Jump to ratings and reviews
Rate this book

นักเรียนเลวในระบบการศึกษาแสนดี

Rate this book
หนังสือรวบรวมประสบการณ์ชีวิต บันทึกของนักเรียนคนหนึ่งชื่อเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นนักเรียนเลวในโรงเรียนของเขาตลอด 6 ปีแห่งการศึกษา

320 pages, Paperback

Published September 1, 2016

11 people are currently reading
397 people want to read

About the author

นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มีความสนใจที่จะอ่านและเขียน

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
28 (41%)
4 stars
26 (38%)
3 stars
8 (11%)
2 stars
3 (4%)
1 star
3 (4%)
Displaying 1 - 18 of 18 reviews
Read
June 13, 2017
อ่านแล้วเข้าใจเนติวิทย์มากขึ้น ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนในยุคเดียวกัน ผมขอยอมเป็นเด็กนักเรียนชายขอบ เป็นที่รังเกียจของครูเหมือนกัน
Profile Image for Tikamporn.
1 review
February 10, 2017
รีวิวนี้มาจากการได้มีโอกาสร่วมงานกับเนติวิทย์หรือแฟรงค์ เลยได้ขอหนังสือของเขามาอ่าน และได้สัญญาว่าจะรีวิวให้ ตอนแรกว่าจะเขียนบทวิจารณ์เป็นหน้ากระดาษ (ซึ่งเขียนไปแล้วเกือบ 2 หน้ากระดาษ) แต่คิดว่ารีวิวง่ายๆ และใช้ภาษาง่ายๆ น่าจะดีกว่า
สำหรับหนังสือ “นักเรียนเลว ในระบบการศึกษาแสนดี” เป็นหนังสือที่เราไม่สามารถระบุว่าเป็นหนังสือประเภทใดได้ แต่ก็ออกจะเป็นแนวอัตชีวประวัติช่วงหนึ่งของเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักเรียนเลวที่เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ความยาว 317 หน้าบอกเล่าเรื่องราวการเรียกร้องสิทธิในโรงเรียนที่ดำเนินมาตลอด โดยเขาได้แบ่งเป็น 5 บทใหญ่ๆ อันได้แก่ นักเรียนเลวกับโรงเรียน จดหมายของนักเรียนเลว นักเรียนเลวกับครูของเขา นักเรียนเลวกับระบบการศึกษาที่แสนดี และนักเรียนเลวกับอนุทินชีวิตในเฟสบุ๊ค
บทที่เราชอบที่สุดคือนักเรียนเลวกับโรงเรียน เพราะเป็นการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าทำไมเนติวิทย์ถึงเป็นนักเรียนเลวในสายตาของสังคม รวมถึงการเรียกร้องสิทธิในมุมของนักเรียนที่ต้องการเห็นโรงเรียนในทางที่ดีขึ้น ส่วนที่ดูจะเป็นเรื่องที่เราค่อนข้างแปลกใจเล็กน้อย คือสำนวนและระดับภาษาที่นำมาใช้ ซึ่งยอมรับเลยว่าบางคำศัพท์เราต้องไปเปิดพจนานุกรม เพราะไม่ค่อยเห็นหนังสือเล่มไหนใช้มานานแล้ว นับว่าเป็นการแสดงความสามารถและประสบการณ์ในการอ่านมากทำให้เกิดการใช้ภาษาที่ดี
แต่ในเล่มนี้ก็มีข้อเสียอยู่บางส่วนเช่นกัน คือมีบทที่รวบรวมจดหมายที่ส่งให้ทางโรงเรียน (จดหมายของนักเรียนเลว) เป็นการตีพิมพ์จดหมายต่างๆ ที่ส่งให้โรงเรียน เราสารภาพเลยว่าบทนี้อ่านไปแค่ไม่กี่หน้า เพราะให้อารมณ์เบื่อเหมือนอ่าน 1984 ในช่วงหนึ่ง ที่มีจดหมายที่พระเอกส่งให้หญิงสาว ซึ่งเราก็ข้ามส่วนนั้นไปเช่นกัน ตามความเห็นส่วนตัวหนังสือเล่มนี้จะดีมาก ถ้าเขียนเป็นระบบ คือเล่าเรื่องและแนบหลักฐานไปในเรื่องเลย จะมีอรรถรสและความสนุกในการอ่านมากขึ้น
โดยรวมแล้วหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่าน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยเรียน เราเชื่อว่าหลายๆ คนเจอโรงเรียนที่คล้ายกับโรงเรียนที่เนติวิทย์อยู่ ระบบการศึกษาที่ผู้ใหญ่ว่ากันว่าแสนดี มันกลับเลวร้ายและขมขื่นสำหรับผู้เรียนเอง ด้วยไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม ถ้าเรายังปล่อยให้การศึกษาไทยเป็นเช่นนี้ ประเทศไทยจะเจริญได้อย่างไร ในเมื่อการศึกษาเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศ
Profile Image for Thitima Thongsri.
6 reviews
November 20, 2016
เป็นหนังสือที่สะท้อนระบบการศึกษาไทยได้ดี หลังๆก็พูดถึงปัญหาที่ควรแก้ไขในประเทศไทยด้วยเหมือนกัน ในหลายๆเรื่องก็ทำให้เราฉุกคิด เช่น การร้องเพลงชาติ การหมอบกราบในวันไหว้ครู (ไม่รู้เหมือนกันว่าคนอื่นจะฉุกคิดไหม)
เราได้รับคิดแนวใหม่ๆที่ไม่เคยมองเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้เลย ถือว่าเราประทับใจมาก คุณเปรียบเหมือนกระบอกเสียงให้เด็กที่อยู่ในระบบ บางคนอาจจะคิดต่างแต่ก็ทำได้แต่เงียบๆไว้ ไม่อยากมีปัญหา
เรานับถือคุณมากที่มีความกล้าหาญในการแสดงออกทางความคิด กล้ายืนหยัด โต้เถียงกับอีกฝ่าย ทั้งๆที่ราคาที่ต้องจ่ายมันสูง คุณก็ยังทำมันต่อไป ซึ่งเราไม่มีข้อนี้เลย
Profile Image for Sumena Phrommanat.
1 review
November 22, 2016
Review : หนังสือนักเรียนเลวในระบบการศึกษาแสนดี
ผู้เขียน: เนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล


สังคมไทยในปัจจุบันเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยระบบอำนาจนิยม การกดขี่ทำให้เกิด ผู้กด-ผู้ถูกกด เป็นต้น ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นพื้นฐานที่เติบโตจากสมัยโบราณ จนถึงปัจจุบัน ที่น่าคิดคือยุคนี้เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ สากลโลกปัจจุบันที่หลุดพ้นจากยุคมืดหรือยุคความศรัทธามาหลายขวบปี ก้าวข้ามระบบที่กักขังปัญญาและทำลายปัญญา เมื่อเข้าสู่ยุคใหม่มวลชนต่างเข้าหาระบบที่นำพาสู่ความสว่าง ความเป็นไท ต่อสู้เพื่อการปลดแอกคำนึงถึงสิทธิที่พวกเขาควรจะมี สังคมสากลโลกเหล่านั้นผ่านร้อนผ่านหนาวมากันมากเพื่อขยับขับเคลื่อนไปข้างหน้า พวกเขามีสิทธิ เสรีภาพ ในการรับรู้ ในการตั้งคำถาม เพื่อสร้างสังคมร่วมกัน สิ่งที่มวลชนเหล่านั้นได้มีโอกาสทำได้สรรค์สร้างสาธารณูประโยชน์มากมายแก่โลกและเพื่อนมนุษย์นัก เขาปฏิวัติศาสนา,วิทยาศาสตร์ เมื่อเขาตาสว่างแล้ว เขาได้ต่อสู้กับชนชั้นเพื่อจะได้มาซึ่งประชาธิปไตย/สังคมนิยม ไม่ยอมสยบต่ออำนาจนิยม ทั้งหมดทั้งมวลบนเส้นประวัติศาสตร์ได้บอกฉันว่า ระดับโลก ระดับประเทศมีความเจริญแท้จริงเพราะ"การต่อสู้' ไม่ใช่การอยู่เฉย กลับมามองที่สังคมไทยยังติดกับดักความอนุรักษ์นิยมที่ล้นเกิน ซึ่งเป็นผลในระบบอำนาจนิยมก็ดี การกดขี่ทางชนชั้น เศรษฐกิจที่ตกต่ำ ประชาชนขาดแรงจูงใจบวกกับสิทธิค่อนข้างต่ำ ที่น่าประหลาดใจประชากรไทยส่วนใหญ่กลับนิ่งเฉย ไม่รู้ร้อนรู้หนาวใดใด ทั้งสิ้น อยู่ไปวันวัน แช่แข็งทุกอย่าง ขาดการมองการไกล อาจจะเป็นเพราะ สัตว์ที่เชื่องมักจะหลงเชื่อว่ากรงมันอุ่น นั่นเอง
ยอมรับว่าดิฉันค่อนข้างจะมองสังคมไทยในแง่ลบ ฉันค่อนข้างกังวลที่สังคมนี้ค่อนข้างเฉยเมยต่อทุกสิ่ง คลั่งความศรัทธาแบบสุดโต่ง ไร้ซึ่งการสงสัยใดๆ ฉันจึงไม่แปลกใจประเทศเราถึงไม่ค่อยมีนักวิทยาศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ที่ค่อนโลกเหมือนฝั่งตะวันตกบ้าง หรือเอเชียตะวันออก แต่ฉันก็ดีใจที่ประเทศนี้ยังพอมีหัวก้าวหน้าอยู่บ้าง แต่ชีวิตหัวก้าวหน้าในไทยช่างน่าสงสารยิ่งนัก อดหดหู่ไม่ได้เลย วันนี้ฉันได้รู้จักผู้ชายคนนึงในรายการที่โต้วาทีเรื่องทรงผมในโรงเรียน ฉันประทับใจและทึ่งในเวลาเดียวกัน เขาไม่เพียงแต่นำเสนอความคิดเห็นได้กินใจเท่านั้น ฉันสัมผัสได้ในน้ำเสียงที่มุ่งมั่นของเขา นับแต่นั้นมา ฉันได้ติดตามเขามาจนวันนี้ ฉันทึ่งในความที่เขากล้าหาญ ท้าทายความไร้เหตุผลของจารีต ชุดความคิดที่ย้อนแย้ง การที่เขาจะเป็นปลาคาร์ฟว่ายน้ำทวนกระแสในสยามเมืองคนดีมันไม่ง่ายเลย ฉันอยากจะบอกเขาว่าฉันเป็นคนนึงที่ห่วงใยและให้กำลังใจแม้ไม่เคยเห็นหน้าก็ตาม
วันนี้ฉันได้อ่านหนังสือของเขาหน้าปกเขียนว่า "นักเรียนเลวในระบบการศึกษาแสนดี" เป็นมิติอีกบานที่หาไม่ได้จากเพจหลักของเขา หนังสือเล่มนี้เผยอัตลักษณ์ ความต้องการ และการมองไทยผ่านตาของเขาได้ถ่ายทอดลงบนกระดาษ ทำให้���ราเห็นผลงานอันเป็นที่ประจักษ์มากขึ้น ได้เปิดใจรับข้อคิดที่ลึกมากกว่าหนึ่งชั้น ก่อนที่หนังสือจะมาถึงมือ ฉันเคยตั้งแง่เอาไว้ว่าคงจะเป็นเพียงไดอารี่เท่านั้น เมื่ออ่านจนจบเขาก็ได้ทำลายข้อกังขาออกไป ฉันเข้าใจเขามากขึ้น ฉันยินดีกับเขามากขึ้น และก็สงสารเขาเช่นกัน ในฐานะที่เป็นคนๆนึงที่อยู่ในระบบที่กดได้ตลอด คาร์ล มาร์กซ เจ้าลัทธิผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวเอาไว้ว่า "การปลดแอกของชนชั้นกรรมาชีพนั้น ต้องกระทำโดยชนชั้นกรรมาชีพเอง" ฉันได้กลับมามองตัวเนติวิทย์บ้าง เขาเป็นนักเรียนมีความซื่อสัตย์ต่ออุดมการณ์เพื่อการศึกษาได้รู้ทันปัญหาที่รื้อรังนัก เขาจำเป็นต้องต่อสู้ไม่ใช่เพื่อตัวเขาหรอกแต่เพื่ออนาคตการศึกษาไทยต่างหาก ปัญหาการศึกษาผู้เรียนได้รับผลกระทบมากที่สุด ดังนั้นผู้เรียนต้องต่อสู้เอง เพราะผู้ใหญ่ชนชั้นปกครองในบ้านเมืองเราไม่เคยตระหนักถูกจุด แต่จะเป็นใครล่ะที่จะเหมาะกับสังคมนักเรียนเชื่องๆเล่า ก็จะมีแต่คนดื้อแพ่ง กล้าใช้เหตุผลและมองการณไกลอย่างไงล่ะ
สังคมไทยชนชั้นปกครองได้วาดฝันเอาไว้ว่าอยากให้ผู้ถูกปกครองว่านอนสอนง่าย ไม่ต้องใช้เหตุผล ให้วางใจต่อตนเอง จนกลายเป็นทาสไปในที่สุด หากใครตาสว่างขึ้นมาก็กลายเป็นพวกดื้อแพ่ง วายร้ายและโดนปราบพยศในที่สุด ผู้ที่ปัญญานำและคนใช้เหตุผลบวกกับคนที่ยอมจำนนต่อการกดขี่ การโดนตัดปีก ปิดตามานาน ต่อสู้เพื่อชนชั้นทีเป็นฝันร้ายของผู้ปกครองและสังคมที่เชื่องไปในที่สุด อะไรเล่าที่ทำให้คนดื้อแพ่งมากขึ้นอะไรที่เป็นกุญแจสำคัญต่อมนุษย์ทุกสิ่ง อะไรล่ะที่จะมาปลดล็อกได้ก็ "การศึกษา" นั้นเอง หนังสือเล่มนี้ได้บรรยายให้เราเห็นว่าเขาไม่ใช่นักเรียนเลวอย่างที่ปกหนังสือบอก หรือเป็นนักเกรียนที่ไหน เขาคือ"นักเรียนดี" มากในแง่การขนขวายหาความรู้สร้างองค์ความรู้ใหม่เป็นขั้นเป็นตอนอย่างแท้จริงไม่ใช่รายวิชานึงในไทยกับความคิดกระแสหลักที่เป็นแค่เปลือกให้เด็กไปคัดลอก พิมพ์ใส่กระดาษเข้าเล่มเปลืองเงินเปลืองสุดท้ายไม่ได้แก่นสารอะไรเลย ผู้เรียนในไทยส่วนมากจึงเป็นได้แค่นักก๊อปเพราะสังคมขวาจัด สังคมอนุรักษ์นิยม กลัวการตั้งคำถาม เนติวิทย์เป็นนักเรียนดีในแง่สากลโลกที่เขาเป็น คือคนที่ยอมรับความเห็นต่างได้ คนที่ไม่ทำอะไรซ้ำๆซากๆแบบนักเรียนไทยทั่วไปอย่างแน่นอน ในหนังสือได้เผยอย่างชัดว่าโครงการที่เขาทำ การวางแผนที่เขาตั้งน่าสนใจไม่น้อย และหายากในนักเรียนดีในแบบเผด็จการ,ผู้มีอำนาจ หรือ แม้แต่ครูไทยอนุรักษ์นิยมต้องการ
แม้คนส่วนใหญ่ที่มีผลต่อการครอบงำสังคมจะขวาอย่างไร มันต้องมีซ้ายอยู่บ้างแม้ในไทยจะเกิดซ้ายยากนัก ฉันอ่านบทนึงในหนังสือเล่มนี้ประทับใจครูคนนึงที่ผู้เขียนเล่าถึง อ่านไปแล้วฉันก็รู้สึกอุ่นใจที่ความเสรีนิยมไม่ได้กลืนหายไปไหน โรงเรียนในไทยและสังคมอาชีพครูไทยโดยมากฉันมองว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะอำนาจนิยม มันไม่ใช่โรงเรียนเพื่อการตาสว่างเลย ครูโดยมากก็มีวิชาชีพที่ค่อนข้างทำให้เอกลักษณ์ความเป็นครูอยู่ในสภาวะกดดันเรื่องการวางตัว การรักษาภาพลักษณ์ กลัวการมัวหมอง จึงเป็นเหตุให้เรามักไม่เจอครูหัวก้าวหน้าซะส่วนใหญ่ การศึกษาไทยจึงข้ามไม่พ้นความไม่หลากหลายทางความรู้และปัญญา ไม่พ้นกรอบกันเสียทีคิดสร้างสรรค์แต่ต้องอยู่ในกรอบ มันจึงเป็นโรงละครที่แสดงความย้อนแย้งไปในที่สุด
บทความของผู้เขียนที่มีต่อการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทยของเนติวิทย์คิดเหมือนฉันเลย ตรงที่เน้นเพียงราชาชาตินิยมแต่ประวัติศาสตร์กษัตริย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกลับไม่ค่อยตีแผ่ในบทเรียน, การสร้างรัฐชาติสมัย ร5นำเสนอแต่ประวัติศาสตร์ที่อยู่แต่ยุค 100ปีที่แล้วฉายซ้ำตั้งแต่ ม 1ยัน ม6แต่ประวัติศาสตร์การสร้างประชาธิปไตยและประวัติศาสตร์ร่วมสมัยมีไม่ถึง 10 หน้า ทำให้ผู้เรียนไม่เข้าใจการกำเนิดประชาธิปไตยไทยและขาดความเข้าใจการใช้สิทธิ เสรีภาพของตนเองและผู้อื่น แถมติดกับดักความเชื่อความศรัทธาโดยไร้การสังเกตและการตั้งคำถาม ฉันจินตนาการถ้าแบุบเรียนประวัติศาสตร์กระแสหลักผู้เขียนเป็น อ.นิธิ เอียวศรีวงษ์,อ.สุจิตต์ วงษ์เทศ และ อ.ชาญวิทย์ เกษมศิริ บ้าง ผู้เรียนไทยคงจะได้สัมผัสแบบเรียนที่ไม่ใช่นิทาน ตำนาน ใดใด ฉันมองว่าวิชาประวัติศาสตร์สำคัญมาก เพราะคนประเทศนี้มักจะเชื่ออะไรง่ายเกินไป และวิชานี้เป็นวิชาที่ผู้มีอำนาจใช้เป็นเครื่องมือครอบงำมวลชนเป็นโฆษณาชวนเชื่อได้ สำหรับปัจจุบันมีแหล่งสืบค้นที่รวดเร็ว แต่ผู้เรียนในประเทศนี้ยังเชื่อกันผิดๆอยู่เพราะเขาเชื่อในภาพลวงตาและกลัวภาพลวงตานั้นพังทลายลง นี่ก็เป็นความเศร้าของคนรุ่นใหม่ที่เชื่อว่ากรงมันอุ่น
หนังสือเล่มนี้เนื้อหาที่น่าสนใจนักไม่ใช่ในแง่การต่อสู้เพื่อการศึกษา ฉันมองว่าเขาเป็นคนมีจิตสาธารณะคนนึงทีเดียว เป็นผู้ให้อย่าซื่อสัตย์ ฉันพึ่งรู้ว่าหลายๆโครงการที่เขาตั้งขึ้นบางอันเขาวางแผนทำด้วยตัวเองทั้งนั้นและมีประโยชน์ต่อผู้เรียนด้วย เช่น เสวนาให้ความรู้ปูชนียบุคคล เป็นต้น ในเมื่อการศึกษากระแสหลักไม่ตอบโจทย์ผู้เรียนมากนะ นักเรียนดื้อแพ่งอย่างเขาจึงเสียสละทำเสียเองเลย ฉันทึ่งเหลือเกินที่ไทยจะมีนักหนังสือเหมือนยุคนักศึกษาในอดีตที่เป็นตัวแปรแห่งการศึกษา การต่อสู้เพื่อการศึกษาของเขาไม่ใช่แค่ความรักที่มีต่อโรงเรียนของตนเท่านั้น แต่เพื่ออนาคตการศึกษาไทยด้วย
1 review
January 10, 2017
ย้อนกลับไปประมาณปีพ.ศ.2556 ฉันได้รู้จักเพื่อนคนหนึ่งกำลังเป็นที่โด่งดังในขณะนั้นอันเนื่องมาจากกระแสการปฏิเสธการรับรางวัลจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ‘เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล’ ผู้ได้รับการตั้งฉายามากมาย ด้วยความสนใจจึงได้ติดตามเพื่อนคนนี้มาตลอด ยิ่งพอรู้ว่าอายุเท่ากันจึงสนใจเป็นพิเศษและติดตามผลงานเรื่อยมา เมื่อได้อ่านหนังสือนักเรียนเลวในระบบการศึกษาแสนดีของเนติวิทย์แล้ว รู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้แสดงภาพลักษณ์ของนักเรียนไทยที่ถูกกดอยู่ภายใต้ระบอบอำนาจนิยมได้อย่างดียิ่ง ทำให้ได้ทราบแนวความคิดของเด็กรุ่นใหม่ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงสิ่งเดิมและยอมรับสิ่งใหม่ มีการเล่าถึงวีรกรรมแบบคร่าวๆ ที่ได้ทำเมื่อสมัยที่เป็นนักเรียนในโรงเรียนไทย ที่ได้แสดงให้เห็นถึงตัวตนและลักษณะนิสัยของเนติวิทย์ และสิ่งต่างๆที่ได้กระทำตั้งแต่เรียนอยู่ม.2
โดยแต่ละบทของหนังสือเล่มนี้ จะเห็นได้ว่าเขาได้หลุดออกจากกรอบความคิดแบบเดิมๆหรือเรียกได้ว่าเป็นเด็กหัวก้าวหน้าคนหนึ่ง เป็นตัวแทนของเด็ก generation ใหม่ ที่กล้าคิดกล้าแสดงออกตามอุดมการณ์ที่มุ่งมั่น รวมถึงยังกระจาย ‘ความเป็นไท’ ไปสู่นานาชาติจากการไปศึกษาต่ออีกด้วย
โดยส่วนตัวสิ่งที่ชอบในการกระทำของเนติวิทย์คือ การกล้าที่จะส่งจดหมายถึงผู้ใหญ่ ซึ่งในหนังสือก็มีตัวอย่างที่จัดทำเป็นบันทึกข้อความอยู่จำนวนหนึ่ง ทำให้รู้สึกว่าเขาไม่ได้เพียงแค่คิดแต่ยังต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และอีกอย่างหนึ่งคือที่ทำให้แปลกใจเป็นอย่างมากคือหนังสือเล่มนี้ทำให้ทราบว่า ยังคงมีบุคคลที่ได้พยายามเรียกร้องให้ตัวเองได้เป็นประธานนักเรียนโดยการอวดอ้างความดีของตนเองก็ยังมีอยู่เหมือนกัน
การแสดงความคิดเห็นและการกระทำของเด็กรุ่นใหม่ได้เปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กรอบของระบบอำนาจเก่าจากอาจารย์ในโรงเรียน แต่ในขณะเดียวกันทุกการกระทำของเขาก็มาควบคู่กับความรับผิดชอบเช่นกัน แต่ทั้งหมดที่ทำไปก็เนื่องมาจากเพราะไม่อยากให้นักเรียนรุ่นหลังต้องมาเจอกับความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทย หรือสวัสดิการที่ให้แก่โรงเรียนที่ไม่เอื้อต่อการทำให้โรงเรียนก้าวไปสู่ความเป็นสากล และปัญหาต่างที่เป็นเรื่องพื้นฐานที่พบได้ทั่วไปในเกือบทุกโรงเรียนของไทย
แม้ชื่อเสียงที่มาจากอุดมการณ์ที่แน่วแน่นี้จะมีทั้งผลดีและผลเสียต่อตัวเขาและโรงเรียน แต่เขาก็เปรียบเสมือนเป็นตัวขับเคลื่อนโรงเรียนเพราะมีความคิดที่แปลกใหม่ รวมทั้งยังเป็นกระบอกเสียงส่งผ่านความต้องการของนักเรียนให้ถึงอาจารย์อีกด้วย เห็นได้ชัดเจนจากการจัดทำห้องดูหนังฟังเพลง เป็นการ ‘สร้าง’ สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เด็กรุ่นใหม่ที่มาจากคนรุ่นใหม่ขึ้น
ทุกสิ่งอย่างที่บ่งบอกถึงความเป็น ‘เนติวิทย์’ ถูกถ่ายทอดลงในหนังสือเล่มนี้อย่างลงตัว หากใครเป็นแฟนคลับหรืออยากรู้ถึงที่มาที่ไปของเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ฉันคิดว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นคำตอบที่ดีเล่มหนึ่งได้

1 review1 follower
December 11, 2016
หนังสือนักเรียนเลวในระบบการศึกษาแสนดี....เนติวิทย์ ในมุมมองของผู้ใหญ่ เขาเป็นบุคคลอันตราย ที่ฉีกกฏระเบียบ กฏเกณฑ์ทุกอย่างที่สังคมผู้ใหญ่ตั้งขึ้นมาให้เด็กเดินตาม ...แต่ สำหรับเนติวิทย์ นั่นคือโซ่ตรวนที่พัทนาการความคิดของเด็ก และเขาพร้อมทีจะลุกขึ้นมาต่อสู้กับความถูกต้อง ....ผมรู้จักแฟรงค์(เนติวิทย์ ) มาได้ไม่ต่ำกว่าสองปี ได้เห็นวีรกรรมต่างๆของเขาในหน้าสื่อมาก็มาก หนังสือเล่มนี้ถือได้ว่า เป็นหนังสือที่เขียนส่งท้ายการจบชีวิตเด็กมัธยมของแฟรงค์ ก่อนจะเข้าไปใช้ชีวิตในรั้วจามจุรี ...อ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ ผมก็ยังคิดไม่ออกว่า ประเภทของหนังสืเล่มนี้ มันคืออะไร หนังสือวิจารณ์การศึกษาก็ไม่ใช่ เป็นสมุดบันทึกความทรงจำก็ไม่ใช่ และก็ไม่ใช่การเขียนอัตชีวประวัติของแฟรงค์ มันเป็นอะไรที่รวบรวม หลายไอย่างผสมปนเปกันไป อ่านไปแล้วก็ต้องคิดตามไป แล้วก็เครียดตามไป ใครที่จะอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน เพื่อความบันเทิง ผมไม่คิดว่าจะหาได้ในหนังสือเล่มนี้...ถ้าผมเดาความคิดของแฟรงค์ไม่ผิด การเขียนหนังสือเล่มนี้ เขาพยายามจะบอกเราว่า “ ชีวิตการเรียนมัธยมของเขาเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไม่สนุกอย่างที่คาดหวัง และการเรียนรู้ในระบบกาศึกษาไทยในปัจจุบัน มันไม่ก่อให้เกิดความคิดอะไรใหม่ๆ นอกจากเพียงแค่สอนให้เด็ก เดินตามกรอบของผู้ใหญ่กำหนดไว้ หรือ ทำตามกรอบเดิมๆที่ระบุไว้ในหนังสือแบบเรียนเท่านั้น”….การเขียนหนังสืเล่มนี้ของแฟรงค์ ก็เหมือนการหาทางระบายออกความอึดอัดที่เขาเก็บเอาไว้ในใจตลอดการชีวิตการเรียนในรั้วมัธยม ...นอกจากจะระบายความรู้สึก...บ่นไปตามตามสไตล์ ..ใรเวลาเดียวกัน แฟรงค์ก็เสนอแนวทางแก้ไขที่เขาคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเยาวชนในอนาตค ...จุดนี้เองที่ผมคิดว่า แฟรงค์อาจเสียเวลาเปล่า มีผู้ใหญ่สักกี่คนในแวดวงการศึกษาไทย ผู้มีอำนาจในการแก้ไข ได้เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ หรือให้ความสำคัญกับความคิดของเด็กมัธยมคนหนึ่ง...เพราะข้อจำกัดอะไรบางอย่างในการทำหนังสือ เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ ผมเชื่อว่า แฟรงค์อาจจะยังระบายความรู้สึกที่มีอยู่ ตลอด 6 ปี ออกมาไม่หมด และก็เชื่ออีกว่า ต้นตอของระบบการศึกษาไทย... ในความคิดของแฟรงค์ ...มันมีมากกว่าที่เขาเอ่ยในหน้าหนังสือ หวังว่าสักวันหนึ่ง แฟรงค์อาจจะไม่ได้ เพียงแค่พูด และ ระบายออกมาเป้นตัวหนังสือ ...เราอาจจะได้เห็นคนคนนี้ เติบโตมาและลงมือแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย ด้วยมือเขาเอง
This entire review has been hidden because of spoilers.
Profile Image for Kittisak Thowsombat.
1 review
February 4, 2017
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ควรถูกอ่านโดยนักเรียนไทยทุกคน.

'นักเรียนเลวในระบบการศึกษาแสนดี' บอกเล่าและสะท้อนเรื่องราวความสาธารณ์ของการศึกษาไทยที่เป็นมาช้านานอย่างยากที่จะถูกแก้ไข - การศึกษาทีไม่ต่างจาก child abuse. เนติวิทย์ หรือ Frank แสดงความหาญกล้าอย่างน่าชื่นชมโดยการตั้งคำถามกับสิ่งที่เขาเห็นว่าไม่ถูกต้อง. เขาสร้างแรงกระเพื่อมให้เราได้ฉุกคิดและเห็นจริงว่า การศึกษาไทยนั้นผิดพลาดและล้มเหลวอย่างน่าเวทนา: เรียนเพื่อเอาคะแนน, ไม่ใช่ความรู้; การผลิตและฉายซ้ำละครแห่งอำนาจในที่ซึ่งครูเป็นใหญ่, นักเรียนห้ามถามห้ามเถียงห้ามคิดต่าง; การแสดงความรักครูอย่างฉาบฉวยผ่านการหมอบกราบในพิธีไหว้ครูอันสะท้อนความไม่เท่าเทียมกันในมนุษย์อย่างน่าละอาย; การศึกษาที่ทำให้การคิดแบบประชาธิปไตยเป็นหมัน; การศึกษาที่ทำให้วัฒนธรรมแห่งการวิพากษ์วิจารณ์แท้ง. Frank นำความไม่น่ารัก (อัปรีย์) ของการศึกษาไทยมาบอกเล่าได้อย่างสนุกสนานผ่านเรื่องราวที่เขาประสบมาด้วยตัวเอง. หนังสือเล่มนี้จะเป็นพลังผลักดันอันแรงกล้าให้ 'นักเรียนเลว' อีกหลายๆคนที่กำลังมองเห็นความผิดปกติของ 'ระบบการศึกษาแสนดี' และต้องการจะลุกขึ้นมาต่อสู้, แต่ยังไม่กล้า, สามารถใส่เกี่ยร์เดินหน้าได้อย่างเต็มที่. เราไม่ควรปล่อยให้ตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการศึกษาที่เราเป็นส่วนหนึ่ง เพราะการศึกษามีไว้รับใช้เรา, ไม่ใช่เรามีไว้เพื่อรับใช้การศึกษา.
1 review2 followers
October 23, 2016
ชื่อหนังสือ : นักเรียนเลวในระบบการศึกษาแสนดี
ผู้ประพันธ์ : เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล
บรรณาธิการ : อ้อมทิพย์ เกิดผลานันท์
เนติวิทย์ เป็นชื่อของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักของประชาชนชาวไทยหลายคน จากการแสดงความคิดเห็นและแสดงการเคลื่อนไหวทางสังคม การมีอยู่ของชายคนนี้ทำให้เกิดคำถามและการถกเถียงขึ้นมากมาย บ้างก็บอกว่าเขาคือคนรุ่นใหม่ผู้กล้าตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอนุรักษ์นิยม บ้างก็บอกว่าเขาคือเด็กนรกนอกคอกจากการแสดงความคิดเห็นที่ถูกมองว่าก้าวร้าว ทั้งการขับเคลื่อนให้ยกเลิกทรงนักเรียน ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาที่ล้าหลัง รวมถึงวิจารณ์การทำพิธีกรรมหน้าเสาธงในโรงเรียน ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบเนติวิทย์ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่คุณต้องอ่านเพื่อที่จะรู้จักเขามากขึ้น
ในฐานะที่เป็นอดีตเลขาธิการกลุ่มศึกษาเพื่อความเป็นไท และบรรณารักษ์ห้องสมุดสันติประชาธรรม และสถานะใหม่ซึ่งก็คือ นิสิตคณะร���ฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยอายุเพียง 19 ปี เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ได้เขียนหนังสือเล่มใหม่ชื่อว่า นักเรียนเลวในระบบการศึกษาแสนดี หนังสือเล่มนี้บอกเล่าความคิด ทัศนคติ และวีรกรรมอันห้าวหาญของเนติวิทย์ที่จะเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียนและระบบการศึกษาไทย ด้วยกฎเกณฑ์และกรอบความคิดที่โรงเรียนมีอยู่ โรงเรียนสอนนักเรียนให้เป็นเด็กดี เชื่อฟังอย่างนอบน้อม ทำตามที่ผู้ใหญ่สอนทุกระเบียดนิ้ว ด้วยมาตรฐานการวัดแบบนี้ทำให้เนติวิทย์ถูกตราหน้าว่าเป็น “เด็กนอกคอก” เขาถูกตีตราว่าเป็นความผิดพลาดของระบบ ไม่ใช่นักเรียนตามที่ปลูกฝังค่านิยมเอาไว้ เป็นเหมือนกับมนุษย์กลายพันธุ์ที่ไม่เข้ากับเหล่ามนุษย์ธรรมดาสามัญ เนติวิทย์ เป็นเด็กที่มีจุดยืนทางความคิดของตนอย่างชัดเจน เขากล้าพูดกล้าแสดงความเห็นสิ่งที่เด็กหลายคนรู้สึกแต่ไม่กล้าออกมา การแสดงออกของเขากลับไม่ได้รับความเป็นธรรม เขาถูกตีตรา ถูกล่าแม่มด ถูกหาว่าเป็นเด็กไม่รักชาติ พฤติกรรมของเนติวิทย์มี่ทั้งความกวนเกรียน ความกล้าบ้าบิ่น แฝงไปด้วยความมุ่งหวัง ความฝัน แต่ก็เจือปนไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ความเศร้า และความผิดหวัง ต่อระบบการศึกษาที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น ชื่อหนังสือ “นักเรียวเลวในระบบการศึกษาแสนดี” จึงเป็นชื่อที่แฝงไปด้วยการประชดชัน สื่อให้เห็นว่า สังคมไทยมองคนที่แตกแต่ง ไม่อยู่ในกรอบว่า เป็นคนไม่ดี มีความเลว ทั้งๆที่เจตนาของเขานั้นแฝงไปด้วยความหวังดีก็ตาม
“เปลือก”
สิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนและระบบการศึกษาไทยคือ การที่บุคคลหลายคนยึดถือแค่ภาพลักษณ์หรือเปลือก บุคลากรระดับสูงในโรงเรียนหลายคนพยายามดำเนินโครงการสร้างอาคารเรียนให้ดูหรูหรา ทันสมัย นำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในโรงเรียนเพื่อที่จะทำให้สถานศึกษาได้รับรางวัลพระราชทานและรางวัลโรงเรียนมารตฐานสากล ไม่ได้เกิดผลดีต่อผู้ที่ศึกษาหาความรู้อย่างแท้จริง เช่น ห้องสมุดของหลายๆโรงเรียนมีการสร้างและตกแต่งอย่างสวยงามเพื่อเป็นการโชว์ผู้ปกครองและบุคคลภายนอกที่เข้ามาเยี่ยมโรงเรียน หนังสือเป็นเพียงแค่ไม้ประดับ ไม่ได้มีหน้าที่ทำให้เด็กค้นคว้าหาความรู้ เกิดความรู้แจ้งในปัญญาแต่อย่างใด
การศึกษาก็ยึดแต่เพียงเปลือกนอกเช่นกัน เช่น วิชาพุทธศาสนา เราให้นักเรียนท่องจำบทสวดมากมาย แล้วก็เก็บคะแนน ทำให้เด็กเกิดอาการเบื่อหน่าย มองว่าศาสนาเป็นสิ่งที่อยู่ไกลตัว ตัวของผมเองก็เคยประสบกับสิ่งเหล่านี้มา ผมเคยมองว่า พุทธศาสนา คือสิ่งที่น่าเบื่อชวนหลับที่สุดในหมวดวิชาสังคม ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม หากลองอ่านดูในหนังสือเล่มนี้จะพบว่า เนติวิทย์ยึดเอาหลักคำสอนของพระพุทธศาสนามาเป็นตัวอย่าง และเปรียบเปรย แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นนักเรียนที่ศึกษาวิชานี้อย่างถึงแก่นแท้จริงๆ ไม่ได้เพียงแต่ท่องบทสวดตามน้ำ การให้นักเรียนท่องบทสวดเก็บคะแนนไม่ได้ทำให้กระตุ้นสติปัญญา เกิดความรู้แจ้งในหลักธรรมแต่อย่างใด หากทุกคนได้ลองศึกษาศาสนาพุทธอย่างจริงจังถึงแก่น ก็จะรู้ได้ว่า ศาสนาพุทธอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด และสามารถนำมันไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ หลักอริยสัจสี่เป็นสูตรที่สามาถทำมาแก้ปัญหาชีวิตได้จริง และสามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องความรัก การเรียน การงาน และการดำรงชีวิต ขั้นตอนแรกของการแก้ปัญหาคือ การรู้ว่าปัญหามีอยู่จริง และรู้จักสาเหตุของมัน แล้วจึงจะหาทางออกของปัญหาได้
หลักธรรมอีกบทหนึ่งที่เนติวิทย์ชอบยกมาบ่อยๆก็คือ กาลามสูตร ซึ่งเป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนให้พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใดๆอย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ เราอยู่ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ สื่อออนไลน์ถูกใช้อย่างกว้างขวาง มีการส่งต่อข้อความ กดแชร์กันท่ามกลางผู้ใช้อย่างมากมาย หลายคนกดแชร์บทความโดยที่ไม่ได้คิด ไม่ได้อ่าน ไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องอย่างถ้วนถี่ ทำให้ข้อความเหล่านั้นสร้างความเข้าใจอย่างผิดๆส่งผลกระทบต่อคนมากมาย และสร้างความเดือดร้อนแก่บุคคลบางคนโดนที่เราไม่รู้ตัว อีกทั้งเหล่าผู้มีอิทธิพลใช้อำนาจปลุกระดมครอบเงาทางความคิดให้แก่ประชาชน ทำให้พวกเขาไม่รู้สิ่งใดถูกผิดเพราะพวกเขาไม่รู้จักแยะแยะสิ่งใดให้คุณโทษ เกิดความแตกแยกและการลดความเป็นมนุษยของฝ่ายตรงข้ามลง นำไปสู่ความเสียหายที่เกิดขึ้นในสังคม นั่นแสดงให้เห็นว่าการศึกษายึดแต่เปลือกนอก ทำให้เด็กไล่ตามคะแนนและนำสิ่งที่เรียนท่องจำกันมาไปใช้ในการสอบเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงแต่อย่างใด
“สงครามและการปฏิรูป”
ระบบการศึกษาของไทยเปรียบเสมือนสมรภูมิเดือด เป็นสนามรบที่ส่งต่อไปสู่ตลาดแรงงาน พ่อแม่ปลูกฝังให้ลูกสอบติดคณะและมหาวิทยาลัยที่ดี ตั้งใจเรียนหนังสือ ทำให้เด็กหันเหสู่การกวดวิชาอย่างบ้าคลั่ง สำหรับผมแล้ว ผมเห็นด้วยกับการที่เด็กต้องต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคที่อย่างลำบาก ผมยอมรับว่าผมค่อนข้างชอบทุนนิยมพอสมควร เพราะมันทำให้เด็กแข็งแกร่งขึ้น ผมเคยผ่านสิ่งเหล่านี้มา มันทำให้ผมเป็นคนที่รู้จักต่อสู้ ไม่ท้อถอยต่อปัญหา การสอบแข่งขันทำให้เด็กที่ยากจนขาดโอกาสสามารถถีบตัวเองขึ้นมาเพื่อที่จะมีชีวิตและการงานที่ดีขึ้นได้ แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน หากลองมองดูในอีกด้านหนึ่ง จะพบว่าเราเป็นสังคมที่เชิดชูการสอบเหลือเกิน ในแง่ของระบบเศรษฐกิจก็พุ่งไปที่ทุนนิยมแบบสุดตัว โรงเรียนเป็นโรงงานที่ผลิตแรงงานที่ตอบสนองต่อเหล่านายทุน มีความเป็นลูกน้อง ลูกจ้าง แต่ไม่มีความเป็นผู้นำ เป็นการเรียนการสอนที่บูชาตลาดงาน เด็กบางคนขาดโอกาส ไม่สามรถที่จะวิ่งบนลู่แห่งการแก่งแย่งได้ การแข่งขันทำให้เกิดผู้แพ้ผู้ชนะ เด็กที่พ่ายแพ้ต่อระบบและกฎเกณฑ์ต้องกลายเป็นคนชายขอบ เนื้อหาที่เรียนที่จำกันไปเป็นไปเพื่อการแข่งขัน ไม่ได้เกิดประโยชน์ในระยะยาวแต่อย่างใด นั่นทำเนติวิทย์มองเห็นว่า เราควรมีรัฐสวัสดิการขึ้นในสังคมไทย เพราะหนทางแห่งสงครามการศึกษา ทำให้ขาดการแบ่งปันน้ำใจและความเอื้ออาทรต่อกัน กลายเป็นการเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่รู้จักจบสิ้น เด็กนักเรียนยึดถือในชื่อเสียงและเกียรติยศจอมปลอม
เนติวิทย์ได้ชี้ว่า ที่ผ่านมาโรงเรียนของเขาได้พยายามเน้นความเลิศทางวิชาการมาโดยตลอด มีการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการด้วยการติวพิเศษให้อย่างหนัก แต่ทุกอย่างก็คือความกลวงเปล่า ผมชอบโครงการศุกร์สร้างสรรค์ที่เนติวิทย์ได้จัดทำขึ้น กิจกรรมนี้จัดให้นักเรียนเข้ามาชมภาพยนตร์และเสวนาร่วมกับวิทยากร หลายคนอาจจะมองว่าภาพยนตร์เป็นสื่อที่ไร้สาระ ไม่เหมาะกับการเรียนรู้ แต่ภาพยนตร์หลายเรื่องกลับแทรกข้อคิดและสาระความรู้ที่ไม่ได้มีการยัดเยียด ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้แบบซึมซับโดยที่ไม่รู้ตัว ไม่ได้เอาแต่ยัดการกวดวิชาไปตลอด แต่น่าเสียดายที่โครงการนี้เจออุปสรรคและปัญหามากมาย จนต้องถูกล้มไปในที่สุด
ในส่วนของการฏิรูปการศึกษา เนติวิทย์เขียนว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างก็ใฝ่ฝันถึงมาอย่างยาวนาน มีความพยายามที่จะปฏิรูปการศึกษาอยู่หลายหน แต่ก็เป็นการปฏิบัติที่เกิดขึ้นแบบลอยๆ เป็นจริงได้ยาก การศึกษาไม่สามารถแก้ไขปัญหาโดยแยกจากเรื่องของการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมได้ เนติวิทย์มองว่าสังคมและวัฒนธรรมไทยเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจและผู้ที่ตกอยู่ใต้อำนาจ ห้ามมิให้มีการตั้งคำถามและตรวจสอบ ผู้เรียนต้องดำเนินไปตามกรอบที่กำหนดไว้ ไม่ได้ส่งเสริมความถนัดและตัวตนของเด็กอย่างแท้จริง
เนติวิทย์ยึดหลักปรัชญาการศึกษาของประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการ ในแง่ที่ว่า เด็กคือศูนย์กลางทางการศึกษา จุดประสงค์ของการศึกษาคือการมำให้เด็กมีความสุข บรรลุตามความถนัดและความฝันของแต่ละคน ที่ผ่านนโยบายต่างๆไม่ได้บรรลุผลข้อนี้เลย การพัฒนาให้เด็กเป็นศูนย์กลางไม่ใช่การบังคับตามระเบียบแบบแผน หรือการสั่งสอนอบรมอันน่าเบื่อ การเรียนต้องมีความสนุก กระตุ้นให้เด็กเกิดการสงสัยและตั้งคำถาม และ การเรียนต้องเชื่อมโยงสมองและจิตใจเข้าด้วยกัน
“อนาคต”
ยังมีเนื้อหาและลายละเอียดอีกมากมายที่เนติวิทย์ได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นการยัดเยียดสอนประวัติศาสตร์ชาติไทยที่เน้นความเป็นชาตินิยม บิดเบือนให้เกิดความคลั่งชาติ หน้าที่และบทบาทของครูที่มุ่งไปที่ความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่มากกว่าที่จะสอนผู้เรียน ความเป็นอำนาจนิยมในระบบการศึกษาไทย ห้ามให้ผู้เรียนตั้งคำถาม อยู่ในกฎเกณฑ์ที่ผู้ใหญ่กำหนดไว้ ประเด็นเรื่องการหมอบกราบในวันไหว้ครู การเลือกตั้งประธานนักเรียนที่มีไปอย่างไม่จริงจัง ไม่ได้เกิดผลทำให้โรงเรียนพัฒนาอย่างจริงจัง และการแสดงความเคารพต่อครูบาอาจารย์ของเนติวิทย์ อาจจะมีบทหนึ่งที่ทำให้หลายคนตกใจและเหวอ ซึ่งก็คือบท “จดหมายของนักเรียนเลว” ตอนเปิดมาเจอบทนี้ ผมยอมรับว่า เหวอพอสมควร ทำไมจดหมายมีความเป็นทางการมาก แต่พออ่านไป ก็สนุกพอสมควร เล็งเห็นถึงความสามารถในการใช้ภาษาเขียนในการสื่อสารของเนติวิทย์
ผมเชื่อว่าเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้จะก่อให้เกิดการขบคิด และการโต้เถียง เกิดการตั้งคำถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ความคิดเห็นบางอ่างของเนติวิทย์คนนี้อาจจะมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการหมอบกราบ อย่างที่ผมเขียนไป ไม่ว่าคุณจะคิดยังไงกับเด็กคนนี้ ผมอยากให้ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ คุณจะรู้จักเนติวิทย์มากขึ้นกว่าที่คุณรู้จักตามข่าวบนอินเทอร์เน็ต
ส่วนที่ผมอยากให้มีเพิ่มเติมในหนังสือเล่มนี้ ก็คืออยากให้เนติวิทย์เพิ่มเติมประวัติของตนเองเข้ามา บอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่เกิด อะไรคือสิ่งที่หล่อหลอมให้เข้ามีความคิดเช่นนี้ เขาถูกเลี้ยงดูมาแบบไหน ผ่านการขัดเกลาทางสังคมอย่างไร และอยากให้เขาบอกเล่า gap year ที่เขาได้ไปศึกษาหาความรู้ที่อินเดียด้วย แต่ผมก็ขอชื่นชมว่า สิ่งที่เขาเขียนมีการอ้างข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มีการอ้างถึงบุคคลต่างๆที่มีอยู่จริง ไม่ได้เป็นเนื่อหาที่เลื่อนลอยแต่อย่างใด มีการใช้ภาษาเขียนที่เก่งกาจ
สุดท้ายนี้ ผมมองว่าการปฏิรูปการศึกษาก็เหมือนกับการเปลี่ยนผังเมืองใหม่ เราไม่สามารถทำให้เสร็จได้ภายในวันเดียวหรือไม่กี่ปี มันอาจต้องใช้เวลาที่ยาวนานเท่าชั่วชีวิตของคนๆนึง การศึกษาเชื่อมโยงถึงเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ส่งผลต่อความเป็นไปของประเทศชาติอย่างมาก ดังคำที่เขาพูดไว้ว่า “ เด็กคืออนาคตของชาติ”การต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงไม่อาจสำเร็จได้ด้วยน้ำมือของคนเพียงคนเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนทุกคน สิ่งที่เนติวิทย์ทำไม่ใช่การล้างกระดานในชั่วข้ามคืน แต่เป็นการจุดเปลวเพลิงที่จะลุกโชนในวันข้างหน้า ผมอยากให้ทุกคนอ่านหนังสือ บางคนอาจจะชอบ บางคนอาจจะเกลียด บางคนอาจจะตกใจ บางคนอาจจะได้ขบคิด แต่สิ่งที่ทุกคนได้จากหนังสือเรื่อง “นักเรียนเลวในระบบการศึกษาแสนดี” เป็นประโยชน์อย่างแน่นอน ไม่มากก็น้อย

ในชีวิตนี้ พึ่งเคยเขียนรีวิวหนังสือครั้งแรก หากผิดพลาดประการใด ผมพร้อมปรับปรุงและนำไปแก้ไขในการเขียนครั้งต่อไปครับ

นายพิชาภพ พนาอุดมสิน(ลิ้มเจง)
นิสิตคนหนึ่งในคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Profile Image for Silentium.
78 reviews12 followers
April 20, 2025


หากหนังสือเล่มนี้จะถูกจัดอยู่ในหมวดประวัติศาสตร์ย่อมไม่แปลก เพราะมันคือบันทึกเหตุการณ์สมัยมัธยมของบุรุษหัวก้าวหน้าแห่งยุค ผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นนักเรียน "อันตราย" ทั้ง ๆ ที่ เนติวิทย์ ไม่เคยทำร้ายใคร หากเขาจะเป็นอันตราย คงมีเพียงระบบการศึกษาคร่ำครึ ระบบอำนาจนิยม เผด็จการเท่านั้นแหละที่เขาอยากทำให้มันพังพินาศ ด้วยอุดมการณ์อันสูงส่งเช่นนี้เอง จึงทำให้เขากลายเป็น "นักเรียนเลว" ในระบบการศึกษา "แสนดี"

เราเริ่มต้นอ่านหนังสือเล่มนี้เพราะเกิดความสนใจในตัวเนติวิทย์ อยากรู้จักคนผู้นี้ให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากเนติวิทย์เป็นคนเก็บตัว ไม่นิยมออกสื่อ หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนึ่งในช่องทางไม่มากที่จะสามารถรทำความรู้จักคนผู้นี้ได้

ความรู้สึกระหว่างอ่านคือ ยิ่งอ่านยิ่งทึ่ง นอกจากความกดดันเรื่องการเรียน ยังมีครูใจแคบที่ไม่น่าเคารพหลาย ๆ คนผู้ซึ่งนอกจากไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้นักเรียนได้แล้ว ยังตั้งตัวเป็นศัตรูกับลูกศิษย์ของตนเอง เพียงเพราะความเห็นต่าง อีกทั้งการปะทะกับนักเรียนด้วยกันเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปสรรคนานัปการต่อความพยายามอภิวัตน์การศึกษาไทยที่เนติวิทย์ในวัยมัธยม ต้องเผชิญ ด้วยเหตุนี้จึงยิ่งรู้สึกนับถือใจคนคนนี้เป็นอย่างสูง เข้าทำนองนิยายกำลังภายในว่า เด็กคนนี้ไปกินดีหมีหัวใจเสือมาหรืออย่างไร จึงได้มีความกล้าหาญชาญชัยถึงเพียงนี้

หนังสือเล่มนี้แบ่งหมวดโดยเอาเนติวิทย์เป็นศูนย์กลาง จึงแบ่งเป็น
- นักเรียนเลวกับโรงเรียน
- จดหมายของนักเรียนเลว
- นักเรียนเลวกับครูของเขา
- นักเรียนเลวกับระบบการศึกษาแสนดี และ
- นักเรียนเลวกับอนุทินชีวิตใน Facebook

เราไม่ได้อ่านตามลำดับ แต่เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจก่อน นั่นคือ "นักเรียนเลวกับอนุทินชีวิต" ซึ่งเป็นส่วนที่เรารู้สึกว่าได้สัมผัสความรู้สึกกดดันของเนติวิทย์อย่างที่สุด ผ่านข้อความที่เขาโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าเขาโดนดูถูก เหยียดหยาม เยาะเย้ย ข่มขู่ คุกคาม แต่เราไม่เคยเห็นเนติวิทย์แสดงความอ่อนแอ ท้อถอยเลยแม้แต่น้อย เขายังคงมุ่งมั่นดำเนินตามแนวทางที่ตนเองคิดว่าถูกต้องอย่างองอาจ

อย่างไรก็ดี เมื่อได้อ่าน "จดหมายของนักเรียนเลว" กับ บทความและปาฐกถาใน "นักเรียนเลวกับระบบการศึกษาแสนดี" เราก็ไม่แปลกใจสักนิด หากจะมีคนจำนวนไม่น้อยหมั่นไส้ และรู้สึกต่อต้านเขา นั่นก็เพราะข้อความของเขาเต็มไปด้วยความอวดดี เย่อหยิ่ง ทะนงตนและไม่ประนีประนอมอย่างที่ผู้น้อยในสังคมไทยควรจะเป็น!

อนึ่ง เราคิดว่าหากเนื้อหาของหนังสือเล่าเรื่องตามลำดับเวลาและสอดแทรกบันทึกและเอกสารต่าง ๆ ตามลำดับเหตุการณ์จะทำให้ผู้อ่านได้รับอรรถรสมากขึ้นไปอีก

ไม่ว่าจะเป็นวิชาภาษาไทยหรือสังคมนักเรียนไทยไม่ค่อยมีโอกาสได้เรียนรู้ หรือสัมผัสเรื่องราวหรือประสบการณ์ของคนตัวเล็กตัวน้อยผู้ซึ่งพยายามยืดหยัดต่อสู้ความอยุติธรรมในสังคมสักเท่าไร คุณูปการของหนังสือเล่มนี้คือวัตถุดิบชั้นดี คือบทเรียนแห่งชีวิต คือบันทึกที่ว่าด้วยการต่อสู้เพื่อความเปลี่ยนแปลง หากจะยกให้หนังสือเล่มนี้เป็นตำราประวัติศาสตร์เล่มแรกที่บันทึกเรื่องการเคลื่อนไหวต่อสู้ของนักเรียน คงไม่ถือว่าเป็นการเลยเถิดนัก

Profile Image for Chatchawan Puttawong.
7 reviews
March 24, 2017
เป็นหนังสือที่กล่าวถึงปัญหาของการศึกษาไทยได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึงมีการกล่าวโจมตีระบบการศึกษาของไทยที่ล้าหลัง ส่งผลต่อทัศนคติของครู นักเรียนและระบบการศึกษาต่างๆในโรงเรียน พร้อมทั้งบอกแนวทางการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ แม้บางคำที่เขียนอาจจะเข้าใจยากนิดนึง(สำหรับตัวข้าพเจ้า 5555) แต่ข้าพเจ้าคิดว่า หากมีคนที่สนใจหรือต้องการปฎิรูปการศึกษาไทย การอ่านหนังสือเล่มนี้นับว่าเป็นหนึ่งในกนังสือที่สะท้อนปัญหาเหล่านั้นได้อย่างดี
Profile Image for I-Nam.
5 reviews
March 16, 2019
หนังสือเล่มนี้ของเนติวิทย์ไม่ได้มีเพียงแค่คำวิจารณ์ แต่ยังพูดถึงข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมและอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ควรให้ความสำคัญทางด้านศิลปะ ผมที่เป็นผู้อ่านรู้สึกขอบคุณที่มีบุคคลเช่นเนติวิทย์ที่ลุกขึ้นมาแสดงความเห็นที่ผมหวังว่าน่าจะมีมากกว่านี้ในสังคม หนังสือเล่มนี้ก็ถือว่าเป็นหนึ่งเล่มที่หน้าจะก่อให้เกิดแรงพลักดันในความกล้าที่ต่อสู้กับความอยุติธรรมในสังคมสำหรับหลายๆคน
Profile Image for Vichian Biz.
1 review
June 18, 2017
ชอบครึ่งแรกของหนังสือนี้ สนุก น่าสนใจ ได้รับอิมแพคเยอะจาก ประสบการณ์ของผู้เขียน ในเรื่องการกดขี่ในโรงเรียน ของ ระบบการศึกษาไทย ขอบคุณผู้เขียนที่กล้าออกมาแชร์ ครึ่งหลัง จะมีบันทึกข้อความเยอะมาก ไม่น่าสนใจ ถือว่า ต้องใช้ความพยายามในการอ่านให้จบ เล่มหน้า จะติดตามใหม่ครับ
Profile Image for Bird Bee.
2 reviews
August 8, 2017
หนังสืออ่านง่ายสนุกด้วย เรื่องราวอย่างกับไม่ใช่เด็กมัธยม ชีวิตแซบมาก อยากให้ได้อ่านกันจริงๆ เชื่อได้เลยว่าจะเกิดคำถามขึ้นมากมายต่อระบบการศึกษาไทยที่ล้าหลัง หนังสือเล่มนี้เหมาะกับทุกเพศทุกวัยแม้แต่ผู้ที่จบการศึกษาไปแล้วก็ตาม เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นต่อการวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาไทยต่อไป
Profile Image for Well Pinitsak.
2 reviews
October 29, 2017
เป็นหนังสือที่ดีมากควรชื้อมาอ่าน ภายในหนังสือมีมุมมองต่างๆในรั้วโรงเรียนด้านมืดที่สามารถเข้าใจได้ง่าย
ปล.ไม่เหมาะสําหรับอนุรักษ์นิยม
Profile Image for Meawnoi Artkung.
6 reviews3 followers
May 16, 2019
หนังสือว่าด้วยชีวิตของ เนติวิทย์ ในวัยเรียน สิ่งที่เค้าต้องพบเจอ ต้องการเปลี่ยนแปลงต่อระบบการศึกษาไทย เป็นเหมือนชีวะประวัติก็ไม่เชิง เป็นเหมือนบันทึกเรื่องเล่าในช่วงเวลานั้นมากกว่า เมื่อคุณอ่านจบคงจะได้รู้จักเนติวิทย์มากขึ้น มิใช้จะดูแต่รูปลักษณืภายนอกของเค้าที่ดูกรานโลก แต่จะเข้าใจกระบวนการคิดของเค้าว่า ไม่ธรรมดาสำหรับเด็กวัยขนาดนี้ ว่าเด็กคนหนึ่งอายุในช่วง ม ต้น - ม ปลาย นั้นมีความพยายามที่จะทำอะไรหลายๆที่เค้าเห็นว่าไม่ถูกต้องและต้องการทำอะไรบางอย่างเท่าที่ทำได้ ได้ถึงขนาดนี้ พอมองกลับไปถึงตัวเราเอง ก็ได้แต่คิดว่าในวัยเดียวกันช่วงเวลานั้นเราทำอะไรอยู่ ? 555

ปล. ปกพิมพ์ครั้งที่สองสวย แนะนำให้ซื้อให้กำลังใจเนติวิทย์กันได้ครับ ไม่ผิดหวัง
Profile Image for Medu.
48 reviews2 followers
December 15, 2016
เนติวิทย์เป็นคนที่มีความคิดก้าวหน้า นอกกรอบ และมีความกล้าที่จะแสดงสิทธิ์ของตัวเอง ซึ่งเป็นประเด็นที่คนส่วนใหญ่ยังเห็นว่า sensitive เราชอบความคิดที่จะพัฒนาระบบการศึกษาไทย เพียงแต่ว่าเราอยากให้ลองมองมันเป็นเกมๆหนึ่ง ถ้าเราบุกฝ่ายเดียว มีโอกาสมากที่เราจะพลาด การเติบโต สภาพแวดล้อม จะทำให้เนติวิทย์มีวุฒิภาวะมากขึ้น การแสดงออกจะถูกถ่ายทอดออกมาอย่างแยบยล เมื่อนั้นเราเชื่อว่าเนติวิทย์จะมีทางในการทำให้คนส่วนใหญ่ตระหนักถึงหัวข้อนี้

เราดีใจที่มีคนความคิดดีๆแบบนี้ อ่านไปเราก็ได้เห็นพัฒนาการต่างๆของเนติวิทย์ มุมมองต่างๆที่ผู้ใหญ่บางท่านไม่มีวิสัยทัศน์มากพอที่จะมาสนใจ ใส่ใจ

บอกตามตรงว่าคนแบบเนติวิทย์เป็นคนที่น่าหาประเด็นมาถกด้วยมาก เราเชื่อว่าจะได้ไอเดียในการพัฒนาสังคมเกิดขึ้นมากมาย น่าเสียดายที่เวลาเนติวิทย์แสดงความคิดเห็น วิจารณ์ หรือตั้งคำถามกับสังคม แทบไม่มีใครสนใจที่ตอบกลับด้วยเหตุผลเลย มีแต่คำด่าที่ไม่เกิดประโยชน์หรือสร้างสรรค์ใดๆ
Profile Image for Wittawat Thipparat.
4 reviews
February 11, 2018
สำหรับตัวผมชอบมาก เป็นหนังสือที่ผมชอบที่สุดถึงขนาดพกติดตัวตลอดเวลา อาจเพราะอยู่มัธยมเลยอินเป็นพิเศษ มีเนื้อหามากมายในหนังสือเล่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นการยัดเยียดความเป็นชาตินิยม หน้าที่ อำนาจและบทบาทผู้บริหาร/ครูในระบบการศึกษาไทย ห้ามให้ตั้งคำถามอยู่ในกฎเกณฑ์ที่ผู้ใหญ่กำหนด การเลือกตั้งสภานร.ที่มีอย่างแหลกเหลว ไม่ได้ทำให้โรงเรียนพัฒนาในอย่างที่เป็น มีบทหนึ่งที่หลายคนอาจจะอึ้งและเหวอ คือบท “จดหมายของนักเรียนเลว” จดหมายเป็นทางการมาก แต่พออ่านไปก็สนุกไม่น่าเบื่อ จะเห็นถึงความสามารถในการสื่อสารของพี่แฟรงค์ ฯลฯ ผมเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้จะก่อให้เกิดการขบคิด โต้เถียง เกิดการตั้งคำถามถึงสิ่งที่เกิดในระบบการศึกษา มีประโยชน์มากๆสำหรับคนทุกคน ทำให้ได้คิดวิเคราะห์ ตั้งคำถาม เห็นแง่มุมใหม่ๆ ความคิดเห็นบางอย่างของพี่แฟรงค์อาจจะมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ไม่ว่าคุณจะคิดเห็นอย่างไร ผมอยากให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ คุณจะรู้จักพี่แฟรงค์มากขึ้นกว่าที่คุณรู้จักตามข่าวและทีวีเป็นไหนๆ
Displaying 1 - 18 of 18 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.