Jump to ratings and reviews
Rate this book

จุงกิง เซ็กซ์เพรส

Rate this book
ในความฝันนั้น ผมฝันเห็นหน้าต่าง ผ้าห่ม หญิงสาวแสนงาม นั่นเป็นสิ่งแน่แท้ แต่ในฝันนั้นกลิ่นคาวเลือด ปราศจากกลิ่นคาวเลือดโดยสิ้นเชิง ในความฝันของผมนั้นไม่มีความรุนแรง ปวดร้าว สะเทือนใจ มีแต่ความอ่อนหวาน สงบสุข หากเป็นเช่นนั้นแล้ว กลิ่นคาวเลือดในห้องลึกลับนั้นมาจากที่ใด มาจากแห่งหนใด กลิ่นคาวเลือดที่ไม่จืดจางนั้นมาจากดินแดนใด ผมไม่อาจไขปริศนาว่าในความฝันของตนเองนั้น ผมเป็นชายผู้นอนมองม่านหน้าต่างที่พลิ้วไหวไปมาหรือเป็นหญิงสาวแสนงามที่จ้องมองเม็ดฝนที่ขอบหน้าต่างกันแน่ มันไม่สำคัญหรอกว่า ผมเป็นใครในบุคคลสองคนนั้น

124 pages, Paperback

Published March 1, 2015

7 people are currently reading
56 people want to read

About the author

อนุสรณ์ ติปยานนท์ เป็นนักเขียน นักแปลผู้น่าจับตามองในยุคปัจจุบัน โดยเขามีผลงานรวมเรื่องสั้นเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรท์ถึง 2 สมัย ได้แก่ รวมเรื่องสั้น เคหวัตถุ (พ.ศ. 2551) และนิมิตต์วิกาล (พ.ศ. 2554)

อนุสรณ์เข้าเรียนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (พ.ศ. 2526) ไปพร้อมๆกับ เข้าเรียนที่ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และตัดสินใจไม่ศึกษาต่อที่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่ยังคงตัดสินใจเรียนต่อเฉพาะที่ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี

เมืองเย็นเป็นผลงานเขียนเล่มแรกของเขา ผลงานที่สร้างชื่อให้กับอนุสรณ์ส่วนใหญ่เป็นงานเขียนทั้งสิ้น อาทิ เมืองเย็น (บทกวี พ.ศ. 2534), ลอนดอนกับความลับในรอยจูบ (นวนิยาย พ.ศ. 2547),H2O-ปรากฏการณ์แตกตัวของน้ำบนแผ่นกระดาษ (รวมเรื่องสั้น พ.ศ. 2548),Soul Stimulate-ใจออกเริงร่ายไม่หยุดหย่อน (ความเรียงและเรื่องสั้น พ.ศ. 2548), 8 1/2 ริกเตอร์ การตามหาหัวใจที่สาบสูญ (นวนิยาย พ.ศ. 2549),เคหวัตถุ (Household Objects) และล่าสุดกับนิมิตต์วิกาล (รวมเรื่องสั้น พ.ศ. 2554).

เขาได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายฉบับว่า เริ่มต้นจับปากกาด้วยการเป็นนักแปล แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อเพื่อนสนิทของเขาจากไปในเหตุการณ์ 11 กันยายน อนุสรณ์ก็เลยมีความคิดอยากเขียนหนังสือเล่มเล็กๆ สักเล่มหนึ่งเพื่อรำลึกถึงเพื่อน แต่พอเขียนขึ้นมันกลับเพิ่มจำนวนยาวขึ้น

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
35 (25%)
4 stars
66 (47%)
3 stars
32 (23%)
2 stars
2 (1%)
1 star
3 (2%)
Displaying 1 - 21 of 21 reviews
Profile Image for Blackdogsworld.
66 reviews13 followers
August 15, 2018
ในบรรดานิยายของอนุสรณ์ ติปยานนท์ ที่ได้อ่านจนถึงตอนนี้ ผมชอบ "จุงกิง เซ็กซ์เพรส" ที่สุด

ภาพทหารญุี่ปุ่นฉีกสมุดบันทึกของตัวเองลงถังปัสสาวะแล้วจุดไฟเผา ก่อนปลดกางเกงแล้วฉี่รดเพื่อดับไฟ โดยมีโสเภณีชาวจีนนั่งดูอยู่ ยังติดอยู่ในความทรงจำหลังจากอ่านจบ

สไตล์การเขียนเล่มนี้ต่างจากทุกเล่มที่เหลือ ผู้เขียนตั้งใจทดลองอะไรบางอย่าง ซึ่งผมมองว่ามันเกือบได้ผล หากไม่ได้เฉลยล่วงหน้าในคำนำ นิยายเล่มนี้มีความกระจัดกระจายของเนื้อหา คล้ายกับจิ๊กซอว์ที่เราต้องประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง

นิยายแต่ละเรื่องของผู้เขียน แม้ผมจะจำรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้ (แน่ล่ะ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเล่มใด ก็คงจะจำเนื้อหาทั้งหมดไม่ได้) แต่มักจะมีสิ่งที่ติดอยู่ในความทรงจำเสมอ และกระตุ้นให้ผมอยากทำอะไรบางอย่าง (แต่ก็ยังไม่เคยได้ทำ)

ในเล่ม "ลอนดอนฯ" อ่านแล้วอยากไปนิวยอร์ก ส่วนเล่ม "เพลงรักนิวตริโน" อ่านแล้วอยากดื่มเบียร์ชิงเต่าแกล้มเม็ดมะม่วง และเล่ม "8 1/2 ริกเตอร์" อ่านแล้วอยากนั่งรถไฟไปกาญจนบุรี

ส่วนเล่มนี้ "จุงกิง เซ็กซ์เพรส" อ่านแล้วอยากนั่งรถไฟลอดถ้ำขุนตาลอีกครั้ง แม้ตัวละครของเรื่องจะนั่งไปไม่ถึงเพราะลงที่ลำปางก่อนก็ตาม
Profile Image for Ariya.
590 reviews72 followers
November 4, 2020
ความคิดตั้งต้นที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้คือการใช้ฉากในลำปาง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเราเอง ไม่ใช่แค่ตัวเมือง แต่เหตุการณ์ในเรื่องเกิดในอำเภอที่อยู่ ซ้อนทับกันกับความทรงจำของยายเรา ตอนเด็กๆ ยายเคยเล่าให้ฟังว่าเคยเดินไปขายของให้ทหารญี่ปุ่นกับทวด ต้องคุยและบอกราคากันอยู่นานก่อนจะขายมะพร้าวได้ลูกนึง ยายบอกว่าเกร็งมากตอนไปคุยกับคนญี่ปุ่น จริงๆ ตอนนั้นยายแค่ไปเป็นเพื่อนทวด ไม่ได้พูดอะไรสักคำ แต่ยายก็ตื่นเต้นและกลัวมากๆ อยู่ดีจนจำได้และเล่าให้หลานฟังต่อ

ลำปางในสมัยช่วงสงครามโลกซ้อนทับกับลำปางในปัจจุบัน โดยเฉพาะการบรรยายฉากห้องแถวและการนั่งรถไฟไปกลับ เนื้อเรื่องทำให้แม้แต่ตัวเมืองลำปางในปัจจุบันยังเป็นเหมือนลำปางในสมัยสงครามโลกจนแทบแยกไม่ออก (และเผื่อใครอ่านเล่มนี้แล้วสงสัย เงาพระธาตุกลับหัวในวัดพระธาตุลำปางหลวงยังมีให้เห็นอยู่ และในห้องที่ต้องเข้าไปดูนั้นมืดสนิทจริงๆ)

วิธีการเล่าเรื่องที่ผู้เขียน "จงใจ" บอกตั้งแต่คำนำว่าจะให้บทตอนคี่เป็นการนำข้อมูลทางประวัติศาสตร์และงานเขียนของผู้อื่นมาใส่คั่นกับบทคู่ที่ผู้เขียนเขียนเองนั้น ไปๆ มาๆ เรื่องราวทั้งหมดกลับสอดคล้องและไหลเรียงกลายเป็นเรื่องเดียวกัน จนแยกไม่ออกว่าใครเป็นเจ้าของเรื่อง ใครคือ "ผม" ในบทนี้ และเหตุการณ์ในบทคี่ที่ตัดมานั้นก็ช่างดูโหดร้าย ไม่ก็มหัศจรรย์เกินกว่าจะเป็นแค่ข้อเท็จจริง การจงใจบอกแต่ต้นเรื่องของผู้เขียนนั้น สำหรับเราเป็นหลอกให้สมองแยกแยะสองเรื่องดังกล่าวทั้งที่จริงแล้วทั้งตอนคู่และคี่ต่างหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวจนแยกไม่ได้

การผสมปนเปดังกล่าวไม่เพียงเกิดขึ้นในระดับการเขียนเรื่อง แต่ในระดับเนื้อหามันคือการนำประวัติศาสตร์มาทำเป็นเรื่องแต่ง นำเรื่องแต่งมาผสมกับเรื่องเล่าความทรงจำ และนำเรื่องเล่าความทรงจำมาถ่ายทอดความเหนือจริง เจ็บปวด และความสวยงามในช่วงสงครามที่พูดไม่ได้ และเล่าในระดับปกติไม่ได้ ดังเช่น ความอัปยศของทหารญี่ปุ่นที่พ่ายแพ้สงคราม และความรักที่อับจนหนทางของผู้หญิงที่ถูกบังคับขายบริการซึ่งไม่สมควรและไม่อนุญาตให้รักกับลูกค้า โดยทั้งหมดนี้ผสมผสานระหว่างความสวยงามในการเรียบเรียงเรื่องอย่างระมัดระวัง การเปิดเผยรายละเอียดทีละบท และการบรรยายฉากการร่วมรักและความรุนแรงสลับกันแต่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ หรือแม้กระทั่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กันในตอนท้าย ไม่ต่างกับกรรมวิธีการฆ่าปลาอิเคะจิเมะที่ทั้งรอบคอบ เลือดเย็น และสวยงาม แต่ก็ไม่ได้แปลว่ากรรมวิธีดังกล่าวจะถูกต้องชอบธรรม แต่มันเป็นความโหดร้ายรุนแรง

การอ่านหนังสือเล่มนี้จึงสนุก เต็มไปด้วยรายละเอียดปลีกย่อยที่น่าคิดต่อมากมาย แต่ทั้งหมดทั้งมวล สิ่งที่มันน่าสนใจมากๆ สำหรับเราคือ ความยากจะชี้ชัดว่าอะไรคือความถูกต้องและอะไรคือสิ่งผิด สิ่งใดคือความจริง ความทรงจำ หรือเรื่องเล่า และอะไรคือความงาม ในเมื่อมันมาพร้อมกับความเจ็บปวดที่แฝงอยู่ภายใต้การรังสรรค์สิ่งดังกล่าว ไม่น่าเชื่อว่าหนังสือเล่มเล็กๆ จะสามารถรองรับประเด็นต่างๆ และตบลูกให้คนอ่านกลับไปคิดต่อสนุกๆ ได้อีกโดยไม่ฝืนหรือจงใจแต่อย่างใด แต่กลับทำหน้าที่ของมันในฐานะงานวรรณกรรมที่ไม่ใช่ดี/ไม่ดี แต่น่าค้นหา
Profile Image for Chaipat Choo.
93 reviews4 followers
October 17, 2016
เรื่องนี้สำหรับผม จัดเป็น master piece ของ อนุสรณ์ เลยครับ
ทั้ง plot การดำเนินเรื่อง ภาษาที่เล่าอารมณ์ รวมไปถึง quest ในเรื่องที่ซุกซ่อนไว้ทำให้เราต้องเปิดอ่านไปแต่ละหน้าอย่างสงสัยและจมดิ่งลงไปในเรื่อง

จุดหักมุมที่ทำได้ดีเยี่ยม

ผมชอบถัดจากเล่ม รวมเรื่องสั้น นิมิต วิกาล เลยครับ
Profile Image for Suphanat Boonyiamyien.
62 reviews5 followers
November 25, 2018
"...แต่มีความงามใดเล่าในโลกนี้ที่ไม่เจ็บปวด หากไม่ใช่ด้วยตัวของมันเอง ก็เป็นจากความเจ็บปวดจากความอุตสาหะของผู้สร้างสรรค์มันขึ้นมา"
ตอนแรกดูงงๆว่างานแนวทดลองนี้จะเชื่อมต่อเข้ากันได้อย่างไร แต่พออ่านจบก็รู้สึกประมาณว่าดื่มกาแฟร้อนขมกับขนมรสหวานนั่นแหละนะ
Profile Image for Attasit Sittidumrong.
157 reviews16 followers
August 5, 2025
เป็นเล่มที่อ่านจบอย่างรวดเร็ว เศร้าแบบอึนๆ ซึมลึกไปในบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยเสน่ห์ประหลาด

แม้จะตั้งชื่อชวนให้นึกถึง Chungking Express แต่ทั้งเนื้อหาและอารมณ์ของนิยายเรื่องนี้ แทบจะเป็นคนละเรื่องกับหนังเรื่องนั้น เพราะในขณะที่ Chungking Express จะเล่นกับประเด็นเรื่องความเหงาและฉาบฉวยของมนุษย์ในสังคมสมัยใหม่ นิยายเรื่องนี้กลับรีดเร้นความเศร้าออกมาอย่างถึงที่สุดด้วยตัวละครแบบ Subaltern ทั้งความรักของมือสังหารที่ต้องปิดบังไม่ให้ใครรู้แม้แต่คนที่ตนหลงรัก นางคณิกาพลัดถิ่นผู้ต้องยอมตนเป็นวัตถุทางเพศให้กับเหล่าทหาร หรือนายพันเอกผู้พ่ายสงครามผู้หลงเหลือไว้แค่เพียงผิวหนังในฐานะร่องรอยถึงการมีอยู่ของตน โดยที่เรื่องราวทั้งหมดนั้นล้วนขับเคลื่อนอยู่ในซ่องแห่งหนึ่งในจังหวัดเล็กๆทางตอนเหนือของประเทศไทยเมื่อ 70 ปีก่อน

ถ้าจะมีอะไรที่พอเชื่อมโยงกันได้ระหว่างนิยายเรื��องนี้กับ Chungking Express ก็น่าจะเป็นวิธีการเล่าเรื่อง ผู้เขียนเป็นคนที่ใช้ภาษาได้มีเสน่ห์มาก ทุกๆบทในนิยายมักต้องมีความเท่ห์ของสำนวนภ��ษาประกอบเสมอ ไม่ต่างกับหนังเรื่องนั้นที่จะมีฉากหรือภาพประหลาดๆที่ดูไม่รู้เรื่องแต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ทว่า สำหรับในกรณีของนิยายเรื่องนี้ สิ่งที่ผู้เขียนทำคือการสร้างตัวละครอย่างเบาบาง ในนิยายเรื่องนี้ผู้อ่านแทบไม่รู้ประวัติหรือที่มาที่ไปของตัวละครเอกนอกจากเป้าประสงค์บางอย่างที่ทำให้ “เขา” และ “เธอ” ต้องพัวพันกับสถานที่อย่างซ่องคณิกาอันเป็นชื่อเรื่องของนิยาย ไม่ต่างไปจากตัวละครใน Chungking Express ที่บุคลิกของทุกตัวละครต่างก็บางเบา แปลกหน้าเป็นอื่นต่อกัน ต่างก็แต่เพียงว่าในขณะที่ความเบาบางของตัวละครใน Chungking Express คือความเบาบางที่สะท้อนปฏิสัมพันธ์อันฉาบฉายของผู้คนทั่วไปในโลกสมัยใหม่ ความเบาบางของตัวละครในนิยายเรื่องนี้กลับตอกย้ำสถานะความเป็น subaltern ของตัวละครเหล่านั้นเอง สถานะอันต้อยต่ำ ไม่มีใครอยากพูดถึงโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเหล่าบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์สมัยนั้น (ทั้งจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายปรีดี พนมยงค์หรือพระจักรพรรดิแห่งแดนอาทิตย์อุทัย) สถานะที่ทำให้ตัวตนของ “เขา” และ “เธอ” จำเป็นต้องแหว่งวิ่น พร่องหาย เพราะอย่าว่าแต่จะส่งเสียงให้คนอื่นรับรู้ กระทั่งร่องรอยการเคยมีอยู่ของพวกเขาเองก็แทบจะไม่ถูกมองดู ไม่ใช่เพราะ “เขา” และ “เธอ” ไม่เคยมีอยู่ แต่เพราะทั้ง “เขา” และ “เธอ” ต้อยต่ำ สกปรก และโสมมเกินไปกว่าที่คนอื่นจะยอมรับการมีอยู่ของทั้ง “เขา” และ “เธอ” ได้

อีกหนึ่งความน่าสนใจของนิยายก็คือการเลือกที่จะเปิดและปิดเรื่องโดยใช้เอกสารและบันทึกทางประวัติศาสตร์ทั้งบันทึกการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 7-8 ธันวาคม พ.ศ.2484 (เช้าวันที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในเมืองไทย) ในบทแรกหรือคำประกาศยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองของจักรพรรดิญี่ปุ่นในบทท้ายๆของเรื่อง ที่น่าสนใจก็เพราะในขณะที่นิยายเปิดเรื่องราวกับจะเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ แต่เรื่องที่นิยายเล่ากลับเป็นเรื่อง “เหนือจริง” นอกประวัติศาสตร์และการรับรู้ทางประวัติศาสตร์ของผู้อ่าน ดังนั้น โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความรู้หรือข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ผู้อ่านก็สามารถรับรู้และ “อิน” ไปกับชะตากรรมของ “เขา” และ “เธอ” ได้ราวกับว่าชะตากรรมเหล่านี้คือสิ่งสากลที่กำแพงการรับรู้ทางการเมืองและประวัติศาสตร์ใดๆไม่สามารถปิดกั้นเอาไว้ได้ ในแง่นี้ การเขียนนิยายเรื่องนี้จึงอาจไม่ต่างไปจากปฏิบัติการทางญาณวิทยาที่ช่วยเปิดให้ผู้อ่านรับรู้และรู้สึกถึงการมีอยู่ของ “ร่าง” ที่ขาดหายไปในหน้าประวัติศาสตร์ ร่างที่แม้ครั้งหนึ่งอาจเคยมีเลือดเนื้อ มีชีวิตและจิตใจ แต่ก็เป็น “ร่าง” ที่ถูกกลบฝังจากความรับรู้ของผู้คนในสังคม ดังที่นักววิชาการแนวหลังอาณานิคมชื่อดังท่านหนึ่งเคยเปรียบเปรยว่าหน้าที่สำคัญที่สุดของวรรณกรรมหาใช่การตัดสินว่าอะไรถูกหรือผิด แต่คือการย้อนรอย ตั้งคำถามกับประสบการณ์และชุดความรับรู้ที่ดูเหมือนต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกันเพื่อเปิดสุนทรียะแห่งการรับรู้ให้ผู้อ่านสามารถจินตนาการได้ถึงสิ่งอื่น/คนอื่น/ความเป็นอื่นที่ถูกกดทับภายใต้ชุดความรับรู้ทั่วไปที่สังคมคุ้นชินต่างหาก การเขียนนิยายเรื่องนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองแห่งสุนทรียะอย่างแท้จริง มิใช่เพราะ ผู้เขียนให้ "เสียง" กับ "เขา" และ "เธอ" ราวกับว่า "เขา" และ "เธอ" คือบุคคลที่มีตัวตนจริงๆในประวัติศาสตร์ แต่เพราะ "เขา" และ "เธอ" กลับทำให้เราจินตนาการถึงชีวิตของ "เขา" และ "เธอ" อีกหลายๆคนที่ถูกลบเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์ต่างหาก
Profile Image for TEERAWUT MAHAWAN.
101 reviews23 followers
November 17, 2019
"การรอคอยไม่ใช่สิ่งแปลก การรอคอยไม่ใช่สิ่งใหม่ มนุษย์ทุกคนล้วนผ่านการรอคอย หากไม่ใช่การรอคอยผู้คน ก็เป็นการรอคอยโชคชะตา รอคอยความหวัง รอคอยการเปลี่ยนของฤดูกาล ไม่มีใครหลุดพ้นจากการรอคอยได้ คนรักรอคอยคนรักที่จะปรากฏตัว พ่อแม่รอคอยลูกที่จะเกิดมา การรอคอยเหล่านั้นล้วนมีความหมาย ล้วนมีความสำคัญ...

...ถ้าไม่นับว่าฉากหลักของเรื่องเกิดขึ้นที่จังหวัดลำปางบ้านผมแล้วล่ะก็ แค่ชื่อจุงกิง ก็ทำให้นึกไปถึงหนังหว่องกาไว ที่ผมชอบมากๆ ในฐานะจุดตัดเชื่อมร้อยรัก(Chungking Express https://www.youtube.com/watch?v=Bjd7P... ) แต่ผู้เขียนออกตัวแรงๆว่า จุงกิงเป็นคำที่ทำให้นึกถึงบทกวี ถึงความเปลี่ยวเหงา และโศกเศร้าเกินควร ของเหมา เจ๋อ ตุง

ที่สำคัญที่ผู้เขียนจงใจทำคือ ทำให้เหมือนมีคนเขียนสองคนในคนเดียวกัน สลับบท เช่นบทเลขคี่ให้เนื้อหาข้อมูล พอถึงบทเลขคู่ก็จะตัดเข้าฉากสำคัญ ตัวละครมีแค่สามคนเท่านั้นหลักๆ และเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเล่นบทรักสามเส้า กับความตาย

เส้นเรื่องค่อนข้างไม่ซับซ้อนอะไร คือพยายามคลี่คลายปมต่างๆให้สำเร็จ และจบลงอย่างสง่างาม

สำคัญที่ทำให้เรามองบทบาทโสเภณีสงครามผิดแผกไป กลายเป็นว่าเกิดมีความรัก ความงามเกิดขึ้น เห็นสงครามจากอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งเป็นแง่งาม

ความสนุกของเรื่องจึงเป็นการตามติดตามการรอคอยหนึ่งๆอย่างใกล้ชิดของตัวละคร แม้งานเขียนนี้ในแต่ละบทจะค่อนข้างสั้นและกระชับ แต่กลับทำให้รู้สึกเวลามันยืดออกไป

ความคิดหลักของเรื่องเช่นการรอคอยอะไรบางอย่าง ในที่นี้เราขอยกตัวอย่างการรอคอยคนรักของโสเภณี ที่ต่างคนต่างไม่รู้จักชื่อกันและกัน มีแต่การรอคอย ซึ่งเป็นความหวัง พร้อมกับเม็ดฝน ผ้าม่านที่ปลิวไหวเป็นเพื่อนซี้รอคอย

ในที่นี้เรายังพบความเป็นศิลปินสถาปนิกของคุณอนุสรณ์อยู่ประปราย และฉากเซ็กส์ซึ่งดำเนินได้อย่างน้ำเดินทีเดียว สยิว555 ผนวกกับความสนใจทางด้านอาหารของแกด้วย สำหรับผู้ที่ชื่นชอบคุณอนุสรณ์เป็นพิเศษ เล่มนี้ถือว่าครบรส และแสดงตัวตนของคุณอนุสรณ์เด่นทีเดียว ทั้งเป็นนักเดินทาง นักเก็บข้อมูล เอยต่อมิอะไรเอย

ให้AA+เลยครับ สำหรับผมผู้ไม่สนใจReferences ในทางวรรณกรรม
Profile Image for Le Gongdong Blur.
173 reviews20 followers
July 5, 2022
เรื่องเกิดขึ้นที่ลำปางในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
โรงแรมจุงกิง (หรือยุงกิง)
เปิดขึ้นเพื่อให้ทหารญี่ปุ่นได้มาใช้บริการ
(ดูจากชื่อหนังสือก็น่าจะรู้นะว่าหมายถึงอะไร)
.
ชอบที่ใช้วิธีเล่าสลับกันระหว่างประวัติศาสตร์
บทความ บทสัมภาษณ์ เรื่องเล่าของคนอื่นๆ
สลับกับนิยายที่แต่งขึ้นเอง
เป็นความสัมพันธ์ของทหารญี่ปุ่น
กับหญิงสาวในโรงแรมจุงกิง
.
ชอบพาร์ทนิยาย ที่ค่อยๆ เฉลย
ว่าตกลงใครทำอะไรยังไง สนุก แอบลุ้นดี
แต่เตือนไว้ก่อน ว่าเล่มนี้มีเลือดนะ
Profile Image for Anusonsa.
22 reviews
Read
February 10, 2017
เป็นนิยายขนาดสั้น พล็อตดี นำเสนอในรูปแบบที่แปลกใหม่
Profile Image for panuchread.
118 reviews97 followers
August 26, 2023
“…นวนิยายเล่มนี้ ประกอบจากโครงสร้างของตัวบทที่ผิดแผกแตกต่างสองประการ ในบทที่เป็นเลขคี่ จะเป็นสิ่งที่ถูกเขียนโดยผู้อื่น ในบทที่เป็นเลขคู่คือสิ่งที่ผมเขียนขึ้นเอง นี่อาจเป็นการพยายามทดลองอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่ามันจะส่งผลต่อการรับรู้ของผู้อ่านอย่างไร อัน���ป็นสิ่งที่ผมสนใจมาก ส่วนความสำเร็จหรือล้มเหลวของการทดลองเช่นนี้คงเป็นเรื่องของอนาคตแล้ว” — คำนำผู้เขียนว่าไว้แบบนั้น

ส่วนตัวเราอ่านแล้วไม่ได้รู้สึกว่าวิธีการเขียนแบบนี้เป็นการเพิ่มเสน่ห์หรือความน่าค้นหาให้หนังสือเท่าไหร่ มันเหมือนได้อ่านเชิงอรรถที่ยาวขึ้นแต่ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่องอะ และจริงๆ ก็ค่อนข้างขัดมู้ดพอสมควร แบบจู่ๆ ก็ตัดมาเป็นบทความใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องหลักแบบอ้อมโลก ถึงไม่มีก็ไม่ได้ทำให้เข้าใจเนื้อเรื่องหลักน้อยลงแต่อย่างใด และบางทีก็รู้สึกว่ามันออกแนวขยายความโดยเปล่าประโยชน์

แต่ก็ดีที่ครึ่งเล่มหลังเขาล้มเลิกโครงการเขียนสลับคี่ (คนอื่นเขียน) / คู่ (ตัวเองเขียน) แล้ว กลายเป็นบทไหนๆ ก็ตัวเองเขียนทั้งหมด ซึ่งพอเป็นงี้เราก็รู้สึกสองจิตสองใจ คือใจนึงก็ยินดี เพราะจะได้อ่านเรื่องหลักยาวๆ แบบไม่มีอะไรมาขัดสักที แต่อีกใจก็รู้สึกเหมือนโดนทิ้งกลางทาง แบบเอ้าไหนคอนเซปต์ที่ว่าเป็นพระเอกของเล่มนี้ จู่ๆ ทิ้งเฉยๆ ไม่บอกกล่าวเลยเหรอ ฟีลหมดมุกหรือไงไม่ทราบ แต่ก็ดีแล้วแหละ 55555

ด้วยชื่อเรื่องที่ล้อมาจากหนังหว่อง มันก็เลยจะมีบรรยากาศหว่องๆ คือฝนตก ความอับชื้น พื้นที่เล็กๆ แคบๆ มืดๆ สลัวๆ ความเปลี่ยวเหงา ความผู้หญิงโคมเขียวใดๆ โดยจะมีเซ็ตติ้งอยู่ที่จ.ลำปางสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่มีทหารญี่ปุ่นเข้ามาเพ่นพ่านในไทยเยอะมาก ด้วยข้อตกลงเกี่ยวกับการทำสงครามบางประการ ในระหว่างนั้นก็เกิดการจัดตั้งโรงแรมจุงกิงขึ้นเพื่อให้ทหารญี่ปุ่นได้ใช้หย่อนใจโดยเฉพาะ ซึ่งเรื่องราวมันก็เกี่ยวกับชาย 2 หญิง 1 ที่วนเวียนกันในโรงแรมแห่งนี้นี่แหละ

แรกๆ อาจจะงงหน่อย เพราะตัดสลับตัวละครค่อยข้างเร็วและเยอะ ทั้งอดีตและปัจจุบัน (ไหนยังจะมีบทคู่/คี่อีก) ไม่มีการแนะนำหรือปูพื้นอะไรมากมาย มาถึงก็เข้าเรื่องโชะๆๆ เลย แต่อ่านไปสักพักก็จะรู้ละว่าบทนี้กำลังพูดถึงหมอนี่หรือหมอนั่น

โดยรวมเราอ่านแล้วไม่ได้รู้สึกอะไรลึกซึ้ง เอนจอยการเสพบรรยากาศและภาษาสละสลวยอย่างเดียว
Profile Image for Nuttawat Kalapat.
685 reviews48 followers
July 4, 2023
ชอบความมีสไตล์ชัดเจน ของแกมาก
แถมภาษาเขียนแกอ่านแล้วรู้สึกหม่นดีนะ
การหาข้อมูล ปวศ มาประกอบเรื่องก็เป้ะด้วย
Profile Image for Tantannn.
31 reviews
June 3, 2025
นิยายที่ผู้เขียนประกอบขึ้นจากเหตุการณ์ที่ไทยเคยถูกใช้เป็นเส้นทางเดินทัพผ่านและปฏิบัติการทางทหารในห้วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยนำพาทั้งผู้อ่านและตัวละครย้อนกลับไปสำรวจและรำลึกถึงบาดแผลจากสงคราม อาชญากรรมที่มนุษย์กระทำต่อกัน โดยเฉพาะต่อผู้หญิงและผู้บริสุทธิ์ในช่วงเวลาที่เลวร้ายเหล่านั้น
.
ในแง่เทคนิคการเล่าเรื่อง คุณอนุสรณ์ก็ยังเป็นคุณอนุสรณ์ ภาษาคมคายให้ภาพชัด แต่สิ่งที่พิเศษคือความ experimental ที่คุณอนุสรณ์พยายามผ่านงานชิ้นนี้:
- ทั้งด้วยการเล่าเรื่องที่เบลอ chronological sense ทำให้ระหว่างอ่านอาจจะไม่แน่ใจว่า เอ๊ะ สิ่งที่อ่านอยู่เป็นอดีตหรือปัจจุบันกันแน่ เหมือนกับพยายามจะสื่อว่า เวลาเรานึกถึงเรื่องบางอย่าง ความทรงจำในอดีตก็อาจผสมปนเปกับประสบการณ์ในปัจจุบันได้ และยังเข้ากับคำพูดตัวละครนึงที่ว่า "...นาฬิกาในตัวของฉันแตกสลาย สำนึกด้านเวลาของฉันแตกสลาย..." ได้พอดิบพอดี (แต่ทุกอย่างจะกระจ่างเมื่ออ่านมาถึงบทสุดท้ายนะ ไม่ต้องกลัวอ่านไม่รู้เรื่องเลย 555)
- และด้วยเทคนิคที่คุณอนุสรณ์ถักทองานชิ้นนี้ ผ่านการ "ตัดสลับ" ระหว่างการเดินเส้นเรื่องหลักในบทเลขคู่ แต่จะ curate งาน/ข้อมูลจากแหล่งอื่นมาจัดวางไว้ในบทเลขคี่ แต่เอาเข้าจริง หลายครั้งงาน/ข้อมูลที่คัดสรรมามันก็ลงตัวและเนียนเป็นเนื้อเดียวกันกับเนื้อหาที่เดินอยู่ในบทเลขคู่ จนเหมือนช่วยเพิ่มรสอูมามิให้กับเส้นเรื่องหลักไปด้วยเลย
.
เราเห็นด้วยว่า ในงานชิ้นนี้ คุณอนุสรณ์พยายามสื่อ "ความรู้สึก/อารมณ์" ให้ผู้อ่าน ผ่านโครงสร้างคือถ้อยคำ/เนื้อเรื่องที่ประกอบขึ้น เหมือนกับสถาปนิกที่สร้างสรรคสถาปัตยกรรมโดยเล่นกับแสงและเงา เพื่อทิ้ง meaningful space ที่ผู้ได้ชมงานได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ออกไป -- ไม่แปลกใจเลยที่หนึ่งในงานอื่นที่คุณอนุสรณ์ curate มาลงในบทเลขคี่ คือ บทสัมภาษณ์คุณ Tadao Ando เจ้าพ่อการเล่นเส้นธรรมชาติ-เงา ในวงการ 'ถาปัตย์ นึกถึงเล่ม Tadao Ando: conversations withs students เลยยย
Profile Image for usa’s.
43 reviews5 followers
June 6, 2024
เทคนิคการเล่าเรื่องน่าติดตามและกระตุ้นความคิดความสงสัยมากประทับใจ คือเทคนิคมันคล้ายๆ ”คาฟคา วิฬาร์ นาคาตะ“ แหละที่การเล่าเรื่องมันคนละครั้งแยกกัน แต่ค่อยๆมาทับซ้อนกันผ่านการนำพาของคนเขียนให้คนอ่านประมวลผลต่อจิ๊กซอว์อย่างแยบยล แต่มันไปไกลกว่านั้นอีกนี่สิ! นี่แทบจะเป็น3+++เรื่อง 2+++ช่วงเวลา และรวมกับงานเขียนของเรื่องอื่นคนอื่นมาแทรกๆเป็นบทเล็กและจัดวางบทอย่างดี ชอบมากๆ ความรัก สงคราม ฆาตกร ระลึกชาติ ผจญภัยค้นหา นิทาน ตำนาน สืบสวน ความเบลอของเรื่องจริงเรื่องแต่ง
เป็นตัวอย่างที่ดีของความโพสโมเดิร์นได้สุดๆเรื่องหนึ่ง
แต่ส่วนตัวมีสะอิดสะเอียดเกินใจผมไปนิดหน่อย55555 +ผมเผลอไปติดภาพจากมอริสันมาได้ไงไม่น่าเลย ผิดที่ประสบการณ์จากผมเองล้วนๆ5555555
Profile Image for Afp Achitaphon.
13 reviews4 followers
August 22, 2018
นวนิยายที่มีลีลาในการเล่าเรื่องสลับไปสลับมาของความจริงและเรื่องแต่งผสานกันระหว่างความทรงจำ ยุคสมัย เหตุการณ์ ข้อมูล ต่างๆคล้ายนวนิยายประกอบเรียงความซึ่งดูเป็นชั้นเชิงทดลองที่สร้างสรรค์ความสนุกให้ระหว่างอ่านรวมถึงบทสรุปที่แสดงออกถึงความรุนแรงของการฆาตกรรม สงคราม ความลุ่มหลง สะท้อนออกมาในระดับคนทั่วไปและสะท้อนภาพใหญ่ของสงครามโลกครั้งที่ 2
Profile Image for Kubpam So.
88 reviews11 followers
April 21, 2015
สงครามเป็นความใคร่อย่างหนึ่ง และสุดท้ายความรักก็สิ้นสุดลงไม่ต่างจากสงคราม // นวนิยายแนวทดลอง ได้อ่านงานจากหลายเล่ม เหมือนเชิงสารคดี น่าเสียดายที่แนวนี้บีบให้ต้องเขียนเพิ่มอย่างย่นย่อ เลยรู้สึกยังอ่านไม่ค่อยจุใจ
Profile Image for bnb_13.
64 reviews30 followers
November 5, 2015
เสียดายพล็อต เสียดายข้อมูล...น่าจะเขียนให้ยาวกว่านี้
Profile Image for MonoNoAware.
267 reviews36 followers
January 6, 2022
สงครามและความใคร่
ความจริงและความแต่ง

นวนิยายที่ครึ่งหนึ่งคือข้อเท็จจริงประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และอีกครึ่งคือเรื่องของชายหนุ่มและโรงแรมจุงกิง
Profile Image for Nam Nan.
16 reviews2 followers
June 11, 2022
วิธีการเล่าเรื่องยอดเยี่ยม มู้ดสุดๆ เห็นด้วยกับสิ่งที่อุทิศ เหมะมูลกล่าวถึงหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับสเปซในเรื่อง
5 reviews2 followers
September 15, 2024
นิยายประวัติศาสตร์ที่ถูกย่อส่วนให้แฝงไว้ในคราบของนิยายโรแมนติคแบบดาร์คๆ
Profile Image for Silentium.
78 reviews12 followers
December 22, 2023
  นิยายเรื่องนี้ไม่ได้แย่ แม้จะให้ 3 ดาว แต่เราก็ไม่ได้ชอบ ถือว่าเป็นคะแนนระดับกลาง

เริ่มจากปก


สารภาพว่าไม่เข้าใจความหมายของปกของฉบับพิมพ์ครั้งแรกโดยแพรวสำนักพิมพ์เลย ไม่มีชื่อผู้ออกแบบปก ไม่มีคำอธิบายในคำนำ พยายาม google ก็แล้ว ก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้

แม้พอดูออกว่าเป็นเงาแต่จะเป็นเงาของตะเกียงหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ที่ฐานมีตัวอักษรพิมพ์คำว่า "นวนิยาย" มีลายเส้นสีแดงยึกยัก ซิกแซกอยู่ข้างใต้ดูเหมือนเป็นของเหลวสีแดงไหลออกจากฐานของเงาตะเกียงนั้น ฉากหลังของภาพปกเป็นรูปวงกลมซ้อนกันสัก 5 วงได้ ไล่สีจากโทนขาวซึ่งดูสว่างไสวที่สุดตรงกึ่งกลางภาพแล้วค่อย ๆ มืดลง ๆ ยิ่งทำให้แน่ชัดว่าเงานั้นน่าจะเป็นเงาของตะเกียง แล้วทั้งหมดนี่หมายถึงอะไร เกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้อย่างไร

Don't judge a book by its cover

ใครสักคนเคยกล่าวไว้ ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้ที่หลายคนก็ซื้อหนังสือเพราะรูปเล่มและภาพปกที่สะดุดตา ปกหนังสือจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการตลาดไปแล้ว ปกที่ดูยาก ไม่สะดุดตาก็มีผลต่อการตัดสินใจเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับปกฉบับพิมพ์ครั้งที่สองซึ่งประกอบด้วยภาพครึ่งหน้าของผู้หญิงเชื้อสายตะวันออก กับธงชาติญี่ปุ่น ดูแล้วเหมาะสมกว่า ดึงดูดกว่าและสามารถสื่อเนื้อหาโดยรวมของหนังสือได้มากกว่า

การดำเนินเรื่อง
ผู้เขียนเฉลยกลวิธีการเล่าเรื่องไว้ที่คำนำว่า "พยายามทดลองอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่ามันจะส่งผลต่อการรับรู้ของผู้อ่านอย่างไร" เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เราจึงเลือกอ่านเฉพาะบทเลขคู่ก่อน แล้วจึงอ่านบทที่เป็นเลขคี่ สำหรับเราแล้วไม่ว่าจะแยกอ่าน หรืออ่านแบบเรียบลำดับก็ไม่ได้มีผลต่อการรับรู้เรื่องราวสักเท่าไร กล่าวคือบทเลขคี่นั้นจะไม่อ่านเลยก็ได้ แต่ถ้าอ่านไปตามลำดับจะได้อารมณ์เหมือนดูหนังที่ตัดสลับฉากไปมาแบบ flashback ซึ่งก็อาจทำให้ผู้อ่านบางคนงุนงงสับสน timeline และก็มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบกลวิธีการเขียนแบบนี้ สำหรับเราแล้วบางบทก็ไม่เข้าใจว่าเกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่อง จึงไม่ได้รู้สึกว้าวเท่าไร

สิ่งที่ชอบเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้
น่าจะเป็นประเด็นมุมมองความรักของ comfort women ความพยายามนำเสนอความคิดของทหารญี่ปุนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และการร้อยเรียงเรื่องราวที่มีสองพล็อตซ้อนกัน ได้แก่การตามหาโรงแรมจุงกิง กับเรื่องราวความรักของ comfort women กับ ทหารญี่ปุ่น โดยมีนักฆ่าเป็นตัวแปร

เห็นด้วยกับรีวิวหนึ่งที่ว่า ผู้เขียนสามารถนำประวัติศาสตร์มาทำเป็นเรื่องแต่ง นำเรื่องแต่งมาผสมกับเรื่องเล่าความทรงจำ และนำเรื่องเล่าความทรงจำมาถ่ายทอดได้อย่างมีวรรณศิลป์ ภายในจำนวน 126 หน้าซึ่งไม่มากไม่น้อยเกินไป

ปริศนา


สุดท้าย อ่านนิยายเล่มนี้แล้วทำให้อยากนั่งรถไฟไปตามหาโรงแรมจุงกิง ไปดูพระธาตุกลับหัวที่ลำปาง และทำให้ใคร่ค้นหาความรู้เกี่ยวกับบทบาทของประเทศไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2



Profile Image for Patzh Eaimtrakul.
78 reviews3 followers
January 16, 2024
เป็นหนังสือนิยายเล่มเล็กกระทัดรัดแต่เนื้อหาข้างในหนักแน่นมาก ซึ่งตัวพื้นฐานของมันเลยจริงๆ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับนักฆ่าที่ไปตามฆ่านายทหารคนหนึ่งในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่กระบวนการในการเล่ามันยืมประวัติศาสตร์มาแปะ และมีการเล่าผ่านมุมมองตัวละครในหลากหลายไทม์ไลน์ ทั้งตัวละครที่ใช้ชีวิตอยู่ในโรงแรมจุงกิง และคนในยุคปัจจุบันที่ฝันถึงโรงแรมนี้และไปตามหา

ซึ่งพอเป็นนิยายที่เขียนขึ้นมาผ่านมุมมองของตัวละครปัจจุบันมองไปในอดีต และมีเรื่องเล่าอันแสนทารุณโหดร้ายในอดีตอยู่ การที่เรารู้ว่าอดีตเกิดอะไรขึ้นบางทีมันอาจจะเพียงพอแล้วไม่จำเป็นว่าเราจะต้องเอาตัวเองไปแทนว่าเราเป็นใคร เป็นผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำ เพราะท้ายที่สุดอดีตมันก็จะไล่ล่าเราและมีผลมาถึงเราในปัจจุบันอยู่ดี

หนังสือเล่มไม่หนามากและเนื้อเรื่องชวนติดตามจริงๆ เพราะตอนหยิบขึ้นมาอ่านก็อ่านรวดเดียวจบ
Profile Image for Ninnartsang.
10 reviews1 follower
November 1, 2016
มันจะดีกว่านี้ถ้าเขียนให้ยาวหน่อย อดคิดไม่ได้ว่ารีบเขียนรีบจบ เสียดายพลอตและข้อมูล
Displaying 1 - 21 of 21 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.