Pae Ponsiri112 reviews23 followersFollowFollowJune 29, 2023ปรากฏการณ์การสละราชสมบัตินั้นเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญและไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในโลก ยิ่งในสังคมสยาม/ไทย .นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เจ้าพ่อผู้คร่ำหวอดเรื่องการปฏิวัติ 2475 ในเล่มนี้ไม่ได้พยามจะอธิบายถึงสาเหตุและผลกระทบของเหตุการณ์การสละราชสมบัติของ ร.7 โดยตรงด้วยตัวเอง แต่พยามจะดูว่ามันมีการตีความ/อธิบายความหมายของเรื่องนี้ไว้กี่แบบ/แบบใดบ้าง และแต่ละแบบมีวิธีการสืบสาน/สานต่อความหมายของเรื่องนั้นยังไง (พูดใหม่ก็คือ สิ่งที่เรียกว่าความจริงมันอาจไม่ได้มีแบบเดียว มันมีกี่แบบ และความจริงแต่ละแบบมันถูกสร้างมาได้ยังไง)(เช่น การตีความแบบกระแสหลักจากภาครัฐ/ราชการที่พยามจะบอกว่า ร.7 เป็นนักสันติประชาธิปไตย กับแบบกระแสรองของนักวิชาการอย่างจำนวนหนึ่ง [อย่างสมศักดิ์และประจักษ์ ในเล่มประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง] ที่พยามเสนอว่า ร.7 พยามต่อสู้แข่งขันทางการเมืองกับคณะราษฎรและสุดท้ายก็ต้องถอยแพ้ ส่วนการสืบสานต่อความหมายของกระแสหลักฯ นั้น นครินทร์จะพาไปดูการก่อตั้งสถาบันการศึกษา, หน่วยงานรัฐสภา, วันหยุดราชการ, พระราชพิธี ที่พยามเชื่อมโยง ร.7 กับประชาธิปไตย เป็นต้น).อีกประเด็นหนึ่งที่ผมสนใจจากเล่มนี้ก็คือการกำเนิดการผนวกรวมคำว่า "ประชาธิปไตย" เข้ากับ "อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"นครินทร์ชี้ให้เห็นว่าเอาเข้าจริงสองคำนี้ถ้าดูให้ดีมันไม่น่าจะอยู่คู่ไปด้วยกันได้เลย เพราะในขณะที่คำว่า "ประชาธิปไตย" คือการปกครองของประชาชนคนส่วนใหญ่จำนวนมาก คำว่า "กษัตริย์" นั้นคือสื่อถึงการปกครองโดยคนเพียงคนเดียวดังนั้นการที่สังคมไทยสามารถผนวกรวมคำสองคำนี้ใช้กันจนชินเหมือนเป็นปกติ ที่จริงจึงอาจไม่น่าใช่เรื่องปกติ การผนวกรวมความต่างของสองคำนี้ในสังคมไทยได้จึงถือเป็นนวัตกรรมทางการเมืองสำคัญที่ทำให้ความต่างทั้งสองอยู่ด้วยกันได้.ถือเป็นงานที่ยังดี ๆ ในโค้งท้าย ๆ ของนครินทร์ ก่อนจะเริ่มแหกโค้งในทางวิชาการด้วยผลงาน พระผู้ทรงปกเกล้าประชาธิปไตย และงานคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญสังคมไทยในปัจจุบันทุกวันนี้อยู่ด้วยกันได้หรือไม่ กำลังอยู่ด้วยกันยังไง และเราควรจะอยู่ด้วยกันยังไงดีthai-politics