เป็นเล่มแรกในซีรี่ส์ อาเคจิ โคโกโร่ แล้วเป็นนิยายเล่มแรกของรัมโปที่เราได้อ่าน
ซึ่งก็ต้องพูดตรงๆว่าเล่มนี้ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ ด้วยที่ว่ามีลักษณะเป็นแค่ตอนสั้นๆ ซึ่งมี 3 ตอน
อย่างตอนที่เป็นชื่อของเล่มซึ่งก็คือ ฆาตกรรมบนเนิน D
ตอนนี้ค่อนข้างเฉยๆ อะไรๆก็ดูรวบรัด ดูเรียบง่ายไปหมด จู่ๆก็ดำเนินเรื่อง จู่ๆก็ให้พระเอกของเรามาเฉลยฆาตกร
และตอนที่สองอย่างวิญญาณหลอน
สำหรับตอนนี้ก็เฉยๆเหมือนกัน ดำเนินเรื่องไปแปีป อาเคจิโผล่มาอธิบายอะไรนิดหน่อย แล้วก็จบ
ตอนสุดท้ายคือ นักเดินเล่นใต้หลังคา
ก็ในเมื่อมันมีแค่ 3 ตอน จะไม่ชอทั้งสามเลยมันก็ดูใจร้ายไป ในเล่มนี้ ชอบตอนนี้ที่สุดละ
ดูแหวกแนว ดูแปลกจากที่เคยอ่าน แต่มองในแง่นิยายสืบสวน มันก็ยังเรียบง่ายและเป็นเส้นตรงจนเกินไป
และที่รู้สึกอีกหนึ่งอย่างเลยคือ เราไม่มีอารมณ์ร่วมกับตัวอาเคจิเลย แม้จะอ่านจบทั้ง 3 ตอน แต่ก็รู้สึกว่าเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวตนของอาเคจิเลย ทั้งๆที่เป็นตอนเปิดตัว หรืออาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นตอนสั้นก็ได้ แต่ยืนยันคำเดิมว่าในเล่มนี้ไม่มีจุดที่ทำให้เราอิน หรือมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวอาเคจิเลย ต่างจากคินดะอิจิตอนแรก ที่อยู่ในเล่ม 9 ของบ้านเรา นั่นก็เป็นตอนสั้นๆเหมือนกัน แต่เราก็เข้าถึงตัวคินดะอิจิได้
สรุปแล้ว เล่มนี้ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ จะเอาไปเทียบกับคินดะอิจิก็คงไมไ่ด้ เพราะเรื่องนี้เขียนมาก่อนนานมาก เป็นต้นแบบให้นิยายสืบสวนในยุคหลังๆก็ว่าได้
แต่ก็ด้วยที่มันเขียนมานานแล้ว เกือบร้อยปี มันเลยมีหลายจุดที่ 'เรา' คนในยุคร้อยปีให้หลังรู้สึกไม่อิน และไม่ประทับใจในหลายๆจุดเพราะเราล้วนผ่านตากับทริก, พล้อตเรื่อง, และอะไรหลายๆอย่างผ่านผลงานขแงนักเขียนในยุคหลังๆ ที่อ้างอิงและต่อยอดมาจากผลงานของรัมโป
จะให้สรุปอีกครั้งก็คง���ห้ควงามยุติธรรมกับผลงานเรื่องนี้ด้วย นั้นคือ เล่มนี้มีความโดดเด่นและแปลกใหม่มากๆ ใน 'ยุค' นั้น
การที่เรามาดูถูก มาบ่นว่าเรื่องนี้มันเชย มันไม่มีอะไรน่าดึงดูด มันก็ย่อมไม่ถูกต้องนัก
นิยายแล่มนี้ทำหน้าที่ของมันได้ดีเยี่ยม ถ้ามามาตราหน้าว่ามันเชย มันธรรมดา มันไม่น่าจดจำ อันนี้คิดว่าน่าจะเกิดจากคนอ่านมากกว่า อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า เราอยู่ในยุคร้อยปีให้หลัง ในร้อยปีที่ผ่านมาเราย่อมเคยเห็น และคุ้นชินกับอะไรหลายๆที่มันแปลกและแหวกแนวสำหรับยุคอดีต
หาทางลงยังไงดีหละ เปิดประเด็นอะไรก็ไม่รู้ 5555 เอาเป็นว่า ส่วนตัวเฉยๆกับเล่มนี้ แต่จะไม่บอกว่ามันห่วยหรือมันไม่สนุกนะ
ผิดที่เราเองแหละที่มาอ่านในยุคนี้