Jump to ratings and reviews
Rate this book

The Draker's Story #4

น้ำพุแห่งความเป็นความตาย

Rate this book
หนึ่งในถ้วยน้ำชาของแอมมี่หายตัวไป ข่าวร้ายถาโถมเข้าหาแอมมี่ทันทีหลังจากงานประลองจบลง ความสุขจากการได้พบกับมังกรตัวใหม่ทั้งสองตัวแทบมลายหายไปสิ้นเมื่อเกิดเรื่องกับ ชาเรช่า เพลเลต ประธานนักเรียนคนเก่งแห่งเดอลาเรีย แอมมี่ออกจากโรงแรมที่พักตรงดิ่งกลับลาโคน่าทันทีที่ทราบเรื่อง แต่การกลับไปช่วยรุ่นพี่คนสำคัญครั้งนี้กลับนำแอมมี่ไปรับรู้ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
มีใครบางคนวางยา เดลลารีน แคลร์ แม่ของแอมมี่ บุคคลซึ่งเป็นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างของเด็กสาว ยิ่งไปกว่านั้น น้ำยาสีม่วงปริศนานี้ไม่ได้มีแค่แม่แอมมี่เท่านั้นที่กิน น้ำยานี้มีไว้เพื่ออะไร จุดประสงค์ที่แท้จริงของการสร้างมันขึ้นมาคืออะไร ความเกี่ยวพันระหว่างคนที่กินน้ำยาทั้งหมดคืออะไรกันแน่ แอมมี่ได้แต่ตั้งข้อสันนิษฐาน และหวังว่าสิ่งที่กลัวจะไม่เป็นจริงขึ้นมา
ท่ามกลางปริศนาที่ขมวดปมจนเหมือนจะไม่มีทางแก้ ตัวต่อมากมายที่แอมมี่รับรู้มากำลังปะติดปะต่อกันเป็นภาพความจริงที่อาจทำให้เด็กสาวต้องกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด แต่สิ่งหนึ่งที่แฝงเร้นมากับการค้นหาคำตอบทั้งหมดคือ การปรากฏตัวขึ้นมาของทายาทมังกรหัวหน้าเผ่าที่สี่ที่แอมมี่ต้องตามหา คำถามของแอมมี่กำลังได้รับคำตอบ และคำตอบเหล่านั้นก็กำลังนำทุกคนไปสู่...การตัดสินใจครั้งใหม่ของเดรกเกอร์ผู้ใช้เวทมนตร์คนเดียวของโลก
บนผืนน้ำของน้ำพุแห่งความเป็นตาย คำทำนายของ ฟอร์เซลล่า แคลร์ จะถูกตีแผ่ ความเจ็บปวดของแคลร์กำลังได้รับการตอบสนอง เสียงกรีดร้องของแคลร์กำลังจะทำให้ผืนน้ำแห่งชีวิตต้องมอดไหม้ บทสรุปของการมาเยือนน้ำพุแห่งนี้ของแอมมี่จะเป็นเช่นไร เชิญติดตามอ่านได้ใน The Draker’ s story ตอน น้ำพุแห่งความเป็นตาย

441 pages, Unknown Binding

2 people are currently reading
152 people want to read

About the author

กัลฐิดา

106 books114 followers

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
41 (56%)
4 stars
24 (32%)
3 stars
7 (9%)
2 stars
1 (1%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 7 of 7 reviews
Profile Image for B. Sutthida.
344 reviews6 followers
January 31, 2026
ให้กลิ่นอายคล้ายคลึงกับเซวีน่า (จากปริศนาที่เฉลยมาในตอนนี้) กล่าวคือพวกผู้หลักผู้ใหญ่สร้างเรื่องกันเอาไว้...ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ จนเรื่องมันมากระทบกับครอบครัวนางเอก ทำให้ชีวิตนางเอกตอนเด็กไม่สมบูรณ์ โตขึ้นก็โดนบีบให้รับผิดชอบภารกิจที่พวกผู้ใหญ่ผลักภาระมาให้เพราะเธอคือ the special one... เรียกได้ว่า 'เธอซวยเองที่เกิดมาในครอบครัวนี้'

ครึ่งเล่มหลังเฉลยปมเรื่องอาการป่วยของแม่แอมมี่และการหายตัวไปของพ่อแอมมี่ อ่านแล้วโมโหมาก อาจเป็นเพราะทัศนคติของเรากับนางเอกไม่ตรงกัน เราเข้าใจนะว่าโกรธคือโง่โมโหคือบ้า เราเข้าใจว่าไฟแค้นมันไม่มีที่สิ้นสุดและผลสุดท้ายมันจะเผาใจเราเอง แต่..แต่..แต่...ไอ้คู่กรณีมันควรจะแสดงความสำนึกผิดบ้างนะ ไม่ใช่มาแค่พูดเป็นการส่วนตัวว่า 'ขออภัย' แล้วจบกัน

เล่มนี้ให้ 4.5 ดาว ขอหักครึ่งดาวเรื่องการดำเนินเรื่อง รู้สึกเหมือนนักเขียนยัดเยียดเหตุผลเพื่อให้เกิดเหตุการณ์ xx แบบในปัจจุบัน

---------------------
ระบาย

1. ไอ้พวกเดรกเกอร์อาวุโสส้นxx แหม...อะไรที่ตัวเองทำผิดละไม่พูด ไม่ป่าวประกาศ แต่พอเป็นความผิดของแคลร์ละเที่ยวโพนทะนา เรียกว่าประกาศให้ใต้หล้าได้รู้กันเลยทีเดียว อยากจะเข้าไปยืนชี้หน้าด่าเรียงตัว

2. ตอนที่ดัสค์รู้ความจริง (หรือตอนที่อยู่ในเหตุการณ์แอมมี่อาละวาด) ควรปราบผู้อาวุโสเสียบ้าง เขาไม่คิดหรอว่าแม่ตัวเองก็ต้องเผชิญกับความไม่ยุติธรรมแบบนี้เหมือนกัน ทำไมคนที่โวยวาย...คนที่ทวงความยุติธรรมให้ตัวเองถึงกลายเป็นตัวร้าย ส่วนพวกเอาเปรียบคนอื่นถึงเชิดหน้าชูคอทำตัวสูงส่ง อย่างน้อยๆ ก็ควรเรียกสติผู้อาวุโสให้หาหนทางแก้ไขบ้าง ไม่ใช่แค่ถอนใจและปลงว่า 'มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้แล'

ที่สำคัญตอนที่แอมมี่อาละวาด ถ้ามีใครสักคนช่วยระบายความอัดอั้นตันใจนั้นไม่คิดว่าแอมมี่จะเย็นลงหรอ?

3. หลังจากการอาละวาดของแอมมี่ พอทุกอย่างเข้าที่ แอมมี่ก็ให้อภัยง่ายมาก ปากบอกว่าฉันไม่ใช่คนดี แต่เธอก็คือคนดีแหละ เธอไม่คิดหรอว่าจนท้ายสุดเมื่อกี้นี้...พวกเดรกเกอร์อาวุโสมันยังคิดไม่ได้เลย มันไม่กลับตัวสักนิด สิ่งที่พวกนั้นมีให้ก็แค่ความรู้สึกเสียใจ ซึ่งเสียใจแต่ก็ทำ ไม่มีการเยียวยา ไม่มีการแก้ไขปรับปรุงตัว ไม่มีแนวทางปฏิบัติใหม่ว่าถ้าเจอสถานการณ์เดิมควรทำอย่างไร

4. สำหรับการเยียวยา ถ้าบอกว่าเหตุการณ์มันเกิดขึ้นไปแล้วจะให้แก้ไขอย่างไร ฉันย้อนเวลาไม่ได้สักหน่อย (มีบอกด้วยเถอะว่าต่อให้ย้อนเวลากลับไปก็จะทำแบบเดิม) อย่างน้อยๆ การชำระประวัติศาสตร์คือสิ่งที่พวกเธอทำได้จ้ะ ดูอย่างเรื่องฟอร์เซลล่า แคลร์ เดรกเกอร์เอาแต่พูดว่าเธอเป็นวายร้ายอย่างไร กล่าวกันเสียเหมือนว่าทุกอย่างเป็นเพราะสายเลือดชั่วร้ายของแคลร์ จู่ๆ เธอก็กลายเป็นบ้าไล่สาปคนอื่นเพราะอยากได้มังกรจนตัวสั่น แต่เดรกเกอร์ไม่ยืดอกยอมรับว่าตนเองคือผู้สร้างโศกนาฏกรรมขึ้นเพราะผิดคำสัญญา... ดูอย่างตอนต้นเรื่องที่พวกเดรกเกอร์อธิบายเรื่องให้แอมมี่ฟังสิ เล่าอ้อมไปอ้อมมากว่าแอมมี่จะจับจุดได้ว่า 'อ้อ พวกคุณไปผิดสัญญากับฟอร์เซลล่า แคลร์ก่อนนี่เอง เธอถึงได้แก้แค้น'

5. ทัศนคติเรื่อง 'มังกรเป็นสิ่งมีชีวิตเลิศเลอแสนสำคัญ' เป็นประเด็นที่อ่านไปเบ้ปากไป ยิ่งช่วงท้ายเล่ม (จริงๆ ก็ทั้งเรื่อง) จะเน้นย้ำอยู่เสมอว่า 'เดรกเกอร์ต้องทำเพราะต้องการปกป้องสิ่งสำคัญ' คือไม่ใช่เราไม่รักมังกรในเรื่องนะ แต่ขอโทษนะคะ...ชีวิตคนก็คือชีวิตค่ะ คุณจะมาเอาชีวิตคนอื่นแลกกับชีวิตมังกรไม่ได้ แน่จริงคุณก็ตายเองสิ คุณรักมังกรของคุณ คนอื่นเขาก็มีสิ่งที่รักมีสิ่งที่เขาต้องปกป้องเหมือนกันเถอะ

6. สำหรับฟายด์ หลานสาวแสนน่ารักของฉัน นึกว่าจะได้แสดงพลังให้โลกได้ประจักษ์เสียแล้ว แต่ไม่เป็นไร เข้าใจว่านี่ไม่ใช่เรื่องของเธอ แค่หวังว่าเส้นทางชีวิตของเธอจะไม่เศร้าเกินไปนัก รักนะฟายด์
Profile Image for Allukah.
46 reviews
July 18, 2018
รีวิวรวบยอดเล่ม 1-5

เอากลับมาอ่านอีกครั้งหลังอ่าน LOST จบไปเมื่อต้นปี แเต่พอเริ่มอ่านก็รู้สึกเสียดาย ควรจะอ่านเรื่องนี้ก่อนเพราะเป็นเรื่องที่ 2 ของผู้เขียน จึงกลายเป็นว่าทุกอย่างถอยหลังไปเสียหมดในทุกด้าน ทั้งความแปลกใหม่ ความน่าสนใจ characterization บทสนทนา องค์ประกอบ ฉาก เซตติ้ง ฯลฯ ซึ่ง ณ เวลานั้นยังไม่หลุดพ้นจากกรอบของเซวีน่า ทำให้ความกระตือรือร้นในการอ่านลดลงมาก แต่เพราะเป็นคนไม่ชอบอ่านนิยายค้างๆ คาๆ ก็เลยจำต้องอ่านให้จบ (เตือนก่อนว่ามีสปอย และจะรีวิวตามความรู้สึกตัวเองล้วนๆ)

สำหรับเดรกเกอร์นั้นไม่ต่างกับ LOST ตรงที่ผู้เขียนยังคงสไตล์เดิมของตัวเองมากไป ไม่สามารถสลัดตัวตน ทัศนคติและเขียนเรื่องใหม่ขึ้นมาได้จริงๆ หากไม่เคยอ่านเซวีน่ามาก่อนก็คงจะรู้สึกตื่นเต้น สนุกสนานกับเนื้อเรื่องได้ แต่เมื่อเคยอ่านมาก่อนก็เลยกลายเป็นน่าเบื่อ ขาดความน่าสนใจมากกว่าตอนอ่าน LOST

ที่เหมือนเซวีน่า คือทัศนคติ การจัดวางบทบาทต่างๆ รวมถึงบทสนทนาที่ขาดมิติ ไหวพริบและการเชือดเฉือน ตัวละครที่ flat ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง เป็นเพียงตัวประกอบฉากให้เหล่าตัวเอกและผองเพื่อน เพื่อนที่ไม่มีวันทรยศเพื่อน แต่เดรกเกอร์.. หากไม่ดูชื่อเรื่องคงคิดว่าอ่านเซวีน่าอยู่ มี world building ถอดแบบมาจากเซวีน่าเกือบทุกอย่าง ทั้งวลีเด็กสาวที่น่าสงสารและโชคร้ายที่สุด แต่ความจริงก็สืบทอดมาจากตระกูลที่มีพลังอันยิ่งใหญ่ ครอบครัวพ่อแม่ร่ำรวย เปี่ยมอิทธิพลมหาศาล เช่นเดียวกับสหายของเธอ พันธสัญญา กงล้อแห่งโชคชะตา วงจร วัฒจักร คำทำนายการวางแผนของคนๆ เดียวที่สามารถชี้ชะตาลิขิตให้คนเดินไปตามทางที่ตนต้องการ เมืองคลอง การใช้พลัง พระเอกนิสัยเงียบขรึม พูดน้อย ผมดำ ตาดำและแต่งดำทั้งตัว เป็นไม้เบื่อไม้เมากับนางเอกในช่วงแรกๆ กลุ่มเพื่อนของนางเอก ตัวละครประเภทโผล่ออกมาครั้งแรกก็เดาได้เลยว่าจะคู่กับใคร เส้นทางการดำเนินเรื่องก็คล้ายกันมาก ความลุ้นว่าใครจะได้เป็นเดรกเกอร์สำหรับมังกรในไข่แต่ละใบก็ไม่มีเลย สปอยตั้งแต่หน้าปก คำโปรยยันหนังสือ การอ่านหนังสือชุดนี้เป็นไปอย่างหาวหวอดเบื่อหน่ายมาก (มีแค่ภาค 4 ที่คลายปมสำคัญต่างๆ ออกมารวดเร็วน่าเวียนศีรษะ ทำให้เรื่องมีสีสัน สนุกขึ้นมาหน่อยนึง)

เคยได้ยินว่าผู้เขียนเคยถูกติติงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน มีเพิ่มคือจุดที่ผู้เขียนผูกปมเยอะ และยังไม่เฉลยออกมาในทันทีหลายเรื่อง กว่าทุกอย่างจะกระจ่างก็เกิดอาการลืมเลือนไปบ้างแล้ว สำหรับเราจุดนั้นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือค่านิยมที่แฝงภายใ��เรื่อง ซึ่งค่อนข้างจะ idealism และยึดติดกับความสมบูรณ์แบบอยู่เสมอ ตามหลักแล้วแนวคิดดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง จะกล่าวว่าขายฝันก็ไม่คลาดเคลื่อนเท่าไรในเมื่อผู้เขียนชอบสร้าง (และเน้นย้ำ) โลก ยิ่งควรตระหนักว่าทุกโลกไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ งามพร้อมดีพร้อมไปเสียทุกอย่าง บางคนที่อยู่ฝ่ายธรรมะ (ขอใช้คำนี้เรียกฝั่งตัวเอกละกัน) ก็ควรจะมีความคิดด้านลบ เห็นแก่ตัว ไม่ใช่เพื่อนกวักมือเรียกทำอะไรก็เออออตามน้ำ ไม่เคยขัดข้องหมองใจกันอย่างจริงจังเลย

ผู้เขียนมักใช้วิธี tell แต่ไม่ show เช่นตอนงานเลี้ยงครบรอบบริษัทของบ้านฝั่งแม่นางเอก ที่มีตัวละครมากหน้าหลายตาเจรจาธุรกิจกันเต็มไปหมด แต่...ก็แต่บรรยายเฉยๆ ว่าเก่งมาก สนทนาได้แหลมคมมาก ไม่มีตัวอย่างการพูดคุยให้ดูจริงๆ อ่านแล้วนึกภาพไม่ออกว่าคนพวกนี้เขาฉลาดกันยังไง ทำงานกันยังไง เหมือนผู้เขียนไม่รู้ว่าจะแต่งยังไงให้ดูฉลาดจริงๆ ก็เลยเล่นมุก tell ตลอด... แกรี่ / แมรี่ ซู กันทั้งเรื่อง ขนาดไม่ได้อยู่ในความถนัดของตัวเองก็ทำออกมาได้ดีกว่าคนที่ฝึกฝนมาเป็นสิบๆ ปี สำหรับผู้เขียนแล้วพรแสวงไม่เคยดีเทียบเท่าพรสวรรค์ได้เลย

อีกเรื่องที่ไม่ชอบมากๆ ในนิยายของกัลฐิดา เคยรีวิวใน LOST ไปแล้วคือค่านิยมผู้ชายเป็นใหญ่ สามารถกระทำการกับผู้หญิงอย่างไรก็ได้ ไม่ใช่เป็นใหญ่เพราะชนชั้นวรรณะจริงๆ แบบในโลก Game of Thrones หรอกนะ แต่เป็นที่ทัศนคติของผู้เขียนที่แฝงซ่อนไว้ผ่านตัวอักษรแท้ๆ ในเดรกเกอร์ก็เหมือนกับ LOST เลย ไม่วายต้องมีตัวละครชายชอบบังคับ กดขี่ วางแผนต่างๆ นานาใส่ผู้หญิงที่ตัวเองหมายปอง โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะชอบตัวเองจริงๆ หรือเปล่า แค่ต้องการผู้หญิงคนนี้มาก็เลยหลอกตัวเองว่า เออ! อีกฝ่ายชอบฉันนะ เธอคนนี้แหละต้องมาเป็นของฉัน จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เธอมา มีแถข้างๆ คูๆ ต่อว่าที่ต้องทำเพราะอีกคนเป็นกุลสตรีชั้นสูง ไม่แสดงความรู้สึกเลยต้องลดตัวลงไปทำเรื่องเลวทราม เสื่อมเกียรติ เช่นการ sexual harrasment ผู้หญิง อ่านแล้วอึ้งไปเลย เพราะมันไม่ใช่แค่ตามตื๊อจนน่ารำคาญ แต่เป็นการพยายามลวนลามฝ่ายหญิงตลอด น่าสลดใจมากที่เห็นค่านิยมแบบนี้ปลูกฝังในวรรณกรรมเยาวชนไทย ไม่เข้าใจว่าทำไมกัลฐิดาชอบแต่ง ‘ความรัก’ แนวนี้นัก (หากมันจะเรียกว่าความรักได้ ไม่ใช่การใช้อำนาจทางเพศข่มเหงรังแกน่ะนะ) นี่ถ้าไม่ใช่เพราะผู้ชายคนนั้นมันหล่อ รวย มาจากตระกูลใหญ่เก่าแก่ เป็นญาติผู้พี่ของนางเอก เป็นที่หมายปองของสาวค่อนประเทศนี่คงถูกมองว่าเป็นพวกหื่นกามทุเรศๆ เหมือนในข่าวหน้าหนึ่งไปแล้วล่ะ แต่นี่เกิดมาโชคดีไง ทำเลวไม่เหมาะแค่ไหนก็ไม่ผิด สุดท้ายผู้หญิงก็ต้องยอมตกล่องปล่องชิ้นไปตามระเบียบ ด้วยเหตุผลเดียวคือผู้ชายคนนั้นมันหล่อ รวย ดูสมบูรณ์แบบจนสาวๆ เกือบทั้งโลกอยากแต่งงานด้วยแค่นั้นล่ะนะ

แนวคิดว่า “เพราะรัก = จึงเลือกเดินทางผิด = คนทั้งโลกประณาม = ไม่ผิด = ได้รับการอภัยโทษ” ก็ควรหมดไปได้แล้ว ตั้งแต่ตอนอ่านเซวีน่าปมเรื่องซีเลส ส่วนเรื่องนี้เน้นๆ คือบรรพบุรุษนางเอก พ่อแม่ของนางเอก พ่อของพระเอกที่เคยคิดจะสังเวยลูกตัวเอง ในเซวีน่าก็หนหนึ่งแล้วนะ ที่ยอมไม่อยู่ด้วยกันแต่ยอมทิ้งลูกคือ? แทนที่จะยอมสละตัวเองคนหนึ่งเพื่อให้อีกฝั่งไปเลี้ยงลูก จะได้เติบโตขึ้นมามีพ่อไม่ก็แม่อย่างน้อยหนึ่งคน แล้วนี่อะไร...ความรักระหว่างคู่รัก มันยิ่งใหญ่กว่าความรักและหน้าที่ที่มีต่อเด็กคนหนึ่ง เลือดเนื้อเชื้อไขของคุณเลยหรือ? ท้ายสุดเข้าอีหรอบเดิม กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ก็เพราะลูกของพวกคุณเอง ที่แลกมาด้วยความเจ็บปวด น้ำตา เหงื่อ เลือดของตัวเองและผู้คนอีกหลายพันนับไม่ถ้วน อยากมอบโล่รางวัลลูกกตัญญูดีเด่นให้เฟมีลกับแอมมี่มาก พ่อแม่แทบไม่เคยเลี้ยงดูตัวเอง ทิ้งๆ ขว้างๆ เพราะมีเหตุผลอันยิ่งใหญ่รองรับเป็นข้อแก้ตัวสำหรับทุกสิ่งที่ผ่านมา แต่ก็ยังได้รับการอภัย กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข มันเยอะจนรู้สึกรังเกียจเกินกว่าจะอินกับความรักประเภทนี้แล้ว

สำหรับภาคจบค่อนข้างผิดหวัง คาดว่าจะมีฉากเร้าใจหรือหักมุมที่สมเหตุสมผลมากกว่านี้ แต่กลับเป็นการหักมุมบิดเบือนความจริงจากเดิมจนให้ความรู้สึกค้างคา เหมือนผู้เขียนตันคิดมุกไม่ออก แค่อยากให้กลุ่มที่เหมือนจะร้ายแต่ต้นถูกต้องขึ้นมา ส่วนฮาเรสก้า แคลร์ ที่เหมือนจะเป็นตัวร้ายเด่นชัด มีบทมาตั้งแต่ภาคแรกๆ พอขึ้นศาลแย่งสิทธิ์ความเป็นเจ้าบ้านแล้วก็หายเข้ากลีบเมฆไปเลย ไม่มีบอกจุดจบขององค์กรที่ประสงค์ร้ายต่อมังกรไปเสียดื้อๆ ไม่ต้องถึงขั้นตายก็ได้ แค่อยากให้ผู้เขียนกล่าวถึงหน่อยก็ยังดี ฉากขึ้นศาลที่เราคาดว่าจะเห็นก็ไม่มี จริงๆ น่าจะตัดฉากสวีทหวานของคู่รองหกเจ็ดคู่ทิ้งไปแล้วเขียนฉากสำคัญแทนดีกว่า เล่มสุดท้ายหนามากจริงๆ แต่ก็ยังมีฉากรักกระหนุงหนิงสิ้นเปลือง เสียทั้งกระดาษ เสียทั้งเวลากับฉากรักที่เราอ่านแล้วไม่อินเลยสักนิดเข้ามาหลายร้อยหน้า น่าเสียดายมาก

เท่าที่อ่านมา ฟีลลิ่งด้านบวกที่มีให้กับเรื่องคือความสงสารเห็นใจต่อนางเอก ขัดๆ กับการแสดงออกทางอารมณ์บ้างในบางตอน แต่คิดว่าน่าจะเป็นปัญหาที่่การ execute กับ characterization ของผู้เขียน ที่ตัวละครตอนแรกโผล่มานิสัยแบบหนึ่ง แต่เขียนไปเขียนมากลับ out of character

สรุปรวมๆ คือ world building ยังขาดความสมจริงสมจัง idealistic สมบูรณ์แบบเกินไป สูญเสียไปมากแต่ก็ยังได้รับกลับคืนมาเท่านั้น มีคนอมตะอายุพันหมื่นปีเต็มเรื่องแต่ก็คงความสวยหล่อเหมือนหนุ่มสาวอยู่ ส่วนพวกตัวโกงที่ชั่วช้าจริงๆ นั้นดูไม่ยาก แค่เห็นว่าหน้าตาน่าเกลียด พูดจาอำมหิตเย็นๆ หน่อย คนอ่านก็รู้เลยว่านี่คือตัวร้ายไม่แปรผัน ส่วนพวกที่เหมือนจะร้ายแต่แรก ขอเพียงปรากฏตัวแล้วมีใบหน้างดงามผิดกับอายุจริง เราก็แน่ใจได้เลยทันทีว่าไม่ใช่ตัวละครที่ผู้เขียนตั้งใจให้เลวร้ายโฉดชั่วปานนั้น มีการตายแล้วเกิดใหม่พร่ำเพรื่อ จนยากจะเกิดความผูกพัน ซาบซึ้งไปกับเนื้อเรื่องได้อย่างเต็มที่จริงๆ

ในแง่ของความรู้สึกหลังอ่านจบ คิดว่าเรื่อง LOST มีการพัฒนาขึ้นกว่าเรื่องนี้ แต่ก็ยังคงความเป็นกัลฐิดาอย่างเหนียวแน่น ในฐานะที่ติดตามอ่นนิยายของกัลฐิดามาหลายเรื่อง เราก็หวังว่าในอนาคตผู้เขียนจะสามารถเสกสรรนิยายแฟนตาซีเซ็ตใหม่ ฉีกกระชากงานเขียนจากแนวคิดเดิมๆ ซ้ำๆ ได้เสียที
Profile Image for Kamonwan Keawkram.
185 reviews4 followers
September 23, 2020
เล่มนี้น่าจะเป็นเล่มที่เหนื่อยน้อยที่สุดในการอ่านเลยก็ว่าได้ แต่บทอารมณ์ก็เยอะมากเช่นกัน ทุกเรื่องต้นสายปลายเหตุจะมาปะทุที่เล่มนี้ รวมถึงความรู้สึกของตัวเอกเกือบทุกคนด้วย แอมมี่จะให้อภัยได้ไหม ตาแก่ของแอมมี่จะปลอดภัยไหม ลุ้นจนตัวโก่งจนต้องคว้าเล่ม 5 มาต่อเนื่องเลยทันที (เหนื่อยก็ต้องอ่าน แถมเล่ม 5 700 กว่าหน้าก็ต้องอ่าน: น้ำตาตกใน)
Profile Image for Kanokkan.
163 reviews16 followers
Read
March 28, 2016
เพราะมนุษย์เป็นพวกลืมง่าย เขาจึงลืมความผิดของตัวเองอยู่เสมอ และทำมันซ้ำๆ ตลอดเวลา เพราะมนุษย์เห็นแก่ตัว และเพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าหลงใหล...เราจึงเฝ้ามองมนุษย์
เป็นบทพูดที่ชอบมากพอๆ กับชื่อเผ่าพันธุ์มังกร
พาเรนเชสต้า
อีคราเฟร่า
แฟร์ฟรีเรียสซ่า
เรตาเดส
กลอสเลส
Profile Image for Jirawan Jantanakorn.
100 reviews7 followers
February 18, 2017
หนุ่มหล่อสุดแซ่บคนใหม่มีบทบาท
ตอนนี้ตัวละครใหม่มีบทแล้ว (คนแต่งคนนี้มักมีโผล่มาเสมอ) มาจากโรงเรียนชายล้วน!!!
ว้าววววววววว
พระเอกเฉลยว่าแก่งักได้ใจ ความแค้นยิ่งถอดยาวยันปัจจุบันมีที่มา
สงสารนางเอกสุดใจ นางเอกวางยาแม่ตัวเองโดยไม่รู้ตัว
พระเอกดูมีอารมณ์มากขึ้นกว่าเดิม (ก็เล่มรองท้ายเเล้ว...)
Profile Image for Nuunaa Aiemanong.
23 reviews
June 18, 2019
สงสัย ตั้งแต่ ฟายด์ ที่มี น้องชายชื่อ ลินคอร์น
เซวีน่า ก้มาาาา
Profile Image for Chanita Sripaiboon.
54 reviews
May 9, 2021
เป็นเล่มที่คาดไม่ถึงว่าเขาจะได้เป็นเจ้าของมังกร (แต่ก็เป็นไปแล้ว)
อ่านแล้วชอบความชนชั้นสูงหลายๆอย่าง ชอบการจีบการเข้าหาการพูดคุย (ชูป้ายเชียร์) ชอบฉากสวีทในเรื่องนี้นะ น่ารักดี
Displaying 1 - 7 of 7 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.