Peach P 📆📚105 reviews40 followersFollowFollowApril 21, 20232.5 ดาวอ่านเพลิน ๆ พอได้ รู้สึกว่าเป็นแนวcritical ดีเหมาะสำหรับคนที่ทดลองคิดแบบcritical thinking มีวิพากษ์ระบบสังคมโน่นนี่นั่นแฝงอยู่ในความดิสโทเปียไซไฟ แค่ตรงนี้ก็คิดว่าได้3ดาวแล้ว แต่มีจุดตัดคะแนนคืออออ1.มันเหล้าเก่าในขวดใหม่มาก ๆ อะ มันargument เดิมๆ ที่นักเขียนดิสโทเปียหลายคนเล่นมาแล้ว นักเขียนYAก็เล่นกันจนเกร่อไปหมดละ คือไม่มีความพลิกแพลง ความสดใหม่อะไรเลย ระดับการวิพากษ์มันยังหยุดอยู่ที่1984 ที่เห็นแค่นั้น แต่นั่นมันคลาสสิคไปแล้ว นี่มันปี2017แล้วอะ แอบคาดหวังอะไรที่ใหม่กว่านี้ เออระบบมันเหี้ย แล้วไงล่ะ จะทำอะไรต่อ คุณจะเล่นกับประเด็น us and the other ไงต่อง่ะ มันน่าสนใจมาก ๆ ลองมองตัวเครื่องมือที่ทำให้เกิดระบบชนชั้น/แบ่งแยกแบบนี้ขึ้นมาดีมั้ย น่าหนุกดีนะ จะทำยังไงกับhidden structural violence / social injusticeมันถูกnormalizedไปแล้วอะ ความคาดหวังคืออยากเห็นคำถามที่แหวก อยากให้เล่นจุดนี้มากกว่านี้ ต่างจากเรื่องอื่นๆในตลาดหน่อย คือจุดประสงค์สิงโตนอกคอกเหมือนอยากจะปลุกawareness คนอ่านคิดได้ตามนี้ก็โออยู่ โอเค คือจริงๆแล้วชั้นคาดหวังสูงไป คือนิยายบ้านเรา มีวิพากษ์อย่างงี้สักอันในยุคอย่างงี้ก็ดีมากแล้ว ตบปากตัวเอง ฮือ2. ไม่เนียน - บางเรื่องคือปูเรื่องสร้างโลกมา แต่พอถึงจุดพีคของเรื่อง แม่ง เรียบเลย คือกลายเป็นการตบกันด้วยการพูดปรัชญา/คำสอน/วาทกรรมที่ “ยัดไม่เนียน” ทำให้ความรู้สึกคนอ่านที่มันควรจะไหลไปตามภาษามันแบบ ห้ะ ฮืออ ยัดมาตรงๆงี้เลยอ่อ อืมมมม เราจะวิจารณ์ไม่แรง แต่รู้สึกว่ามันทำได้ดีกว่านี้นะ ปรัชญาน่าสนใจนะ ปรัชญาพุทธ สำนึกคิดของหุ่นยนต์อะไรงี้ ที่ไม่ชอบคือมันตัดอารมณ์เกินและยัดไม่เนียน สรุป เราอาจจะคาดหวังเกินไปกับคำว่านิยายรางวัลซีไรต์ จนรู้สึกว่าเออมันต้องมีดีอะไรเหนือคนอื่นดิ ไรแบบนี้ก็เป็นได้ เรื่องนี้ไม่ได้แย่นะ แต่อาจจะเป็นความคาดหวังของเราเองที่มันไปขยายความไม่เต็มอิ่มกับนิยายให้มันมากขึ้น สรุปคือ 2.5 ดาว แต่ว่าก็ว่าเหอะ รางวัลซีไรต์ที่ไม่มีเปิดเผยเกณฑ์คัดเลือกไรเลยนี่มันก็น่าเบื่อ ยุบไปเหอะ แม่ง ส่วนนิยายอันนี้ อย่างที่บอกไปถึงเราจะตินั่นตินี่ แต่สำหรับคนเริ่มใหม่งี้ นี่ถือว่าควรอ่านเลยนะ สำนวนดี เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา ช่วยฝึกความคิดด้วยEdit. ใครคิดว่าเราไม่ชอบซีไรท์ คิดถูกละ ไม่ชอบช่วงหลัง นักเขียนมาเห็นหรือแฟนคลับมาเห็นอย่าว่าเรานะ พูดไปตามความรู้สึกที่อ่าน สนุกดีค่ะ เพลินไปเรื่อย ๆ ได้ อ่านแล้วอย่าเสียกำลังใจ คำติคือเครื่องพัฒนาฝีมือ แน่นอนว่าทุกคำวิจารณ์มีอคติเป็นของตัวเองอยู่แล้ว คุณชอบอันไหนคุณก็เลือกเอาก็ได้ จะมาแลกเปลี่ยนความเห็นอะไรกับเราก็ได้นะ ป.ล. เราชอบนิยายนะ นิยายวายก็สนุกดีthai-books
top.511 reviews116 followersFollowFollowNovember 21, 2020การที่หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลซีไรท์ทำให้เกิดข้อกังขากับเกณฑ์การตัดสินพอสมควร หากไม่นับตอนปีไส้เดือนที่เสียงแตกเป็นสองฝั่ง เล่มสิงโตนี้ ดูเสียงจะไปทางลบซะเป็นส่วนใหญ่ อาจจะด้วยความคาดหวังของผู้อ่านเองด้วย ผมเองก็คาดหวัง เพราะส่วนตัวก็ชอบงานวายที่คุณเค้าเขียนเหมือนกัน รวมเรื่องสั้นเก้าเรื่อง เลือกเปิดด้วย "จะขอรับผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว" ซึ่งโดยการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างบีบคั้นและใจร้าย น่าจะสามารถช็อคผู้อ่านหลายคนได้พอควร ถือเป็นงานเปิดที่ดี แต่หลังจากนั้น เรื่องราวก็ซ้ำไปซ้ำมา เหมือนเปลี่ยนโลกเปลี่ยนรายละเอียดของตัวละคร แต่แก่นเรื่อง ประเด็นที่ต้องการสื่อยังเหมือนเดิม เปลี่ยนไพ่ขาว เป็นกุหลาบขาว เปลี่ยนกุหลาบขาว เป็นดวงตาสีขาว สร้างกองกำลังในโลกสมมุติมาไล่ล่ากลุ่มชนที่แตกต่างจากฝั่งตัว ภายใต้ค่านิยมความเชื่อเดียวกับยุคสมัยที่ชาวญี่ปุ่นยังไล่ล่าเผ่าไอนุ หรือการกวาดล้างเผ่าพันธ์ยิวไม่มีผิด อาจกล่าวได้ว่าการนำเรื่องสั้นที่มี "สาร" ใกล้เคียงกันแบบนี้มารวมต่อเนื่องกัน แม้จะสร้างโลกสมมุติใหม่ในทุกเรื่อง แต่กลับทำให้ผลงานทั้งหมดขาดความหลากหลายน่าติดตามไปอย่างน่าเสียดายอย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าหลายเรื่องจะสามารถมีศักยภาพมากกว่านี้ หากได้โอกาสพัฒนาเป็นเรื่องยาว โลกสมมุติเหล่านั้นอาจสร้างความน่าเชื่อถือให้เราได้มากกว่าความแฟนตาซีที่สื่อ "สาร" ออกมาอย่างตรงไปตรงมา และอาจจะเพิ่มความซับซ้อนให้ได้ขบคิด ถกเถียงกันมากกว่าที่เป็นอยู่ และถึงแม้หลายคนจะเห็นว่าผลงานเล่มนี้ไปไม่ถึงมาตรฐานของรางวัล แต่ผมไม่เห็นด้วยกับความเห็นประเภทที่แซะอายุผู้เขียน เด็กก็เขียนได้เท่านี้อะไรแบบนั้น ซึ่งผมมองว่าไม่สร้างสรรค์เลย เป็นความจริงที่ว่านี่คือผลงานของเด็ก และการวิเคราะห์ผลงานโดยอาศัยคุณลักษณะหรือชีวิตส่วนตัวของผู้เขียนจะไม่สามารถเลี่ยงได้ แต่ในเมื่อมันออกมาแล้ว มันวางแล้ว คุณอ่านแล้ว คุณติชมให้ก่อประโยชน์สิครับ ทุกคนพัฒนากันได้ทั้งนั้น ดีกว่าจะมาใช้คำเชือดเฉือนแบ่งกลุ่มเหยียดงานเด็ก งานผู้ใหญ่ มันไร้สาระมากอีกข้อนึง สิ่งที่ผมเห็นดีด้วยมากๆ คือการที่ซีไรท์เลือกเล่มนี้แหละ วงน้ำหมึกต้องลุกไหม้ ข้อครหา ข้อถกเถียงเกิดขึ้นมากมายเต็มไปหมด แม้ซีไรท์จะต้องหมดความน่าเชื่อถืออย่างสิ้นเชิงไปกับการตัดสินใจครั้งนี้ แต่คุณก็ทำให้เกิดการตั้งคำถามอันจะนำไปสู่การพัฒนาวงการหนังสือแลวงการสนามรางวัลในบ้านนี้เมืองนี้ได้อีกครั้งแล้วครับปล. เสียดาย "สมาชิกในหลุมหลบภัย" ที่ตอนจบไม่ก่อให้เกิดอะไรใดๆ เลย, อดัมกับลิลิธก็เหนื่อยและเอียนมาก พอ! แต่ชอบ "โอนถ่ายความเป็นมนุษย์" ขอรับ งานกึ่งๆ จะวายเรื่องนี้ผมให้ B บอกแล้วคุณเค้าต้องมาทางนี้
Ariya592 reviews72 followersFollowFollowMarch 29, 2018ขอเปิดวาร์ปไปที่ รีวิวคุณ Peach เพราะคิดคล้ายๆ กัน และขี้เกียจเขียนซ้ำเพิ่มเติมอีกนิดคือเรื่องประเด็นดิสโธเปียในเรื่องที่ผู้เขียนใช้เป็น theme หลักของเรื่อง น่าจะเพิ่มความซับซ้อนของสังคมมากกว่านี้หน่อย เข้าใจว่าเพราะ format ของเรื่องสั้นทำให้ไม่สามารถใส่ความซับซ้อนของบริบทสังคมได้ ทั้งที่จริงๆ แล้วถ้าเป็นเรื่องยาว น่าจะเขียนได้ลึก และสนุกกว่านี้ อีกอย่างที่น่าคิดคือ ถ้าเรื่องนี้เป็นตัวแทนของการนำเสนอยุคสมัยของคนรุ่นใหม่จริง (ทั้งอายุคนเขียนที่เป็นคนรุ่นใหม่ และปีที่พิมพ์หนังสือเอง) ความเข้าใจเรื่องอำนาจการกดขี่ของเนื้อเรื่องยังคงเน้นที่การกดขี่ การใช้กำลังของผู้ที่แตกต่างจากคนอื่น (ทั้งรูปร่าง สีผิว เพศ ฯลฯ) แต่ส่วนตัวแล้ว เราคิดว่าอำนาจมีความซับซ้อนและแฝงอยู่กับวัฒนธรรม และเรื่องเงินมากกว่า ถ้าลองคิดดูจริงๆ แล้ว แม้แต่สังคมเผด็จการทหารในประเทศตอนนี้ (และอำนาจที่อยู่เหนือกฎหมายไปอีก) ก็มาจากแรงจูงใจเรื่องอำนาจเศรษฐกิจทั้งนั้น การกดขี่คนกลุ่มน้อย หรือคนแตกต่าง มาจากความต้องการแย่งชิงพื้นที่เศรษฐกิจ และการทำเพื่อผลประโยชน์ของนายทุนที่มีอำนาจ แต่ดูเหมือนหนังสือจะแทบไม่ได้พูดเรื่องการครอบงำทางเศรษฐกิจนี้เลย เหมือนการละเลยไม่พูดถึง the elephant in the room ยังไงยังงั้น ไม่แน่ใจว่าการเขียนแบบแฟนตาซีไซไฟมันจะกระตุ้นให้เห็น "ความจริง" ในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด เพราะประเทศไทยตอนนี้ก็อยู่ในสภาวะที่เหนื่อจริงซะยิ่งกว่าจริง ความไม่มีเหตุผล และตรรกะในโลกจริงมันบิดเบี้ยวยิ่งกว่าในโลกสมมติ เราเลยรู้สึกว่าการเขียนโดยอ้างอิงโลกที่อยู่ห่างไกล มันแทบไม่มีพลังที่จะกระตุ้นการคิดต่อ หรือรู้สึก self-reflexive ต่อสังคมที่เราอยู่ได้มากเท่าไหร่เลย แต่มันเป็นสิ่งที่ mark fisher เรียกว่า ‘interpassivity' คือความย้อนแย้งที่ตัวบททำให้คนดูเออออไปกับอุดมการณ์ในเรื่อง แต่ไมไ่ด้สร้าง impact ต่อไปว่าสิ่งที่เป็นความโหดร้ายจากการกดขี่ในสังคมมันเกิดขึ้นจากอะไร หรือเราในฐานะคนอ่าน และผู้เขียนจะทำอะไรกับมันได้ นอกจากการเขียน และการอ่าน อย่าง passively, and presumably active เท่านั้น 2018
Sarawut Watpana12 reviews1 followerFollowFollowFebruary 6, 2018 ก่ายหน้าผากเลย ซีไรต์ได้แค่นี้เองเหรอ ไม่แปลกใจว่าทำไมระยะหลัง รางวัลนี้คุณค่าตกลงหรือได้รับความสนใจจากนักอ่านน้อยลงมาก ใช่ครับหลายคนอาจจะบอกว่ามันอ่านง่ายดี ผมไม่เถียง แต่ที่ง่ายเพราะว่านี่คือเรื่องระดับพื้นฐานมาก ยิ่งคนมีอายุอย่างผมเราเจอเรื่องแบบนี้มาเยอะแล้ว อ่านมาเยอะแล้วดีกว่านี้อีกเกลื่อนวงการหนังสือ มีคนเขียนดีกว่านี้เยอะแต่ไม่เห็นได้รางวัล เป็นเรื่องแฟนตาซีที่ไม่มีความสมจริง ตัวละครขาดจิตวิญญาณ การเขียนค่อนข้างทื่อมะลื่อสมแล้วที่ผู้เขียนเป็นเด็กอายุน้อย ทุกอย่างเหมือนตั้งโจทย์มามีตัวเลว มีตัวดี อยากสะท้อนอะไรก็แค่หาอะไรมาเปรียบเปรยหน่อย สร้างฉากไม่ให้เป็นโลกจริง ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยครับ อ่านประวัติเห็นคนเขียนมาจากเวทียังก์ไทยอาร์สติส ผมเคยอ่านเด็กๆ เขียนจากเวทีนี้ งานส่วนใหญ่ก็แบบนี้ทั้งนั้น ถึงได้ประหลาดใจว่างานนี้ดีกว่าคนอื่นอย่างไรถึงได้ซีไรต์ทั้งที่ไม่ต่างจากเด็กคนอื่นเลย กล่าวโดยสรุปเป็นเรื่องอ่านที่เหมาะกับมือใหม่ที่ไม่ค่อยได้อ่านเรื่องสั้น พอมาอ่านคุณก็คิดว่าดี เข้าใจง่าย แต่ถ้าคุณอ่านหนังสือมาระดับหนึ่งคุณจะพบว่าเห็นมาหมดแล้ว ไม่มีความสร้างสรรค์ใหม่แถมตัวละครยังเป็นแค่ตัวละครไม่สมจริง เดาว่าน้องคนเขียนคงประสบการณ์ชีวิตน้อยเกินไป อ่านอะไรมาก็เขียนไปแบบนั้น เด็กมองไม่ออก ผู้ใหญ่เรามองออกครับ แต่อายุยังน้อยมาก ได้โอกาสโชคดีกว่าคนอื่นเยอะที่ได้รางวัล หวังว่าผู้เขียนจะพัฒนาขึ้นในอนาคต แต่เท่าที่เป็นตอนนี้ให้ได้ไม่เกิน 1-2 ดาว ตามผลงาน
Suwitcha ChandhornAuthor 15 books90 followersFollowFollowAugust 2, 2018เรื่องสั้นเก้าเรื่องที่เปรียบเปรยและตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นเรื่องความแตกต่างทางสังคมและสถานะหลายประเด็น เราชอบวิธีการนำเสนอผ่านตัวละครและเรื่องในแนวนี้ รวมถึงบทสนทนาที่อ่านรื่น แม้บางเรื่องรู้สึกว่าอธิบายมากไป แต่โดยรวมแล้วเข้าใจประเด็นได้ง่ายดี อยากอ่านงานเขียนจากนักเขียนคนนี้อีกในอนาคตเมื่อเธออายุมากขึ้น4.5
Thanawat12 reviews2 followersFollowFollowFebruary 7, 2018โดยตัวหนังสือเรื่องระดับนี้เราให้ 2.5 ดาวมันเป็นงานระดับกลางๆ นักเขียนฝีมือระดับเริ่มต้นจะได้แบบนี้แหละ สะท้อนสังคมเรียบง่าย ถึงบอกว่าเป็นดิสโทเปียหรือแฟนตาซี แต่ไม่ใหม่แม้แต่น้อย เก่ามากเห็นมาเยอะ และทุกเรื่องอ่านดูจะเห็นว่าซ้ำซากมากมีแต่ให้ตัวละครเจอสังคมที่เซ็ทมาแบบแข็งโป๊ก ว่าควบคุมชีวิตแต่ตัวละครและฉากแห้งแล้งมากเหมือนดูการ์ตูน แล้วไอ้ปรัชญายัดเยียดบ้างก็ไม่ใหม่เลย ไปอ่านหนังสือต้นฉบับดีกว่าไหม เห็นด้วยกับบางคนที่บอกว่าเหมาะกับคนไม่มีประสบการณ์อ่านหนังสือเรื่องสั้น หรืองานซีไรต์เท่าไหร่ ก็จะมองว่าดี เพราะไม่รู้จะเอาไปเปรียบเทียบกับอะไร อ่านไปเห็นว่าได้รางวัลก็คิดว่าดีเองแต่ถ้าอ่านมาเยอะ จะรู้ว่าธรรมดามาก และขอให้ 1 ดาวเพราะว่าได้ซีไรต์ มันทำให้คาดหวังนะว่างานต้องดี ไม่ใช่เบสิกพื้นฐานแค่นี้
Cephalopodophil.98 reviewsFollowFollowMay 1, 2018ชอบความเป็นสากลของหนังสือเล่มนี้ เช่น ความเป็นดิสต์โทเปีย ฉากหลังในต่างประเทศ การอ้างอิงตัวบทของตะวันตก ผู้เขียนใช้การเล่าเรื่องแบบอุปมานิทัศน์เพื่อเสนอภาพปัญหาในสังคมที่เราทุกคนกำลังเผชิญอยู่ อย่างไรก็ดี แอบคาดหวังว่าจะนำเสนอปัญหาดังกล่าวได้ลุ่มลึกและซับซ้อนกว่านี้ ทั้งนี้เราไม่มีปัญหากับสำนวนภาษาที่ใช้ แม้จะติดกลิ่นนมเนยไปบ้างแต่ก็เข้ากันได้กับ setting ในเรื่องที่เน้นความเป็นสากล โดยรวมให้ 3 ดาว ถ้ามีงานชิ้นใหม่ออกมาก็จะตามอ่านแน่นอน
Ploysay199413 reviews2 followersFollowFollowMarch 17, 2018ฉันคิดเหมือนบางคนที่รีวิวก่อนหน้า ทั้งเล่มควรให้สัก 2-3 ดาว แต่พอเห็นว่าได้ซีไรต์ ด้วยยศตำแหน่งที่มีเทียบกับผลงาน ต้องให้ดาวเดียว เพราะไม่สมความคาดหวังที่มีเลย เนื้อเรื่องซ้ำเยอะมาก เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนตัวละคร เปลี่ยนของใช้แทนสัญลักษณ์ในเรื่องนิดหน่อยก็บอกว่านี่เรื่องใหม่แล้ว ยาว หนืด ไปเชื่อไปสังเกตดูสิ ทุกเรื่องคล้ายกันหมดเลย มีแต่เรื่องความดี - ความเลว ต่อต้านเผด็จการซึ่งเก่าเชยมาก แล้วตัวละครบทสนทนาแห้งแล้งมากก็เชื่อนะที่บอกว่าเป็นซีไรต์อายุน้อยที่สุด เพราะอ่านแล้วรู้เลยว่าประสบการณ์ชีวิตน้อย ไม่มีความใหม่ ไม่สร้างสรรค์
Polyj1,217 reviews95 followersFollowFollowFebruary 12, 2018รวมเรื่องสั้นของนักเขียนรางวัลยอดเยี่ยม นายอินทร์อะวอร์ดปี 2558 วรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน THE S.E.A. WRITE AWARD (ประเภทเรื่องสั้น ประจำปี 2560)ประกอบไปด้วยเรื่องสั้น 9 เร���่อง๑.จะขอรับผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว๒.ในโลกที่ทุกคนอยากเป็นคนดี๓.โอนถ่ายความเป็นมนุษย์๔.รถไฟเที่ยงคืน๕.อดัมกับลิลิธ๖.ซินเดอเรลล่าแห่งเมืองหุ่นยนต์๗.กุหลาบย้อมสี๘.สมาชิกในหลุมหลบภัย๙.สิงโตนอกคอกทั้งเก้าเรื่องนี้มีฉากหลังและโลกแตกต่างกันไป บางเรื่องเป็นแนวไซไฟ บางเรื่องแนวโลกสมมติ แต่ทุกเรื่องให้ความรู้สึกเหมือนกัน คือการตั้งคำถามในการใช้ชีวิตของคนในสังคม เป็นมุมมองที่รู้สึกว่า คนเขียนอยากจะสะกิดสะเกาให้เราหันมามองตัวเองและสังคมในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องว่า เราถูกล้างสมองหรือเปล่า เราถูกสอนมาให้ทำตามผู้ใหญ่จนไม่มีความคิดเป็นของตัวเองหรือเปล่า เราเชื่อผู้นำจนเหมือนกบอยู่ในกะลาไหม ... แหะๆ หรือการที่สังคมมีการแบ่งแยกชนชั้นแล้วก่อให้เกิดความขัดแย้ง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่จบแบบปลายเปิดให้คนอ่านได้คิดต่อ ไม่ถึงกับมีเรื่องหักมุมให้แปลกใจ โดยรวมรู้สึกว่าแต่ละเรื่องที่อ่านมันมีความคล้ายกันในแก่นเรื่องอยู่ค่ะ พออ่านเรื่องหลังๆ เลยชักจะไม่ค่อยตื่นเต้นอะไร แบบว่ามันเหมือนดึงความคิดความรู้สึกเดิมๆ ที่เพิ่งผ่านไปตะกี้ออกมาอีก ย้ำๆ อาจจะเป็นที่การเลือกเรื่องแนวเดียวกันของนักเขียนคนเดียวกันมารวมเล่มด้วยมั้งคะ คิดว่าถ้าอ่านแบบทีละเรื่องห่างๆ กันน่าจะรู้สึกประทับใจกว่านี้เยอะเลย read-2018
รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์Author 11 books109 followersFollowFollowJanuary 16, 2018ผมชอบความกล้าหาญของคณะกรรมการซีไรต์ที่เลือกหนังสือเล่มนี้สิงโตนอกคอกเป็นแฟนตาซีวัยรุ่นขนานแท้ ทิ้งคราบตัวละครแบบมานะ มานี เพราะทั้งภาษา ลีลา และชื่อตัวละคร ต่างก็แทบไม่เหลือคราบของเรื่องสั้นตามขนบ แต่เต็มไปด้วยรสของนวนิยายอย่างหัวขโมยบารามอส แซซ หรือไวท์โรดส่วนตัวชอบทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องแรกที่ผมว่าผู้เขียนใจร้ายไปหน่อย และบีบบังคับสถานการณ์แบบไม่รอบคอบนัก คืออ่านแล้วขัดใจขัดใจยังไง?ก็แหม ฉากเซ็ตติ้งในเมืองที่มีฤดูหนาวโหดร้าย จนต้องเอาหนังสือล้ำค่ามาเผา แต่พอฤดูร้อนกลับมีพ่อค้ามาค้าขาย ไม่ได้ดูโดดเดี่ยวอย่างที่คิด ทำให้สงสัยว่า อ้าวเฮ้ย ถ้ามีการเทรดในหน้าร้อน ทำไมชาวเมืองไม่ซื้อของแห้งมาตุนฟระ (ก็ดูไม่ได้จนเท่าไหร่) จะมาอดอยากแทบตายในหน้าหนาวทำไม หรือถ้าจนก็ขายของล้ำค่าในเมืองไปสิฟระ
Jaylevelup11 reviews3 followersFollowFollowApril 2, 2018คิดเหมือนบางคนว่ามองภาพรวมทั้งเล่มน่าเบื่อมากไม่ใช่น่าเบื่อเพราะเป็นหนังสือแนวรางวัลซีไรต์นะแต่เพราะนี่เป็นหนังสือที่น่าเบื่อ เรื่องสั้นซ้ำซากมีเป็น 10 เรื่องแต่อ่านแล้วรู้สึกเหมือนมีอยู่ 2-3 แบบวนเวียนไปมา แสดงถึงการไม่มีความสร้างสรรค์ของผู้เขียน ไม่รู้ว่าคัดเลือกมาได้ยังไง ปกติเรื่องแค่ระดับนี้ตกรอบแรกไปแล้ว นี่กรรมการคิดยังไงให้มาถึงขั้นนี้มาประจานมาตรฐานแย่ๆ ของทั้งคนเขียนและคนคัดได้
Ninnartsang10 reviews1 followerFollowFollowMarch 21, 2018น่าเบื่อ ธรรมดา ยืดยาด ขาดความใหม่ ไม่สร้างสรรค์ อ่อนหัด คิดว่าเป็นหลุมดำหลุมใหญ่ของประวัติศาสตร์รางวัลซีไรต์และทำให้ฉันกังขาความสามารถทักษะการอ่านของกรรมการที่ให้เรื่องที่แสนธรรมดาผ่านรอบคัดเลือกมาได้ด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงให้ชนะ
Fantine22 reviews4 followersFollowFollowMarch 26, 2018ผิดหวังกับซีไรต์ มันไม่ใช่หนังสือที่แย่หรอกนะ ถ้าอ่านเฉยๆมันก็โอเค แต่ด้วยความว่าเรื่องนี้ได้ซีไรต์ ก็เลย ผิดหวัง ผิดหวังอย่างมาก
J12 reviews2 followersFollowFollowAugust 15, 2018ก่อนอื่นขอชื่นชมความตั้งใจในการถ่ายทอดหลากหลายประเด็นเกี่ยวกับความบกพร่องในใจมนุษย์นะคะ สำหรับเยาวชน หนังสือเล่มนี้คงเป็นเหมือนนิทานเนื้อหาหนักหน่วงเล่มหนึ่งที่ช่วยจุดประกายความสงสัย ให้เขาได้สังเกตเห็นความน่ารังเกียจที่ทอดวางอยู่ทั่วไปบนโลก นำพาไปสู่ความตระหนักรู้ ซึ่งเพียงเท่านั้นก็นับว่าหนังสือได้ทำหน้าที่ของมันอย่างดีแล้วแต่อย่างที่บอกค่ะ เรามองหนังสือเล่มนี้เป็นนิทานสำหรับเด็กในมุมมองของเราที่อ่านงานเขียนแนวนี้มาบ้างพอสมควร เรามองว่าสำนวนบรรยายของเล่มนี้ทั้งห้วนและทื่อ ตัวละครเองก็เช่นกัน ดูไร้จิตวิญญาณ ว่างเปล่า บทสนทนาค่อนข้างแห้งแล้ง บางจุดใช้ภาษาพูดกับภาษาเขียนปะปนกัน บางจุดจบประโยคด้วยคำคำเดิมซ้ำ ๆ ภายในไม่กี่บรรทัด จนอ่านแล้วสะดุด บางรายละเอียดขัดแย้งกันเอง ในส่วนของเส้นเรื่องก็เดาได้ง่ายเกินไป การดำเนินเรื่องมีช่องโหว่ เนื้อหาไม่มีความแปลกใหม่ วนเวียนจำเจ จำเจทั้งในแวดวงวรรณกรรม และในตัวเล่มเอง ซึ่งล้วนใช้การดำเนินเรื่องแบบเดิม จนเราอ่านแล้วรู้สึกล้า แม้เข้าใจดีว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไร เพราะคนอ่านแทบไม่ต้องเหนื่อยตีความเลย แต่อาจเป็นเพราะมันโผงผางตรงไปตรงมาแบบนั้นด้วย สำหรับเราที่ชอบความซับซ้อน ชอบขบคิดหาความนัย เลยไม่ค่อยชื่นชอบเท่าไร เพราะชอบเนื้อเรื่องที่ใส่ประเด็นเข้ามาอย่างแนบเนียน ลึกซึ้งได้โดยไม่รู้สึกว่าโดนยัดเยียดมากกว่าและเนื่องจากได้รางวัลซีไรต์ เราคาดหวังความงดงามของภาษา ตัวบทที่นำเสนอได้เฉียบคม รสตกตะกอนลุ่มลึก และบางอย่างที่เกินความคาดหมาย มากกว่าเล่มอื่น ๆ ความผิดหวังเลยมีมากตามไปค่ะยังไงก็ตาม หากนักเขียนมาอ่านเจอ เราต้องขอโทษด้วยนะคะหากติมากเกินไปจนอาจทำให้ขุ่นเคืองใจ แต่ขอให้เก็บคำวิจารณ์ไปไตร่ตรองและเขียนงานให้เติบโตต่อไปนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
Kas Ch9 reviews1 followerFollowFollowDecember 26, 2017ดีที่เอาเรื่อง "จะขอรับผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว" ขึ้นเป็นเรื่องแรก เนื้อหาท้าทาย ชวนให้สำรวจจิตใจตัวเองดี แล้วก็ทำให้อยากอ่านต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเอาเรื่องอื่นขึ้น หรือถ้าบ้าจี้ไปอ่านเรื่องสิงโตนอกคอกก่อน คงไม่อยากอ่านที่เหลือเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่นี่ cliche เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ setting แนว dystopia/fantasyโอเค ที่จริงก็รู้สึกว่า Sea Write ก็จะประเด็นประมาณนี้ เรื่องการกดขี่ ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาคทั้งทางชนชั้น ทางเพศ หรือทางสถานะ เรื่องเบื้องลึกในจิตใจคน ฯลฯ แต่อาจจะเป็นเพราะเรื่องอื่นๆมันเป็น setting กรุงเทพ/ประเทศไทยมั้ง เราเลยรู้สึกว่าเ��า relate ได้ รู้สึกว่า โห แม่งจริงมากอ่ะ โดนมาก ในขณะที่สิงโตนอกคอกเรื่องมัน distant/vague มันเลยไม่ได้เข้าถึงหัวใจเรามากขนาดนั้น แล้วบวกกับการที่ idea เรื่องปัญหาทาง การเมือง สังคมมันพูดถึงบ่อยๆทุกวันอยู่แล้ว มันเลยยิ่งทำให้รู้สึกชินชา เราเลยไม่ได้ ว้าววว มากขนาดนั้นอีกอย่างคืออึดอัดกับภาษานมเนย มันก็ดีอ่ะ การอธิบายโดยภาษาแบบนี้บางทีมันก็ง่าย จบ ตรงๆดี แต่เวลาอ่าน Sea Write เราชอบ/คาดหวังความรู้สึกแบบเออ คนเขียนแม่งโคตรเก่งภาษาไทย ชอบเวลาที่คนเขียนสามารถ surprise เราได้ด้วยการใช้คำสวยๆ การอธิบายแบบสวยๆ ละเมียดๆ แสดงให้เห็นว่าภาษาไทยไม่ใช่ภาษายากจน ตรงกันข้าม มันร่ำรวยมากพอที่จะใช้อธิบายอะไรๆได้ ทะลุเข้าไปในหัวใจด้านๆของเราได้ ซึ่งแปลกมากที่สิงโตนอกคอกไม่เป็นแบบนั้นเลยยย ในฐานะ Sea Write แต่ก็ไม่แปลกมากถ้ามองว่าคนเขียนเกิดปี 1992 อิอิ :P
Muggle Mat166 reviews15 followersFollowFollowOctober 25, 2018เป็นซีไรต์ที่อ่านง่ายเล่มนึงเลย เหมือนกำลังอ่านวรรณกรรมแปลอยู่ แต่นี่คือฝีมือของนักเขียนไทย อายุแค่ 25 ตอนเขียนบางเรื่องก็คงน้อยกว่านี้อีก ขอชื่นชมนักเขียนเลย เขียนเก่ง.สิงโตนอกคอก เป็นหมวดรวมเรื่องสั้น 9 เรื่อง ที่แต่ละเรื่องน่าประทับใจต่างกัน แม้มันจะดูอุดมการณ์ไปหน่อย แต่ก็ชวนอ่านไปตามบริบทที่สร้าง บางเรื่องก็แฟนซีหลุดโลกไปเลย แต่โดยรวมคือโอเค อิน! เอาแค่เรื่องแรก #จะขอรับผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว ก็ดิ่งหัวใจสุดๆ แล้ว ปิดท้ายด้วย #สิงโตนอกคอก ยิ่งกัดกินหัวใจเข้าไปอีก.แต่ละเรื่องสะท้อนชีวิตของคนในสังคม ชีวิตจริงๆที่หลายๆคนไม่กล้าตั้งคำถาม ความเห็นแก่ตัว ความเป็นมนุษย์ เอาจริงๆนะ แม้บางเรื่องเราจะกล้าถามขึ้นมา แต่ในหัวใจก็ยังไม่กล้าตอบคำถามนั้น เพราะลึกๆแล้วเราก็ยังมีความเห็นแก่ตัว เห็นแก่พวกพ้อง จึงไม่กล้าเสียสละ ไม่กล้าร้องเรียกหาความยุติธรรมที่แท้จริง
Natt Cham176 reviews51 followersFollowFollowJanuary 22, 2018อ่านแบบบันเทิง เขียนได้สนุกเพลินๆ. มีศิลปในการเล่าเรื่องในลักษณะสากล ทำให้น่าสนใจ น่าติดตาม อ่านได้ทุกวัย ไม่ต้องไปยึดติดกับบริบทที่บางคนพยายามยึดโยงให้มากความแฟนนิยายแฟนตาซี และไซไฟ มิควรพลาดcollections fantasy sci-fi ...more
เอกภพ สิทธิวรรณธนะAuthor 6 books36 followersFollowFollowFebruary 14, 2018เรื่องสั้นทั้งเก้านับว่ามีประเด็นที่เข้มข้นและน่าสนใจ หลายชิ้นเป็นเรื่องสั้นแนว Soft Sci-fi ที่อ่านเพลินเกินคาดหมาย ชอบเรื่องสั้นเรื่องแรกและเรื่องสุดท้ายของหนังสือ ที่นับว่าผลักเรื่องไปได้ไกลพอสมควร สำรวจความเป็นมนุษย์ในสถานการณ์สมมติอย่างน่าติดตามผู้เขียนเล่าได้เก่ง ผูกปมวางโครงสื่อแนวคิดได้ดี หากแต่หลายเรื่องมีตอนจบที่ชวนเสียดายอยู่บ้าง กับเนื้อเรื่องที่อุตส่าห์ปูมาเป็นอย่างดีแล้ว หากไม่คาดหวังมากกับคุณภาพการคัดสรรของรางวัลซีไรต์ สิงโตนอกคอกนับเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่คุ้มค่ากับการอ่าน และดูจะสื่อสารได้ดีกับนักอ่านรุ่นใหม่ ที่สอดแทรกประเด็นสังคมการเมืองที่น่าคิดได้พอเหมาะ ไม่หนักหรือยืดเยื้อเกินไป
Taweepong Santipattanakul119 reviews4 followersFollowFollowAugust 4, 2025ถามว่าเรื่องไหนที่อินมากที่สุด ก็ต้อง "จะขอรับผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว" ทันทีที่อ่านจบผมก็อ่านซ้ำอีกรอบ วันถัดไปก็อ่านอีกรอบ เป็นรวมเรื่องสั้น 9 เรื่อง สะท้อนปัญหาและโครงสร้างในโลกจริง เล่าแบบกระชับ เข้มข้น สนุกมากครับ ถึงจะเป็นเหตุการณ์ในโลกสมมุติแต่มันรู้สึกใกล้และรู้สึกจริงมากครับ 2025
Kumlaifact12 reviews2 followersFollowFollowJune 25, 2018ผิดหวังค่อนข้างแรงอ่ะ เห็นได้ซีไรต์งานระดับธรรมดามากๆ
Midnightcat12 reviews2 followersFollowFollowDecember 11, 2017ตอนที่ทราบว่าหนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลซีไรต์ปี 2017 ก็อ่านไปประมาณครึ่งเล่ม เลยได้โพสต์ลง facebook ไปว่า ชอบเรื่องสั้น "จะขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว" มากที่สุด แต่สุดท้ายเมื่ออ่านจนจบเล่มก็พบว่า ชอบ "อดัมกับลิลิธ" มากที่สุด เพราะอะไร เพราะว่า เทคนิคการเขียนมันดีมาก มันจะเกร๋ๆหน่อย อ่านตอนแรกจะไม่คิดว่าจะจบแบบนี้ เพราะว่าเรื่องที่ผ่านๆมาของเล่มนี้ เดาตอนจบได้ไม่ยากเย็นนัก แต่เรื่อง "อดัมกับลิลิธ" มันจะงงๆในช่วงต้นและค่อยๆคลี่คลายในช่วงปลาย คือพอดีได้อ่านรีวิวของคนอื่น บางท่านก็บอกว่า คาดหวังว่าหนังสือที่ได้ซีไรต์มันจะดีกว่านี้ ต้องบอกแบบนี้นะ นี่ก็อ่านซีไรต์ทุกเล่ม ตั้งแต่เขามีรางวัลนี้อุบัติขึ้นมาบนโลกใบนี้ก็ตามอ่านมาเรื่อย อ่านตั้งแต่ลูกอีสานจนยันวันนี้ ปีนี้ ขอบอกว่า นักเขียนไทยมีความเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก โลกทัศน์กว้างขึ้น การวิพากษ์วิจารณ์ก็กล้ามากขึ้น บางเล่มนั้นอ่านแล้วเหมือนบรรลุธรรม แต่มองอีกมุมหนึ่งเหมือนอยู่ในกรอบของศาสนา (ไม่ได้หลบหลู่นะคะ แค่พยายามแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยมันเปลี่ยนไปและเราสามารถเห็นได้จากงานของนักเขียนซีไรต์) แต่มาวันนี้ ต้องบอกว่า งานของนักเขียนไทยนั้นหลุดจากกรอบทุกกรอบและกลับมาวิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างชัดเจนมากๆ มีคนบอกว่าวิพากษ์ วิจารณ์แต่ไม่มีทางออก นี่ไม่ได้เป็นแฟนคลับ แต่แค่บอกว่า ต้องให้เขียน 1 2 3 4 ว่าจะทำอะไรต่อแบบสังคมสำเร็จรูปอย่างที่อยู่ใช่ไหม การเสพงานศิลปะ มันมีนัยยะแฝง แล้วสังคมก็ใหญ่กว่าใครคนใดคนนึงจะแก้อะไรได้หมดทุกอย่าง สิงโตนอกคอก มันถึงต้องนอกคอก และนี่คือทางออก ถึงแม้ว่าการนอกคอกจะทำให้เจ็บปวด และถึงกับจะตาย แต่ก็เลือกแล้วที่จะเป็นสิงโตที่นอกคอก เหมือนพี่ตูนที่เขาออกวิ่งไง อย่าโยนความผิดของคนทั้งประเทศให้ใครคนใดคนหนึ่งแก้ปัญหาอีกต่อไปเลย นี่ไปไกลได้ถึงเพียงนี้ กลับมาที่ "อดัมกับลิลิธ" ชอบที่สุดท้ายชะตากรรมก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ชอบคิดว่าจะท้าทายมันได้ เปล่า สุดท้าย มนุษย์ก็ไม่ได้หนีออกไปไหนได้ สุดท้ายก็กลับมาจุดเดิม ชอบตรงนี้แหล่ะ ชอบที่เขาคิดว่าเขาไม่ได้เป็นคนอย่างที่เขาเกลียด และเขาก็ไม่สามารถไม่เป็นได้ สุดท้ายเขาก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไป ดังนั้น สิงโตนอกคอก มันถึงพีคไง นั้นเลือกที่จะเป็น ถึงแม้ว่ามันจะนอกคอก แต่ก็ก็เลือกแล้วโอเค หนักไปหน่อย ก็นักเขียนเขียนเรื่องหนักๆ แล้วก็จะแอบคิดว่า อ๋อ ถ้าอยากได้ซีไรต์ต้องเขียนงานแนววิพากษ์สังคมถึงเพียงนี้เหรอวะ มันก็ไม่เ���มอไปนะ บางครั้งเขียนเรื่องครอบครัว แต่ก็สามารถกระทบทั้งสังคมได้เหมือนกัน มันก็ขึ้นอยู่กับคนเขียนและคนตัดสินมากกว่า อย่างเช่น ความสุขของกะทิ (ไม่ต้องคิดว่ามันอิงการเมืองเพราะกรรมการในยุคนั้นนะ ถ้ามันเป็นจริง ก็ต้องปลงแหล่ะ ไม่มีอะไรในโลกแฟร์ 100%หรอกใช่ม่ะ AI จัดการปกครองเลย มันจะแฟร์จนกลัวกันเลยอ่ะ) ก็เป็นเรื่องครอบครัว แต่เทคนิคการเขียนค่อนข้างธรรมชาติดี หลายคนอ่านก็รู้สึกร่วม เอาเป็นว่า ควรอ่านไหมเล่มนี้ อ่านเถอะ นักเขียนเขามีความสามารถดีนะ ทำการบ้านเยอะ แล้วเขียนได้หลากหลาย ซ่อนอะไรไว้หลายชั้น ถือว่าเป็นนักเขียนอีกแนวนึงในบ้านเราค่ะ
Decimo166 reviews4 followersFollowFollowSeptember 26, 2024"แกเป็นไปตามธรรมชาติ แกมากกว่าที่ควรจะมาอยู่ที่ตะแลงแกงนี้" ขอล้อง สำนวนเหมือนเขียนเป็นภาษาอังกฤษแล้วค่อยมาแปลไทยอีกที แกรมม่าอิ้งมากกกทุกเรื่องเนื้อหาเดิม ๆ แทบจะเรื่องเดียวกันอยู่แล้ว ตัวเอกแต่ละคนก็ขี้ขลาดเหลือเกินแล้วไม่โดดเด่นอะไรจากกันเลย บอกว่าตัวเอกทุกคนในเรื่องนี้คือคนเดียวกันก็เชื่อเรื่องแรกชอบนะ ชอบมากกก แต่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาคือแย่ลงทุก ๆ เรื่อง
mytm244 reviews1 followerFollowFollowJuly 21, 2018ถ้ามันเป็นเรื่องสั้นธรรมดาเราว่ามันก็โอเคนะ กลางๆ แต่พอเป็นซีไรท์เลยรู้สึกว่ามันน่าจะมีอะไรมากกว่านี้ เลยผิดหวัง เราว่ามันทื่อมากๆ ไม่ค่อยสร้างสรรค์ แปลกใหม่เท่าไหร่เลย บางช่วงก็เหมื���นยัดข้อมูลใส่เข้ามาเฉยๆ ดูพยายามให้คนอ่านรู้สึกตามไปหน่อย
Akarapol Padungdit7 reviews1 followerFollowFollowJanuary 30, 2018จะจบเดือนแล้วยังไม่ได้ลงเลย อ่านจบตั้งแต่กลางเดือนละสิงโตนอกคอกเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นดิสโทเปียจำนวน 9 ตอน คำนิยมกล่าวว่าหนังสือเล่มนี้อ่านเผิน ๆ ก็จะเป็นนิทาน เรื่องแต่งทั่วไป แต่ถ้าอ่านให้ลึกลงไปจะเหมือนกระจกราว ๆ สองหรือสามตอน คาดว่าน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจาก 1984 เต็ม ๆ เมื่อเริ่มแต่ละตอนจะมีเชิงอรรถกำกับไว้ว่าตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อไหร่ ได้รางวัลอะไร หรือตีพิมพ์ครั้งแรก ตอนที่ชอบที่สุดคือ "จะขอรับผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว" กับ "อดัมกับลิลิธ"คิดว่าถ้าเอาไปเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของนักเรียนชั้นมัธยมน่าจะดี อ่านง่าย ประเด็นที่นำเสนอชวนให้เกิดการถกเถียง กระตุ้นให้เกิดการวิเคราะห์และแสดงออกทางความคิดได้2018
Saki Rook a Bead81 reviews15 followersFollowFollowDecember 12, 2017เป็นหนังสือรางวัลซีไรต์ที่อ่านง่าย (ซีไรต์บางเล่ม เราเข้าไม่ค่อยถึง)เรื่องสั้น 9 เรื่อง สนุกทุกเรื่อง อย่างไรก็ตามบางเรื่องพล็อตซ้ำแนวดิสโทเปียทั่วไป แต่บางเรื่องก็ประทับใจ โดยส่วนตัวชอบเรื่องแรกมากที่สุด เป็นเรื่องของการบิดเบือนเหตุผลที่แท้จริง การเอาตัวรอด ป้ายความผิด อ่านแล้วประทับใจแบบเจ็บปวด สำนวนการเขียนน่าติดตาม ไม่เบื่อเลย แม้ว่าบางเรื่องพล็อตง่ายแบบเดาเรื่องได้จนจบผู้เขียนยังอายุไม่มาก น่าประทับใจที่เค้าสามารถเขียนได้ลึกซึ้ง
Chawanat100 reviews20 followersFollowFollowMarch 2, 2018เล่าสนุก ชวนติดตาม สำนวนภาษาอ่านง่าย ตรงไปตรงมา แถมไอเดียในบางเรื่องยังน่าสนใจมาก ติดอย่างเดียวตรงที่ผู้เขียนพยายามสรุปข้อคิดหรือโชคชะตาของตัวละครในแบบที่สำเร็จรูปมากเกินไป เลยทำให้แทนที่จะอิ่มและอร่อย กลายมาเป็นเลี่ยนตอนท้ายไปเกือบทุกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นก็รู้สึกชื่นชมในความสามารถของผู้เขียน (ซึ่งอยู่ในวัยไล่เรี่ยกับเรา) มันมีสปิริตบางอย่างของคนในเจเนอเรชั่นเราสะท้อนอยู่ในเรื่องเล่าเหล่านั้น แม้จะไม่ถูกใจทั้งหมดก็ตาม
Bow_jang16 reviewsFollowFollowJuly 24, 2018แค่พอใช้ได้ เห็นด้วยกับหลายคนว่าได้รางวัลซีไรต์ได้ยังไงเรื่องทั้งเล่มธรรมดาไป ซ้ำใช้มุกเดิมเยอะมากด้วย
Savagerecore17 reviews3 followersFollowFollowJuly 29, 2018ธรรมดาเกินไป อ่านแล้วรู้เลยว่างานมือใหม่คิดถึงที่เคยมีคนเล่าให้ฟังว่าซีไรต์ปีนี้มีนอกมีในคัดเล่มดีๆ ตกรอบ พอคนชนะได้แค่นี้ก็คิดว่าคงจริง
Sahathust Num406 reviews5 followersFollowFollowAugust 28, 2022ชอบมาก หนังสือเล่มนี้ออกแนว ไซไฟ ปรัชญา จิตใจที่มืดมน ดำดิ่ง ตกใจที่เห็นผู้เขียนยังอายุน้อยแต่จินตนาการก้าวไปไกลมาก สนุกทุกเรื่อง ยอดเยี่ยมจริงๆ
Mary Zhang16 reviews2 followersFollowFollowSeptember 4, 2019คำอุทิศจากหนังสือรวมเรื่องสั้น: “แด่ ทุกคนที่เจ็บปวดแด่ ทุกคนที่ถูกไล่ล่าแด่ ทุกคนที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ” เมื่อเราอ่านหนังสือเรื่องนี้จบ แล้วย้อนมาอ่านคำอุทิศ ก็เข้าใจได้ว่า ผู้เขียนน่าจะหมายความตามนี้จริง ๆ“สิงโตนอกคอก” เป็นผลงานรวมเรื่องสั้นของจิดานันท์ เหลืองเพียรสมุทร ที่ได้รับรางวัลซีไรท์พ.ศ. 2560 เมื่ออ่านจบแล้วรู้สึกว่าหนังสือเรื่องนี้ควรค่าแก่การได้รับรางวัลจริง ๆ ถึงแม้ในแต่ละตอนมีพล็อตเรื่องที่คล้าย ๆ กันเกี่ยวกับสังคม การเมือง ความเหลื่อมล้ำ ชนชั้น การถูกผลักไสให้เป็นคนชายขอบ หรือสภาวะการที่บีบบังคับให้คนกลายเป็นปัจเจก หรือแม้กระทั่งการย้อนคิดเพื่อตั้งคำถามและหาคำตอบให้กับตัวเองเรื่องการมีชีวิตอยู่ โดยรวมแล้วนั้นเรียกได้ว่าเป็นหนังสือแนวดิสโทเปียอย่างสมบูรณ์แบบก่อนที่เราจะพูดถึงเนื้อหาในหนังสือเรื่องนี้ เราขอพูดถึงสำนวนภาษาที่ใช้ในการเขียนของจิดานันท์ เราชอบวิธีการเขียนที่ผู้เขียนเลือกเขียนในแบบหนังสือแปล อันนี้เราไม่แน่ใจว่าเป็นเทคนิคการเขียนวรรณกรรมที่มีชื่อเรียกว่าอะไร หรือเป็นความตั้งใจหรือเป็นสไตล์ของผู้เขียนเอง แต่เมื่อได้อ่านแล้วทำให้เราย้อนกลับไปดูหน้าปกอีกครั้งว่าคือผลงานนักเขียนไทย ทำไมสำนวนการเขียนช่างเหมือนหนังสือแปลมาก ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นที่เห็นได้ชัดคือชื่อตัวละครมักจะไม่ใช่ชื่อภาษาไทย จะเป็นชื่อภาษาอังกฤษบ้าง รัสเซียบ้าง อาจจะด้วยความรู้ของผู้เขียนที่เรียนด้านภาษาตะวันตกมาด้วยส่วนหนึ่ง แต่ถึงแม้การประพันธ์จะมีลักษณะคล้ายงานแปล แต่มันก็เป็นงานแปลที่ลื่นไหลมาก เทคนิคการเขียนแบบนี้ทำให้บรรยากาศการอ่านหนังสือของนักเขียนไทยของเราเปลี่ยนแปลงไป เราจะคาดหวังบริบทหรือสถานการณ์ในเรื่องเป็นอะไรที่คุ้นเคยในวรรณกรรมไทย แต่ในรวมเรื่องสั้น “สิงโตนอกคอก” นี้ทำให้เราเห็นบรรยากาศ “แบบอื่น” ที่ไม่ต้องเป็นงานแปลก็สามารถทำให้ผู้อ่านเห็นบริบท สภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่ไทยได้ (ถึงแม้ในแต่ละตอนก็สถานการณ์คล้าย ๆ เมืองไทยก็ตาม)อีกอย่างหนึ่ง ในเรื่องสั้นชื่อ “ในโลกที่ทุกคนอยากเป็นคนดี” หน้า 45 จิดานันท์มีการเขียนเชิงอรรถของหนังสือ “กฎระเบียบเพื่อความสงบเรียบร้อยในสังคม โดยรัฐบาลโลก” และ “ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับไพ่” ที่อยู่ในห้องสมุดประชาชน ซึ่งเชิงอรรถที่อยู่ในหนังสือดังกล่าวนั้นเป็นหนังสือที่อยู่ในเรื่องสั้นอีกทีหนึ่ง การที่ผู้เขียนเขียนเชิงอรรถของหนังสือลงไปในเรื่องสั้นนั้น ทำให้หนังสือ (ในเรื่องสั้น) เหล่านั้นดูเสมือนว่ามีอยู่จริง เรื่องสั้นเรื่องนี้เกี่ยวกับการตัดสินความดีความชั่วอันเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของคนดี คนที่ถูกระบุว่าเป็นคนดีนั้นสามารถลงโทษประหารชีวิตคนที่ถูกตีตราว่าเลวได้ (ซึ่งเครื่องมือในการระบุว่าใครคนเป็นดีหรือคนเลวคือไพ่ที่ทุกคนต้องมีพกติดตัว ปกติไพ่จะมีสีขาว สีไพ่จะเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อทำความผิดหรือความเลว) และสิ่งนี้คือสิทธิ์คนดีที่จะปฏิบัติต่อคนเลวโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ในทางกลับกันการฆ่าผู้อื่นมันคือความชอบธรรมอย่างไร ถ้าในเมื่อสมมติว่ามีคนที่ถือไพ่สีขาวจะทำร้ายเรา และเราก็มีไพ่สีขาว เราจึง��้องกันตัวเองก่อน เมื่อเราทำร้ายฝ่ายตรงข้ามก่อนไพ่เราก็จะเปลี่ยนสีเป็นสีดำทันที ดังนั้นอีกฝ่ายจึงมีความชอบธรรมในการลงโทษหรือประหารคนถือไพ่สีดำ เห็นได้ชัดว่าเฉพาะคนดีเท่านั้นที่สามารถฆ่าคนเลวได้ ไม่มีสีเทา ไม่มีตรงกลาง ไม่มีการประนีประนอม นอกจากนี้เรื่องสั้นยังนำเสนอเกี่ยวกับระบบการศึกษาของรัฐบาลที่เป็นตัวหล่อหลอมให้ประชาชนไม่ตั้งคำถาม ไม่คิดสงสัยต่อกฎระเบียบสิทธิความชอบธรรมอันนี้ เพราะหากความสงสัยเกิดขึ้น ไพ่ของบุคคลนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีดำและจะถูกประหารโดย “คนดี”เมื่อนำเรื่องสั้นเรื่องนี้กลับมาย้อนมองสังคมไทย คนไทยแต่ละคนไม่มีไพ่เป็นตัวกำหนดว่าใครดีหรือเลว ใครสมควรถูกลงทัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำในสังคมบางอย่างก็ปรากฎอย่างเห็นได้ชัดว่ากลุ่มคนบางกลุ่มถูกเลือกปฏิบัติในอีกมาตรฐานหนึ่งอย่างอยุติธรรม อาจไม่ถึงกับต้องโทษประหารเหมือนตัวละครในเรื่องสั้น เพียงแค่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม การถูกละเลย และการถูกขับสู่การเป็นคนชายขอบก็ถือเป็นการฆาตรกรรมบุคคลเหล่านั้นแล้ว เนื่องจากจะไม่มีใครได้ยินเสียงของพวกเขาอีกต่อไป หรือแม้กระทั่งการบังคับประชาชนให้เชื่อหรือปฏิบัติตามในบางเรื่องโดยไม่อนุญาตให้ตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์ได้ นี่คือหนึ่งในการประหารความคิดประชาชน และนี่อาจเป็นสิ่งที่ “คนดี” พึงพอใจที่ทำให้บ้านเมืองอยู่ในความสงบเรียบร้อยเสมอมาดังนั้นหนังสือรวมเรื่องสั้น “สิงโตนอกคอก” เรื่องนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นเรื่องที่สะท้อนปัญหาปัจเจกบุคคล กลุ่มสังคม สังคม การเมือง (ไทย) อย่างมีนัยสำคัญ ถ้าตีความให้ลึกลงไปกว่าตัวอักษรในแต่ละบรรทัด แต่ละเว้นวรรค แต่ละบทสนทนาของตัวละคร สิ่งที่อยู่ในเรื่องสั้นแต่ละตอนก็ไม่ต่างจากสภาพสังคมปัจจุบันของไทยที่เป็นอยู่เท่าใดนัก... สังคมแห่งคนดี