Pawarut Jongsirirag753 reviews158 followersFollowFollowJuly 19, 2026เรียกได้ว่าเป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความรักของพอล สุนทรสกี้ ที่ชัดเจนมาก ความรักในที่นี้ไม่ใช่ความรักต่อบุคคล แต่เป็นความรักต่องานวรรณกรรม และการเมืองของไทย ซึ่งทั้งสองอย่างเป็นสิ่งที่พอลให้ความสนใจ อุทิศวันเวลาในการเก็บเกี่ยวทีละน้อย จนกลายมาเป็นหนังสือเล่มนี้ มันเป็นนิยายที่ต้องการให้บางสิ่งไม่ถูกหลงลืมไปจากหน้าประวัติศาสตร์ก่อนอื่นต้องขอเริ่มต้นด้วยการบอกเล่าซักนิดว่านิยายเล่มแรกของพอลกำลังเล่าถึงอะไร เพราะเขาดูจะหมกเม็ดเป็นความลับไม่ยอมบอกรายละเอียดกับใคร แม้แต่คนอ่านของเขาก็ตาม (ไม่เชื่อก็ลองดูปกหลังซิครับ นั่นไม่ใช่เรื่องย่อ นั่นคือตัดเอาส่วนหนึ่งของหนังสือมาแปะกันโต้งเต้งซะงั้น )ภาพร่างของการรอ เล่าถึงชายหนุ่มที่กำลังจะเลิกรากับแฟนหนุ่ม ระหว่างที่ชีวิตกำลังงึกงัก เขากลับได้รับโทรศัพท์ปริศนาว่าจ้างให้เขาตามหาภาพวาดของนักกิจกรรมทางการเมืองคนสำคัญ ที่ภาพวาดของเขาอาจปลุกพลังการเมืองที่ดับมอดให้ลุกโชนได้อีกครั้ง แต่ภารกิจนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะภาพปริศนานี้ถูกกลบฝังในเมืองลับแลแห่งหนึ่งที่เขาไม่รู้จัก พร้อมกันนี้เขาก็ต้องลบเลี่ยงการตามล่าของมือสังหารจากรัฐบาลที่จะทำทุกอย่างให้ภารกิจนี้ไม่มีวันสำเร็จจากเรื่องย่อ เห็นได้มาตั้งแต่ต้นว่าพอลได้แรงบันดาลมาจากงานของ อ.ต้น อนุสรณ์ และงานของพอล ออสเตอร์ แนวอะไรซักอย่างหาย เราต้องไปตามหา ส่วนจะเจอสิ่งที่ตามหาหรือไม่ ระหว่างทางจะเจออะไร อันนี้ก็ต้องไปอ่านกันนะครับมิตรสหายเรื่องย่อผ่านพ้น กลับมาสู่ความรักอันท่วมท้นกันดีกว่าเหตุที่ผมเกริ่นว่ามันคืองานที่เต็มไปด้วยความรัก เพราะระหว่างทางของการตามหา พอลได้ทิ้งร่องรอยความรักต่อโลกวรรณกรรมเอาไว้ตามรายทางอย่างต่อเนื่อง เขาจับเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้จากเรื่องนั้นเรื่องนี้มาใส่เอาไว้ในเนื้อเรื่องอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นตัวละคร เนื้อหาบางส่วน บทสนทนา การบรรยายความความคิดของตัวละคร อาจรวมไปถึงโควทคำเด็ดๆ พอลได้หยิบเอามาดัดแปลงให้กลายเป็นลมหายใจในนิยายของเขา ทำให้การอ่านนิยายเรื่องนี้ นอกจากการติดตามตัวละครเพื่อตามหาภาพวาดปริศนาแล้ว เราอาจจะได้ลองติดตามค้นหาว่า สิ่งใดบ้างที่พอลได้หยิบยืมนำมาใช้ผสมผสานลงไปในงานของเขาการจะทำเช่นนี้ได้ ผมคิดว่ามันต้องมาจากความรักในโลกของวรรณกรรมอย่างท่วมท้น เป็นความปรารถนาไม่ให้สิ่งที่เขารักต้องล้มหายไปจากพลังของกาลเวลา เขาจึงใช้วิธีถอดหัวใจจากกายเดิมมาใส่ในกายใหม่ อัดฉีดโลหิตและลมหายให้มีชีวิตอีกครั้ง งานชิ้นนี้จึงมีพลังของตัวเองมันเองที่มาพร้อมกับการต่อยอดงานชิ้นเก่าก่อน ไม่ให้ถูกลบเลือนไปจากมหาสมุทรของวรรณกรรม เป็นการเชื่อมอดีตเข้ากับปัจจุบัน เพื่อส่งต่อไปยังอนาคตให้งานจำนวนมากยังคงมีชีวิตโลดแล่นต่อไปรักแรกผ่านพ้น มาสู่รักที่สองของพอลนอกจากวรรณกรรม ความสนใจในต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองร่วมสมัยของไทยก็เป็นสิ่งที่พอลติดตามอย่างใกล้ชิด งานชิ้นนี้เป็นการถ่ายทอดถึงการเมืองร่วมสมัยอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ไม่จำเป็นต้องหลบเลี่ยงหรือเล่าอย่างอ้อมๆ แม้แต่น้อย ส่วนหนึ่งผมคิดว่าเขาอุทิศความรักและความหวังให้กับนักกิจกรรมการเมืองทุกคนในประวัติศาสตร์ไทยอย่างตรงไปตรงมา แม้จะโฟกัสอย่างชัดเจนที่เหตุการณ์บ้านเมืองร่วมสมัยในช่วงไม่กี่ปีนี้ ถึงกระนั้น นิยายเรื่องนี้ก็ไม่ใช่นิยายที่สื่อสารให้นักกิจกรรมทางการเมืองเป็นฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรม เพราะพอลไม่ได้ต้องการเล่าถึงช่วงเวลาของการต่อสู้ แต่เขาให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากการต่อสู้มากกว่า สิ่งที่หลงเหลือ กลับมีเพียงบาดแผลและความเจ็บปวดของผู้คนมากมายที่รายล้อมนักกิจกรรมทางการเมืองเหล่านี้ มันทำให้ผมคิดว่าสิ่งที่พอลต้องการจริงๆ คือ การนำเรื่องราวอันเจ็บปวดของผู้คนที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เขาเหล่านี้ คือ พ่อ แม่ ลูก เมีย ของนักกิจกรรมการเมืองทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากระบอบการเมืองอันผิดปกติ ไม่ให้เรื่องราวชีวิตทั้งหมดนี้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ จนหลงเหลือแต่ชั่วขณะของการต่อสู้จนไม่มีใครจดจำได้ว่า ความสุญเสียที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดที่พื้นที่ของการต่อสู้เท่านั้น มันยังมีพื้นที่รอบนอกที่ได้รับผลกระทบรุนแรงไม่แพ้กัน แต่กลายเป็นว่าพื้นที่ส่วนนี้กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนไม่จดจำ หรือถึงขั้นลืมเลือนว่ามันไม่มีอยู่จริงในท้ายที่สุด ภาพร่างของการรอ ของพอล สุนทรสกี้ จึงไม่ใช่เรื่องของการรอ หรือการตามหาสิ่งที่หายไปเท่านั้น แต่แท้ที่จริงงานชิ้นนี้ คือ งานที่ต่อสู้กับการลืม เพื่อไม่ให้สิ่งที่สำคัญต้องถูกลบหายไป ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นโลกของวรรณกรรมหรือการต่อสู้ทางการเมืองก็ตาม