What do you think?


กายวิภาคของความเศร้า
เรื่องราวของการพลัดพรากลาจาก พวกเขาไม่อาจเหนี่ยวรั้งชะตากรรมของตนเองเอาไว้ได้ พวกเขาถูกทำลายลงอย่างช้าๆ ด้วยความสัมพันธ์อันเปราะบาง กำแพงที่มองไม่เห็น กาลเวลาของนิยาย วนซ้อน กัดเซาะ ร่วงหล่นแล้วจมหายราวกับเขาวงกต ตัวละครเล่าเรื่องผ่านมุมมองของแต่ละคน ด้วยฉากหลังทางสังคม การเมือง ความรัก ความปรารถนา และการค้นหาตัวตนอันเลือนลาง "กายวิภาคของความเศร้า" เราทุกคนมีเรื่องเล่าของตนเอง
>นวนิยายเรื่อง “กายวิภาคของความเศร้า” เกิดจากเรื่องสั้นสามเรื่องของนิวัต ที่เคยตีพิมพ์ตามหน้านิตยสารเมื่อหลายปีก่อน สองเรื่องในชุดแรกเป็นเรื่องสั้นที่เชื่อมต่อกัน (เขียนในปี 2541 และ 2551 ตามลำดับ) เรื่องที่สามเขียนในปี 2547 เป็นเรื่องที่แทรกเข้ามาตรงกลางระหว่างสองเรื่องแรกเพื่อเติมเต็มในส่วนของกาลเวลาที่หายไป โครงเรื่องส่วนที่เหลือเขาเริ่มเขียนในปี 2558 โดยใช้วิธีเขียนรวดเดียวจนจบ จนกลายมาเป็นหนังสือเล่มนี้
>สามบทแรก เวลาในนวนิยายมีความยาวนานประมาณสิบปี ตัวละครที่ลาจากกันแล้วกลับมาพบกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นเวลาจริงที่พวกเขาลาจากกันไป รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในเรื่องถูกเขียนขึ้นในเรื่องอ้างอิงจากเหตุการณ์ในเวลานั้น
>ตัวละครทุกตัวในเรื่องปราศจากชื่อ ในบางบทตัวละครเล่าเรื่องของตัวเอง เวลาในเรื่องตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ผู้อ่านจะพบพัฒนาการของตัวละคร จากจุดที่ว่างเปล่าไปสู่ความคลุมเครือ จากความคลุมเครือไปสู่ความทุกข์ระทม ผู้อ่านจะสังเกตได้ว่าสภาพทางสังคมจากอดีตถึงปัจจุบัน ตัวละครเปลี่ยนแปลงไปตามแรงเหวี่ยงที่พวกเขาไม่ได้ก่อขึ้นเพียงลำพัง
>เวลาในนวนิยายเรื่องนี้เหมือนเขาวงกต เวลาเหมือนถูกวางซ้อนๆ กันอย่างไร้ระเบียบ ซึ่งเป็นความจงใจที่จะทำให้เงื่อนเวลาของเรื่องมีอิสระ บางฉากเหมือนมีเสียงพูดดังออกมาอย่างไร้ทิศ
ชื่อบทในนวนิยายนำมาจากมูฟเม้นต์ซิมโฟนีหมายเลขเก้าของบีโธเฟ่น ซึ่งเชื่อมร้อยเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านเสียงดนตรีที่เล่นวนซ้ำ เช่นเดียวกับตัวอักษรชื่อเล่มจากการออกแบบของมานิตา ส่งเสริม ได้รับบันดาลใจจากตัวโน้ตเพลง ซึ่งสอดคล้องกับโครงเรื่อง
>นวนิยายเรื่อง “กายวิภาคของความเศร้า” เกิดจากเรื่องสั้นสามเรื่องของนิวัต ที่เคยตีพิมพ์ตามหน้านิตยสารเมื่อหลายปีก่อน สองเรื่องในชุดแรกเป็นเรื่องสั้นที่เชื่อมต่อกัน (เขียนในปี 2541 และ 2551 ตามลำดับ) เรื่องที่สามเขียนในปี 2547 เป็นเรื่องที่แทรกเข้ามาตรงกลางระหว่างสองเรื่องแรกเพื่อเติมเต็มในส่วนของกาลเวลาที่หายไป โครงเรื่องส่วนที่เหลือเขาเริ่มเขียนในปี 2558 โดยใช้วิธีเขียนรวดเดียวจนจบ จนกลายมาเป็นหนังสือเล่มนี้
>สามบทแรก เวลาในนวนิยายมีความยาวนานประมาณสิบปี ตัวละครที่ลาจากกันแล้วกลับมาพบกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นเวลาจริงที่พวกเขาลาจากกันไป รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในเรื่องถูกเขียนขึ้นในเรื่องอ้างอิงจากเหตุการณ์ในเวลานั้น
>ตัวละครทุกตัวในเรื่องปราศจากชื่อ ในบางบทตัวละครเล่าเรื่องของตัวเอง เวลาในเรื่องตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ผู้อ่านจะพบพัฒนาการของตัวละคร จากจุดที่ว่างเปล่าไปสู่ความคลุมเครือ จากความคลุมเครือไปสู่ความทุกข์ระทม ผู้อ่านจะสังเกตได้ว่าสภาพทางสังคมจากอดีตถึงปัจจุบัน ตัวละครเปลี่ยนแปลงไปตามแรงเหวี่ยงที่พวกเขาไม่ได้ก่อขึ้นเพียงลำพัง
>เวลาในนวนิยายเรื่องนี้เหมือนเขาวงกต เวลาเหมือนถูกวางซ้อนๆ กันอย่างไร้ระเบียบ ซึ่งเป็นความจงใจที่จะทำให้เงื่อนเวลาของเรื่องมีอิสระ บางฉากเหมือนมีเสียงพูดดังออกมาอย่างไร้ทิศ
ชื่อบทในนวนิยายนำมาจากมูฟเม้นต์ซิมโฟนีหมายเลขเก้าของบีโธเฟ่น ซึ่งเชื่อมร้อยเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านเสียงดนตรีที่เล่นวนซ้ำ เช่นเดียวกับตัวอักษรชื่อเล่มจากการออกแบบของมานิตา ส่งเสริม ได้รับบันดาลใจจากตัวโน้ตเพลง ซึ่งสอดคล้องกับโครงเรื่อง
256 pages, Paperback
Published June 1, 2016
About the author
นิวัต พุทธประสาท
13 books16 followersนิวัต พุทธประสาท นักเขียนชาวกรุงเทพ มีผลงานรวมเรื่องสั้นและนวนิยายหลายเล่ม ได้รับรางวัลช่อการะเกดยอดนิยมจากผลงานเรื่องสั้น “ภาพสุดท้าย”
นิวัตเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ thaiwriter.net เว็บไซต์วรรณกรรมเว็บแรกของไทย ที่ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์และแลกเปลี่ยนทัศนะในแวดวงวรรณกรรมที่ใหญ่และคึกคักที่สุดในประเทศ
นิวัตเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ thaiwriter.net เว็บไซต์วรรณกรรมเว็บแรกของไทย ที่ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์และแลกเปลี่ยนทัศนะในแวดวงวรรณกรรมที่ใหญ่และคึกคักที่สุดในประเทศ
Ratings & Reviews
Friends & Following
Create a free account to discover what your friends think of this book!
Community Reviews
Displaying 1 - 10 of 10 reviews
October 27, 2016
เป็นหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่ง
ด้วยความที่นักเขียนเป็นผู้ชาย ภาษาใช้เล่าเรื่องจึงตรงไปตรงมา ห้วน สั้น เล่าเรื่อยๆ แต่ในความกระชับ ดิบ แข็ง กลับอ่อนไหว ลงลึกถึงอารมณ์ความรู้สึก เข้าใจและบรรยายความเหงาของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างลึกซึ้ง และแม้จะเล่าด้วยความหม่นเศร้า เนื่อยนิ่งแต่กลับมีจุดเล็กๆให้ได้ประหลาดใจ ปลุกเร้าความตื่นเต้นหลายช่วงหลายตอน
ไม่มีชื่อตัวละคร เหมือนเราไม่รู้จักตัวตนของเค้าเหล่านั้นจริงๆ สรรพนามเรียกขานจึงมีแต่ ฉัน ผม เธอ เขา เรื่องเล่าผ่านมุมมองของตัวตนแต่ละคน เวียนวนกันไป เวลา เรื่องราว ไม่ต่อเนื่อง แต่ในความสับสน ขาดวิ่นของช่วงเวลา กลับเข้าใจได้ว่าเรื่องราวร้อยเรียงต่อกันอย่างไร
ผู้เขียนสรุปเรื่องราวของเรื่องนี้ไว้เองในช่วงท้ายของเล่ม
"เรื่องราวของตัวละครหลัก 3 ตัว เรื่องรักน้ำเน่าไม่สมหวัง โดยมีฉากหลังสอดแทรกเหตุการณ์ทางการเมือง สังคมวิปริต ความยุติธรรมหล่นหาย การทำลายล้างคือความก้าวหน้า ห้วงเวลาของนิยายไม่ไกลไปจากอนาคตอันใกล้ ไทม์ไลน์จะสับสนไร้ระเบียบจนดูไม่ออกว่ามันควรจะเริ่มตรงจุดไหน เวลาในเรื่องเหลื่อมล้ำกัน ตัดสลับฉาก เปลี่ยนสรรพนามหรือน้ำเสียงคนเล่าเรื่อง จากอีกตัวไปสู่อีกตัว เล่าผ่านบุคคลที่หนึ่ง ที่สอง หรือที่สาม ก็ไม่อาจรู้ บางทีอาจจะมีเสียงที่ดังขึ้นมาอย่างไม่รู้ที่มาที่ไป ตัวเรื่องเหมือนจะเวียนซ้ำ โลกถูกขยำลงในมิติเดียวของเวลาที่ไม่มีขีดจำกัด"
เป็นวิธีการเล่าเรื่องแบบที่ไม่เคยอ่าน นอกจากระตุ้นความเหงา เศร้าลึกในตัวตนของเราเองแล้ว ยังสร้างความใคร่รู้ให้คนอ่านด้วย..ชอบมากๆ
ตอน IV Presto : เล่าเรื่องรักแรกในความทรงจำวัยเด็ก รายละเอียดคล้ายหนังเรื่อง "The great expectation" ไม่รู้ด้วยความบังเอิญหรือตั้งใจ?
ด้วยความที่นักเขียนเป็นผู้ชาย ภาษาใช้เล่าเรื่องจึงตรงไปตรงมา ห้วน สั้น เล่าเรื่อยๆ แต่ในความกระชับ ดิบ แข็ง กลับอ่อนไหว ลงลึกถึงอารมณ์ความรู้สึก เข้าใจและบรรยายความเหงาของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างลึกซึ้ง และแม้จะเล่าด้วยความหม่นเศร้า เนื่อยนิ่งแต่กลับมีจุดเล็กๆให้ได้ประหลาดใจ ปลุกเร้าความตื่นเต้นหลายช่วงหลายตอน
ไม่มีชื่อตัวละคร เหมือนเราไม่รู้จักตัวตนของเค้าเหล่านั้นจริงๆ สรรพนามเรียกขานจึงมีแต่ ฉัน ผม เธอ เขา เรื่องเล่าผ่านมุมมองของตัวตนแต่ละคน เวียนวนกันไป เวลา เรื่องราว ไม่ต่อเนื่อง แต่ในความสับสน ขาดวิ่นของช่วงเวลา กลับเข้าใจได้ว่าเรื่องราวร้อยเรียงต่อกันอย่างไร
ผู้เขียนสรุปเรื่องราวของเรื่องนี้ไว้เองในช่วงท้ายของเล่ม
"เรื่องราวของตัวละครหลัก 3 ตัว เรื่องรักน้ำเน่าไม่สมหวัง โดยมีฉากหลังสอดแทรกเหตุการณ์ทางการเมือง สังคมวิปริต ความยุติธรรมหล่นหาย การทำลายล้างคือความก้าวหน้า ห้วงเวลาของนิยายไม่ไกลไปจากอนาคตอันใกล้ ไทม์ไลน์จะสับสนไร้ระเบียบจนดูไม่ออกว่ามันควรจะเริ่มตรงจุดไหน เวลาในเรื่องเหลื่อมล้ำกัน ตัดสลับฉาก เปลี่ยนสรรพนามหรือน้ำเสียงคนเล่าเรื่อง จากอีกตัวไปสู่อีกตัว เล่าผ่านบุคคลที่หนึ่ง ที่สอง หรือที่สาม ก็ไม่อาจรู้ บางทีอาจจะมีเสียงที่ดังขึ้นมาอย่างไม่รู้ที่มาที่ไป ตัวเรื่องเหมือนจะเวียนซ้ำ โลกถูกขยำลงในมิติเดียวของเวลาที่ไม่มีขีดจำกัด"
เป็นวิธีการเล่าเรื่องแบบที่ไม่เคยอ่าน นอกจากระตุ้นความเหงา เศร้าลึกในตัวตนของเราเองแล้ว ยังสร้างความใคร่รู้ให้คนอ่านด้วย..ชอบมากๆ
ตอน IV Presto : เล่าเรื่องรักแรกในความทรงจำวัยเด็ก รายละเอียดคล้ายหนังเรื่อง "The great expectation" ไม่รู้ด้วยความบังเอิญหรือตั้งใจ?
March 7, 2017
นิวัตจูงมือเราเข้าไปทำความรู้จักกับความเศร้า
แต่ความเศร้าที่นิวัตศึกษา ไม่ใช่ความเศร้าของนางเอกในละครที่อ่อนปวกเปียก หรือพระเอก MV ที่ร้องไห้จนรู้สึกว่าค่อนข้างไร้การศึกษา ความเศร้าของนิวัตลึกกว่านั้น ลึกพอที่จะเรียกมันว่ากายวิภาค
หน้าแต่ละหน้า เหมือนคมมีดที่กรีดลงไปบนความเศร้าที่นอนอยู่บนเตียงสแตนเลส ในชั้นแรกคุณอาจเห็นส่วนผสมของความเหงา เปล่าเปลี่ยว และว้าเหว่ที่ขับเคลื่อนให้ความเศร้าเป็นความเศร้า แต่หากผ่าลึกลงไป คุณอาจเห็นว่ากลไกทั้งหมดไม่ได้ขับเคลื่อนมาจากปัจจุบัน แต่เป็นถังอารมณ์เก่าเก็บและประสบการณ์เข้มข้มที่เคี่ยวเวียนอยู่ในหัวใจ
ลองนึกเอาง่ายๆ ในเย็นวันธรรมดาที่คุณมาออกกำลังกายเพื่อลดอาการปวดหลังด้วยการเต้น หลังจากเทรนเนอร์อนุญาตให้คุณหยุดพัก คุณสไลด์เห็นงานแต่งงานของคนที่เคยรักและเกือบได้เป็นคนรัก คุณรู้สึกเศร้าและคิดว่าควรเป็นคุณที่อยู่เคียงข้างในภาพนั้น แต่ลึกลงไปคุณก็ดีใจที่ในที่สุดก็ได้ปลดปล่อยพันธนาการออกไป ในขณะเดียวกัน คุณก็คิดถึงการพรีเซนต์งานเรื่องการขยายตลาดเบียร์ไปยังประเทศลาว และคิดมุขว่าจะทำให้คนร่วมประชุมหัวเราะอย่างไรในบ่ายที่ง่วงงุน อดรีนาลีนคุณหลั่ง ในหัวคุณพรั่งพรูด้วยกระแสความคิดจากในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต โดยมีความเศร้าเป็นหนึ่งก้อนที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสนั้น
ความเศร้าของนิวัตก็อาจหน้าตาแบบนี้แหละครับ อาจไม่ทำให้คนส่วนใหญ่ถึงกับจะเป็นจะตาย แต่ก็เป็นส่วนผสมที่ขาดไม่ได้ของโรคแห่งปัจจุบันสมัย
ปล. น่าเสียดายที่ช่วงท้ายๆ ลักษณะการเขียนเริ่มซ้ำๆ และการขมวดปมจบที่จับทางได้ ทำให้ไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่
แต่ความเศร้าที่นิวัตศึกษา ไม่ใช่ความเศร้าของนางเอกในละครที่อ่อนปวกเปียก หรือพระเอก MV ที่ร้องไห้จนรู้สึกว่าค่อนข้างไร้การศึกษา ความเศร้าของนิวัตลึกกว่านั้น ลึกพอที่จะเรียกมันว่ากายวิภาค
หน้าแต่ละหน้า เหมือนคมมีดที่กรีดลงไปบนความเศร้าที่นอนอยู่บนเตียงสแตนเลส ในชั้นแรกคุณอาจเห็นส่วนผสมของความเหงา เปล่าเปลี่ยว และว้าเหว่ที่ขับเคลื่อนให้ความเศร้าเป็นความเศร้า แต่หากผ่าลึกลงไป คุณอาจเห็นว่ากลไกทั้งหมดไม่ได้ขับเคลื่อนมาจากปัจจุบัน แต่เป็นถังอารมณ์เก่าเก็บและประสบการณ์เข้มข้มที่เคี่ยวเวียนอยู่ในหัวใจ
ลองนึกเอาง่ายๆ ในเย็นวันธรรมดาที่คุณมาออกกำลังกายเพื่อลดอาการปวดหลังด้วยการเต้น หลังจากเทรนเนอร์อนุญาตให้คุณหยุดพัก คุณสไลด์เห็นงานแต่งงานของคนที่เคยรักและเกือบได้เป็นคนรัก คุณรู้สึกเศร้าและคิดว่าควรเป็นคุณที่อยู่เคียงข้างในภาพนั้น แต่ลึกลงไปคุณก็ดีใจที่ในที่สุดก็ได้ปลดปล่อยพันธนาการออกไป ในขณะเดียวกัน คุณก็คิดถึงการพรีเซนต์งานเรื่องการขยายตลาดเบียร์ไปยังประเทศลาว และคิดมุขว่าจะทำให้คนร่วมประชุมหัวเราะอย่างไรในบ่ายที่ง่วงงุน อดรีนาลีนคุณหลั่ง ในหัวคุณพรั่งพรูด้วยกระแสความคิดจากในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต โดยมีความเศร้าเป็นหนึ่งก้อนที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสนั้น
ความเศร้าของนิวัตก็อาจหน้าตาแบบนี้แหละครับ อาจไม่ทำให้คนส่วนใหญ่ถึงกับจะเป็นจะตาย แต่ก็เป็นส่วนผสมที่ขาดไม่ได้ของโรคแห่งปัจจุบันสมัย
ปล. น่าเสียดายที่ช่วงท้ายๆ ลักษณะการเขียนเริ่มซ้ำๆ และการขมวดปมจบที่จับทางได้ ทำให้ไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่
August 28, 2016
มีความซับซ้อนในตัวเอง ตัวละครไม่มีชื่อ เล่าเรื่องย้อนไปมา หลายบทหลายตอนต้องอ่านไปสักพักถึงจะเข้าใจได้ว่าหมายถึงตัวละครตัวใด (แต่กระนั้นก็ต้องเผื่อใจเอาไว้ว่ามันอาจเป็นความเข้าใจผิดได้เหมือนกัน) ต่อให้เรามีสมาธิกับมันเต็มที่ มันก็ยังสามารถฉุดอารมณ์ของเราลงไปยังจุดต่ำสุดได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก และเราจะจมจ่อมไปกับมันท่ามกลางความหดหู่ได้ไม่ยากนัก
November 27, 2016
อ่านอย่างรวดเร็วเพราะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเดียวกับเล่มก่อนๆ ของคนเขียน อย่างบทแรก กะบทหลังๆ ที่คุณป้าเต้นรำเดียวดายและจุมพิตเด็กหนุ่มนั่นแหละ พยายามประติประต่อเรื่องเอง แต่ก็อย่างที่หลายคนบอกว่ามันอาจไม่ใช่อย่างที่คิดก็ได้
มีหลายจังหวะนึกถึง chungking express ของหว่องการ์ไว
ชอบ แม้ไม่มากเท่าเล่มก่อนๆ แต่ปกเล่มนี้กินขาดจริง
มีหลายจังหวะนึกถึง chungking express ของหว่องการ์ไว
ชอบ แม้ไม่มากเท่าเล่มก่อนๆ แต่ปกเล่มนี้กินขาดจริง
November 26, 2016
ความเศร้าตั้งแต่ชั้นผิวหนังจนลึกถึงขั้วหัวใจ
October 27, 2016
ผู้เขียนสื่อสารเรื่องแนวคิด เสรีภาพ ปัจเจกและการเมือง ผ่านนิยาย ได้แนบเนียนและชวนติดตาม
September 21, 2025
ความน่าสนใจของการอ่านเล่มนี้คือการ อ่านต่อจากเล่มที่แล้ว แสงแรกแห่งจักรวาลและเรื่องสั้นอื่นๆ ตอนแรกเริ่มเดิมทีคิดว่าสิ่งที่นักเขียน ปกติที่เขียนกันนั้น มักจะมาจากเรื่องเล่าใหม่ๆที่นักเขียนเขียนจากอารมณ์ความรู้สึกชุดใหม่ แต่นิยายเล่มนี้ไม่ใช่เช่นนั้น
มันเริ่มด้วยการเล่าเรื่องสั้นในเล่มแรกของนักเขียน มันกระซิบพาเราชวนชมอย่างแผ่วเบาว่าถ้อยคำที่เราเคยอ่าน มันจะไม่มีตอนต่อไปจริงๆเหรอ?
แล้วก็ใช่ บางเรื่องสั้นสามารถจบ ปล่อยให้เราเคว้งกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างเช่นนั้นได้ แต่ภาคต่อของเรื่องสั้น ดำเนินมาเป็นนิยายเรื่องนี้คือสิ่งเติมเต็มเรื่องราวทั้งหมดในจักรวาลของเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี การกระจายความคิดของแต่ละคร ฉากอิโรติก การเมือง การหล่นหายไปในเรื่องเล่า การถูกลืม การเป็นทรงจำของใครสักคน การรักร้าว การตายจาก การแยกทาง ชอบมาก ดีใจที่ได้อ่านต่อกัน และคงนึกสงสัยในตอนอ่านจบ ว่าถ้าเราไม่เคยอ่านเรื่องสั้นเหล่านั้นมาก่อน ความรู้สึกของเราจะเปลี่ยนไปจากนี้…หรือเปล่านะ
มันเริ่มด้วยการเล่าเรื่องสั้นในเล่มแรกของนักเขียน มันกระซิบพาเราชวนชมอย่างแผ่วเบาว่าถ้อยคำที่เราเคยอ่าน มันจะไม่มีตอนต่อไปจริงๆเหรอ?
แล้วก็ใช่ บางเรื่องสั้นสามารถจบ ปล่อยให้เราเคว้งกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างเช่นนั้นได้ แต่ภาคต่อของเรื่องสั้น ดำเนินมาเป็นนิยายเรื่องนี้คือสิ่งเติมเต็มเรื่องราวทั้งหมดในจักรวาลของเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี การกระจายความคิดของแต่ละคร ฉากอิโรติก การเมือง การหล่นหายไปในเรื่องเล่า การถูกลืม การเป็นทรงจำของใครสักคน การรักร้าว การตายจาก การแยกทาง ชอบมาก ดีใจที่ได้อ่านต่อกัน และคงนึกสงสัยในตอนอ่านจบ ว่าถ้าเราไม่เคยอ่านเรื่องสั้นเหล่านั้นมาก่อน ความรู้สึกของเราจะเปลี่ยนไปจากนี้…หรือเปล่านะ
May 22, 2017
ชอบการนำเสนอแต่ละตัวละคร ชอบในการตีความของความเศร้า
September 5, 2016
ยิ่งอ่านเหมือนยิ่งเดินถลำลึกเข้าไปในห้วงของความเศร้า ทุกตัวละครมีความเศร้ากัดกินหัวใจแต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นแรงขับเคลื่อนให้ตัวละครทุกตัวเดินทางหาคำตอบของชีวิต ผู้แต่งมีรสนิยมมากพอที่จะหยิบจับเอาเพลงและส่วนประกอบต่างๆทางศิลปะเข้ามาวนเวียนอยู่ในเรื่อง ซึ่งนำพาให้เรื่องดูดีและมืดมนยิ่งขึ้นในเวลาเดียวกัน
Displaying 1 - 10 of 10 reviews











