What do you think?
Rate this book


576 pages, Paperback
First published October 1, 2013
“ทุกคนเชื่อว่าอำนาจและความคิดนั้นมิใช่ของที่บุคคลใดและกลุ่มใดจะจับจองเป็นสิทธิขาดไว้แต่ผู้เดียว… การปิดปากคน (ที่ท่านอ้างว่า) โง่ ไม่รักชาติหรือไม่เข้าใจปัญหาของชาติในวันนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการปัดโอกาสไม่ให้คนฉลาด หรือผู้รักชาติอ้าปากหรือแม้แต่ผุดเกิดขึ้นมาได้ในวันข้างหน้า” - p.226
“ปัญหาที่เรายกขึ้นมาถามก็คืออะไรเล่าที่เป็นความสำคัญแท้จริง เราสามารถที่จะมีชีวิตที่แตกต่างและดีกว่าได้หรือไม่ ถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม เราจะทำอย่างไรดี” - p.255
[สุชาติ สวัสดิ์ศรี แปลจาก The Port Huron Statement]
“ ‘ซ้ายใหม่’ เปลี่ยนความเชื่อแบบลัทธิมาร์กซ์ดั้งเดิมที่กล่าวว่า ‘พลังการปฏิวัติได้มาจากการต่อสู้ระหว่างชนชั้น’ มาเป็น ‘พลังการปฏิวัติได้มาจากการต่อสู้ระหว่างรุ่น’ “ - p.258
“ถ้าหากคุณสามารถรู้สึกตัวสั่นด้วยความไม่พอใจทุกครั้งที่เห็นความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นในโลก เราก็เป็นเพื่อนกันได้” - p.261 [เช กูวาร่า]
“ทุกสิ่งทุกอย่างมนุษย์เป็นผู้สร้าง แล้วมนุษย์ก็ตกอยู่ในขอบเขตของมันเอง ในโลกนี้จะมีปีศาจหรือไม่ย่อมไม่มีใครรู้ ไม่มีใครพิสูจน์ได้ แต่มนุษย์เป็นผู้สร้างปีศาจขึ้นมา เพื่อหลอกคนด้วยกัน หลอกมนุษย์ด้วยกัน ผลสุดท้ายมนุษย์ผู้สร้างก็กลับจะต้องมากลัวปีศาจตนนั้น” - p.285
[สุจิตต์ วงษ์เทศ, โง่เง่าเต่าตุ่น]
“การประณามคอมมิวนิสด์เปรียบได้กับการกลัวผี ผีจะมีจริงหรือไม่มีจริงไม่สำคัญ ถ้ากลัวผีถึงขนาดที่เจตสิกจะยุให้หวาดระแวงไปต่างๆ นานา ผลสุดท้ายเจตสิกนั้นเองจะหลอนให้เรื่องผีกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นจงได้… คนที่กลัวผีและยุให้พวกเราประชาชนกลัวผีตามไปด้วย จึงเป็นต้นเหตุแห่งอันตรายแก่บ้านเมืองเราไม่น้อยกว่าตัวผีเอง” - p.316
[ป๋วย อึ๊งภากรณ์, ทางออกของไทยหลังสงครามอินโดจีน]
“ความทรงจำเป็นดังเยื่อใยโปร่งเบาที่เชื่อมเหตุการณ์ในอดีตรวมตลอดถึงเค้าโครงแห่งอดีตเข้ากับบุคลิกและตัวตนของบุคคลผู้จดจำเหตุกาณ์นั้น”
“ปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มสังคมต่างเลือกสรรความทรงจำและเชื่อมตัวเองเข้ากับบางส่วนของอดีต การจดจำ (remember) เป็นตัวการนิยามความสัมพันธ์ที่เรามีต่ออดีต ทำให้เราค้นพบรากเหง้าของตนเอง รู้ว่าสังกัดของเราอยู่ที่ไหน มันจึงเป็นแหล่งที่มาของอัตลักษณ์ที่เต็มไปด้วยคุณค่าความหมาย” - p.337
“วรรณกรรมเป็นเครื่องมือหนึ่งในการปฏิวัติความคิดและจิตใจของคน เมื่อจิตใจของคนได้รับการปฏิวัติแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางสังคมก็ย่อมจะตามมา” - p.381-382
“กล่าวได้ว่าวาทกรรม ‘ราชาชาตินิยมประชาธิปไตย’ กลายเป็นเพดานทางภูมิปัญญาของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่มีพลังในการดูดกลืนเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบันให้เข้ามาอยู่ภายใต้โครงเรื่องใหญ่เดียวกัน รวมทั้งถูกให้ความหมายภายใต้อำนาจกำกับชี้นำของวาทกรรมหลักเดียวกัน ดังนั้นชะตากรรมของเหตุการณ์ที่ไม่อาจสวมเข้ากับวาทกรรมนี้ได้สนิท คือ การถูกกลบ/ลบเลื่อนให้ตกหายไปจากความทรงจำของชาติ” - p.459
“พลังของการอ้างงานเก่ามาใช้ข้ามเวลาข้ามบริบทในสถานการณ์ใหม่ อยู่ที่การดึงงานนั้นออกนอกบริบทของการถกเถียงทางการเมืองในยุคของมัน (politics of decontextualized quotations)”
“ศิลปะและการเมืองของการอ้างอิงนอกบริบทจึงอยู่ตรงที่การทำให้ผู้อ่านไม่รู้สึกว่าสิ่งที่ตนกำลังอ่านเป็นเรื่องโบราณพ้นสมัยที่จบไปแล้ว หากเป็นเรื่องของปัจจุบันขณะ ที่สอดคล้องต้องตรงในทางใดทางหนึ่งกับสภาวะที่ตนกำลังเผชิญอยู่” - p.461-462