Ploy4 reviews2 followersFollowFollowJanuary 8, 2017"ฟอลคอนแห่งอยุธยา" เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่เราจะจัดประเภทว่าใช้ได้ในระดับหนึ่ง ถ้าเรื่อง "รุกสยาม" เป็นเรื่องที่เล่าจากมุมมองชาวฝรั่งเศส นิยายเรื่องนี้ก็จัดว่าเป็นเรื่องเล่าจากมุมมองของฟอลคอนหรือออกญาวิไชเยนทร์ ชาวกรีกที่เข้ามารับราชการสมัยพระนารายณ์โดยไต่เต้าจากการเป็นลูกเรือในเรือพาณิชย์สัญชาติอังกฤษ ดั้นด้นไปมาและเผชิญความเสี่ยงทั้งหลายในแถบเมืองต่างๆของอินเดีย ก่อนจะจับพลัดจับผลูมายังสยาม ผูกมิตรกับพระคลัง และก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิตด้วยการเป็นที่ปรึกษาและเสนาบดีให้กับกษัตริย์ในสมัยของพระนารายณ์ที่นับว่าเป็นสมัยหนึ่งที่การค้าขายและปฏิสัมพันธ์กับต่างชาติรุ่งเรืองอย่างมาก สยามเนื้อหอมกับการเป็นที่ค้าขายและเผยแผ่ศาสนา เช่นเดียวกับความสนใจส่วนพระองค์ต่อเทคโนโลยีและวิทยาการตะวันตก ช่วงเวลานั้นทั้งฮอลันดา, โปรตุเกส, อังกฤษ, ฝรั่งเศส ต่างแข่งขันกันที่จะผูกขาดการค้าและเผยแพร่ศาสนาของตนในดินแดนสยาม แต่เรื่องกลับจบลงที่ความไม่มั่นใจของชาวเมืองต่อศาสนาใหม่ กลัวกษัตริย์จะเข้ารีตศาสนาคริสต์และเลิกนับถือศาสนาพุทธ การแย่งชิงอำนาจในปลายรัชกาลจึงเกิดขึ้น พระเพทราชาขึ้นสู่อำนาจพร้อมกับการสวรรคตของพระนารายณ์ คอนสแตนติน ฟอลคอน หรือออกญาวิไชเยนทร์จึงมาถึงจุดจบของชีวิตด้วยเหตุนี้เองแน่นอนว่าไม่ว่าจะเล่าเรื่องนี้กี่ครั้ง ตอนจบย่อมออกมาเป็นแบบเดิม แต่สิ่งที่นิยายเล่มนี้น่าสนใจคือ ผู้เขียนพยายามเน้นประเด็นที่ว่าฟอลคอนเป็นคนไม่มีสัญชาติที่ชัดเจน เขาเป็นลูกครึ่งกรีก-เวนิส ทำงานกับชาวอังกฤษที่ลักลอบค้าขาย เป็นศัตรูกับบริษัทอังกฤษและฮอลันดา พยายามผูกมิตรกับฝรั่งเศส มีเมียเป็นท้าวทองกีบม้าหรือ มารี กีมาร์ สาวลูกครึ่งญี่ปุ่น-โปรตุเกส หลานสาวของตระกูลยามาดะ ครอบครัวญี่ปุ่นที่ตั้งรกรากในอยุธยามานาน ภายใต้ความแตกต่างของเชื้อชาติเหล่านี้ เท่ากับว่าฟอลคอนแทบจะไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร และพยายามจะแสวงหาเพื่อนหรือสังคมที่ยอมรับตนเองเข้ากลุ่ม ทำให้เราพอจะเข้าใจสถานภาพของฟอลคอนที่ยืนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย ความหลากหลายของสังคมอยุธยาในตอนนั้นได้พอสมควร และยิ่งย้ำให้เห็นชัดว่าอยุธยาในตอนนั้นมีการขยายตัวทางสังคม เศรษฐกิจและการปะปนของผู้คนมากแค่ไหนอีกอย่างที่เราชอบ และไม่แน่ใจว่าเป็นความตั้งใจของผู้แปลรึเปล่า ที่แปลภาษาและการบรรยายภาพสังคมไทย วิถีชีวิต ตลอดจนวัฒนธรรมที่ปรากฎในนิยายให้คล้ายกับต้นฉบับ กล่าวคือ เวลาที่เราอ่าน เราจะรู้สึกเหมือนสังคมอยุธยาหรือสยามตอนนั้นช่างดูไกลตัว ดู exotic ดูน่าตื่นเต้นไม่เหมือนกับภาพสยามที่เราคุ้นชิน เราจะอ่านไปเจอกับภาพของบ้านเรือนไทยยกสูง มีเรือนไทยจิ๋วข้างบ้านที่เป็นที่อยู่ของเจ้าที่ กลิ่นฝนและน้ำฝนที่ไหลเจิ่งนอง พร้อมกับกลิ่นดอกมะลิที่อวลอยู่ในอากาศ กลิ่นน้ำมันมะพร้าวที่สาวๆใช้นวดผม ลูกเงาะที่หน้าตาเหมือนแมงมุม สาวๆสยามเปลือยไหล่เปิดอก เห็นผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียน หรือภาพของชุมชนริมน้ำ เจดีย์สีทอง พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่มีพวงมาลัยดอกกล้วยไม้สีม่วงถูกนำมาวางบูชา เราว่านานๆทีจะได้อ่านภาพสังคมสยามจากมุมมองแบบนี้ และเราว่ามันมีสเน่ห์ดีนะ เกือบลืม เรื่องนี้ยังพูดถึงมารี กีมาร์ หรือท้าวทองกีบม้า ในฐานะภรรยาของฟอลคอน แม้จะไม่มากและเน้นไปเรื่องผัวๆเมียๆ มากกว่าจะเป็นบทบาทโดยรวม แต่ผู้เขียนก็เสนอไว้น่าสนใจดีว่าเธอคนนี้ปัจจุบันถูกจดจำแค่ว่าเป็นผู้ทำขนมไทยโดยใช้ไข่แดง ซึ่งจริงๆแล้วบทบาทของเธอยังมีอีกมากนักให้ค้นหา อย่างตอนหลังที่ฟอลคอนตาย เธอยังได้ส่งจดหมายร้องเรียนไปยังราชสำนักฝรั่งเศส ทวงคืนทรัพย์สินของสามีที่เธอเชื่อว่าถูกเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสแอบเอาไป ในที่สุดเธอชนะและได้รับทรัพย์สินคืน โดยรวม เป็นนิยายที่ดีพอควร เหมาะกับคนชอบอ่านนิยายอิงประวัติศาสตร์แบบเพลินๆ ไม่คิดอะไรมาก
ดินสอ สีไม้1,074 reviews179 followersFollowFollowJune 27, 2019อ่านได้เรื่อยๆ ภาษาอ่านง่าย แต่ข้อมูลไม่มีอะไรใหม่ไปกว่าสองเล่มก่อน(รุกสยามในนามของพระเจ้า / ข้ามสมุทร)เล่มนี้อ่านง่ายที่สุดในสามเล่ม แต่ข้ามสมุทรสนุกสุดความพิเศษคือ เล่มนี้เป็นเล่มเดียวที่ทำให้เราสงสารฟอลคอนได้เอาใจช่วยฟอลคอนได้2019 thai