมณ์ขันเล็กๆด้วย ไม่ใช่ในเชิงแบบปล่อยมุกตลกขำก๊าก ออกแนวแบบตลกร้าย ironic ไรงี้ บางเรื่องอ่านแล้วแอบหัวเราะหึๆ บางเรื่องอ่านแล้วทิ้งมวลบางอย่างไว้ในใจ เราซื้อหนังสือนี้มานานแล้วนะ ประมาณ 5-6 ปีได้มั้ง ตอนอ่านครั้งแรกกับตอนอ่านครั้งล่าสุดก็ไม่เหมือนเดิม ได้อะไรกลับมาใหม่อีกเรื่อยๆ เรื่องที่ไม่เข้าใจก็เข้าใจขึ้น ยกตัวอย่างคือเรื่องสารนาถ เมื่อ 5 ปีก่อนเราไม่เข้าใจเลยว่าผู้เขียนจะสื่ออะไร เลยกลายเป็นเรื่องที่เราชอบน้อยที่สุดเมื่ออ่านครั้งแรก แต่พอกลับมาอ่านอีกรอบในหลายปีต่อมา เรื่องนี้กลับกลายเป็นเรื่องที่กระแทกใจเราอย่างแรง ตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายของโลกใบนี้ได้อย่างเจ็บแสบ หนังสือเล่มนี้อยู่ข้างๆเราเสมอขณะที่เรากำลังเติบโต เหมือนมันเป็นมาตรวัดว่าเราเข้าใจโลกใบนี้มากขึ้นขนาดไหนแล้ว
November 25, 2025
เคยได้ยินชื่อ “บินหลา สันกาลาคีรี” มานานแล้ว และมาได้ยินอีกครั้งตอนได้ข่าวการจากไปของเขา เคยอ่านเรื่องสั้นจากนักเขียนท่านนี้แค่ 1 เล่มเท่านั้น “เจ้าหงิญ” และก็ชอบมาก ๆ
เรื่องที่ชอบที่สุดในเล่มนี้คงเป็นเรื่อง “คิดถึงทุกปี” เราอินกับอะไรแบบนี้ และจะอินมากกว่าเดิม ถ้าคนเล่าเป็นผู้ชาย เราชอบอ่านงานเขียนที่เล่าเรื่องความรักความสัมพันธ์ผ่านมุมมองของผู้ชาย อาจจะเป็นนักเขียนชายหรือตัวละครชายก็ได้ ความรู้สึกที่ได้รับมาจากการอ่านมันจะเข้มข้นกว่ามาก เป็นปริศนาโดยอัตโนมัติ หมายถึงน่าค้นหา อะไรประมาณนั้น มุมมองของนักเขียนหญิงที่เคยอ่านมา จะค่อนข้างตรงไปตรงมา ชัดเจน เข้มข้น เข้าใจง่ายกว่า แต่เอาเถอะ จริง ๆ อาจจะไม่เกี่ยวกับเพศเลยสักนิด แค่เป็นตัวอักษรจากคนที่ต่างกันและให้ความรู้สึกแตกต่างกันแค่นั้นเอง
อีกเรื่องที่ชอบคือ “งางอน” ถ้าให้จบอีกแบบนึงเราคงปิดหนังสือ แต่พอ “ปัง!” แล้วจบแบบนั้น ก็เลยทำให้อ่านต่อ และก็จบเล่มเลย เรื่องที่อ่านซ้ำอีกรอบทันทีที่อ่านจบคือ “งามแสงดาว” เล่าความสัมพันธ์อีกแล้ว ปู่-พ่อ-ลูกชาย-หลานชาย ไม่ค่อยอ่านความสัมพันธ์แบบนี้ แต่ด้วยการเล่า เราอินนะ (อีกแล้ว)
นี่คือสิ่งที่ตกตะกอนได้หลังอ่านจบ ไม่รู้ว่าเรื่องไหนทำให้ได้ตะกอนก้อนนี้มา…น่าจะ “งามแสงดาว” นะ
ชีวิตจริงมันก็แบบนี้แหละ การกระทำทุกอย่างดำเนินไปตามความรู้สึกทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว พอมองย้อนกลับไป พอเรื่องราวเหล่านั้นกลายเป็นเรื่องเล่า คำถามบางอย่างจะได้รับการอธิบายเสมอ บางครั้งอาจจะได้รับคำตอบเลยด้วยซ้ำ เราแค่ต้องออกห่างจากเหตุการณ์เหล่านั้นให้มากพอที่มองย้อนกลับไปได้ ซึ่งบางครั้งระยะทางก็คือเวลา เราเร่งไม่ได้ ทำได้แค่ให้เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ แค่นั้นเอง
เรื่องที่ชอบที่สุดในเล่มนี้คงเป็นเรื่อง “คิดถึงทุกปี” เราอินกับอะไรแบบนี้ และจะอินมากกว่าเดิม ถ้าคนเล่าเป็นผู้ชาย เราชอบอ่านงานเขียนที่เล่าเรื่องความรักความสัมพันธ์ผ่านมุมมองของผู้ชาย อาจจะเป็นนักเขียนชายหรือตัวละครชายก็ได้ ความรู้สึกที่ได้รับมาจากการอ่านมันจะเข้มข้นกว่ามาก เป็นปริศนาโดยอัตโนมัติ หมายถึงน่าค้นหา อะไรประมาณนั้น มุมมองของนักเขียนหญิงที่เคยอ่านมา จะค่อนข้างตรงไปตรงมา ชัดเจน เข้มข้น เข้าใจง่ายกว่า แต่เอาเถอะ จริง ๆ อาจจะไม่เกี่ยวกับเพศเลยสักนิด แค่เป็นตัวอักษรจากคนที่ต่างกันและให้ความรู้สึกแตกต่างกันแค่นั้นเอง
อีกเรื่องที่ชอบคือ “งางอน” ถ้าให้จบอีกแบบนึงเราคงปิดหนังสือ แต่พอ “ปัง!” แล้วจบแบบนั้น ก็เลยทำให้อ่านต่อ และก็จบเล่มเลย เรื่องที่อ่านซ้ำอีกรอบทันทีที่อ่านจบคือ “งามแสงดาว” เล่าความสัมพันธ์อีกแล้ว ปู่-พ่อ-ลูกชาย-หลานชาย ไม่ค่อยอ่านความสัมพันธ์แบบนี้ แต่ด้วยการเล่า เราอินนะ (อีกแล้ว)
นี่คือสิ่งที่ตกตะกอนได้หลังอ่านจบ ไม่รู้ว่าเรื่องไหนทำให้ได้ตะกอนก้อนนี้มา…น่าจะ “งามแสงดาว” นะ
ชีวิตจริงมันก็แบบนี้แหละ การกระทำทุกอย่างดำเนินไปตามความรู้สึกทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว พอมองย้อนกลับไป พอเรื่องราวเหล่านั้นกลายเป็นเรื่องเล่า คำถามบางอย่างจะได้รับการอธิบายเสมอ บางครั้งอาจจะได้รับคำตอบเลยด้วยซ้ำ เราแค่ต้องออกห่างจากเหตุการณ์เหล่านั้นให้มากพอที่มองย้อนกลับไปได้ ซึ่งบางครั้งระยะทางก็คือเวลา เราเร่งไม่ได้ ทำได้แค่ให้เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ แค่นั้นเอง
January 22, 2026
This book opened a lot of perspective on how I handle my emotions and how I express them towards the world. It tragically hurt me a little to think that something now will change into some other thing in the future because nothing is forever even though our feelings. I love some stories in this book because I found myself in them but I still don’t dislike the other stories because it was beautiful too.
June 21, 2023
การทำให้ใครสักคนเชื่อคงต้องรู้จักวิธีหลอกร่วมอยู่ด้วย
การทำให้ใครสักคนคิดคงต้องล่อให้เขาไม่คิดเสียก่อน
คุณสมบัติทั้งสองข้อมีในหนังสือเล่มนี้
มันหลอกล่อผู้อ่านให้เหม่อลอยมองข้าม ให้คิดไม่ถึง จากนั้นค่อยหยิกเรียกสติแรงๆ ให้กลับมาคิดอีกที ให้กลับมาคิดถึง — ให้รู้ว่ามีคนคิดถึงอยู่
การทำให้ใครสักคนคิดคงต้องล่อให้เขาไม่คิดเสียก่อน
คุณสมบัติทั้งสองข้อมีในหนังสือเล่มนี้
มันหลอกล่อผู้อ่านให้เหม่อลอยมองข้าม ให้คิดไม่ถึง จากนั้นค่อยหยิกเรียกสติแรงๆ ให้กลับมาคิดอีกที ให้กลับมาคิดถึง — ให้รู้ว่ามีคนคิดถึงอยู่
January 30, 2018
รวมเรื่องสั้นที่สะท้อนชีวิตหลายมุมมอง ทั้งความรัก ครอบครัว ผิดชอบชั่วดี ฯลฯ ชอบเรื่อง คิดถึงทุกปี, สัตว์ 2 นอ, งามแสงดาว แต่ก็มีบางเรื่องที่ไม่เข้าใจมันอยู่ดีว่าจะสื่ออะไร อย่างตาหมาหมวก
January 28, 2021
รวมเรื่องสั้นที่ทันสมัย แม้ว่าบางเรื่องจะถูกเขียนมาตั้งแต่ปี 2538 แต่ยังทันสมัยอยู่ ผมอ่านเล่มนี้จากสำนักพิมพ์ KOOB มีหนึ่งเรื่องที่เป็นตอนล่าสุดที่บินหลา นำมาใส่เอาไว้ มีความสุขที่ได้อ่าน
December 16, 2021
รวมเรื่องสั้นหลากหลายอารมณ์ อ่านเพลินๆ แวบเดียวจบ ชอบที่สุด คือ เรื่อง 'งามแสงดาว' คับ
May 28, 2023
เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ แอบเสียดสีสังคมพอแสบๆคันคัน
Read
September 18, 2023สัตว์ 2 นอ / งามแสงดาว / คิดถึงทุกปี
ทั้งสามเรื่องนี้เล่าอารมณ์และมีdevice ที่ช่วยสื่อสารใจความเรื่องที่งดงามมากเลย ประเด็นที่หวังจะสำรวจก็เป็นสิ่งที่ส่วนตัวสนใจอยู่แล้ว
A good read.
ทั้งสามเรื่องนี้เล่าอารมณ์และมีdevice ที่ช่วยสื่อสารใจความเรื่องที่งดงามมากเลย ประเด็นที่หวังจะสำรวจก็เป็นสิ่งที่ส่วนตัวสนใจอยู่แล้ว
A good read.
May 21, 2024
"หัวใจนกปรอด" กับ "งามแสงดาว" โอเค ชอบภาษาเวลาตั้งใจบรรยายสวยๆ แต่เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ไม่ตรงสเป็คเลย
October 8, 2026
รวมเรื่องสั้น เราชอบเรื่องสั้นคิดถึงทุกปีที่สุด ชอบบรรยากาศของเรื่องสั้นนี้ ชอบดอกตาเบบูญ่า
May 8, 2019
ชอบเรื่องงามแสงดาวมากๆ เป็นเรื่องสั้นที่ดีที่สุดเรื่องนึงที่เคยอ่านเลย เหมือนเค้าเขียนออกมาได้แทนใจเราทุกอย่าง ทุกคำทุกประโยคคือใช่ จริงๆ เรื่องอื่นก็ชอบมากเหมือนกัน อยากแนะนำให้ทุกคน
July 16, 2017
เรื่องที่ชอบเป็นพิเศษคือคิดถึงทุกปีและงามแสงดาว แต่จริงๆแล้วทุกเรื่องมีความน่าสนใจและทิ้งตะกอนไว้ทุกเรื่อง
แต่ละเรื่องมีจุดประสงค์ที่ต้องการสื่อแตกต่างกันไป ทั้งความรัก ครอบครัว เสียดสีสังคม นับเป็นรวมเรื่องสั้นที่แหวกแนวและเนื้อหาสนุกชวนติดตามเล่มหนึ่ง
แต่ละเรื่องมีจุดประสงค์ที่ต้องการสื่อแตกต่างกันไป ทั้งความรัก ครอบครัว เสียดสีสังคม นับเป็นรวมเรื่องสั้นที่แหวกแนวและเนื้อหาสนุกชวนติดตามเล่มหนึ่ง
Displaying 1 - 17 of 17 reviews

















