Whale Read414 reviews33 followersFollowFollowJune 17, 2020ตัวอย่างของหนังสือสารคดีที่ขายได้ออกมาได้ตรงกับกระแสที่คนพูดถึงกันมากเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ๆ เขียนได้ดีให้คิดว่าควรยอมรับไหมทุกสิ่งที่เกิดขึ้น และยอมรับว่ามันจบไปแล้ว ที่สำคัญคือต้องยอมรับว่าตัวเองมีสิทธิ์ทำผิดพลาดได้เหมือนมนุษย์ทุกคน ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติธรรมดาแค่นั้นเอง ฟังดูง่ายแต่ทำยากมากdocumentary owned
Minddahed23 reviews10 followersFollowFollowJanuary 29, 2017ด้วยความเป็นสารคดีเลยทำให้มีความเรียลอยู่แล้ว พอเล่าผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจริงๆ ที่มีภาวะทางอารมณ์แปรปรวน, ปัญหาครอบครัว, ตัวตน, การมองคุณค่าในตัวเองที่อยู่ในขั้นที่มากกว่าเราหลายเท่าเลยรู้สึกเชื่อมโยง เหมือนนั่งอยู่ในบ้านหรือห้องหมอด้วยกันห่างๆ รู้สึกเหมือนอ่านไดอารี่ของคนอื่นที่ทำให้เราสำรวจตัวเองในฐานะมนุษย์ไปด้วยแม้จะไม่ได้เป็นโรคจริงจังก็ตาม ยังมีเรื่องที่เข้าใจปิดเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าอยู่มาก แต่เราว่าทุกคนคงเป็นซึมเศร้า "อ่อนๆ" กันทั้งนั้น แล้วยิ่งสภาพสังคมมันบีบให้คนป่วยใจ(ขั้นหนัก)กลายเป็นคนกลุ่มที่ค่อนข้าง disabled, ไร้ประโยชน์, ไม่ได้ทำอะไรเพื่อใคร เลยทำให้พวกเขาเหมือนถูกทิ้งโดยอัตโนมัติ ถ้าครอบครัวหรือคนรอบข้างไม่เข้าใจก็ยิ่งตอกย้ำแผลกดทับเข้าไปอีก บางทีมันดูเหมือนง่ายแต่เราก็ไม่รู้หรอกว่าจะแก้ปัญหาของสภาพจิตใจได้ยังไงถ้าไม่ลองทำไปเรื่อยๆ แล้วการลองแต่ละครั้งมันก็เจ็บปวดอ่านจบแล้วซึมเศร้า (เหมือนหนังสือเป็น perfomance art after reading) ไม่ได้ค้นพบว่าตัวเองเป็นโรค แต่เข้าใจคำคลิเช่อย่าง กอดตัวเองไม่เคยอุ่น ขึ้นมาเลย คือไม่ได้เทียบความรู้สึกของการเป็นโรคซึมเศร้าได้ แต่หนังสือทำให้เข้าใจความอบอุ่นในตัวเองมากขึ้นเยอะ
TEERAWUT MAHAWAN101 reviews23 followersFollowFollowSeptember 16, 2019เป็นหนังสือบอกเล่าประสบการณ์เรื่องโรคซึมเศร้าและไบโพลาร์ของผู้ป่วยท่านหนึ่ง จนได้รับรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด เราหลีกเลี่ยงที่จะอ่านมันมานาน พอๆกับการหลบเลี่ยงว่าตัวเองจะเป็นโรคซึมเศร้าจริงๆ ...ต่อไปนี้เราขอเล่าในมุมของเราบ้าง พร้อมกับข้อมูลในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งอยากให้มีคนเขียนมันเยอะๆ เพราะโรคนี้มันใหม่มาก มีเส้นบางๆเต็มไปหมด พูดง่ายๆว่า ยังไม่มีอะไรที่สำเร็จรูป แต่มีคนตายด้วยโรคนี้ทุกวัน พร้อมกับในอีก10ปีข้างหน้ามันจะกลายเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้คนเป็นอันดับหนึ่ง#คำเตือน #ยาวจริงๆนะที่จะเขียนต่อไปนี้ #ไม่ได้อายหรืออวดหรือเท่ห์ใดใด เป็นเพียงอยากบันทึกประสบการณ์ส่วนตัวอนึ่ง เราไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าเราจะเป็นโรคนี้ได้ไง ในเมื่อเราไม่ได้เศร้าแบบร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน แต่เราเริ่มสงสัยจากพฤติกรรมเมื่อ3ปีก่อนหลังประสบอุบัติเหตุที่ถึงขั้นต้องผ่าเปิดกระโหลก epidural haemorrhage เรานอนไอซียู1สัปดาห์ พักฟื้นในโรงพยาบาลอีก1สัปดาห์ เกิดสำนึกขึ้นได้ว่า ตนเหมือนหลับไปตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่ามีหนังสือหลายเล่มที่ยืมห้องสมุดมาแล้วยังไม่ถูกอ่านกองอยู่หลายตั้ง อีกทั้งยังเลยกำหนดส่งไปนานแล้วด้วยขอเล่าย้อนไปอีกหลายปีก่อนหน้านี้คือ ...เราเป็นลูกแม่ค้า พ่อเป็นตำรวจ ตอนป.4อยากเป็นนักบอลทีมชาติไปอยู่ลิเวอร์พูล ม.ต้น อยากเป็นนักร้องเบเกอรี่มิวสิค ม.ปลายสอบนายร้อยไม่ติดทั้งที่พี่ชายเป็นอาจารย์อยู่ จปร. จับพลัดจับผลูสอบติดโควต้ามช.คณะวิทย์สาขาฟิสิกส์และธรณีวิทยา เพื่อนๆต่างเข้าธรณี แต่ตนเลือกฟิสิกส์บริสุทธิ์โดยหวังว่า จะเข้าใจฟิสิกส์ดาราศาสตร์ แต่เรียนไม่ไหว ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านหนังสือธรรมะพุทธทาส ปี1เทอม2 ดรอปทุกวิชา โดยกะว่าจะหนีบวชตลอดชีวิต แต่ครอบครัวไม่เห็นด้วยจึงขอให้กลับมาเรียนจนจบ โดยแนะว่าลองลงเรียนวิชาง่ายๆเป็นตัวเลือกเช่น ปรัชญาเบื้องต้น, จริยศาสตร์.ดันท้อปวิชาเหล่านี้ แล้วเจอประกาศภาควิชาปรัชญารับโอนหน่วยกิตจากคณะอื่น จึงเริ่มย้ายมาเรียนปรัชญา แบบไม่มีวิชาโท แต่ความสนใจยังอยู่ที่พุทธศาสนา จนวันนึงอยากทดลองชีวิต เริ่มรู้จัก อารยา ราษฎร์จำเริญสุข, ฟรีด้า คาโล อยากปลดแอกตัวเองออกจากกรอบศีลธรรม และบรรทัดฐานที่ตัวเองสร้างขึ้น จึงหายหน้าจากห้องเรียนไปร้านเหล้าด้วยทุนการศึกษาจาก AMCHAM ปีละ 25,000จนปีสุดท้ายของการเรียนเขียนตัวจบด้วยเรื่องNihilism ของ Nietzsche แบบขอไปที ได้เรียนกับรศ. วันดี ศรีสวัสดิ์ ท่านแนะว่าควรต่อโทที่จุฬา และไปเจอหนังสือรวมบทความของมารค ตามไท พบว่าแม่งอ่านไม่รู้เรื่อง จึงตัดสินใจไปเรียนจุฬาในปี 2010แต่การเรียนที่จุฬาไม่ง่ายนัก เอาตัวรอดผ่านรายวิชามา2ปีเต็ม หัวข้อวิทยานิพนธ์ "บทบาทของอิสรภาพในจริยศาสตร์ของพุทธทาสภิกขุ" ได้รับการอนุมัติ แต่2ปีที่ถูกอนุมัตินั้นหมดไปกับเหล้าเบียร์พอเรียนไม่จบจำต้องลาออกลาลับไม่กลับเยือนนั้น จึงกลับมาตั้งหลักที่บ้านที่ลำปาง เราอยากบอกว่า ชีวิตพลิกผันจากคนไม่เคยหาเงินเอง แต่โชคดีที่ครอบครัวทำการค้าขายอยู่แล้ว เราจึงปรับตัวไม่ยาก แต่เงินที่ได้มาแทนที่จะเก็บเพื่อเป้าหมายสักสิ่ง เรากลับนำพาตัวไป ดื่มเที่ยวสังสรรค์ ตอนนั้นเราแทบไม่มีเพื่อนอยู่ที่นี่เลย ส่วนใหญ่เราจึงออกไปคนเดียว กลับเช้า เป็นอย่างนี้จนประสบอุบัติเหตุ เมาแล้วขับแต่ทันใดที่หายป่วยจึงอ่านทุกอย่างที่อยากอ่าน ส่วนใหญ่เป็นประวัติการเมืองไทยหลัง2475 แต่แล้วพบว่างานเขียนเหล่านี้อ่านพอรู้ความก็น่าจะพอไหว แต่หากจะให้ดียิ่งขึ้นเราต้องรู้ด้วยว่าเขาใช้ทฤษฎีอะไร ด้วยความเข้าใจยังไง จึงทำให้ต้องย้อนกลับไปอ่านทฤษฎีทางสังคมศาสตร์จำนวนหนึ่งแต่แล้วพบว่าความสนใจในช่วงเจ็บป่วยอยู่นั้น เป็นเรื่องของอารมณ์จำพวก Post Trauma กับ ภาวะซึมเศร้า และความเป็นการเมืองของภาวะซึมเศร้า ซึ่งเต็มไปด้วยงานเขียนที่ไม่คุ้นเคยเลย และตอนนี้กำลังหลงเข้าป่า Marxist อย่างเต็มรูปแบบ...หมอเคยบอกเราว่าให้ทำใจยอมรับเรื่องเรียนไม่จบ และตั้งเป้าหมายการค้าขายที่รายได้ดีอยู่แล้วทุกวันนี้แต่ปัญหาคือเรายังดื่มหนัก จ่ายหนัก บอกตรงๆ คืนนึงราวๆ5,000 เดือนนึงก็20,000 แล้ว แต่รายรับรายจ่ายเราแก้ได้ไม่ยาก แต่ที่แก้ไม่ได้เลยคือ เราจะจิตตกทุกครั้งที่ไปดื่ม ที่ขับรถเสี่ยงๆเหยียบถึง140ก็มี นั่นอันตราย และวิตกกังวลถึงเรื่องเมื่อคืนที่แทบจำอะไรไม่ได้ ไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง คิดอยากไปจากโลกนี้ แต่ไม่เคยลงมือทำ พอผ่านไป3-4วัน จิตที่ตกก็อันตรธานไป มากินเหล้าอีก วนลูปอีก จึงตัดสินใจพบจิตแพทย์ด้วยเรื่องนี้แต่ไม่น่าเชื่อว่าเราจะเป็นโรคซึมเศร้าแบบเรื้อรัง มีอาการเหงามากกว่าปกติในตอนดึก หดหู่ อยากร้องไห้ คิดว่าตัวเองขาดความเชื่อมโยงกับคนรอบข้าง หงุดหงิดคนที่บ้านง่ายมากๆ น���นดึกหรือไม่อยากนอนเลย จึงตื่นสาย เสียการงานมีบางสิ่งเท่านั้นที่ตอนไม่ดิ่งแล้วผมชอบทำก็คือ ซื้อหนังสือ อ่านหนังสือ รีวิวหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ที่เหลือคือดิ่ง เบื่อ จึงตัดสินใจไปกินเหล้า นั่นคือ นิสัยที่ไม่ดีของผม คือ การที่ผมทำในสิ่งที่ไม่ได้ต้องการมันจริงๆด้วยความตั้งใจ เพราะยิ่งดื่มก็ยิ่งเศร้า เหงา เบื่อหน่ายในความเป็นตัวเองในด้านลบการไม่มีสังคมที่แน่นแฟ้นเป็นอีกปัจจัยนึง ผมหาคนคุยเรื่องหนังสือได้ยากที่บ้าน หรือที่ไหนๆก็ตามทีสรุปแล้วมีจิตแพทย์เฉพาะทางจริงๆเท่านั้นที่เข้าใจเราได้ ให้ยาเราปรับสมดุลในร่างกายพร้อมคำแนะนำต่างๆ ผมค่อนข้างสังเกตอาการตัวเองจดบันทึก บ่อยๆ ค่อยเล่าให้หมอฟังทีเดียว ซึ่งหมอก็ทำให้ผมประทับใจทุกครั้งที่ได้เจอกันล่าสุดเลยก็คือผมมีอาการเพิ่มเติมหลังทานยาคือ เบื่ออาหาร ทานได้แต่ขนม เบื่อหน่ายใช้จ่ายเกินตัวกับหนังสือ หงุดหงิดคนรอบข้างบางครั้ง แต่กลางวันแอคทีฟเว่อ คุยจ้อ คุยไม่หยุด คุยได้แม้กระทั่งคนที่ไม่รู้จัก ซึ่งปกติผมเป็นคนเงียบๆเก็บเนื้อเก็บตัว เข้าหาคนแปลกหน้าได้ยากยิ่ง มีโปรเจคเต็มหัวไปหมด ขี้หลงขี้ลืม ฝันแปลกๆ หูแว่ว เห็นภาพหลอน ...หมอจึงจัดว่ามีแนวโน้มเป็นไบโพลาร์ จัดยามาอีกตัว ตื่นโคตรยากเพราะฉะนั้นขอย้ำอีกครั้งพบจิตแพทย์เถอะครับท่านรู้ดีกว่าเราแน่นอน! อย่าลังเลจนเรื้อรังแบบผมนะครับ มันจะยากขึ้นและให้ความร่วมมือกับหมออย่างเต็มพิกัด จนถึงทุกวันนี้ผมขอบคุณโรคซึมเศร้านะ ขอบคุณที่ผมยังไม่ตายแบบเฮมิ่งเวย์ และได้เป็นโรคๆเดียวกันกับ ตอลสตอย/สตีเฟน คิง/หรือแม้แต่ เจ เค โรว์ลิง ผู้สร้างแฮรี่ พอตเตอร์ ขึ้นมาขอย้ำอีกครั้งว่า พบจิตแพทย์เถอะครับ ถ้าคุณมีอาการแบบผม หรือลองสำรวจตามแบบทดสอบในเน็ต แรกๆอาจจะยาก ต่อไปแล้วเราจะหาย แล้วเราจะมีชีวิตปกติที่ดีอีกครั้งนึง capitalism mdd tell-me-how-to-live
MonoNoAware266 reviews36 followersFollowFollowJune 6, 2021คนคนหนึ่ง เค้าทนเจอเรื่องหนักหนาสาหัสได้แค่ไหนกันนะ เราไม่มีวันที่จะเข้าใจหรอก จนเมื่อต้องเจอด้วยตัวเองหนังสือเล่มนี้สื่อสารเรื่องโรคซึมเศร้าได้อย่างดีเยี่ยม ผ่านสายตาและมุมมองจากผู้ป่วยที่ต้องเผชิญกับโรคซึมเศร้ามาอย่างยาวนาน แต่เค้าก็สามารถชนะมันมาได้อ่านเถอะ...เผื่อคุณได้เข้าใจตัวเองมากขึ้นอ่านเถอะ...เผื่อคุณได้เข้าใจคนรอบตัวมากขึ้นอ่านเถอะ...เผื่อคุณได้เข้าใจคนไข้ของคุณมากขึ้นอ่านเถอะ...non-fiction
Nun62 reviews2 followersFollowFollowAugust 28, 2019จะมีหนังสือสักกี่เล่ม ที่อ่านแล้ววางไม่ลง....เล่มนี้หล่ะ ดูจากคำโปรยหนังสือ ตอนแรกที่ได้ยินชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็งนึักว่านิยายจีนกำลังภายหนังซะอีกืแต่จิงๆแล้วเป็นหนังสือแนวสารคดีเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าที่เป็นจากความจริงของผู้แต่ง มีทั้งความเศร้า หดหู่ ในขณะเดียวกันก้ได้รับพลัง ความเข้าอกเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องรับมือให้ได้กับสภาวะอารมณ์ที่ตนเผชิญอยู่ สุดท้ายเขาสามารถยอมรับในความทุกข์ของตัวเองและมีความสุขกลับมาได้อีกครั้ง ได้อย่างไร อยากให้ลองได้อ่านกัน ดีมากจริงๆ
Suhaila Binyoh128 reviews4 followersFollowFollowJuly 30, 2017เรียนรู้และทำความเข้าใจกับ ... "โรคซึมเศร้า" อ่านเพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจ ใส่ใจคนรอบข้างและตัวเอง ~
Harrold Middleson22 reviewsFollowFollowDecember 4, 2023ตอนแรกก็หยิบมาอ่านโดยไม่ได้คาดหวังมากเรื่องสำนวนการเขียนเพราะคิดว่าผู้เขียนก็เป็นผู้ป่วยธรรมดาคนหนึ่งที่มาเล่าประสบการณ์ของตัวเองเกี่ยวกับโรค แต่คิดผิด เพราะการเขียนเรียบเรียงอย่างสละสลวย อ่านเข้าใจง่ายช่วงแรกผู้เขียนนำบันทึกของเขาช่วงตั้งท้องมาเรียบเรียงให้อ่าน ในบันทึกเขียนเล่าความรู้สึกต่างๆที่มีต่อลูกในขณะอยู่ในโรงพยาบาล ความรู้สึกเจ็บปวดที่ได้รับจากการตั้งครรภ์ รำพึงรำพันถึงผู้เป็นพ่อของลูกซึ่งทิ้งเขาไปอย่างใจร้าย ฯลฯ โชคช่างไม่ดี สุดท้ายแท้งลูก จากชีวิตในอดีตที่ครอบครัวไม่อบอุ่น ถูกแฟนทิ้ง แท้งลูก บวกกับเรื่องราวความเจ็บปวดมากมาย จึงนำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้า ด้วยความเป็นสารคดี ช่วงดำเนินเรื่องเกี่ยวกับการบำบัดผู้เขียนก็นำเอาประสบการณ์และความรู้ที่ได้จากจิตแพทย์มาบอกเล่าผ่านตัวหนังสือ ผู้อ่านจึงได้ความรู้เกี่ยวกับอาการของโรค ประเภทต่างๆของโรค ขั้นตอนการรักษา ฯลฯ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นเชิงวิชาการร้อยเปอร์เซ็น เพราะได้สอดแทรกเรื่องราวชีวิตของนักเขียนในแต่ละช่วงเอาไว้อย่างสวยงาม เรียกได้ว่าอ่านแล้วไม่รู้สึกเบื่อเลยชอบหนังสือที่เปรียบเทียบการหลุดพ้นจากความทุกข์ของโรคกับการพิชิตยอด “ภูเขาน้ำแข็ง” จะมี 1 ใน 5 คนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า นั่นหมายความว่าคนนับพันล้านคนเคยตกอยู่ในภาวะนี้ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเป็นโรคจึงไม่คิดจะหาทางบำบัด พวกเขาเปรียบเสมือนน้ำแข็งที่จมอยู่ใต้ภูเขาซึ่งมีแต่ความมืดมน ไม่เคยเห็นแสงสว่าง ยาที่ดีที่สุดไม่ว่าจะในการบำบัดโรคหรือกับผู้มีความทุกข์ก็คือ “การยอมรับ” ตระหนักรู้และอยู่กับมันโดยไม่นำประสบการณ์ที่เลวร้ายในอดีตมาทำร้ายจิตใจ ไม่ประเมินอนาคตจากการมองโลกในแง่ร้าย พูดอีกทางหนึ่งคือ “อยู่กับปัจจุบัน” โดยผู้เขียนสนับสนุนให้ผู้ป่วยนำธรรมะเข้าช่วยด้วยการปฏิบัติธรรมเพราะเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เรา “ยอมรับ” ได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการพิชิตยอด “ภูเขาน้ำเเข็ง” ป.ล. หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เฉพาะผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่อ่านได้ ผู้ที่กำลังมีความทุกข์เมื่ออ่านแล้วก็จะได้รับแรงบรรดาลใจเช่นกัน
Uminaka16421 reviews45 followersFollowFollowDecember 24, 2017เป็นหนังสือที่เล่าประสบการณ์ของผู้มีภาวะซึมเศร้า (เรียกแบบนี้แทน เพราะผู้เขียนเป็นไบโพลาร์ประเภทที่มีภาวะซึมเศร้ายาวนาน ไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าค่ะ)และให้ความรู้ความเข้าใจได้ดีมากค่ะ เพราะว่าเขียนขึ้นจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนเลย ชอบช่วงที่เล่าถึงการทำจิตบำบัด การคุยกับจิตแพทย์ทำให้เราเห็นว่าจิตแพทย์คุยกับคนไข้อย่างไร และช่วงที่เล่าความรู้สึกตัวเองว่าช่วงที่หดหู่มากๆ เป็นอย่างไร คิดอย่างไรผู้เขียนผ่านเรื่องราวสะเทือนใจมาเยอะมาก แต่ที่จริงก็เหมือนได้รับพันธุกรรมซึมเศร้ามาจากพ่อแม่ด้วยโรคซึมเศร้าเกิดจากปัจจ���ยหลายอย่าง และมีอาการที่พอจะบ่งชี้เบื้องต้นได้ ใครสงสัยว่าตัวเองเข้าข่ายหรือเปล่าสามารถเปรียบเทียบกับอาการของผู้เขียนได้ค่ะ สำหรับผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยก็ควรอ่านเพื่อจะได้เข้าใจว่าควรปฏิบัติตนต่อพวกเขาอย่างไร เพราะถ้าปฏิบัติผิดวิธีอาจทำให้ผู้ป่วยดำดิ่งหรือเตลิดไปเลยก็ได้ค่ะเป็นหนังสือที่ดี ควรอ่านไว้เป็นความรู้ค่ะread-in-2017
Alce MadHere6 reviewsFollowFollowJune 3, 2020หลายล้านคนบนโลกนี้ มีคนจำนวนมากที่เป็นโรคซึมเศร้า แต่จะมีแต่กี่คนที่ยอมรับ แล้วเข้ารักษา แล้วจะมีแค่กี่คนที่เข้ารักษาด้วยความเข้าใจจริงๆ หนังสือเล่มนี้เป็นตัวช่วยที่ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น สำหรับเรา เราเข้ารักษามาเป็นปี แต่รู้มั้ย เราเพิ่งรู้ว่าที่เราเป็นมาเป็นสิบๆ ปี (ปีที่แล้วเพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าเพราะหมอบอก)มันคือ Anhedonia หรือสภาวะสิ้นยินดี เราแทบยกภูเขาอีกลูกนึงออกจากอก ถึงแม้ในใจเรานี้จะมีหลายร้อยลูกก็ตาม หนังสือเล่มนี้มันช่วยเราไว้ มันทำให้เราคิดได้ว่า เราต้องรักษาเพราะเราอยากมีความสุข หรือยอมนับความทุกข์ให้เป็นเรื่องธรรมดา หันกลับไปคุยกับหมอใหม่ เพราะอยากคุยจริงๆ ไม่ใช่แค่ไปพบหมอเอายามากินแล้วจบ บางคนที่เป็นอยู่แล้วยังไม่ยอมรับ อย่าสงสัยเอง หรือยังไม่กล้าไปหาหมอ เราอยากให้อ่านเล่มนี้ อยากให้ออกมาจากตรงที่แอบอยู่ ยอมรับและรักษาตัวเอง อย่ายอมแพ้ให้เจ้าหมาดำ ให้อยู่กับมันได้แบบเพื่อนหรือบอสก็ได้ แค่อย่าเป็นทาสมัน 🖤
Pimsmmy Jitrawishwesh52 reviews4 followersFollowFollowMay 26, 2015 อ่านเพลินเลยค่ะ กับเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นโรคซึมเศร้า การต่อสู้กับโรคนี้ สาเหตุปัจจัยคร่าวๆ ที่ส่งผลให้โรคซึมเศร้าเกิดขึ้น การบำบัดที่แนะนำผ่านประสบการณ์ของเธอ คิดดูจะมีซักกี่คนที่เป็นโรคซึมเศร้า แล้วมาแบ่งปันเรื่องราว ความรู้ ประสบการณ์ของเธอให้เพื่อนร่วมโลกได้อ่าน และทำความเข้าใจกับโรคนี้มากขึ้น อ่านแล้วก็เข้าใจโรคซึมเศร้าได้เพิ่มขึ้นค่ะ
REMEMI3ER195 reviews12 followersFollowFollowJune 14, 2021หนังสือบันทึกเรื่องราวของผู้เขียนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแบบอารมณ์สองขั้ว เขาถ่ายทอดเรื่องราวส่วนตัว ประสบการณ์ และความรู้สึกในสภาวะต่างๆ ทำให้เราเข้าใจสาเหตุ ปมปัญหา วิธีการยอมรับ และรู้จักเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าได้มากขึ้นเยอะเลย เขาเล่าเรื่องราวโดยที่ไม่ได้บอกเราว่า ใครเป็นคนผิด ใครควรจะทำอะไรยังไง หรือวิธีไหนคือวิธีที่ดีที่สุดในการรักษา แต่เขาถ่ายทอดมันอย่างเต็มไปด้วยความเข้าใจและทำให้เรารู้สึกเข้าใจทุกๆเรื่องราวของเขาโดยที่ไม่ตัดสินอะไรตามไปด้วย ตอนสุดท้าย เขาเพียงอยากให้คำแนะนำให้คนที่รู้ตัวว่ากำลังหรือเป็นโรคซึมเศร้ากล้าที่จะไปพบจิตแพทย์ เขาเปรียบเทียบว่าปริมาณยอดภูเขาน้ำแข็งคือจำนวนคนที่เข้ารับการบำบัด เราชอบที่เขาเขียนว่า ‘บนยอดภูเขาน้ำแข็งนั้นมันหนาวก็จริง แต่อย่างน้อยยังมีโอกาสได้เห็นแสงอาทิตย์ยามเช้ากับเขาบ้าง’ 2021
Diana M1 reviewFollowFollowAugust 4, 2018เป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่งสำหรับโลกปัจจุบันที่โรคซึมเศร้าเริ่มเป็นที่รู้จัก หนังสือเล่มนี้นำเราเข้าไปรู้จักกับโรคซึมเศร้าผ่านเรื่องราวชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง เธอกลั่นความคิด ความรู้สึกจากแต่ละเหตุการณ์ได้อย่างล้นทะลัก จนถ่ายทอดมาถึงผู้อ่านได้อย่างเต็มอิ่ม ทั้งๆที่เป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความเศร้าแต่กลับดึงดูดเราให้ไม่สามารถจะวางหนังสือเล่มนี้ลงได้เลย ทั้งปัญหา สาเหตุ จนไปถึงการรักษาของเธอทำให้เราเข้าใจโรคซึมเศร้าได้มากขึ้น และรู้สึกถึงการมีอยู่ของโรคนี้ในปัจจุบัน ทั้งยังเหมือนเป็นเพื่อนและกำลังใจของผู้ป่วยคนอื่นๆอีกด้วย
Poporoprae 🎈1 reviewFollowFollowDecember 16, 2022เป็นการเล่าประสบการณ์จริงของผู้เขียนที่พบเจอตอนเป็นโรคซึมเศร้าหนัก ๆ แต่ละเรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาในแต่ละบททำให้เราคอยตกตะกอนและเรียนรู้อะไรบางอย่างไปพร้อม ๆ กับผู้เขียน จนสุดท้ายแล้วสิ่งที่ได้จากเล่มนี้จัง ๆ เลยก็คือ KEYWORD = เราต้องยอมรับสิ่งที่เป็น เกิดขึ้น และจบไปแล้ว รวมถึงทุกอย่างเริ่มต้นจากตัวเราจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความคิด การอ่าน การใช้ชีวิต ล้วนแล้วแต่เริ่มจากสิ่งที่เราคิดในหัว ซึ่งมันเป็นอะไรที่หนักหนาสาหัสมากในเวลาที่เราจมดิ่งลงไปกับห้วงอารมณ์สรุปแล้ว อ่านแล้วได้อะไรเยอะขึ้นมาก ๆ เปลี่ยนบางมุมมองในการใช้ชีวิตของตัวเองด้วย
Tanaporn269 reviews15 followersFollowFollowDecember 11, 2019ชอบมากตรงที่ผู้เขียนใช้การรักษาแบบทางสายกลาง คือไม่ได้ใช้ยา พบหมอ ธรรมะ หรือรักษาด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ทุกทางร่วมกัน ทำให้หายได้ไว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ชอบด้วยที่ผู้เขียนเขียนว่า ทางใครทางมัน (การรักษาแต่ละคนเหมาะสมไม่เหมือนกัน) แต่ขึ้นอยู่กับจิตแพทย์ด้วยขอบคุณหนังสือเล่มนี้ที่เปิดหัวใจเราให้เข้าใจโรคนี้มากขึ้น ขอบคุณที่ทำให้เราไม่ประมาท แต่ก็ภูมิใจ รู้จักคุณค่าของตัวเองมากขึ้นไว้จะลองไปพบจิตแพทย์ดูบ้าง ในวันที่สะดวกใจ💛🙏💛adults beautiful-writing informative-right-or-wrong ...more
Thichada C.10 reviewsFollowFollowAugust 3, 2023สำหรับคนที่เพิ่งเคยรู้จักถึงโรคซึมเศร้า นับว่าเป็นตอนอ่านได้มีโลกที่กว้างขึ้น ในตอนนี้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างยิ่ง ไม่ว่าเชื้อชาติไหน อายุเท่าไรก็ประสบปัญหาจากการดิ้นรนกับทางจิตเเละสิ่งรอบข้างที่ค่อยจะดึงรั้ง
Tilottama1 reviewFollowFollowMarch 2, 2025หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่หนังสือ แต่เหมือนกระจกสะท้อนให้เรากลับมามองตัวเอง เต็มไปด้วยแง่คิดที่มีคุณค่า ช่วยเปิดมุมมองเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าหลายๆอย่าง ทำให้เรากลับมาตระหนักถึงพฤติกรรมตัวเอง ทั้งความคิดและอารมณ์ อีกทั้งยังช่วยให้เราเข้าใจในมุมมองของตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น
Pradthana Chakarahattagarn4 reviewsFollowFollowMarch 26, 2018ได้เรียนรู้ ได้ทำความเข้าใจ ไปจนถึงได้สำรวจตัวเองตลอดการอ่านหนังสือเล่มนี้
lonelypoppy55 reviews8 followersFollowFollowJuly 19, 2018เป็นหนังสือประสบการณ์ตรงของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในเรื่องราวจะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องตัวโรค เคมีในสมอง และความรู้สึกที่แท้จริงของผู้ป่วยการบรรยายของผู้เขียนทำให้สัมผัสได���อย่างลื่นไหล
Suwannee Duangmanee276 reviews7 followersFollowFollowJanuary 17, 2016การรับมือกับโรคไบโพลาร์ของหญิงสาวผู้หนึ่ง เขียนถึงสภาพจิตใจและแนวทางการรักษาเพื่อเป็นกำลังใจให้แก่เพื่อนร่วมโรคได้ดี เมื่ออ่านแล้วทำให้เข้าใจถึงสภาพจิตใจ สิ่งที่ผู้ป่วยเหล่านี้ต้องการคือกำลังใจ ไม่ใช่คำปลอบใจหรือความสงสาร
Zupiset8 reviewsFollowFollowAugust 14, 2016เรื่องจริงของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ที่ต้องเผชิญกับเรื่องราวแสนทุกข์ ถูกทิ้ง แท้งลูก เสียการเสียงาน เป็นหนังสือที่ไม่สามารถอ่านรวดเดียวจบได้ มันเศร้าเกินไป ใช้ภาษาง่ายๆ เรียบๆ ไม่มีอะไรหวือหวา แต่ทำให้รู้สึกหดหู่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
Aommie K.99 reviews22 followersFollowFollowFebruary 5, 2017ช่วงแรกๆของหนังสือ อ่านแล้วรู้สึกเศร้าตามเลยอะ อ่านได้เรื่อยๆ
Nichiesunny7 reviewsFollowFollowJuly 11, 2019หนังสือเล่มนี้ทำให้รู้ว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ จำไว้..!!??
Wannida125 reviews49 followersFollowFollowApril 29, 2017"ทำไมเดี๋ยวนี้ใครๆ ก็เป็นโรคซึมเศร้าวะ"เราเคยได้ยินประโยคนี้ลอยมาเข้าหู เราเองก็เห็นตาม แต่คิดว่าอาจเป็นเพราะพอเรารู้จัก รู้ว่า 'โรคซึมเศร้า' มีตัวตนอยู่ หลังๆ เราก็ชักจะมีแนวโน้มเห็นมันบ่อยกว่าเดิม เพราะเรารู้จัก(พอผิวเผิน)แล้วมากกว่าเราหยิบเล่มนี้มาอ่านเพราะเราอยากรู้จักโรคซึมเศร้าให้ลึกขึ้นในบรรดาคนบนโลกเจ็ดพันล้านคน มีอย่างน้อยหนึ่งพันล้านคนที่กำลังเผชิญกับโรคนี้อยู่ ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว"เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง" เป็นบันทึกประสบการณ์จริงของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า อ่านแล้วก็ทำให้เข้าใจสาเหตุ อาการ และวิธีที่คนนอกจะช่วยเหลือ และรับฟังผู้ป่วยโรคซึมเศร้า และค้นพบว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ไกลตัวเราเลยสิ่งสำคัญที่ผู้เขียนพยายามบอก เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับเพื่อนโรคซึมเศร้านร้ได้ คือ เข้ารับการบำบัดอย่างเข้าใจ ค้นหา สำรวจสภาวะจิตใจของตัวเอง อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นอย่างนี้ เข้าใจที่มาของอารมณ์ที่เกิดขึ้น เหมือนกับขุดปมตัวเอง ทำความเข้าใจ และยอมรับมัน เหมือนง่าย แต่ไม่ง่ายเลยซึ่งจริงๆ เราว่าการรู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้เป็นสิ่งสำคัญ ไม่เฉพาะแต่กับคนเป็นโรคซึมเศร้า กับคนทั่วไปก็ด้วย เราเคยนั่งคุยกับเพื่อน บอกว่าไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองเป็นอย่างนี้ ถึงได้รู้ว่าประสบการณ์ในวัยเด็กบางอย่างส่งผลมาถึงสภาวะอารมณ์ตัวเองในปัจจุบัน และพอเข้าใจก็พอจะรับมือกับภาวะของตัวเองได้ดีขึ้นบ้างอ่านจบเรานับถือในความเข้มแข็งของผู้เขียน และทำให้เราโรคซึมเศร้าอย่างเข้าใจ และใส่ใจมากขึ้น รู้ว่าควรจะรับฟังและปฏิบัติตนอย่างไร เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือและไม่ได้ทำร้ายหรือซ้ำเติมเค้าไปโดยไม่รู้ตัวread-in-2017