nananatte438 reviews139 followersFollowFollowDecember 4, 2018หิมะ พระจันทร์ ดอกไม้: สวนญี่ปุ่น โดย ชัยยศ อิษฎ์วรพันธุ์ สนพ.สารคดีภาพ (2557)สงบนิ่งและดำดิ่งเข้าไปในตัวหนังสือค่ะ ไม่ว่าจะมอสส์ที่เกาะตะเกียงหินริมทางเดิน หรือพระจันทร์ที่เห็นผ่านหน้าต่างห้องอ่านหนังสือแต่ขณะเดียวกัน ก็ใจเต้นแรงมากกับสีสันพร่าตาของฤดูกาล เมเปิล กิงโกะ พวงดอกฟุจิ มวลหมู่อะเซเลีย หรือเกล็ดหิมะสะท้อนประกายแดดบนต้นสน...ภาษาของอ.ชัยยศงดงามราวกับบทกวี “หิมะ พระจันทร์ ดอกไม้: สวนญี่ปุ่น” เป็นผลงานเขียนสารคดีฝีมือคนไทยที่ยอดเยี่ยมและงดงามที่สุดชิ้นหนึ่งที่ชีวิตนี้เคยอ่านค่ะถ้าหากบนชั้นหนังสือที่บ้านมี 1) หนังสือแห่งชา 2) เยิรเงาสลัว 3) มูซาชิ (ฉบับอ.สุวินัย ภรณวลัย) ก็ควรกระเถิบชั้นให้ว่างเพิ่มขึ้นอีกสักหนึ่งนิ้ว เพื่อจัดหา “หิมะ พระจันทร์ ดอกไม้: สวนญี่ปุ่น” ไปวางเคียงกัน เหมาะมีไว้อ่านเพื่อเพลิดเพลินกับสุนทรียะแบบญี่ปุ่น รวมทั้งเหมาะมีไว้เพื่อสะสมค่ะ การจัดหน้า การเข้าเล่ม ภาพถ่าย ทุกอย่างในเล่มนี้งดงามค่ะหากให้อธิบายหลวมๆ หนังสือเล่มนี้คือแนว ZEN, ประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันออก, และการออกแบบสวน ส่วนตัวคิดว่าถ้าอ่านเล่มนี้จะทำให้เข้าใจ “หนังสือแห่งชา” กับ “วะบิสะบิ” ดีขึ้นเพราะอ.ชัยยศอธิบายเข้าใจง่าย มีการไล่เรียงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มาประกอบ ทำให้เข้าใจหลักการและเหตุผลได้กระจ่างขึ้นหนังสือแบ่งเป็น 3 ส่วนส่วนที่ 1 อธิบายสุนทรียภาพแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมแบบต่างๆเนื้อหาส่วนนี้จะทำให้เราเข้าใจแง่งามแบบญี่ปุ่น เพราะทุกคอนเซ็ปท์ที่ยกมาอธิบายเป็นแนวคิดที่ไม่มีในชาติตะวันตกหรือวัฒนธรรมไทย เช่น “Mono no Aware คือความงามอันเกิดขึ้นจากความเศร้าลึกๆประสบการณ์ในสวนญี่ปุ่น ช่วยทำให้เราตระหนักถึงความไม่เที่ยงของชีวิต ชวนให้ย้อนเพ่งพิศถึงสภาวะของตัวเราเอง นักท่องสวนในปัจจุบันยังไม่สามารถหลีกหนีความรู้สึกดังกล่าวได้ ยิ่งเมื่อเพ่งพิจารณาร่องรอยที่ธรรมชาติและกาลเวลาได้กลืนกินสรรพสิ่ง ยิ่งทำให้ความรู้สึกนี้ค่อยๆ ซึมเอ่อขึ้นทีละน้อย กระทั่งท่วมท้นพื้นที่หัวใจก้อนหิน ต้นไม้ สายน้ำ ถูกพิจารณาว่ามีชีวิตและความรู้สึกของตนเอง และในเมื่อชีวิตมีแต่เรื่องไม่แน่นอน จึงช่วยไม่ได้ที่ความรู้สึกเศร้าลึกๆ จะเกิดขึ้น กลายเป็นสุนทรียภาพประจำชาติ”เนื้อหาส่วนนี้ยังมีสุนทรียภาพแบบอื่นๆ ที่น่าสนใจ เราชอบเรื่องมุโจ(ความไม่เที่ยง) ความเงียบ ความว่างกับจินตนาการ ความทรงจำ ที่จริงคือชอบทุกคอนเซ็ปท์ในเล่มเลย มันงดงามจริงๆ อ่านไปก็ต้องหยุดดื่มด่ำกับความงามที่อาจารย์บรรยายมาเป็นระยะๆส่วนที่ 2 เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ควบคู่ไปกับวิวัฒนาการของสวน พร้อมตัวอย่างและภาพประกอบมากมายยุคหลักๆ ที่พูดถึงคือเฮย์อัน(ยุคเฟื่องฟู รุ่งเรืองทุกด้าน รับอิทธิพลจากจีนมาก) ยุคคามาคุระ(นักรบขึ้นมามีอำนาจเหนือขุนนาง) ยุคมุโรมาจิ ยุคเซ็นโกะคุ(ยุคสงครามทั่วประเทศ) ยุคเอโดะ(ยุครวมชาติ)ตั้งแต่ยุคคามาคุระเป็นต้นมา ชนชั้นนักรบให้ความสนใจกับพุทธศาสนานิกายเซน จึงมีการสร้างวัดเซนกันแพร่หลาย ซึ่งนิกายเซนนี้เองที่มีบทบาทต่อศิลปะวัฒนธรรมญี่ปุ่นในแทบทุกด้าน รวมถึงการจัดสวนด้วยสวนในยุคก่อน(ตั้งแต่ยุคนารามาเลย) จะเป็นสวนที่พยายามจำลองอุดมคติของศาสนาและการสวดมนต์ภาวนาเพื่อหลีกหนีจากโลกนี้ไปสู่โลกหน้า แต่เมื่อนิกายเซนเข้ามามีบทบาท สวนจึงได้เปลี่ยนจากแนวคิดไปหาแสวงหาสุขาวดีภายภาคหน้า หันมาใส่ใจสภาวะธรรมชาติและชีวิต ณ ปัจจุบัน มีการอธิบายสวนญี่ปุ่นไว้ 5 ลักษณะ คือ 1.สวนสุขาวดี 2.สวนเดินชมธรรมชาติ 3.สวนทิวทัศน์แห้ง(ใช้หินและกรวด) 4.สวนโระจิ(สวนตามทางเดินเพื่อนำไปสู่ห้องชุมนุมชา) 5.สวนทอดน่อง(คล้ายสวนเดินชมยุคก่อนหน้า แต่ขนาดกว้างขึ้นมาก แลละความหมายของตำแหน่งสระ ต้นไม้ ก้อนหิน อาคารชา ความหมายทั้งหมดเปลี่ยนไปแล้ว)เนื้อหาในส่วนนี้ยังรวมถึงคำถามน่าสนใจหลายข้อ เช่น -ทำไมเซนจึงได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นนับรบของญี่ปุ่น? -ทำไมวัดเซนจึงกระตุ้นศิลปะญี่ปุ่นได้มากขนาดนี้? -ชนชั้นพ่อค้าเกี่ยวข้องอะไรกับสวนโระจิและห้องชุมนุมชา? -ทำไมต้องวะบิสะบิ? -หรือแม้กระทั่งวะบิสะบิเอง ก็มีพัฒนาต่อเป็นคิเระอิสะบิด้วย พออ่านเรียงตามไทม์ไลน์แล้ว ทำให้ลำดับความคิดง่ายดี และสนุกด้วยค่ะ :-)ส่วนที่ 3 องค์ประกอบและเทคนิคการจัดสวนที่ถูกพูดถึงบ้างในเนื้อหาสองส่วนก่อนหน้า แต่จะมาเล่าแบบลงรายละเอียดทีละเรื่อง เช่น หิน สระ น้ำตก ต้นไม้ รั้ว ตัวไล่กว่าง(ไม้ไผ่กระดกรองน้ำที่มีเสียงป๊ก) เทคนิคการยืมทิวทัศน์ มิตะเตะ(ใช้ของอย่างหนึ่งมาทำหน้าที่อีกอย่าง เช่น ใช้ตะกร้าชาวประมงมาเป็นที่จัดดอกไม้ ทำให้ได้กลิ่นอายความเป็นทะเล เป็นต้น)"หิมะ พระจันทร์ ดอกไม้: สวนญี่ปุ่น" เป็นหนังสือที่อ่านแล้วชอบมาก ดีใจจริงๆ ที่มีโอกาสได้เจอหนังสือดีๆ แบบนี้ ที่สำคัญ เป็นฝีมือคนไทยเขียนด้วยค่ะ!“สถาปัตยกรรมตะวันตกต้องการความสง่างามอลังการจากแรกเห็น ย่อมช่วยให้เกิดความประทับใจแต่แรก... ในโลกตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในญี่ปุ่น พื้นที่สวนแทบไม่เคยถูกออกแบบให้เกิดการนำเสนอแบบนั้นเลย การหักเลี้ยวในแง่มุมที่ไม่คาดคิด เส้นทางที่วกวน มุมมองที่ถูกบดบัง เห็นไม่ไกลไปกว่าระยะสั้นๆ ข้างหน้า ไม่แน่ใจว่าจุดหมายจะอยู่ตรงไหนผลลัพธ์ของความทรงจำที่เกิดขึ้นในพื้นที่คือการอยู่กับตัวเองมากขึ้น การใช้เวลา ทำให้ได้พื้นที่มากขึ้นในเชิงประสบการณ์ ความทรงจำเป็นกุญแจในการทำความเข้าใจพื้นที่และตัวเราเองในการเยี่ยมชมสวนญี่ปุ่น แม้ในปัจจุบัน เราจะไม่มีวันพบเส้นทางตรงแน่วแน่จากปากประตูเห็นตรงไปยังเป้าหมายเลยแม้แต่ส่วนเดียว”2018-favorites favorites non-fiction
MonoNoAware268 reviews36 followersFollowFollowMay 9, 2021ไม่มีคำใดจะเอื้อนเอ่ย นอกจากคำว่า “มันดีงามมากๆ” อ่านแล้วอยากไปญี่ปุ่นอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อการท่องเที่ยวแต่อยากไปดื่มด่ำในความรู้สึกnon-fiction
Makmild807 reviews222 followersFollowFollowMarch 17, 2021มายไม่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่นเลยค่ะ (มีแต่คนตกใจ 5555 ตอนสมัยมหาลัยเพื่อนคือทำหน้าแบบ มึงพูดจริงๆ ใช่มั้ย) แต่มีความรู้ด้านสถานที่ท่องเที่ยวและวัฒนธรรมจากในมังงะและนิยายเลยสามารถพูดเป็นคุ้งเป็นแควได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ ทั้งๆ ที่ไม่เคยไปเลย (ย้ำแล้วย้ำอีก อยากไปญี่ปุ่นแล้วเด้อ)ยิ่งเวลาอ่านพวกมังงะหรือนิยายแนวแฟนตาซีนะคะ (โชเน็นองเมียวจิ/นูระ หลานจอมภูติ) มายเนี่ยสงสัยมาตลอดเลยว่าไอ้พวกทิศ พวกเทพเนี่ยมันมีที่มายังไง แล้วทำไมธรรมชาติถึงมีความสัมพันธ์กับคนญี่ปุ่นขนาดนั้�� แล้วเวลาดูซีรี่ย์หรืออนิเมะมักจะเห็นสวนสวยๆ ตลอด หรือเวลาไปเดทกันก็ไปเดทที่สวน โดยเฉพาะสวนเซนเนี่ย มันมีที่มายังไงนะ ทำไมต้องเป็นสวนหิน แล้วทำไมต้องมีทราย คือตอนเด็กๆ ดูอะ ไม่สงสัยหรอก พอโตมาก็เริ่มแบบ เออ ทำไมนะ (แล้วยิ่งเรียนสถาปัตย์มาก็จะยิ่ง เออ ทำไมออกแบบแบบนี้นะ)พออ่านเล่มนี้ (บวกกับอ่านวะบิซะบิมาก่อนหน้า) ก็พอจะเข้าใจแนวคิดขึ้นมาเลยค่ะว่าเขาเอาปรัชญา ศาสนา วัฒนธรรม มาหลอมรวมให้กลายเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมได้อย่างไร มายชอบญี่ปุ่นเพราะเขาเก่งที่ทำให้รูปธรรมกลายเป็นนามธรรมได้เนี่ยแหละค่ะ นอกจากจะได้รู้แนวคิดแล้ว ยังเข้าใจด้วยอีกว่า "อาชีพจัดสวน" เนี่ยมันมีรายละเอียดเยอะมากเลยนะ ด้วยความที่เรียนออกแบบอาคารมา มายไม่ค่อยเข้าใจว่าแลนด์สเคป ไปจนถึง นักจัดสวน เขามีความแตกต่างกันอย่างไร (ตอนนี้ก็ยังไม่รู้) แต่ก็ได้รู้ถึงความสำคัญว่าการออกแบบสวนให้สวยงามไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ที่ยากกว่าออกแบบให้สวนคือออกแบบให้คำนึงถึงลักษณะการใช้งานผ่านวันเวลา สวนญี่ปุ่นสวยมากเพราะคำนึงเรื่องวัน เวลา สถานที่ มาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะดูในฤดูไหนก็สวยไปเสียหมด (ยังไม่เคยไปค่ะ ย้ำอีกที) การได้อ่านเล่มนี้ก่อนได้ไปเยี่ยมชม (ร้องไห้น้ำตาอาบแก้มแล้ว) ทำให้มายยิ่งอยากไปมากขึ้นไปอีกค่ะ กลับมาที่บริบทประเทศไทย เนื่องจากเล่มนี้คนไทยเป็นคนเขียน (สุดยอดมากๆๆๆๆๆๆๆๆ) และคุณชัยยศยังได้กล่าวคำตามไว้อย่างน่าสนใจด้วยค่ะว่า วัฒนธรรมไทยเองก็ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ความเชื่อเรื่องธรรมชาติแฝงอยู่ในเกือบทุกสรรพสิ่ง แต่น่าเสียดายที่ความเชื่อเหล่านี้กลายเป็นไสย และมีความหมายในด้านลบ ทำให้เราไม่ได้ดึงจุดเด่นเหล่านี้เข้ามาประยุกต์ใช้เหมือนกันวัฒนธรรมญี่ปุ่น (แต่ในเชิงสถาปัตยกรรมก็มีเอาเข้ามาใช้นะคะ แนะนำให้อ่าน ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร: สัญลักษณ์ทางการเมืองในเชิงอุดมการณ์ ค่ะ) ซึ่งมายก็เห็นด้วยมากๆ เลย แต่ในช่วงหลังๆ มานี้เราก็ได้เห็นการผสมผสานทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ไปกันกับ product (อย่าง เสื่อ pdm) มากขึ้นแล้วค่ะ มายคิดว่า การที่เข้าใจแนวคิดและแก่นพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เรานำไปประยุกต์ได้อีกหลายอย่างเลย และเล่มนี้เป็นอีกหนึ่งเล่มที่อธิบายเรื่องแก่น แนวคิด รูปธรรมให้เป็นนามธรรมได้เป็นอย่างดีเลยค่ะปล. ไม่ต้องกังวลนะคะว่าจะอ่านยากมาก ภาษาสวยและอธิบายเข้าใจง่ายมากค่ะ ปล2. รูปสวยมากมากมาก เป็นหนังสือที่จัดรูปเล่มได้ดีมากเลยค่ะ ประทับใจfav-2021
Araya Pichitkul172 reviews18 followersFollowFollowFebruary 28, 2019กิจกรรมคลายเครียดสมัยเรียน นอกจากคีบตุ๊กตา ร้องเกะ ดื่มเบียร์แล้ว สวนญี่ปุ่นก้อเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ชอบไปเวลาเครียดจัดๆ ใกล้ๆมหาลัยจะมีสวนญี่ปุ่นเล็กๆอยู่สวนนึง สวนถูกจัดไว้เป็นส่วนหนึ่งของร้านอาหารของโรงแรม ซึ่งวัตถุประสงค์ของสวนจริงๆคงไว้ต้อนรับลูกค้าของโรงแรมเป็นหลัก ในสวนมีต้นไม้นานาพันธุ์(ซึ่งก้อไม่รู้จักชื่อ) สะพานไม้ขนาดเล็ก มีบ่อน้ำใสๆ และก้อนหิน เรียกว่าครบองค์ประกอบสวนญี่ปุ่น ชอบความงามของสวนที่เปลี่ยนไปในแต่ละฤดูกาล ที่ชอบมากคือบรรยากาศที่เงียบสงบ เพราะแทบจะไม่ค่อยมีคน เหมาะแก่การอยู่กับตัวเองเพื่อครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เดินเล่นชมสวนครบ 1 รอบ ความเครียดก็ค่อยๆมลายหายไป ธรรมชาติช่วยเยียวยาจิตใจได้ดีจริงๆ คิดถึงสวนนั้นจังอ่านแล้วอยากไปชมสวนญี่ปุ่นในเกียวโต 😍