Jump to ratings and reviews
Rate this book

The Draker's Story #5

โบสถ์แห่งความผิดบาป

Rate this book
พลังอุ่นวาบอันแสนคุ้นเคยแทรกซึมเข้าสู่ร่างของดัสค์
จนเจ้าตัวต้องเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่า
เหนือจุดกึ่งกลางของวงมนตราที่เจิ่งนองไปด้วยเลือดมีไข่มังกรสีดำ
เคลือบทับไว้ด้วยลวดลายสีทองไว้โดยรอบ
กำลังลอยตัวผุดขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ
“เวล...คิน” ดัสค์เอ่ยเรียกไข่ที่ปรากฏขึ้น
เปรี๊ยะ!
“เวลคิน”
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! โผละ!
เมื่อเปลือไข่ชิ้นแรกหลุดออก
ปีกสีดำอันงดงามของมังกรหัวหกน้าเผ่าตัวสุดท้าย
ก็สยายออกมาตัดกับแสงสีทองที่กำลังอ่อนแสงลง
และแสงสีแดงของเลือดที่จัดจ้านเสียจนดัสค์ไม่อยากจะมอง
“เวลคิน”
เปลือกตาสีทองของมังกรสีดำขยับเปิดขึ้นเล็กน้อย
ก่อนจะลืมตาขึ้นสบดวงตาของเดรกเกอร์ของเขา
แล้วเอ่ยว่า “ท่านดัสค์”

731 pages, Unknown Binding

9 people are currently reading
188 people want to read

About the author

กัลฐิดา

105 books112 followers

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
55 (65%)
4 stars
23 (27%)
3 stars
4 (4%)
2 stars
2 (2%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 5 of 5 reviews
Profile Image for Allukah.
46 reviews
July 18, 2018
รีวิวรวบยอดเล่ม 1-5

เอากลับมาอ่านอีกครั้งหลังอ่าน LOST จบไปเมื่อต้นปี แเต่พอเริ่มอ่านก็รู้สึกเสียดาย ควรจะอ่านเรื่องนี้ก่อนเพราะเป็นเรื่องที่ 2 ของผู้เขียน จึงกลายเป็นว่าทุกอย่างถอยหลังไปเสียหมดในทุกด้าน ทั้งความแปลกใหม่ ความน่าสนใจ characterization บทสนทนา องค์ประกอบ ฉาก เซตติ้ง ฯลฯ ซึ่ง ณ เวลานั้นยังไม่หลุดพ้นจากกรอบของเซวีน่า ทำให้ความกระตือรือร้นในการอ่านลดลงมาก แต่เพราะเป็นคนไม่ชอบอ่านนิยายค้างๆ คาๆ ก็เลยจำต้องอ่านให้จบ (เตือนก่อนว่ามีสปอย และจะรีวิวตามความรู้สึกตัวเองล้วนๆ)

สำหรับเดรกเกอร์นั้นไม่ต่างกับ LOST ตรงที่ผู้เขียนยังคงสไตล์เดิมของตัวเองมากไป ไม่สามารถสลัดตัวตน ทัศนคติและเขียนเรื่องใหม่ขึ้นมาได้จริงๆ หากไม่เคยอ่านเซวีน่ามาก่อนก็คงจะรู้สึกตื่นเต้น สนุกสนานกับเนื้อเรื่องได้ แต่เมื่อเคยอ่านมาก่อนก็เลยกลายเป็นน่าเบื่อ ขาดความน่าสนใจมากกว่าตอนอ่าน LOST

ที่เหมือนเซวีน่า คือทัศนคติ การจัดวางบทบาทต่างๆ รวมถึงบทสนทนาที่ขาดมิติ ไหวพริบและการเชือดเฉือน ตัวละครที่ flat ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง เป็นเพียงตัวประกอบฉากให้เหล่าตัวเอกและผองเพื่อน เพื่อนที่ไม่มีวันทรยศเพื่อน แต่เดรกเกอร์.. หากไม่ดูชื่อเรื่องคงคิดว่าอ่านเซวีน่าอยู่ มี world building ถอดแบบมาจากเซวีน่าเกือบทุกอย่าง ทั้งวลีเด็กสาวที่น่าสงสารและโชคร้ายที่สุด แต่ความจริงก็สืบทอดมาจากตระกูลที่มีพลังอันยิ่งใหญ่ ครอบครัวพ่อแม่ร่ำรวย เปี่ยมอิทธิพลมหาศาล เช่นเดียวกับสหายของเธอ พันธสัญญา กงล้อแห่งโชคชะตา วงจร วัฒจักร คำทำนายการวางแผนของคนๆ เดียวที่สามารถชี้ชะตาลิขิตให้คนเดินไปตามทางที่ตนต้องการ เมืองคลอง การใช้พลัง พระเอกนิสัยเงียบขรึม พูดน้อย ผมดำ ตาดำและแต่งดำทั้งตัว เป็นไม้เบื่อไม้เมากับนางเอกในช่วงแรกๆ กลุ่มเพื่อนของนางเอก ตัวละครประเภทโผล่ออกมาครั้งแรกก็เดาได้เลยว่าจะคู่กับใคร เส้นทางการดำเนินเรื่องก็คล้ายกันมาก ความลุ้นว่าใครจะได้เป็นเดรกเกอร์สำหรับมังกรในไข่แต่ละใบก็ไม่มีเลย สปอยตั้งแต่หน้าปก คำโปรยยันหนังสือ การอ่านหนังสือชุดนี้เป็นไปอย่างหาวหวอดเบื่อหน่ายมาก (มีแค่ภาค 4 ที่คลายปมสำคัญต่างๆ ออกมารวดเร็วน่าเวียนศีรษะ ทำให้เรื่องมีสีสัน สนุกขึ้นมาหน่อยนึง)

เคยได้ยินว่าผู้เขียนเคยถูกติติงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน มีเพิ่มคือจุดที่ผู้เขียนผูกปมเยอะ และยังไม่เฉลยออกมาในทันทีหลายเรื่อง กว่าทุกอย่างจะกระจ่างก็เกิดอาการลืมเลือนไปบ้างแล้ว สำหรับเราจุดนั้นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือค่านิยมที่แฝงภายในเรื่อง ซึ่งค่อนข้างจะ idealism และยึดติดกับความสมบูรณ์แบบอยู่เสมอ ตามหลักแล้วแนวคิดดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง จะกล่าวว่าขายฝันก็ไม่คลาดเคลื่อนเท่าไรในเมื่อผู้เขียนชอบสร้าง (และเน้นย้ำ) โลก ยิ่งควรตระหนักว่าทุกโลกไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ งามพร้อมดีพร้อมไปเสียทุกอย่าง บางคนที่อยู่ฝ่ายธรรมะ (ขอใช้คำนี้เรียกฝั่งตัวเอกละกัน) ก็ควรจะมีความคิดด้านลบ เห็นแก่ตัว ไม่ใช่เพื่อนกวักมือเรียกทำอะไรก็เออออตามน้ำ ไม่เคยขัดข้องหมองใจกันอย่างจริงจังเลย

ผู้เขียนมักใช้วิธี tell แต่ไม่ show เช่นตอนงานเลี้ยงครบรอบบริษัทของบ้านฝั่งแม่นางเอก ที่มีตัวละครมากหน้าหลายตาเจรจาธุรกิจกันเต็มไปหมด แต่...ก็แต่บรรยายเฉยๆ ว่าเก่งมาก สนทนาได้แหลมคมมาก ไม่มีตัวอย่างการพูดคุยให้ดูจริงๆ อ่านแล้วนึกภาพไม่ออกว่าคนพวกนี้เขาฉลาดกันยังไง ทำงานกันยังไง เหมือนผู้เขียนไม่รู้ว่าจะแต่งยังไงให้ดูฉลาดจริงๆ ก็เลยเล่นมุก tell ตลอด... แกรี่ / แมรี่ ซู กันทั้งเรื่อง ขนาดไม่ได้อยู่ในความถนัดของตัวเองก็ทำออกมาได้ดีกว่าคนที่ฝึกฝนมาเป็นสิบๆ ปี สำหรับผู้เขียนแล้วพรแสวงไม่เคยดีเทียบเท่าพรสวรรค์ได้เลย

อีกเรื่องที่ไม่ชอบมากๆ ในนิยายของกัลฐิดา เคยรีวิวใน LOST ไปแล้วคือค่านิยมผู้ชายเป็นใหญ่ สามารถกระทำการกับผู้หญิงอย่างไรก็ได้ ไม่ใช่เป็นใหญ่เพราะชนชั้นวรรณะจริงๆ แบบในโลก Game of Thrones หรอกนะ แต่เป็นที่ทัศนคติของผู้เขียนที่แฝงซ่อนไว้ผ่านตัวอักษรแท้ๆ ในเดรกเกอร์ก็เหมือนกับ LOST เลย ไม่วายต้องมีตัวละครชายชอบบังคับ กดขี่ วางแผนต่างๆ นานาใส่ผู้หญิงที่ตัวเองหมายปอง โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะชอบตัวเองจริงๆ หรือเปล่า แค่ต้องการผู้หญิงคนนี้มาก็เลยหลอกตัวเองว่า เออ! อีกฝ่ายชอบฉันนะ เธอคนนี้แหละต้องมาเป็นของฉัน จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เธอมา มีแถข้างๆ คูๆ ต่อว่าที่ต้องทำเพราะอีกคนเป็นกุลสตรีชั้นสูง ไม่แสดงความรู้สึกเลยต้องลดตัวลงไปทำเรื่องเลวทราม เสื่อมเกียรติ เช่นการ sexual harrasment ผู้หญิง อ่านแล้วอึ้งไปเลย เพราะมันไม่ใช่แค่ตามตื๊อจนน่ารำคาญ แต่เป็นการพยายามลวนลามฝ่ายหญิงตลอด น่าสลดใจมากที่เห็นค่านิยมแบบนี้ปลูกฝังในวรรณกรรมเยาวชนไทย ไม่เข้าใจว่าทำไมกัลฐิดาชอบแต่ง ‘ความรัก’ แนวนี้นัก (หากมันจะเรียกว่าความรักได้ ไม่ใช่การใช้อำนาจทางเพศข่มเหงรังแกน่ะนะ) นี่ถ้าไม่ใช่เพราะผู้ชายคนนั้นมันหล่อ รวย มาจากตระกูลใหญ่เก่าแก่ เป็นญาติผู้พี่ของนางเอก เป็นที่หมายปองของสาวค่อนประเทศนี่คงถูกมองว่าเป็นพวกหื่นกามทุเรศๆ เหมือนในข่าวหน้าหนึ่งไปแล้วล่ะ แต่นี่เกิดมาโชคดีไง ทำเลวไม่เหมาะแค่ไหนก็ไม่ผิด สุดท้ายผู้หญิงก็ต้องยอมตกล่องปล่องชิ้นไปตามระเบียบ ด้วยเหตุผลเดียวคือผู้ชายคนนั้นมันหล่อ รวย ดูสมบูรณ์แบบจนสาวๆ เกือบทั้งโลกอยากแต่งงานด้วยแค่นั้นล่ะนะ

แนวคิดว่า “เพราะรัก = จึงเลือกเดินทางผิด = คนทั้งโลกประณาม = ไม่ผิด = ได้รับการอภัยโทษ” ก็ควรหมดไปได้แล้ว ตั้งแต่ตอนอ่านเซวีน่าปมเรื่องซีเลส ส่วนเรื่องนี้เน้นๆ คือบรรพบุรุษนางเอก พ่อแม่ของนางเอก พ่อของพระเอกที่เคยคิดจะสังเวยลูกตัวเอง ในเซวีน่าก็หนหนึ่งแล้วนะ ที่ยอมไม่อยู่ด้วยกันแต่ยอมทิ้งลูกคือ? แทนที่จะยอมสละตัวเองคนหนึ่งเพื่อให้อีกฝั่งไปเลี้ยงลูก จะได้เติบโตขึ้นมามีพ่อไม่ก็แม่อย่างน้อยหนึ่งคน แล้วนี่อะไร...ความรักระหว่างคู่รัก มันยิ่งใหญ่กว่าความรักและหน้าที่ที่มีต่อเด็กคนหนึ่ง เลือดเนื้อเชื้อไขของคุณเลยหรือ? ท้ายสุดเข้าอีหรอบเดิม กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ก็เพราะลูกของพวกคุณเอง ที่แลกมาด้วยความเจ็บปวด น้ำตา เหงื่อ เลือดของตัวเองและผู้คนอีกหลายพันนับไม่ถ้วน อยากมอบโล่รางวัลลูกกตัญญูดีเด่นให้เฟมีลกับแอมมี่มาก พ่อแม่แทบไม่เคยเลี้ยงดูตัวเอง ทิ้งๆ ขว้างๆ เพราะมีเหตุผลอันยิ่งใหญ่รองรับเป็นข้อแก้ตัวสำหรับทุกสิ่งที่ผ่านมา แต่ก็ยังได้รับการอภัย กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข มันเยอะจนรู้สึกรังเกียจเกินกว่าจะอินกับความรักประเภทนี้แล้ว

สำหรับภาคจบค่อนข้างผิดหวัง คาดว่าจะมีฉากเร้าใจหรือหักมุมที่สมเหตุสมผลมากกว่านี้ แต่กลับเป็นการหักมุมบิดเบือนความจริงจากเดิมจนให้ความรู้สึกค้างคา เหมือนผู้เขียนตันคิดมุกไม่ออก แค่อยากให้กลุ่มที่เหมือนจะร้ายแต่ต้นถูกต้องขึ้นมา ส่วนฮาเรสก้า แคลร์ ที่เหมือนจะเป็นตัวร้ายเด่นช��ด มีบทมาตั้งแต่ภาคแรกๆ พอขึ้นศาลแย่งสิทธิ์ความเป็นเจ้าบ้านแล้วก็หายเข้ากลีบเมฆไปเลย ไม่มีบอกจุดจบขององค์กรที่ประสงค์ร้ายต่อมังกรไปเสียดื้อๆ ไม่ต้องถึงขั้นตายก็ได้ แค่อยากให้ผู้เขียนกล่าวถึงหน่อยก็ยังดี ฉากขึ้นศาลที่เราคาดว่าจะเห็นก็ไม่มี จริงๆ น่าจะตัดฉากสวีทหวานของคู่รองหกเจ็ดคู่ทิ้งไปแล้วเขียนฉากสำคัญแทนดีกว่า เล่มสุดท้ายหนามากจริงๆ แต่ก็ยังมีฉากรักกระหนุงหนิงสิ้นเปลือง เสียทั้งกระดาษ เสียทั้งเวลากับฉากรักที่เราอ่านแล้วไม่อินเลยสักนิดเข้ามาหลายร้อยหน้า น่าเสียดายมาก

เท่าที่อ่านมา ฟีลลิ่งด้านบวกที่มีให้กับเรื่องคือความสงสารเห็นใจต่อนางเอก ขัดๆ กับการแสดงออกทางอารมณ์บ้างในบางตอน แต่คิดว่าน่าจะเป็นปัญหาที่่การ execute กับ characterization ของผู้เขียน ที่ตัวละครตอนแรกโผล่มานิสัยแบบหนึ่ง แต่เขียนไปเขียนมากลับ out of character

สรุปรวมๆ คือ world building ยังขาดความสมจริงสมจัง idealistic สมบูรณ์แบบเกินไป สูญเสียไปมากแต่ก็ยังได้รับกลับคืนมาเท่านั้น มีคนอมตะอายุพันหมื่นปีเต็มเรื่องแต่ก็คงความสวยหล่อเหมือนหนุ่มสาวอยู่ ส่วนพวกตัวโกงที่ชั่วช้าจริงๆ นั้นดูไม่ยาก แค่เห็นว่าหน้าตาน่าเกลียด พูดจาอำมหิตเย็นๆ หน่อย คนอ่านก็รู้เลยว่านี่คือตัวร้ายไม่แปรผัน ส่วนพวกที่เหมือนจะร้ายแต่แรก ขอเพียงปรากฏตัวแล้วมีใบหน้างดงามผิดกับอายุจริง เราก็แน่ใจได้เลยทันทีว่าไม่ใช่ตัวละครที่ผู้เขียนตั้งใจให้เลวร้ายโฉดชั่วปานนั้น มีการตายแล้วเกิดใหม่พร่ำเพรื่อ จนยากจะเกิดความผูกพัน ซาบซึ้งไปกับเนื้อเรื่องได้อย่างเต็มที่จริงๆ

ในแง่ของความรู้สึกหลังอ่านจบ คิดว่าเรื่อง LOST มีการพัฒนาขึ้นกว่าเรื่องนี้ แต่ก็ยังคงความเป็นกัลฐิดาอย่างเหนียวแน่น ในฐานะที่ติดตามอ่นนิยายของกัลฐิดามาหลายเรื่อง เราก็หวังว่าในอนาคตผู้เขียนจะสามารถเสกสรรนิยายแฟนตาซีเซ็ตใหม่ ฉีกกระชากงานเขียนจากแนวคิดเดิมๆ ซ้ำๆ ได้เสียที
Profile Image for Kamonwan Keawkram.
185 reviews4 followers
September 26, 2020
เล่มก่อนๆว่าเนื้อหาเยอะแล้ว เล่มสุดท้ายเยอะยิ่งกว่า เห็นขนาดเลยนรกชัดๆนะเพราะเล่มนี้มี 700 กว่าหน้า แต่ถึงอย่างนั้นเล่มนี้ก็สนุกกว่าทุกเล่มที่อ่านมา น่าจะเป็นเพราะบทสนทนาของแต่ละคนที่ไม่ได้เครียดอย่างเล่มก่อนๆด้วย แถมด้วยการจีบของหนุ่มๆจากบ้านคาเลอกูลก็ไม่ธรรมดากันทั้งนั้น กว่าแต่ละคู่จะลงเอยกันได้ เหนื่อยๆทั้งน้าน
Profile Image for Chanita Sripaiboon.
54 reviews
May 9, 2021
ข้อเสียของเรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องของพล็อตและตัวละครที่คล้ายกับเซวีน่ามากๆ เป็นแบบเดิม แพทเทิร์นเดิม แต่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆต่างกัน ไม่มั่นใจว่าความตั้งใจของเรื่องนี้เป็นเพราะฟายด์รึเปล่า ที่อยู่ในเรื่องด้วยวัตถุประสงค์อะไรบางอย่าง รู้เรื่องราวของฟายด์แล้วก็น่าสงสารเหมือนกันนะ
สิ่งที่ชอบที่สุดในเรื่องนี้ แน่นอนว่าทินเซล น่ารัก
Profile Image for Jirawan Jantanakorn.
100 reviews7 followers
February 18, 2017
โครตมึนกับที่มาพระเอก
มึนไปด้วยกันกับมังกรพระเอก มึนไปกับความชราพระเอก
มึนไปกับความเทพของนางเอก
เหมือนสรุปรวมๆมา นางเอกซวยเพราะเป็นนางเอกนี้ละ
ก็นางเอกนี้นะ อืมดูโตขึ้น... ฝ่ายมังกรก็จบแบบ... เห้! อยากให้เขาได้รับผลกรรมมากกว่านี้อีกหน่อยนะ ทำกับเธอตั้งเยอะ
ไหนจะฝ่ายศัตรูอีก
แต่... โดยรวมแล้วยังยอดเยี่ยมทั้งน้ำหนักเหตุผลและปมที่คลาย
ตบมือคะ!!!
เรื่องนี้แฟนซี เก็บเข้าหิ้งได้!!!
Profile Image for Kanokkan.
163 reviews16 followers
Read
March 28, 2016
จบแล้วววว แฮปปี้มั้ยก็ในระดับหนึ่ง แต่ความคิดเปลี่ยนไปตลอดเวลาอ่านจบหนึ่งเล่ม นอกจากความตื่นเต้น ความงง ความสนุก ก็ได้ความสับสนและกระบวนการความคิดใหม่ๆ มาตลอดเลยย
Displaying 1 - 5 of 5 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.